ตอนที่ 100 กิลมุเกน
ตอนที่ 100 กิลมุเกน
ณ.เวลาเดียวกันกับที่โรมะกำลังสนุกอยู่กับอลิซาเบธ
“ชิ พลาดจนได้”
เสียงบ่นดังขึ้นมา ขณะที่ร่างของชายหนุ่มรูปร่างผอมบางและมีผมสีดำ
หล่นลงมาจากอากาศตกสู่พื้นห้องเสียงดัง
แขนข้างหนึ่งของเขากลายเป็นสีดำเหมือนถูกเผาจนเกรียม
“ฮ่าๆๆ พลาดมาเหรอไง โคเฮย์”
ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งรออยู่ในห้องหัวเราะออกมา เขาเองก็มีผมสีดำ
แต่ตัดสั้นจนตั้งแหลม
“หุบปากไปซะฮิเดกิ!
มารแห่งความโลภของฉันมันแพ้ทางมารแห่งความเย่อหยิ่งนี่น่า!
มันไม่ยอมให้ฉันเข้าใกล้ตัวเลย”
“แพ้ทางมันแค่ข้ออ้างของหมาขี้แพ้ล่ะวะ”
“แล้วแกล่ะ แพ้มาเหมือนกันไม่ใช่หรือไง!”
“ฮ่าๆๆ ไม่ได้แพ้โว้ย เขาเรียกว่าลองเชิง รู้จักไหมลองเชิงน่ะ”
“แต่คำสั่งคือให้จับตัวหรือสังหารทิ้ง
การที่แกกลับมามือเปล่าก็แปลว่าพลาดเหมือนกันแหละ”
“ผิดแล้วๆ คำสั่งไม่มีระยะเวลาสักหน่อย
แล้วก็นะมารแห่งโทสะของฉันน่ะ มันต้องใช้เวลาสักหน่อยถึงจะแสดงพลังออกมาได้เต็มที่
แต่คราวหน้าฉันสังหารเจ้ามารแห่งความเกียจคร้านได้แน่”
“ทางนี้เองก็เหมือนกัน คราวหน้าไม่พลาดแน่”
“แย่จัง เหมือนจะได้ยินเสียงเห่าหอนไร้สาระแถวนี้อีกแล้วนะ”
เสียงที่สามแทรกขึ้นมา และโดยไม่รอให้อีกฝ่ายปรากฏตัว ทั้งโคเฮย์และฮิเดกิก็รีบพุ่งลงไปคุกเข่ากับพื้น
พวกเขาหน้าซีดเผือกและมีเหงื่อไหลแบบห้ามไม่อยู่
ประตูห้องที่เป็นเหมือนโกดังถูกเปิดออก
หญิงสาวที่ตัวเล็กราวกับตุ๊กตามีชีวิตเดินเข้ามา
เสียงฝีเท้าที่เดินได้แค่ก้าวสั้นๆ ยังฟังดูน่ารัก ทว่าเสียงลากของหนักๆ ที่ดังตามมาด้วยฟังดูน่ากลัวจนขนหัวลุก
พอปิดประตูลง
เธอก็โยนร่างของชายร่างอ้วนที่ใหญ่กว่าตัวเธอเกือบสามเท่า ลงตรงหน้าของทั้งสองคน
แต่ชายร่างอ้วนไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
เขาตายในสภาพที่เหมือนกำลังหวาดกลัวสุดขีด
ทั้งคู่ที่เห็นเขาเกือบหัวใจวายตายตามไปด้วย แต่ทั้งคู่รู้ดีกว่านี้แหละคือผลของสกิลมารแห่งความริษยา
ที่หัวหน้าของพวกตนมีอยู่
“มะ มารแห่งความตะกละ!”
โคเฮย์พอใช้สกิลตรวจสอบดู เลยรู้ว่าศพนี้เป็นใคร
“โคเฮย์ สกิลมารแห่งความตะกละจะกลับสภาพเดิมเมื่อไร”
หญิงสาวร่างเล็กถามขึ้น ขณะเดินมานั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง
และดื่มนํ้าหวานที่ฮิเดกิเตรียมไว้ให้ก่อนแล้ว
“สามวันครับ หลังจากเจ้าของเดิมตายได้สามวัน
สกิลมารจะกลับไปสู่สภาพผนึก และจะสุ่มตำแหน่งการซ่อนตัว
รอจนกว่าจะมีคนที่เหมาะสมไปเจอครับ”
“ระหว่างนี้นายใช้สกิลมารแห่งความโลภชิงเอามาได้ไหม”
“มะ ไม่ได้ครับ สกิลของผมใช้กับคนที่ตายไปแล้วไม่ได้”
“งั้นระหว่างนี้ นายไปหาคนที่มีสกิลค้นหามา
เราต้องชิงเอาสกิลมารแห่งความตะกละมาก่อนที่ใครจะได้ไป”
“รับทราบครับ”
“หัวหน้าแล้วจะเอาอย่างไงกับมารแห่งความเย่อหยิ่ง
ที่เจ้าโคเฮย์ต้องจัดการล่ะ”
ฮิเดกิถามขึ้นมา ถึงการพูดจะเหมือนพูดเล่น แต่นํ้าเสียงค่อนข้างให้ความเคารพทีเดียว
“ไม่ต้องตาม ถ้าลองรู้ตัวแล้ว ทั้งสองคนต้องไปรวมตัวกับมารราคะ
ไว้พวกนั้นหาตัวมารราคะเจอเมื่อไร ค่อยตามไปกำจัดพร้อมๆ กันเลย”
“จะดีเหรอ กว่าผมจะดึงมารแห่งความเกียจคร้านออกมาจากที่ซ่อนได้
ก็เล่นเอาเหนื่อยแทบแย่เลย ขืนปล่อยไปไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน กว่าจะตามเจออีก…”
ฮิเดกิรีบหยุดพูดทันที
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสายตาของหัวหน้าที่จ้องใส่ ราวกับเขาเป็นแค่แมลง
“ถ้านายมีความสามารถเท่านั้น ก็ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในกิลมุเกน”
“ขะ ขออภัยครับท่านริกะ! ถึงมันจะหนีไปสุดขอบโลก
ผมก็จะตามหาให้เจอครับ!”
ฮิเดกิรีบบอกไปแบบหวาดกลัว
“ดีมาก เป้าหมายของเราคือการกำจัดพวกมารให้หมด
หรือไม่ก็เอาพลังนั้นมาถือครองไว้เอง ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของเขา…โคเฮย์
ตอนนี้ลูกน้องของนายทำงานไปถึงไหนแล้ว”
เธอหยุดพูดลงกะทันหัน และหันกลับมาถามอย่างจริงจังกับโคเฮย์
“ครับ ถึงพวกนั้นจะโดนผมเอาสกิลมาหมดแล้ว แต่ยังไงก็เป็นถึงผู้กล้า
เลยสามารถเลื่อน
Rank นักผจญภัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ Rank
ของกิลเองก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปด้วย ตอนนี้ก็เกิน Rank 50 มาแล้วครับ”
“ยังไม่พอ เพื่อที่ทุกคนบนโลกนี้จะได้รู้จักชื่อกิลมุเกน
พวกเราจะต้องเป็นกิลอันดับหนึ่งให้ได้…ฮิเดกิ นายจงไปเสาะหาคนที่มีฝีมือมาเพิ่ม
ยิ่งถ้าได้พวกที่มีชื่อเสียงมายิ่งดี”
“รับทราบ”
“ถ้าเขาได้ยินชื่อกิลของเรา เขาจะต้องมาหาเราแน่ กว่าจะถึงตอนนั้นต้องทำให้โลกนี้ปลอดภัยสำหรับเขาก่อน”
เมื่อเห็นหัวหน้าเข้าสู่โลกส่วนตัวไปแล้ว
โคเฮย์เลยต้องเป็นฝ่ายถามออกไป
“หัวหน้า มีอะไรจะสั่งเพิ่มอีกไหมครับ”
“…สถานการณ์ของเผ่าปีศาจล่ะ”
“ครับ ล่าสุดผู้กล้าวีรชนต่างพ่ายแพ้จนหมด
กองทัพของสมาพันธรัฐเองก็โดนจอมมารผลัดดันกลับประเทศ เห็นว่าพลังของจอมมารคนใหม่
เหนือกว่ารุ่นก่อนมากทีเดียว มีเพียงแค่พวกผู้กล้ากลุ่มของจิน
ที่ปักหลักสู้กับจอมมารอยู่ ตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไงก็ไม่รู้ แต่คิดว่าคงสู้จอมมารไม่ได้แน่”
“ลองผู้กล้าวีรชนยังถูกปราบ สงสัยพวกเราต้องลงมือเองแล้ว
แต่ตอนนี้พวกเราต้องตั้งเป้าไปที่พวกมารก่อน ไว้เสร็จเรื่องพวกมารแล้ว
คิวต่อไปค่อยทำลายพวกเผ่าปีศาจและจอมมาร”
“ครับ”
ทั้งคู่ประสานเสียงตอบ และรู้สึกเนื้อเต้นขึ้นมา
เพราะพวกเขารู้ว่าต่อให้เป็นจอมมาร
ก็ไม่อาจสู้หัวหน้าของเขาได้และด้วยแนวทางที่เธอตั้งไว้ พวกเขาจะได้ปกครองโลกใบนี้
“แยกย้ายไปได้แล้ว และอย่าลืมกฎข้อแรกของกิล”
“ครับ เรื่องกฎข้อแรกพวกเราเน้นกับสมาชิกกิลทุกคน
ทั้งเก่าและใหม่อยู่ตลอดเวลาครับ”
“ดี แค่นี้ล่ะ”
พอพูดจบร่างก็หัวหน้าก็แตกเป็นฝุ่นและลอยหายไปในอากาศพอรู้ว่าหัวหน้าไปแล้ว
ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นมาพลางถอนหายใจโล่งอก พลางพูดออกมาพร้อมๆ กัน
“หัวหน้าน่ากลัวโคตร”
ส่วนกฎข้อแรกของกิลก็คือ
ถ้าเจอนักผจญภัยที่ชื่อโรมะ ให้นำตัวมาให้ท่านหัวหน้าริกะทันที
…………….
ทางด้านโรมะที่กลับมาจากปราสาทจอมมารแล้ว ก็เริ่มการต้มนํ้าต่อ
ถึงแม้เลเวลจะได้ตามเป้าแล้ว แต่โรมะเองยังอยากจะเพิ่มระดับให้กับกลุ่มมากกว่านี้
ส่วนพวกโบสถ์ใหญ่ถือว่าแถมให้ ที่สำคัญรายได้นั้นดีสุดๆ
ในทะเลไม่ได้มีแค่พวกโทรล แต่ยังมีมอนสเตอร์อีกหลากหลายชนิด
ขนาดพวกปลาธรรมดายังถูกนับเป็นมอนสเตอร์ด้วย อ่า จะบอกว่าปลาธรรมดาก็ไม่ถูก
เพราะมันมีแต่ปลาอันตรายที่ตัวใหญ่ เช่น สายพันธุ์ที่
คล้ายๆ ฉลาม หรือปลาหมึกที่ปล่อยไฟฟ้าออกมาได้ แมงกะพรุนที่พ่นกรด
ของที่เก็มบุ อ้อ ผมตั้งชื่อให้มังกรเต่าล่ะ
จะเรียกมันเจ้ามังกรอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันเองก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร
รับชื่อไปใช้แต่โดยดี กลับมาเรื่องไอเท็มที่เก็มบุเก็บมาให้
นอกจากมาน่าคริสตัลที่ตกลงจะแบ่งให้เก็มบุครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมดที่เก็บได้
ถือเป็นค่าจ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นปลา ปลากองเป็นภูเขาเลย
เยอะจนผมเก็บเข้ากระเป๋าไม่ทัน
น่าจะเกือบถึงหลักหมื่นได้
ตอนแรกผมห่วงว่าจะทำให้ปลาสูญพันธุ์หรือเปล่า
แต่เพราะมันถูกนับเป็นมอนสเตอร์ดันเจี้ยนด้วย เลยคืนชีพขึ้นมาได้
จึงไม่มีอะไรต้องห่วง
ตอนนี้ผมได้วัตถุดิบทำอาหารเพิ่มมาหลายอย่างเลย แค่ปลาที่ได้มา
ก็มีมากว่าสิบชนิดแล้ว นอกจากนี้ยังมีปลาหมึก กุ้ง แมงกะพรุน หอย
ซึ่งนอกจากปลาแล้วผมเก็บเอาไว้หมดเพื่อใช้ทำอาหาร ส่วนปลาที่ได้มาเยอะ
หลังจากแบ่งเก็บไว้แล้วก็ว่าจะเอาที่เหลือไปขาย
แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการแบ่งไอเท็มให้พวกโบสถ์ใหญ่ด้วย เพราะพวกเขาบอกว่าแค่มาเกาะผมกินก็ละอายจะแย่แล้ว
ขืนมาขอแบ่งไอเท็มที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการหามาอีก คงอับอายไปชั่วชีวิต
แต่ผมว่าพวกเขาคงอยากจะชดใช้ เรื่องเชิดเงินที่ได้จากการ์ดศพคราวก่อนด้วย
ผมนั่งแบ่งไอเท็มจนถึงเช้าก็ยังไม่เสร็จ
มันเยอะขนาดเก็บลงกระเป๋าได้ไม่หมด ผมเลยเลิกต้มนํ้า
แล้ว ไม่งั้นไอเท็มจะเสียเปล่าและผมพึ่งรู้ขีดจำกัดของกระเป๋า
ถึงบอกว่าเป็นไอเท็มชนิดเดียวกัน จะถูกนับอยู่ในช่องเก็บเดียวกันได้ แต่จริงๆ
ของชิ้นเดียวกันเก็บได้ไม่เกิน 200 ชิ้น ถ้าเกิดมันจะถูกแบ่งไปที่ช่องใหญ่ทันที
มีแต่พวกเหรียญเท่านั้นแหละ ที่สามารถเก็บได้เกิน 200 ชิ้น
สงสัยเพราะขนาดมันเล็กล่ะมั่ง
ด้วยที่ไอเท็มเยอะเกิน
ผมเลยบังคับยัดไอเท็มใส่กระเป๋าพวกโบสถ์ใหญ่จนเต็มทุกคน
ก็เหลือพวกของมีราคาให้หน่อย อย่างปลาถ้าเอาไปขายก็ได้ราคาดี และยังมีพวกคฑา ดาบ
ชุดเกราะ แบบแรร์และซูปเปอร์แรร์ไปด้วย โดยเฉพาะพวกอัศวินดูจะดีใจมากที่ได้เกราะใหม่มา
แต่ในบรรดาไอเท็มทั้งหมด อันที่ดีที่สุดกลับเป็นการ์ด
การ์ด จิตวิญญาณแห่งวารี
ผลของการ์ดใบนี้
จะทำให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้สกิลที่เกี่ยวกับนํ้าได้ทุกประเภท
โดยข้ามเงื่อนไขและข้อยกเว้นทุกอย่าง ผมไม่รอช้าจับยัดใส่มือของซาคุยะทันที
เพราะในที่นี้มีเธอคนเดียวที่ไม่มีสกิลใช้
แต่การ์ดใบนี้จะช่วยทำให้เธอเรียนรู้สกิลใหม่ได้
แต่ซาคุยะรู้ค่าของการ์ดใบนี้ ถ้าเอาไปขาย
คงได้เงินพอจะซื้อประเทศหนึ่งได้เลย จึงไม่ยอมรับ แต่ผมไม่ฟังคำปฏิเสธของเธอ
แต่จับยัดใส่มือและบังคับให้ใช้มันทันที ซาคุยะที่พอรู้ว่าตัวเองจะมีสกิลใช้อีกครั้งก็ถึงกับหลั่งนํ้าตาออกมา
จนต้องปล่อยให้พวกสาวๆ ช่วยกันปลอบ
จากนั้นผมก็เรียกยูรินมาหา
และถามว่าถ้าจะหลอมพวกอาวุธชุดเกราะทั้งหมดจะต้องใช้เวลาเท่าไร เธอค่อนข้างแปลกใจ
เพราะมันมีของระดับ Epic อยู่ในกอง
อาวุธชุดเกราะด้วย ถ้าเอาไปประมูลคงได้หลายเงิน
แต่ผมว่าเงินน่ะมีเยอะแล้ว ยังไม่นับพวกไอเท็มอื่นๆ ที่กำลังจะเอาไปขายอีก
เงินมีเยอะแต่ไม่ได้ใช้มันจะไร้ประโยชน์
สู้แปรสภาพเอาของที่ใช้งานได้มาเก็บไว้ดีกว่า
ซึ่งถ้าหลอมจนกลายเป็นแร่แล้ว
มันจะประหยัดเนื้อที่ในกระเป๋าได้อีกมาก ถ้าตามที่คำนวณไว้
วิธีนี้น่าจะทำให้ขนไปได้หมด ยูรินเลยรีบนำอุปกรณ์ที่ขนมาด้วยออกมาตั้งสร้างเป็น
Workshop แบบชั่วคราว และเริ่มทำการหลอมสะกัดทันที
ซึ่งเอสเตอร์กับดอเรียก็เข้าไปช่วยอีกแรง เพื่อจะได้เสร็จเร็วขึ้น
ระหว่างนั้นผมก็ขนปลาที่มีมากเกินไป กลับที่ฝังและเจรจาขายให้กับพวกพ่อค้า
แต่ผมไม่ต้องการระบบการผูกมัดการค้า แบบที่พวกนี้ชอบทำ
เลยจะใช้วิธีกระจายสินค้าให้กับทุกคน แม้แต่นักผจญภัยผมก็จะขายให้ ใคร
มีเงินเท่าไรผมก็จะขายให้ตามจำนวนเงินที่มี แน่นอนว่าราคาถูกกว่า
ถ้านำออกไปขายอีกทอด ก็จะได้กำไรเกือบเท่าตัว ส่วนพ่อค้าผมจะกำหนดไว้ว่าจะได้คนละเท่าไร
เพราะถ้าวัดเรื่องเงินพวกพ่อค้าจะมีเงินทุนสูงพอจะเหมาทั้งหมดได้
งานนี้พวกพ่อค้าไม่ค่อยพอใจเท่าไรหรอก แต่ไม่สามารถโต้เถียงได้
เพราะฝ่ายนักผจญภัยมองผมเป็นผู้มาโปรดสัตว์ไปแล้ว
ขืนมีปัญหาก็จะกลายเป็นศัตรูกับนักผจญภัยทันที เลยต้องยอมรับเงื่อนไขของผมไปแบบไม่มีทางเลือก
พวกนักผจญภัยต่างยอมหมดตัว ซื้อปลาจากผมไปจนเต็มกระเป๋ากันทุกคน
ใครไม่มีเงินก็มีการกู้จากพ่อค้าไปก่อน แต่เพราะกระเป๋าที่เต็มแล้ว
ก็ไม่มีเหตุผลจะต้อง
อยู่ล่ามอนสเตอร์ที่นี้ต่อ ในไม่ถึงชั่วโมงพื้นที่ในชั้น 9
ก็ร้างปราศจากผู้คน มีเพียงแต่พวกผมเท่านั้นที่ยังอยู่ที่นี้
“โรมะ! นี้ใช่วิธีใช้เงินทำงานให้อย่างที่นายเคยสอนหรือเปล่า”
อาเดไลท์ที่อยู่กับผมตลอดช่วงการค้าขาย ถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
“ใช่แล้วล่ะ ในเมื่อเราขนไปไม่หมด ก็ใช้คนอื่นขนแทน
ส่วนต่างของราคาที่พวกเราได้น้อยลง ให้คิดว่าเป็นส่วนของค่าโลจิสทิก(ค่าขนส่ง เช่น
จะขนปลาจากท่าเรือไปตลาด ก็ต้องใช้รถขน ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่าย
ตรงส่วนนี้จะเรียกว่าค่าโลจิสทิก) ในกรณีนี้ก็เหมือนเราใช้เงินออกไปในส่วนนั้น
และให้เงินที่จ่ายออกไปทำงานให้โดยเราไม่ต้องเหนื่อยแรง”
“จริงด้วย ถ้าทิ้งไว้ก็เสียเปล่า
สู้จ่ายเงินออกไปและรับเงินกลับมาอย่างแน่นอนดีกว่า”
“เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ อาเดไลท์นี้ก็เรียนรู้เร็วเหมือนกันนะเนี่ย”
“นายเนี่ยฉลาดกว่าพวกพ่อค้าอีกนะ”
“ไม่หรอก”
ใช่ ไม่ได้กว่าฉลาดหรอก แค่ความรู้จากโลกเดิมของผมเท่านั้นเอง
อีกอย่างพ่อค้าไม่ต้องฉลาดหรอก แต่คิดเลขเป็นใครๆ ก็เป็นพ่อค้าได้
แต่พ่อค้าที่เก่งจะต้องเจ้าเล่ห์และรู้จักใช้เงิน
ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมถนัดทั้งนั้น
จริงๆ ผมยังเล็งผลเรื่องราคาตลาดไว้ด้วย
การที่มีสินค้าปริมาณมากออกป้อนเข้าตลาด ราคาสินค้าย่อมต้องตกลง
ถึงมองในแง่ผลกำไรขาดทุนแล้ว ผมจะมีแต่
เสียกับเสีย แต่ในระยะยาว ปลาจะถูกนำเข้าสู่ระบบ
และราคาจะลดลงจนทำให้คนทั่วไปก็ซื้อหาได้ เมื่อมีคนบริโภคเยอะ
ความต้องการก็เยอะตาม
แล้วใครกันล่ะที่จะเป็นคนหาปลามาป้อนเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมากได้…ฮิๆๆ
“โรมะนายทำหน้าได้ชั่วร้ายมากเลยนะ”
อาเดไลท์เตือนขึ้นมา ผมเลยต้องรีบปรับอารมณ์และสีหน้าซะใหม่
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็จัดการปัญหาของล้นตัวไปได้แล้ว
มาวางแผนต่อจากนี้กันเถอะ”
กระเป๋าของพวกผมตอนนี้อยู่ในสภาพ 90% ทุกคน เลยยังไปกันต่อได้
“พวกคุณถ้าจะกลับกันเลย เดี๋ยวผมจะไปส่งให้เอง”
ผมบอกกับพวกโบสถ์ใหญ่ เพราะเควสของพวกเขาจบลงแล้ว
เลเวลก็ได้มากกว่าที่กำหนดไว้ซะอีก โดยที่ตอนนี้ทุกคนมีเลเวล 34 โดยเฉลี่ย
กลุ่มของผมเองก็ด้วย ฟรานก็เลเวลตันที่ 30
ขนาดพวกเลเวลอัพช้าอย่างเอร่าตอนนี้ก็ยังเลเวล 30 แล้วเหมือนกัน ผมเองเลเวล 31
แล้ว
พวกโบสถ์ใหญ่ขอเวลาประชุมกันอีกรอบ ก่อนที่กรอเรียจะเป็นตัวแทนบอกข้อสรุปให้ฟัง
“ขะ ขอให้พวกเราตามคุณโรมะไปต่อได้ไหมคะ”
“เรื่องนั้นผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
ผมคิดว่ามีพวกนักบวชไปด้วยก็ดี
เวลามีอะไรขึ้นมาพวกเวทรักษาจะมีประโยชน์มาก ส่วนเหตุผลที่จะขอตามผมไปด้วยนั้น
ก็มีทั้งอยากได้ประสบการณ์จากการต่อสู้
บ้าง อยากเรียนรู้วิธีทำงานของผมบ้าง แต่หลักๆ
นั้นก็คืออยากจะกินอาหารที่พวกผมทำอีก
แต่ตอนนี้ผมต้องเปลี่ยนอาชีพให้กับคนที่เลเวล 30 ก่อน จริงๆ
ไม่ควรให้ใครรู้ แต่ไหนๆ พวกโบสถ์ใหญ่ก็ไม่ได้นับถือเทพอยู่แล้ว
ถึงรู้ไปพวกนี้ก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก นอกจากอยากรู้ว่าผมได้มาได้อย่างไง
ตอนนี้คนที่เปลี่ยนอาชีพตอน 30 ได้นอกจากกลุ่มโบสถ์ใหญ่แล้วก็มี
มอเรีย Lv 50 พอดี อาชีพที่เธอเปลี่ยน
เป็นอาชีพขั้นสูงสุดของสายมือสังหาร หรือก็คืออาชีพ Assassin เดเม่ Lv33
อาชีพที่เลือกป็นอาชีพเบื้องต้นอันที่สอง เป็นอาชีพเสริมการโจมตีระยะไกล Shooter
ยูริน Lv 33 เลือกอาชีพเบื้องต้นอันที่สอง
เหมือนกัน เป็นอาชีพ Alchemist กิน Lv 35
เธอเลือกอาชีพขั้นกลางต่อจากชาแมน เป็น Soul speller เอสเตอร์ Lv 31
เป็นคนที่เลือกอาชีพที่ผมผิดคาดที่สุด เพราะเธอเลือกอาชีพเบื้องต้นอันที่สองเป็น
Hunter โรสลิน Lv 31 เธอเลือกอาชีพทเบื้องต้นอันที่สอง เป็นนักร้อง
ถึงตอนแรกเธอจะลังเล แต่ผมให้เลือกตามที่ชอบ เอร่า Lv 30 ก็ยังคงมุ่งมั่นอย่างผิดๆ
เธอเลือกอาชีพชั้นกลางมา เป็น High Summonner อาเดไลท์ Lv 31
เป็นอีกคนที่มุ่งมั่นแบบแปลกๆ เธอเลือกอาชีพขั้นกลางมา เป็น Battle dancer
ฟราน Lv30 ได้เปลี่ยนอาชีพตามคำแนะนำของเรโมริก้า อาชีพขั้นกลาง
Blood Queen
แต่ว่าหลังจากเปลี่ยนแล้ว ก็ต้องผิดหวังไป เพราะตอนแรกตั้งใจจะขยาย
Lvmax ของฟรานให้เพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีเพิ่ม Lvmax ทำได้หลายทาง
ส่วนใหญ่แล้วจะเพิ่มตามอายุ ส่วนวิธีที่เร็วที่สุดคือการเปลี่ยนอาชีพ
ที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์หรือการข้ามขีดกำจัดตัวเองไป
ซึ่งกรณีนี้พวกผมใช้วิธีเปลี่ยนอาชีพให้ฟรานนั้นเอง แต่มันไม่ได้ผล
เลเวลสูงสุดเธอยังอยู่แค่ที่ 30 อาจเพราะอายุของฟรานยังน้อยเกินไป
ขีดกำจัดของเธอเลยยังได้เพียงเท่านี้
ส่วนของผม Lv 31 อาชีพที่เปลี่ยน…โจร
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น