ตอนที่ 108 เดรัจฉานไร้เปลือก

ตอนที่ 108 เดรัจฉานไร้เปลือก
ช่วงกลางดึก เอนันโด้กับลูกน้อง ได้มาปล่อยตัวผม พร้อมกับนำเสื้อผ้ามาให้ แต่ยังไม่มีคำขอโทษให้ อารมณ์ประมาณยอมสงบศึกแต่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
ผมไม่ได้ถือสาอะไรหรอก เพราะเข้าใจอีโก้ของพวกเขาที่เรียกว่า ศักดิ์ศรีมันคํ้าคอ
การเจรจากับเรเดีย ไปได้ไม่สวย เธอยอมลงให้มากที่สุด คือการหยุดการทรมานผมเท่านั้น แต่ยังไม่ยอมปล่อยตัวไปเด็ดขาด เรื่องนี้เอนันโด้ค่อนข้างเห็นด้วยกับเธอ เพราะยังไม่มีหลักประกันอะไร ว่าทุกคนจะปลอดภัยเมื่อปล่อยผมไปแล้ว อาจจะกลายเป็นปล่อยเสือเข้าป่า* ก็ได้
*ต้นฉบับใช้สำนวนของญี่ปุ่น เราพยายามยกเอาสำนวนของไทย ที่มีความหมายแบบเดียวกันมาใส่แทน
ฉะนั้นเอนันโด้เลยพยายามเปิดการเจรจากับผมตามลำพัง โดยไม่ให้เรเดียรู้ ไม่งั้นเธอคงคัดค้านอีก ถ้าผลออกมาดี เขาคงจะยอมอารักษ์ขาผมออกไปส่งเองเลย
“สรุปคือทางผมไม่ได้ติดใจอะไรเลย เป้าหมายจริงๆ ก็ไม่ได้ต้องการมาหาเรื่องกับพวกคุณด้วย แต่เป็นพวก
คุณที่แสดงความเป็นศัตรูกับผมก่อน เลยต้องตอบโต้กลับไปตามวิสัย”
“เป็นการตอบโต้ที่รุนแรงมากเลยนะ”
เอนันโด้ฝืนยิ้มแห้งๆ เพราะการโต้ตอบของผมคือการทำลายกองทัพที่ชั้น 11 ซะราบ
“ผมไม่ชอบทำอะไรให้กลายเป็นภัยกับตัวเองทีหลัง เพราะงั้นใครเป็นศัตรู ผมต้องทุ่มเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกลับมาหาเรื่องได้อีก”
“เป็นความคิดที่อันตรายนะ”
เอนันโด้เตือนผม ทั้งๆ ที่อายุไม่น่าจะมากกว่าผมสักเท่าไร แต่เขาเป็นคนหนุ่มที่ดูฉลาดและสุขุมเกินอายุทีเดียว
“ผมทราบครับ เลยตีเส้นแบ่งไว้ที่คำว่า ศัตรู กับพวกคุณตอนนี้ ยังไม่ได้ก้าวเส้นที่ว่ามาครับ”
เอนันโด้แอบคิดในใจ นี้ขนาดยังไม่นับเป็นศัตรูนะ ยังถล่มซะเขาไปไม่ถูกเลย ถ้าเอาจริงขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะต้องมีตายกันอีกสักเท่าไร
“งั้นก็แปลว่าถ้าพวกฉันปล่อยนายไป ก็จะไม่เอาเรื่องสินะ”
“ครับ ไม่อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ดี อยากให้ทำเป็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น”
ผมรู้ว่าอยากที่จะทำแบบนั้น เพราะงานนี้มีคนตายเยอะเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้ ซํ้ายังมีคนรู้เห็นเป็นพยานอีกเพียบ เอนันโด้เองก็คงลำบากใจในจุดนี้อยู่
“ถึงไม่นับว่าพวกเขาได้ตายในสงครามที่ตัวเองก่อ จะไปถือโทษเอาความอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ก็ยังผิดกฎของกิลนักผจญภัยอยู่ดี ทว่าถึงทางนี้จะผิดจริง แต่การฆ่านักบวชและสมาชิกของโบสถ์ใหญ่ ก็ทำให้หลายคนไม่พอใจ”
“เรื่องนั้นผมก็คิดไว้แล้ว เลยจะขอเสนอทางออกที่ได้กันทั้งสองฝ่าย”
“…มีวิธีแสนวิเศษเช่นนั้นด้วยเหรอ”
“ครับ แต่ภายใต้เงื่อนไขทั้งหมดนั้น ไม่รู้ว่าถ้าทางคุณจะรับกันได้ไหม แต่นี้คือจุดร่วมเดียวที่ผมจะลดเงื่อนไขให้ได้แล้ว”
“งั้นขอให้ว่ามา ถ้าเป็นเงื่อนไขตํ่าสุดอย่างที่ว่าไว้จริง ทางนี้ก็จะขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ”
“ก่อนอื่นผมทราบเป้าหมายของพวกคุณและความลับที่ต้องการรักษาไว้แล้ว ส่วนเป้าหมายของทางผมคือการมาสำรวจในชั้นนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการทำคุณไถ่โทษ ผมจะสำรวจและทำแผนที่ชั้นนี้แบบทุกซอกทุกมุมให้”
“ทำได้เหรอ!”
“ครับผมมีอาชีพเป็นนักล่าสมบัติและโจร ซึ่งเป็นอาชีพสายสำรวจดันเจี้ยนอยู่แล้ว ถ้าได้คนของผมมาช่วย ใช้เวลาอย่างมากก็หนึ่งวันเท่านั้น”
“แต่ชั้นนี้เป็นเขาวงกตนะ”
“ไม่ใช่เขาวงกตซะทั้งหมดหรอกครับ”
“ไม่ใช่เหรอ!?”
“คุณรู้จัก รันเนอร์เวย์สินะครับ”
“ก็ต้องรู้จักสิ”
“แล้วรู้ไหมครับ รันเนอร์เวย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไง”
“เรื่องนั้น…”
“รันเนอร์เวย์คือเส้นทางไหลเวียนของมาน่า ที่หล่อเลี้ยงระบบการทำงานของดันเจี้ยนครับ”
“ส เส้นทางไหลเวียน?”
“…ก็เป็นเหตุผลที่มอนสเตอร์ถึงไม่ค่อยเข้าใกล้รันเนอร์เวย์ไงครับ เพราะเป็นจุดที่มีพลังมาน่าเข้มข้นเกินไป และถ้าสู้กันบริเวณนั้น อาจทำให้การไหลเวียนของมาน่าเสียหาย และเกิดการถล่มของชั้นนั้นได้ แต่มอนสเตอร์ดันเจี้ยนส่วนใหญ่เลยเลี่ยง แต่เพราะรู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณมากกว่าล่ะมั่ง”
“เข้าใจแล้วๆ แต่ว่ามันเกี่ยวกับอะไรกับเรื่องการเปิดแผนที่ล่ะ”
“ก็เพราะว่า…ต่อให้เป็นวงกต แต่ผมสามารถใช้รันเนอร์เวย์ เป็นป้ายบอกทางได้อย่างไงล่ะครับ ขอเพียงตามป้ายที่ว่าไป ถึงจะไม่ได้นำไปที่ทางออกโดยตรง แต่ด้วยสกิลของนักล่าสมบัติ ผมจะเปิดแผนที่ในแนวตรงได้ ส่วนที่เหลือก็ไม่ยากแล้วครับ เพราะถึงจะหลงก็ยังกลับมาเริ่มใหม่ที่รันเนอร์เวย์ได้”
“ถึงฉันจะทำแผนที่ไม่เป็น แต่พอจะเข้าใจที่นายจะบอกแล้ว”
“แล้วมูลค่าของแผนที่ เพียงพอจะชดใช้ให้ได้ไหมครับ”
“…ขอบอกตามตรง แผนที่ที่พวกฉันมี คลอบคลุมไม่ถึงครึ่งของชั้นนี้เลย ถ้าเทียบขนาดจากชั้นที่ 11 ล่ะก็นะ เพราะงั้นถ้านายทำแผนที่ได้จริง และส่งมอบให้กับพวกเรา มันจะมีค่าเกินพอเลยด้วยซํ้า แต่ฉันขอเพิ่มเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
“ก็คิดไว้แล้วครับ ลองว่ามาเลยครับ”
“อย่างที่นายรู้ ทางฉันเองก็มีความลับที่ไม่ต้องการให้คนนอกมาเห็น ฉะนั้นเรื่องข้อมูลของแผนที่ จะว่าอะไรไหมถ้าทางฉันจะขอถือครองไว้ โดยไม่เผยแพร่ออกไปให้กับกิลนักผจญภัย”
เข้าใจล่ะ ต้องการจะผูกขาดชั้นนี้เอาไว้เองสินะ ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่นอกเหนือการคาดเดาเลย
“พอจะยอมรับได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ช่วยปรับปรุงแผนกต้อนรับหน่อยครับ”
“แผนกต้อนรับ?”
“ก็หมายถึงพวกที่ใช้ให้เฝ้าต้นทาง อย่างที่พวกชั้น 11 ไงครับ ที่ต้องมีเรื่องกับผม เพราะทางนั้นเอาแต่ขู่และใช้กำลังโดยไม่ฟังความอะไรเลย อย่างน้อยถ้าอธิบายเหตุผลมาดีๆ ทางผมเองอาจจะเข้าใจจนยอมถอยไปโดยไม่ต้องสู้กันก็ได้ หรือไม่ก็อธิบายเรื่องวิธีการ และแนะนำเส้นทางเลี่ยงให้ ผมคิดว่าพวกคุณคงไม่ไปเทรนมอนสเตอร์มาจากจุดอับแบบทางตันหรอกใช่ไหมครับ”
“เรื่องนี้ฉันต้องขอโทษแทนด้วยจริงๆ ท่านเคานต์เฮกราสพึ่งได้มาประจำในหน่วยของท่านเรเดีย เลยไม่รู้การปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อคนในพื้นที่”
“หมายถึงอัศวินหนวดคนนั้นนะเหรอ เอ๋! เป็นถึงท่านเคานต์แล้วทำไมถึงได้มาทำงานแบบนี้ล่ะ”
“นายเป็นนักผจญภัยเลยยังไม่รู้ แต่ยิ่งยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต ก็ยิ่งต้องจ่ายภาษีที่แพงขึ้น หรือไม่ก็ต้องยอมโดนยึดเอาที่ดินไป ซึ่งพอที่ดินเหลือน้อยลง ระดับของยศก็จะถูกลดชั้นลงไปด้วย ซึ่งแบบนั้นมันเป็นการเสียหน้าอย่างมาก แต่ถ้ามาเป็นสมาชิกของโบสถ์ใหญ่ ก็จะได้รับความช่วยเหลือเรื่องภาษีแถมยังได้รักษาหน้าเอาไว้ด้วย”
“แต่ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องมาทำงานเป็นอัศวินแบบนี้”
พอถามจี้เข้าไป เอนันโด้ก็ทำท่าอึกอัด ก่อนจะเขยิบหน้าเข้ามาหา ผมเข้าใจภาษากายเลยยื่นหูไปใกล้ๆ เพื่อที่จะได้ฟังที่เขากระซิบ
“ท่านเรเดียเป็นเจ้าหนี้ของท่านเคานต์เฮกราสน่ะ เห็นว่าแค่สั่งคำเดียวที่ดินทั้งหมดก็จะโดนยึดทันที เขาเลยต้องทำตามที่ท่านเรเดียสั่งทุกอย่าง”
“นี้ตาลุงหนวดนั้นไปติดหนี้เท่าไรกันแน่เนี่ย!”
“เรื่องนั้นก็สุดที่ฉันจะเดาได้เหมือนกัน”
เอนันโด้กอดอกอย่างครุ่นคิด เขาเองก็คงอยากรู้พอๆ กับผมเหมือนกัน เพราะการเป็นหนี้ขนาดโดนยึดที่ดินทั้งหมดของคนระดับเคานต์ ก็แปลว่าอย่างน้อยต้องมีเมืองที่เป็นของตัวเองสองถึงสามเมืองเป็นอย่างตํ่า ไม่นับพื้นที่ทางพาณิชย์ ที่มีมูลค่าอีกมหาศาล
ปล่อยเรื่องหนี้ของลุงหนวดไปก่อน
“แล้วพอจะเปลี่ยนอะไรได้ไหมครับ เรื่องแผนกต้อนรับน่ะ”
“บอกตามตรงว่ายาก คนที่กำหนดหน้าที่คือท่านเรเดีย ฉันเองก็เป็นแค่องค์รักษ์ อย่างมากก็ออกคำสั่งในกองอัศวินได้แค่กองของตัวเอง แต่ฉันรับปากได้ว่าจะดูแลเรื่องนี้ให้ เพราะถึงใช้วิธีทางตรงไม่ได้ ก็ยังพอจะมีทางอ้อมให้ใช้อยู่”
ผมรู้ว่าทางอ้อมที่ว่าคืออะไร เอนันโด้เป็นองค์รักษ์ของเรเดีย ในทางชั้นบัญชาการ เขาอาจไม่มีอำนาจอะไร แต่ในทางปฏิบัติ ทุกคนต้องเกรงใจเขา อย่างน้อยก็ต้องในเรื่องฝีมือ เพราะถ้าไม่แน่จริงคงไม่ได้เป็นถึงองค์รักษ์ของคนระดับอาร์คบิชอปหรอก ฉะนั้นถึงจะสั่งไม่ได้ แต่ยังขู่ได้…ผู้ชายคนนี้น่ากลัวแฮะ แต่ถ้าได้เป็นพวกก็เป็นคนที่ใช้การได้เลยทีเดียว
จากนั้นพวกผมก็คุยกันในเรื่องรายละเอียดอีกนิดหน่อย ทว่าทั้งหมดนี้ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นข้อตกลง
หรือสัญญา เพราะคนที่ตัดสินใจคือเรเดียเท่านั้น ที่คุยๆ กันนี้เลยเป็นแค่แนวทางร่วมกันเท่านั้น
ถึงการคุยกับผู้ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจจะเป็นเรื่องเสียเวลา แต่กรณีแบบนี้ผมกลับคิดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว เพราะผมจะได้ไม่ต้องสู้กับยัยอาร์คบิชอปคนเดียว ทว่าจะมีเอนันโด้ค่อยช่วยสนับสนุนอีกทาง
ตอนนี้เรเดียเหมือนกำลังโดนผมล้อมด้วยตัวหมากของเธอเอง
ระหว่างที่รอความคืบหน้าจากเอนันโด้ ซึ่งพยายามหาทางกล่อมให้เรเดียรับข้อเสนอนี้ไว้ ผมก็ติดต่อไปหาสาวๆ เพื่อแจ้งข่าวความคืบหน้า แค่การถูกปล่อยตัวและได้รับการดูแลในฐานะแขก มันยังไม่ดีพอสำหรับพวกเธอแฮะ แค่ฟังจากนํ้าเสียงก็รู้เลยว่าทุกคนไม่พอใจมากถึงมากที่สุด
เพราะถึงจะได้ที่พักส่วนตัว แต่ก็ยังโดนคุมตัวโดยมีอัศวินเฝ้าอยู่ จนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ไม่ต่างจากนักโทษเลย
ตอนนี้การลอบโจมตีแบบกองโจรยุติไปแล้ว หรือต้องบอกว่ามันอันตรายเกินไปที่จะใช้ต่อ เพราะการลอบโจมตีจะได้ผลดีก็แค่ช่วงแรก จากนั้นจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงแทน เพราะอีกฝ่ายจะระวังและหาวิธีโต้ตอบกลับ ผลของยุทธศาสตร์ประเภทนี้เลยวัดกันตั้งแต่การโจมตีครั้งแรก ซึ่งมันก็สำเร็จตามเป้าไปแล้ว
ระหว่างที่รอ ทาฮากริมก็จะพาเพื่อนๆ และลูกน้องของเธอเข้ามาแนะนำให้ผมรู้จัก บางคนก็ขอคำปรึกษา ซึ่งล้วนแต่มีปัญหาคล้ายๆ กัน
พื้นที่ที่เหมาะแค่การเพาะปลูกในดินแดนทางเหนือมีอยู่น้อย ยิ่งถ้าเข้าฤดูหนาวแล้ว ก็จะมีหิมะตกทุกวัน ทั้ง
พืชและสัตว์ก็จะตายหมด เพราะงั้นสัตว์ส่วนใหญ่เลยอาศัยการเช่ามาเลี้ยง ถ้าออกลูกก็เก็บไว้เองได้ แต่พอเข้าหน้าหนาวก็ต้องส่งคืน
แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย เพราะลูกสัตว์ที่เกิดมา จะไม่มีนํ้านมของแม่ไว้เลี้ยงดู ร่างกายก็จะอ่อนแอและตายลงก่อนจะหมดฤดูหนาวซะอีก
ผมเองพอจะมีวิธีแก้ปัญหาอยู่ในหัว แต่ยังมีปัญหาอยู่สองอย่าง อย่างแรกความรู้ของคนในโลกนี้ยังน้อย แถมไม่ชอบสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวเท่าไร อย่างถ้าผมรู้ว่าเป็นดินแบบไหน ยังพอแนะนำพืชที่เหมาะสมไปได้ แต่นี้ยังไม่รู้ด้วยซํ้าว่าดินรอบๆ บ้านตัวเองเป็นแบบไหน อันนี้ผมก็จนปัญญาจะช่วย เลยต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น ส่วนปัญหาที่สองก็คือเงินทุน ถึงจะให้คำแนะนำไป แต่ใช้ว่าแค่คำพูดจะเปลี่ยนชีวิตคนได้
ในทันที การปรับเปลี่ยนจะต้องใช้เงิน ช่วงที่รอผลผลิตก็ต้องกินต้องใช้
พวกนักบวชสาวๆ ส่วนใหญ่ จะมาจากครอบครัวที่ยากจน พวกเธอเลยมาอยู่ที่โบสถ์ใหญ่ด้วยวิธีการถูกขาย ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากถูกขายไปเป็นทาสสักเท่าไร ดีกว่าตรงที่ยังพอมีอิสระและอนาคตให้หวังอยู่บ้าง แต่ถ้าตั้งครรถ์ขึ้นมาก็จะกลายเป็นฝันร้ายทันที เพราะพวกนักบวชจะใช้วิธีขับไล่ออกจากโบสถ์ใหญ่ทันที ถ้าใครสวยพอมีราคาหน่อย ก็จะเอาไปขายเป็นทาสให้อย่างลับๆ หรือถ้าใครดูแล้ว ไม่เชื่อฟังก็จะการฆ่าปิดปากทันที…นี้มันเลวร้ายสุดๆ เลย
แถมเรื่องนี้ทำให้ผมหงุดหงิดมาก เพราะมันเป็นเรื่องที่อยู่ไกลเกินกว่ามือผมจะเอื้อมไปถึง ตัวปัญหาไม่ใช่มาจากโบสถ์ใหญ่ แต่ทั้งหมดมาจากความแร้งแค้นของชีวิต
ต่างหาก ถึงขนาดที่ขายลูกกินได้เนี่ย มันต้องอดอยากแบบสุดๆ เท่านั้น ถึงตอนนี้ผมจะยังทำอะไรไม่ได้ แต่ผมก็จดมันลงในหัวทันที ว่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ผมต้องทำในโลกนี้
การเสริมสร้างความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน
ถ้าผมใช้อำนาจของจอมมาร ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากเลย ด้วยพละกำลังและจำนวนคนที่มี แต่ติดอยู่ตรง ถ้าใช้เผ่าปีศาจเข้ามาในตอนนี้ ก็จะกลายเป็นการรุกรานแทนในสายตาคนทั่วไป การเคลื่อนไหวแบบสุ่มสี่สุ่มห้า จะเป็นการจุดให้เกิดไฟสงครามขึ้นมาได้ ฉะนั้นผมจะต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองในฐานะมนุษย์ที่เป็นนักผจญภัย
“…ก่อนอื่นก็ต้องมีเส้นสาย”
ผมพึมพำกับตัวเองขึ้นมา ทาฮากริมเอียงคออย่างสงสัย ผมเลยต้องเปลี่ยนเรื่องคุยขึ้นมาก่อน เรื่องนี้ต้องวางแผนให้รอบคอบและยังต้องใช้เวลา เพราะงั้นพักเอาไว้ก่อน
“ตอนนี้ผมรับทราบปัญหาของทุกคนแล้ว แต่ขอโทษนะที่ตอนนี้ผมช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ไม่ได้เลย”
“ม ไม่ใช่ความผิดของท่านโรมะหรอกค่ะ!”
ทาฮากริมโดดขึ้นมาปฏิเสธทันที เธอเองก็เตือนทุกคนไว้แล้ว ว่าผมไม่ใช่พระเจ้า ที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างราวกับปาฏิหาริย์
“แต่ถ้าให้เวลาผมสักครึ่งปี…ไม่สิ อาจจะแค่สักสามเดือน ผมพอจะทำอะไรได้บ้าง”
“…”
ทุกคนพากับอึ้งไปหมด แม้แต่ทาฮากริมเองก็ใบ้กินไปเหมือนกัน เพราะเธอพึ่งคิดไปว่าเขาไม่ใช่พระเจ้า แต่สิ่งที่เขาพูดนี้ได้ลบล้างความคิดเธอไปซะแล้ว ปัญหาที่เป็นเหมือนวิถีชีวิตอย่างหนึ่งไปแล้ว ต่อให้ใช้เวลาหลายรุ่นก็ยังแก้ไม่ได้ แต่นี้กลับถูกบอกว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง
“บุตรแห่งสวรรค์! ท่านโรมะต้องเป็นบุตรแห่งสวรรค์ลงมาจุติแน่ๆ”
ทุกคนพากันคุกเข่าลงและสวดให้กับผม
“ด เดี๋ยวก่อน! รีบลุกขึ้นเลย มันไม่ใช่อย่างที่พวกเธอคิดหรอก ออกจะ…ตรงกันข้ามด้วยซํ้า”
ประโยคสุดท้ายผมงึมงำในลำคอ ผมไม่ได้อคติอะไรกับตำแหน่งจอมมารหรอกนะ แต่อยากให้เปลี่ยนวิธีเรียกจัง
“อย่างที่บอกไป ตอนนี้ผมยังช่วยอะไรไม่ได้ พวกเธอต้องอดทนกันไปก่อน ส่วนถ้าใครไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ไปหาผมที่คฤหาสน์ได้ ผมพร้อมให้ความช่วยเหลือและการคุ้มครองหากจำเป็น แต่ผมไม่อยากแสดงตัวเป็นศัตรูกับโบสถ์ใหญ่โดยตรง เพราะงั้นอย่าทำอะไรที่มันโจ่งแจ้งนักล่ะ”
“จะไม่ทำให้ท่านโรมะต้องเดือดร้อนแน่นอนค่ะ พวกเราขอสาบานต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า”
ทุกคนพร้อมใจกับให้คำสาบานอย่างไม่ลังเล แถมยังปฏิบัติตัวราวกับเป็นสาวกของผม…ชักจะไม่ดีแล้วสิ
ผมพยายามไม่พูดอะไรมากนัก เพราะไม่อยากสร้างความหวังแบบลมๆ แล้งๆ ให้ มันโหดร้ายนะ ที่พอยื่นความหวังให้คนอื่นแล้วกลับดึงมันกลับมา ผมไม่อยาก
ทำแบบนั้นหรือให้พวกเธอรู้สึกแบบนั้น เลยบอกเฉพาะสิ่งที่ผมพอช่วยได้ในแบบขั้นตํ่าที่สุด
ตกดึกผมก็ได้พักผ่อนเงียบๆ แต่นอนกับกองฝางนี้ เสียงดังจนนอนไม่ค่อยหลับเลยแฮะ แบบพลิกตัวนิดเดียวก็มีเสียงแล้วแถมคันอีกต่างหาก คิดถึงเตียงจัง มนุษย์นี้ถ้าได้นอนเตียงแล้วก็ขาดไม่ได้อีกเลย แบบนี้พวกฟรานที่พอได้กลับมานอนเตียง ถึงได้ดีอกดีใจกันขนาดนั้น พอเข้าใจความรู้สึกแล้วแฮะ
แต่อย่างไงผมก็ไม่ต้องหลับอยู่แล้ว เลยนอนคิดอะไรไปเรื่อย แต่ประสาทสัมผัสผมยังตื่นตัวอยู่ เลยจับความรู้สึกได้ทันที ผมลุกขึ้นมามองไปตรงทางเข้ากระโจม ตรงนั้นมีเด็กสาวในชุดโกธิกสีดำยืนอยู่ แวบแรกผมนึกว่าฟราน แต่บรรยากาศที่สื่ออกมาต่างออกไป ผมเลยรู้ทันทีว่าเธอคือเรโมริก้า
“มีอะไรเหรอครับ คุณเรโมริก้า”
“อ่ะ!? รู้ด้วยเหรอค่ะว่าเป็นฉัน?”
“ครับ ให้พูดตรงๆ คือรอบตัวคุณให้บรรยากาศเหมือนเวลาเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์น่ะครับ”
“สมกับเป็นท่านจอมมาร สัมผัสไอวิญญาณของนักล่าได้สินะคะ”
“ไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับที่พูดมา ว่าแต่มีอะไรเหรอถึงได้มาหาผมถึงที่นี้”
“มาถามให้แน่ใจน่ะค่ะ ว่าจะให้ฉันจัดการให้เลยไหม กับพวกระดับอาร์คบิชอปน่ะ ฉันใช้แค่มือเดียวก็ฆ่าได้แล้ว”
“แต่อีกฝ่ายเลเวลพอๆ กับคุณเลยนะ”
“อย่าลืมสิว่าฉันเป็นอมตะนะค่ะ ถ้าสู้แบบแลกชีวิต ต่อให้ศัตรูมีเลเวลมากกว่าเป็นเท่าตัวฉันก็ชนะได้อยู่ดี แถมฉันสู้กับโบสถ์ใหญ่มาเยอะ จนร่างกายเริ่มมีภูมิคุ้มกันแล้วด้วย”
“นะ น่ากลัวแฮะ แต่อย่าลงมือเลย ผมรู้ว่าคุณแค้นพวกโบสถ์ใหญ่อยู่ แต่ตอนนี้การเจรจาไปในทิศทางที่ดี แล้วพวกเขาเองก็ไม่มีตัวเลือกในการต่อรองในมือ ทางนี้จะรับข้อเสนอของผมไปเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น”
“รับทราบค่ะ…แต่ท่านโรมะเข้าใจผิดไปสองเรื่องนะคะ อย่างแรกฉันไม่ได้แค้นอะไรพวกโบสถ์ใหญ่แล้วในตอนนี้ กับสิ่งที่พวกมันทำกับครอบครัวฉัน ทุกอย่างได้เอาคืนไปหมดแล้ว แถมตอนนี้ฉันได้ครอบครัวคืนมา ไม่มีเหตุให้ต้องเสียเวลาไปกับพวกสวะนั้นอีก แล้วก็…พอได้เห็นพวกกรอเรียแล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่าพวกนักบวชดีๆ ก็ยัง
มีเหลืออยู่ ส่วนเรื่องที่สอง เป็นเหตุผลหลักที่ฉันมาหาท่านโรมะด้วยตัวเอง”
“ผมรอฟังอยู่”
ผมรู้ว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ เรโมริก้าถึงรีบติดต่อผมมาเองแบบนี้
“ท่านโรมะกำลังเข้าใจผิดเรื่องพวกโบสถ์ใหญ่อยู่ ฉันทราบดีว่าท่านกำลังใช้วิธีในแนวทางที่น่านับถือ แต่วิธีของท่านโรมะเหมาะสมกับผู้เจริญแล้วและมีสติหยั่งคิดหยั่งทำเท่านั้น แต่กับพวกโบสถ์ใหญ่…พวกมันคือเดรัจฉานที่ไร้เปลือกค่ะ”
“คุณมั่นใจเช่นนั้นเหรอ”
“ฉันว่าท่านโรมะเองก็รู้ดีแก่ใจแล้ว มนุษย์น่ะถูกหุ้มด้วยเปลือกบางๆ ที่เรียกว่าศีลธรรม แต่ตัวตนจริงๆ ล้วน
แต่เป็นเดรัจฉาน จะมีบางครั้งที่ความเป็นเดรัจฉานจะหลุดออกมาจากเปลือก นั้นคือวิถีของมนุษย์ แต่ถ้าไปปิดกั้นเนื้อแท้นั้นเอาไว้ มันก็เหมือนลมที่ถูกอัดเข้าไปในกล่องเล็กๆ ที่สุดท้ายแล้วมันก็ระเบิดออกมา พวกโบสถ์ใหญ่คือตัวตนในสถานะที่ว่าค่ะ พวกมันเก็บกดกันมากกว่าคนทั่วไป จนเลือกที่จะระเบิดเปลือกตัวเองทิ้ง แต่เดรัจฉานคือเนื้อแท้ของมนุษย์ท่านโรมะเลยไม่สามารถแยกมันออกจากคนทั่วไปได้”
ผมไม่อาจเถียงสิ่งที่เรโมริก้าพูดได้เลยแม้แต่คำเดียว เพราะผมเองก็มีเนื้อแท้เป็นเดรัจฉานจริงๆ ความเป็นเดรัจฉานของผมคือความต้องการทางเพศที่สูง ถ้าไปเก็บกดมันไว้ ก็อย่างที่เรโมริก้าบอก จนถึงระดับหนึ่งผมก็จะระเบิดออกมา และเมื่อไร้เปลือก ผมก็จะไม่สนกฎเกณฑ์
ที่ตัวเองตั้งไว้อีก ทว่า ตัวผมจะไม่ไปถึงจุดนั้น เพราะผมยังมีสิ่งที่เรียกว่า มโนธรรมอยู่บ้าง
ถ้าศีลธรรมคือความคิดพื้นฐาน มโนธรรมก็คือสิ่งที่ฝังรากลึกในตัวตนของเรา ต่อให้ละทิ้งศีลธรรมได้ แต่ไม่สามารถละทิ้งมโนธรรมได้ แต่มโนธรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ แต่มันมาจากการเรียนรู้และการซึมซับจนเกิดการตกผลึกทางความคิดและจิตใจ ตัวผมที่มีพื้นฐานทางบ้านที่มีแต่ผู้หญิง ทำให้จิตใจผมถูกปลูกฝังให้อ่อนโยนกับผู้หญิง สิ่งเป็นพื้นฐานที่มาของมโนธรรมของผม ที่สามารถหักล้างกับความดิบเถื่อนที่มักมากในกามของตัวเองได้
แต่นั้นคือผม ตัวผมที่มาจากโลกที่มีอารยะของสังคมที่สูงชั้นและสงบสุข(ในบางพื้นที่) ซึ่งคนในโลกนี้ไม่มีสิ่ง
เหล่านั้นมาคอยปลูกฝังมโนธรรมให้ ฉะนั้นกับกล่าวของเรโมริก้าจึงถือว่าถูกต้องที่สุดแล้ว
“แต่ว่า”
ใช่ แต่มนุษย์คือความเป็นอัตลักษณ์ที่ซับซ้อน ที่แม้แต่ตัวเองยังไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้อย่างถ่องแท้
“ผมเชื่อในความต่างกันของมนุษย์ ทุกคนไม่ได้เลวโดยสันดานเหมือนกันหมด การคอยมองหาคนที่แตกต่างและมองดูคนเหล่านั้น ผมว่ามันน่าสนุกดีนะ”
“…สมเป็นท่านโรมะ เช่นนั้นแล้วได้โปรดทำในสิ่งที่ท่านเชื่อมั่นเถอะค่ะ ส่วนฉันจะคอยมองดูอยู่ในเงาให้เอง”
พอพูดจบเรโมริก้าก็หายตัวไปทันที แต่ผมรู้สึกได้ว่าเธอกำลังอยู่ใกล้ๆ กับผมเนี่ยล่ะ…นี้คงไม่ใช่แอบเข้าไป
อยู่ในเงาของผมหรอกนะ เดี๋ยวสิๆ แบบนี้ความเป็นส่วนตัวผมจะเอาไปไว้ที่ไหนล่ะ!
แต่จะไล่ไปก็ไม่ได้ ผมเลยปล่อยเลยตามเลย และกลับลงไปนอนบนกองฟางต่อ
โดยที่ตัวผมไม่คาดคิดเลย ว่าสิ่งที่เรโมริก้าเตือนไว้ จะเกิดขึ้นเร็วถึงเพียงแค่ชั่วข้ามคืน
ในวันรุ่งขึ้น ตัวผมก็ได้ถูกจับเป็นตัวโทษและผูกติดกับท่อนไม้อีกครั้ง
เหตุผลที่ทำให้ข้อสรุปออกมาเป็นอย่างนี้ มันเรียบง่ายเกินคาด
“ยิ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถสำรวจดันเจี้ยน ก็ยิ่งปล่อยตัวไปไม่ได้! เจ้าจะต้องเป็นของฉันเท่านั้น โรมะ!”
คำประกาศของเรเดียได้แสดงจุดยื่นออกมาอย่างชัดเจน
เอาล่ะตอนนี้ทุกคนได้วางเดิมพันกันแล้ว สลอตเองก็ถูกหมุน จากนี้ไปมันจะหยุดอยู่ที่ผลลัพธ์แบบไหน มันก็อยู่นอกเหนือสิ่งที่ผมจะควบคุมได้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ