ตอนที่ 97 สนธิสัญญาภาคีแห่งสันติสุข

ตอนที่ 97 สนธิสัญญาภาคีแห่งสันติสุข
คำพูดของจอมมารไม่อาจทำให้ผู้กล้าเชื่อได้ นั่นคือความจริงที่น่าหงุดหงิด ผมต้องใช้เวลาอธิบายกว่าชั่วโมง พวกเขาถึงจะยอมเข้าใจได้
แถมยังมีเกาะลอยที่เป็นพื้นที่สร้างใหม่ อยู่รอบๆ ปราสาทเทียมฟ้า เอาไว้ทดลองทำสิ่งต่างๆ อย่างตอนนี้ที่พาพวกผู้กล้ามาดู คือเกาะลอยแบบหลายๆ เกาะที่เรียงกันเป็นขั้นบันได ซึ่งตรงนี้ผมกำลังทดลองและฝึกให้พวกปีศาจรู้จักกับการปลูกพื้นขั้นบันได
นอกจากนี้ยังมีการทำฟาร์มปิด และอื่นๆ อีกมาก มากซะจนผมว่ามันเกินกว่าที่ผมสั่งไปซะอีก พวกลูกน้องผมก็คงมีไอเดียอยากจะลองทำอะไรอยู่ ซึ่งผมเคยสั่งมุเอ
มะไปว่า ถ้ามีใครอยากจะทำโครงการหรือทดลองอะไร ก็ให้ทุนไปทำได้เลย แม้จะเป็นเรื่องไร้สาระแค่ไหนก็ตาม เพราะพวกปีศาจรู้จักแต่การต่อสู้มานานเกินไป ควรจะเริ่มทำอย่างอื่นได้แล้ว อีกอย่างสมบัติก็มีจนเหลือเฟือ เก็บไว้ให้ราขึ้นซะเปล่าๆ
พวกผู้กล้าเองก็เริ่มสังเกตเห็นแล้ว ว่าพวกปีศาจในปราสาทล้วนแต่พูดภาษามนุษย์ได้ แถมไม่มีท่าทางก้าวร้าว ขนาดพวกโอเกอร์ที่ตัวใหญ่ท่าทางเหมือนพวกสมองกล้าม ยังถือหนังสือเรียนและถกกันเรื่องเศรษฐศาสตร์เลย
หลังจากเลี้ยงมื้อเที่ยงแสนอร่อยด้วยอาหารที่ทุกคนคิดถึง กับพาเดินทัวร์ดูปราสาทจอมมารแล้ว พวกผู้กล้าก็เริ่มมีท่าทีที่อ่อนลง อย่างน้อยก็คิดว่าผมไม่ได้หลอกมาฆ่าทิ้งแล้ว เลยยอมให้พวกผมเก็บอาวุธเอาไว้ให้ จริงๆ
ให้เอาไว้ทางผมเองก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ถ้าจะลงนามสันธิสัญญากันจริง ก็ไม่ควรจะพกอาวุธไว้
เมื่อดูแล้วเห็นว่าพวกเขาพอเชื่อใจผม ในระดับที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไปได้ ผมเลยทิ้งไพ่ใบต่อไป
“แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าควรรู้ไว้…ข้าสามารถส่งพวกเจ้ากลับโลกเก่าได้ ถ้าต้องการล่ะก็นะ”
“กะ กลับโลกเก่าได้!”
“ใช่ กลับได้”
สายตาพวกเขาเริ่มกลับมาหวาดระแวง ผมเลยพาไปดูที่ห้องประกอบพิธี ซึ่งวงเวทที่เขียนไว้เต็มพื้น พร้อมกับอุปกรณ์เวทยังคงติดตั้งพร้อมใช้งาน
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ายังกลัวว่านี้จะเก็บกับดัก ไม่มีอะไรรับประกันเรื่องส่งพวกเจ้ากลับโลกเก่า เพราะงั้นเอาแบบ
นี้ ในกลุ่มพวกเจ้าคงมีคนที่เก่งเรื่องเวทมนต์ใช่ไหม ข้าอนุญาตให้ทำการศึกษาเวทมนต์ข้ามมิติได้จนกว่าจะพอใจ อ้อ แต่เพราะสิ่งนี้สำคัญมาก อย่าเผลอไปทำให้เสียหายล่ะ”
พวกนี้ฟังผมไม่ถึงครึ่งด้วยซํ้า เพราะมัวแต่ดีใจเรื่องที่สามารถจะกลับบ้านได้ พวกเขาไม่รั้งรอที่จะรับข้อเสนอของผมเอาไว้ เลยจะให้ตัวแทนทั้งสามคนอยู่ทำการศึกษาทันที และมีอีกห้าคนที่พร้อมจะกลับบ้านทันที
แต่ก่อนอื่นผมต้องบอกอีกสิ่งที่พวกเขาควรรู้ไป
“ข้าเข้าใจว่ากำลังดีใจกัน แต่รู้ไว้ด้วยนะ ถ้าพวกเจ้ากลับไปกันหมดจะต้องเกิดเรื่องแน่”
“หมายความว่าอย่างไง?”
“ไม่เข้าใจเหรอว่าพวกเจ้าถูกอันเชิญมาโลกนี้เพราะอะไร”
“เพื่อกำจัดจอมมาร”
“ถูก หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ…พวกเจ้าคืออาวุธ อำนาจถ่วงดุล ความหวัง จะเรียกอย่างไงแล้วแต่ สรุปคือ พวกเจ้ามีคุณค่ามหาศาลในการมีอยู่ ผู้คนบนโลกนี้เชื่อเช่นนั้น”
“จะบอกว่าถ้าพวกเราหายตัวไปกันหมด จะเกิดความวุ่นวายขึ้นเหรอ!?”
“เรื่องวุ่นวายอย่างไงก็ต้องเกิดขึ้น แต่ลองคิดว่าถ้าพวกที่อันเชิญพวกเจ้า รู้ว่ามีวิธีส่งตัวเจ้ากลับสิ พวกเขาจะขัดขวางทันที เลวร้ายกว่านั้นพวกเขาจะพยายามทำการควบคุมผู้กล้า อย่างเช่นการทำให้เป็นทาส รู้ใช่ไหมพันธะทาสน่ะรุนแรงแค่ไหน รุ่นพวกนายถึงได้กลับกัน
สบาย แต่รุ่นใหม่ที่จะมา พวกผู้กล้าจะถูกบังคับส่วมปลอกคอ…เข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม”
แน่นอนพวกเขาเข้าใจ แค่สีหน้าที่ซีดลงก็พอจะอธิบายในตัวเองได้แล้ว
“งั้นจะทำให้อย่างไง ถ้าพวกเรากลับไปก็จะสร้างปัญหาแบบนี้!”
“ใจเย็น ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ อยากลองฟังวิธีแก้ปัญหาที่ข้าจะเสนอให้ไหม”
ถึงขั้นนี้แล้วพวกผู้กล้าต่างให้ความเชื่อใจผมกันหมด ไม่มีใครโต้แย้งและรอฟังสิ่งที่ผมจะบอก
“ก่อนอื่นข้าอยากให้พวกเจ้าอยู่ที่โลกนี้ไปก่อน และส่งกลับเฉพาะผู้กล้าหน้าใหม่ เหตุผลพวกเจ้ามีเลเวลสูงแล้ว สามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ อ้อ แน่นอนทุกคนจะ
ได้กลับ เพียงแต่ช้าเร็วเท่านั้น และห้ามให้ใครรู้ โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งปีนี้ ไม่งั้นปัญหาเรื่องนี้จะทำให้สนธิสัญญาเป็นโมฆะได้ ถ้าแผนการของข้าไปได้สวย ความสำคัญของผู้กล้าก็จะค่อยๆ หมดไป และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเจ้าทุกคนก็จะสามารถกลับบ้านได้อย่างหมดห่วง”
“สรุปก็คือ ถ้าพวกเรายิ่งให้ความร่ววมือกับท่าน พวกเราก็จะยิ่งได้กลับบ้านเร็วขึ้นสินะ”
“ถูกต้อง แต่ถึงจะบอกให้ร่วมมือ ที่พวกเจ้าต้องทำก็แค่อย่าสู้กับข้าอย่างไร้เหตุผล เท่านั้นเองแหละที่จะขอ”
“เดี๋ยวก่อนสิ แบบนี้ก็แปลกนะ ทำไมต้องช่วยพวกเราด้วย ในเมื่อพวกเราเป็นศัตรูกัน”
“…คำตอบนั้นง่ายมาก”
แทนที่จะต้องมานั่งอธิบายกันยืดยาว ที่ผมทำก็เพียงแค่ถอดชุดเกราะออก และเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงให้ทุกคนได้เห็น
“มนุษย์เหรอ! ไม่สิ นายเองก็เป็นคนจากโลกอื่นเหมือนกันใช่ไหม!”
สองนาทีเหรอ นานกว่าที่คิดแฮะ คิดไว้แล้วละว่าต้องช็อคกัน แต่ไม่คิดว่าจะยืนแข็งกันไปนานขนาดนี้
“ใช่ ผมเป็นคนญี่ปุ่น ทีแรกก็ถูกอันเชิญมาเป็นผู้กล้าเหมือนกัน”
หลายคำถามประดังเข้ามา แต่ผมเลือกตอบเฉพาะคำถามที่จะไม่เป็นภัยกับตัวเองและเผ่าปีศาจ แต่พวกผู้กล้าแสดงความมิตรออกมามากกว่าที่คิดไว้ รู้แบบนี้แสดงตัวให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก
แต่ถ้าถามตอบแบบนี้ คงอีกนานกว่าจะจบ ผมเลยจะให้มุเอมะช่วยตอบให้ทีหลัง แต่ตอนนี้ผมอยากทำสนธิสัญญาให้เสร็จก่อน ถึงตอนนี้พวกผู้กล้าให้ความร่วมมือดีขึ้นมาทันที
เพราะเป็นคนจากโลกเดียวกัน เลยต้องอยากจะช่วย นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด
แต่ที่ผมคิดคือ พวกคนจากโลกเดียวกันเนี่ย ยิ่งต้องระวัง เลยอยากจะให้กลับๆ กันไปให้หมด
คนจากโลกนี้ถึงจะมีพวกโหดร้ายป่าเถื่อนอยู่ แต่ยังไม่เคยเจอใครที่ใส่หน้ากากได้เก่ง ต่างจากคนโลกเก่าที่มีทั้งความฉลาดและมารยาอยู่ในตัวสูง บางคนก็ยิ่งอ่านได้ยาก ทำให้ผมไม่อาจจะวางใจได้
ส่วนเรื่องสนธิสัญญามีหลายรายละเอียดหลายข้อ ไม่ใช่แค่ว่าต่างคนต่างอยู่ เพราะอาจมีคนกดดันให้พวกผู้
กล้ามาสู้กับเผ่าปีศาจอีก และไม่ใช่ผู้กล้าทุกคนจะรู้เรื่องนี้
แต่หลักๆ คือการไม่บุกรุกซึ่งกันและกัน กรณีที่ถูกกดดัน ทางปีศาจสามารถให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการเล่นละครให้เหมือนว่ามีการปะทะกันบ้าง เพื่อช่วยลดแรงกดดัน แต่จะไม่มีการทำร้ายกันอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ในขณะเดียวกันพวกผู้กล้าก็จะต้องช่วยสร้างเครือข่าย สร้างความเข้าใจกับผู้กล้าหน้าใหม่ และหาวิธีพามาที่ปราสาทจอมมารแบบไม่ให้ใครสงสัย
กรณีที่ถูกจับได้ไม่ว่าจะฝ่ายใด จะไม่มีการยอมรับความสัมพันธ์ รวมถึงสนธิสัญญาฉบับนี้จะไม่ถือว่ามีอยู่จริง แน่นอนว่าสัญญาฉบับนี้จะอยู่ในเงื่อนไขพิเศษ ถ้ามีการฆ่ามนุษย์หรือปีศาจด้วยการทำสงคราม หรือแบบที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สัญญาจะถูกยกเลิกทันที
และถ้าหลังจากหนึ่งปีไปแล้ว ทางผมไม่อาจทำตามเงื่อนไขที่ว่าไว้ได้ หรือเกิดมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางใด จะมีการถกกันเรื่องสนธิสัญญากันใหม่อีกครั้ง
โดยที่พวกเราจะเรียกสนธิสัญญาฉบับนี้ในชื่อที่ต่างๆ กัน ฝ่ายผู้กล้าจะเรียกว่า สนธิสัญญา 22 ผู้กล้า (ตามจำนวนผู้กล้าที่เป็นคนลงนาม) ส่วนของฝ่ายผมจะเรียกว่า สนธิสัญญา 1 ปี และพวกเราทั้งสองจะเข้าใจรวมกันในชื่อที่ไม่มีใครเอ่ยออกมา เป็นชื่อที่จะไม่มีใครรู้จักหรือมีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อที่แท้จริงของสนธิสัญญาฉบับนี้
สนธิสัญญาภาคีแห่งสันติสุข
หลังการลงนามร่วมกันแล้ว พวกผู้กล้าก็ทำการเดินทางกลับทันที เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต โดยจะทิ้งคนไว้ 7 คน โดยเป็นคนที่จะอยู่ทำการศึกษาเวทมนต์ที่ใช้ส่งตัว
กลับ 3 คน ส่วนอีก 4 คน คือคนที่มีเหตุจำเป็นที่ต้องกลับโลกเดินอย่างเร่งด่วน หรืออยากจะกลับบ้านจนทนไม่ไหวแล้ว
หัวหน้าของกลุ่มผู้กล้าชุดนี้ มีชื่อว่า จิน ซึ่งเขาอาสาเป็นตัวแทนของทางฝ่ายผู้กล้าทั้งหมด ในการประสานงาน เพราะอย่างไงเขาก็ไม่ได้กลับบ้านแน่ เนื่องจากเขาถูกอันเชิญมาในรูปแบบที่สาม หรือถูกอันเชิญมาในสภาพเป็นวิญญาณ เลยไม่มีโลกเก่าให้กลับ ที่ๆ จะไปคือการไปเกิดใหม่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งพวกเขาคิดว่าถ้าในอนาคต ผมสามารถสร้างโลกนี้ให้เป็นอย่างที่ว่าได้จริง มันคงน่าอยู่มาก เลยไม่มีใครคิดจะดิ้นรนไปเกิดใหม่
ซึ่งในอนาคตจินจะทำการรวบรวมผู้กล้าประเภท 3 และพากันมาลงหลักปักฐาน สร้างหมู่บ้านผู้กล้าของ
ตัวเองขึ้นมาในดินแดนของปีศาจ โดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้กล้าที่ถูกผูกมัด และถูกบังคับทำงานอย่างไม่เป็นธรรม
ส่วนเรื่องดันเจี้ยนผมก็ไม่ลืมให้มุเอมะอธิบายให้พวกเขาฟังด้วย เพราะเกิดหยุดล่าเพราะกลัวจะเป็นเผ่าปีศาจ อย่างน้อยก็อยากให้เข้าใจ ว่าไม่ใช่ทุกดันเจี้ยนเป็นของเผ่าปีศาจ และการเข้าดันเจี้ยนเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้กันทั้งสองฝ่าย ลองให้หยุดการดันเจี้ยนเลยสิ รับรองปัญหาตามมาแน่ ถึงขั้นสังคมล่มสลายกันเลย เพราะทั้งอาหารการกิน ทั้งสินค้าเศรษฐกิจแทบทุกชนิด ล้วนหาได้จากดันเจี้ยนเป็นหลัก
เรื่องวิธีจะดูว่าดันเจี้ยนแห่งใดเป็นของเผ่าปีศาจก็ง่ายมาก ถ้าเจอบอสของดันเจี้ยนเมื่อไร ก็ลองถามดูเลยตรงๆ เพราะปีศาจระดับหัวหน้าต่างพูดภาษามนุษย์ได้
หมด เพราะส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีสติปัญญาระดับสูงอยู่แล้ว
ทว่าผมไม่ได้อยู่จนถึงตอนที่ส่งพวกผู้กล้ากลับไปหรอก เพราะพอลงนามเสร็จก็มีการติดต่อมาจากมิริน ฟังจากนํ้าเสียงของเธอ คงแอบติดต่อมาอย่างรีบเร่งและมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่
“ท่านโรมะ เกิดเรื่องแล้ว รีบกลับมาด่วนเลยค่ะ”
เธอกระซิบบอกแค่นั้น
“มุเอมะทางพวกสาวๆ เกิดเรื่องขึ้น ผมขอกลับไปดูก่อนนะ”
“ท่านโรมะไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันจะดูแลพวกผู้กล้าให้เอง ท่านโรมะกลับไปอย่างสบายใจเถอะ”
มุเอมะยังคงไว้ใจได้เช่นเคย กับเธอผมไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น นอกจากความซื่อสัตย์ภักดีแล้ว เธอสามารถจัดการปัญหาได้ดีกว่าผมซะอีก
ผมวาร์ปกลับไปตรงกลางทางของทางลงไปชั้น 9 แต่ก็ระวังเจอคนอื่นเห็น ด้วยการใช้ผ้าพันคอสารพัดนึก เปลี่ยนใบหน้าเป็นการป้องกันไว้ก่อน
พอวาร์ปมาไม่เจอใคร ผมก็รีบมุ่งหน้าไปที่ชั้น 9 ทันที พร้อมกับเอาหน้ากากออกมาใส่ตามเดิม ผมเร่งฝีเท้าเต็มที่ แต่เพราะอยู่ในสถานะจอมมารนานไปหน่อย พอกลับมาใช้สถานะโรมะที่เป็นนักผจญภัยแล้ว มันรู้สึกหงุดหงิดพิกล
ร่างกายทั้งหนักทั้งเฉื่อยๆ ไม่ได้มีความเร็วแบบเคลื่อนไหวตามความคิดได้ทันที ทุกอย่างดูช้าไปหมด จะไม่ให้หงุดหงิดได้ไง
แต่พอหงุดหงิดหรือเครียดเมื่อไร ผมก็จะใช้สกิลเพิ่มค่าความหื่นตัวเอง เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมองจะหลั่งสารสร้างความสุขออกมา ทำให้ความหงุดหงิดหายไปได้ พอรู้ว่าสกิลตัวเองใช้ทำอะไรได้บ้าง มันจะสะดวกเอามากๆ เลย
พอออกมาที่ชั้น 9 ผมก็ต้องหรี่ตาลง เพราะแสงมันจ้ามาก ต่างจากชั้น 8 ที่มีแค่แสงสลัวๆ แสงในดันเจี้ยนเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน บางชั้นก็มืดสนิท บางชั้นก็สว่างแบบนี้
ส่วนมากแสงสว่างของดันเจี้ยน จะมาจากสองสิ่ง หลักๆ มาจากแสงบนเพดาน ซึ่งเป็นแสงจากพลังมาน่าของดันเจี้ยน อีกอย่างมาจากพวกพืชที่ขึ้นตามพื้นและกำแพง
แต่ชั้นที่สว่างแบบนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย เพราะถึงจะทำให้เห็นตัวมอนสเตอร์ได้ชัด แต่ถ้าต้องหลับนอนที่นี้มันก็สว่างจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับได้
“อากาศค่อนข้างร้อนแฮะ อุณหภูมิต่างจากชั้น 8 เกือบสิบองศาได้”
ส่วนตัวผมชอบอยู่ที่เย็นๆ มากกว่า ถ้ามากกว่า 27 องศาผมว่ามันไม่เหมาะกับการออกแรงเท่าไร ส่วนถ้าเกิน 30 องศาก็ไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตแล้ว แต่ชั้นนี้น่าจะร้อนถึง 33-35 องศาได้อารมณ์เหมือนโดนจับโยนจากช่วงฤดูใบไม้ผลิ มาที่กลางฤดูร้อนในพริบตาเดียวเลย
ผมเปิดเรดาร์เพื่อตรวจดูตำแหน่งของทุกคน ส่วนแผนที่แมพเปิดไว้ทั้งชั้นแล้ว เพราะมอเรียมีแผนที่ของชั้น
นี้แบบสมบูรณ์ ผมหลบเลี่ยงพวกมอนสเตอร์ ซึ่งเป็นพวกผีกูล ซอบบี้ กับสปิริตไฟเตอร์
ผีกูลมีพลังๆ กับศพ แต่ที่ทำให้ยุ่งยากคือพลังชีวิตมันสูงมาก ทำให้ใช้เวลาฆ่ามันค่อนข้างนาน ถึงมันถูกเรียกว่าเป็นตัวกินศพ แต่เอาเข้าจริงๆ มันกินทุกอย่างที่ขวางหน้าเลย แผลที่ถูกกูลกัด มีโอกาสสูงที่จะติดสถานะไวรัสซอมบี้ แถมยังรักษาแผลด้วยยาฟื้นพลังไม่ได้ ต้องใช้เวทมนต์แก้พิษก่อนถึงจะรักษาได้
ส่วนซอมบี้ช้าและโง่ เลเวลค่อนข้างแกว่ง เพราะมันกลายสภาพมาจากนักผจญภัยที่โดนกัดและตายไป แต่ซอมบี้เองก็เหมือนกูล คือทำให้เป้าหมายที่โดนมันกัดติดเชื้อได้ แถมมันจับสัมผัสยาก บางทีก็เจอมันย่องมาด้านหลังแบบไม่ทันรู้ตัว ยิ่งมันมีโอกาสที่จะมีสกิลแปลกๆ
ของตอนที่เป็นนักผจญภัยด้วย อย่างพวกสกิลซ่อนตัว หรือสกิลเก็บเสียง
แต่ที่ไม่น่าสู้ด้วยที่สุดคือพวกสปิริตไฟเตอร์ พวกมันเป็นเหมือนก้อนพลังงานที่มีรูปร่าง อาวุธไม่สามารถทำอะไรมันได้ ต้องโจมตีด้วยเวทมนต์หรือาวุธที่มีพลังเสริมจากเวทมนต์ติดอยู่ การที่ต้องมีนักบวชอยู่ด้วยก็เพื่อฆ่าพวกสปิริตไฟเตอร์โดยเฉพาะ
“เลเวล 50 โดยเฉลี่ยเหรอ…เลเวลกระโดดอีกแล้ว โหดจริงๆ ดันเจี้ยนของอานูบิสเนี่ย”
ผมเริ่มคิดแล้วสิ การที่ดันเจี้ยนมีความยากแบบนี้ ตัวบอสใหญ่ของดันเจี้ยนอย่างอานูบิสมีส่วนด้วยหรือเปล่า เพราะขนาดตั้งกฎต่างๆ ได้ การกำหนดเลเวลของมอนสเตอร์ในแต่ละชั้นก็น่าจะทำได้เหมือนกัน
ดูจากตำแหน่งในแผนที่ พวกสาวๆ คงไปถึงจุดตั้งค่ายที่ริมทะเลแล้ว และยังอยู่กันครบทุกคน จริงๆ เรื่องความปลอดภัยผมไม่ค่อยห่วงหรอก ถ้าไม่ใช่ระดับอานูบิสโผล่มาแบบคราวก่อน แค่พวกสาวๆ ก็เอาอยู่ได้สบาย เพราะงั้นปัญหาที่เกิดขึ้น ผมคิดได้อย่างเดียวเลย
และก็จริงๆ
พอไปถึงผมก็ได้เห็นลิซาร์ดแมน ถูกจับมัดเสียบไม้ และถูกพาดอยู่เหนือกองไฟ
“บอกมา! แกเอานายท่านไปไว้ที่ไหน”
เสียงร้องข่มขู่ดังขึ้นมา โดยเป็นเสียงของฟรานที่น่ากลัวมากๆ ผมไม่รู้เลยว่าเธอทำเสียงแบบนี้ได้ด้วย
แต่ถึงจะกำลังโดนย่างเป็นกิ้งก่าเสียบไม้อยู่แล้ว ลิซาร์ดแมนก็ไม่ยอมปริปากสักคำ แถมไม่มีท่าทางหวาดกลัวต่อความตายด้วย เนี่ยล่ะลักษณะของเผ่า
ปีศาจ ที่จงรักภักดีต่อจอมมารแบบไม่มีอะไรมาสั่นคลอนได้ ขนาดที่ผมพูดเล่นไม่ได้เลย เช่นว่า ถ้าพูดประชดไปว่า ไปตายซะ! พวกลูกน้องผมมันพร้อมใจกันฆ่าตัวตายหมู่ทันทีแน่
พวกสาวๆ เองก็น่ากลัวมากตอนนี้ ทุกคนมีสีหน้าและแววตาที่ดุดันมาก เหมือนพร้อมจะฆ่าได้ทุกสิ่งที่ขวางทาง มีแต่มิรินเท่านั้นและที่ยังดูปกติอยู่ เอ่อ ไม่ปกติสิ เธอเองกำลังสั่นกลัวอยู่ คงโดนรังสีอำมหิตของทุกคนกดดันอยู่ จะพูดอะไรก็ไม่ได้ คงทั้งสงสารลิซาร์ดแมนและสมเพชตัวเองไปในเวลาเดียวกัน
“ทุกคนผมกลับมาแล้ว!”
ผมรีบตะโกนบอกไป ก่อนที่สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายกว่านี้
“นายท่าน!/ท่านโรมะ!”
ทุกคนวิ่งมาหาผมพร้อมกับพุ่งชาร์ดทับใส่ผมราวกับโดนหิมะถล่มใส่ ทั้งนํ้าตานํ้ามูกเปรอะเต็มตัวผมเลย ทุกคนดีใจมากจนลืมทุกอย่างไปหมด ทุกคนรุมถามผมใหญ่เลยที่หายตัวไป ดูเหมือนลิซาร์ดแมนพอถูกจับได้ ก็ไม่เอาแต่ปิดปากเงียบไม่ยอมบอกอะไรเลย ส่วนมิรินเองพยายามพูดช่วยแล้ว แต่ไม่ได้ผล เพราะความวิตกกังวลของพวกสาวๆ มันมีมากเกินไป
แต่ผมเตรียมแต่งเรื่องมาแล้ว ยิ่งลิซาร์ดแมนไม่พูดอะไรแบบนี้ ทำให้เรื่องง่ายขึ้น
“คือผมไปที่ชั้น 7 มา เพื่อวานนักผจญภัยคนอื่น ให้ไปแจ้งที่กิลว่าสถานการณ์ที่ชั้น 8 กลับคืนสู่ความปกติแล้ว”
“แต่ลิซาร์ดแมนตัวนี้มันบังอาจปลอมเป็นนายท่าน!”
“เอ่อ ลิซาร์ดแมนตัวนี้เป็นอสูรอันเชิญของผมเองล่ะ”
ผมบอกไปพร้อมกับส่งสายตาไปทางลิซาร์ดแมน ดูเหมือนมันจะเข้าใจแล้วว่าต้องทำอะไร พอผมยื่นมือออกไป มันก็หายวับไป ทำดูเหมือนว่าผมส่งตัวมันกลับไป จริงๆ แค่ลิซาร์ดแมนพาตัวเองกลับไปที่ปราสาทจอมมารแล้ว ไว้เดี๋ยวคราวหน้าค่อยให้รางวัลมันทีหลัง เพราะดูท่าคงโดนมาเยอะ
“…นายท่านไม่มีไอเท็มลูกแก้วอันเชิญนี้คะ”
เดเม่ส่งตายตาเฉียบคมมาทางผมทันที เธอใส่ใจผมในทุกรายละเอียด ตัวผมมีไอเท็มอะไรในกระเป๋าบ้าง มีเงินเท่าไรเป็นเหรียญอะไรบ้าง เธอรู้หมด ไม่ใช่การจับผิดอะไรหรอก แต่เธอเชื่อว่ามันเป็นงานของเธอที่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของผม
“ได้มาจากอานูบิสเมื่อคืนไง”
ผมก็เตรียมข้ออ้างมาเหมือนกัน เพราะรู้ว่าเดเม่ต้องจับผิดได้แน่ แต่เรื่องอานูบิสเมื่อคืน เธอไม่ได้อยู่ด้วย และผมก็บอกไปเพียงว่าผมตกลงแลกเปลี่ยนกับอานูบิสไปนิดหน่อย เลยอ้างได้ว่าลูกแก้วอันเชิญก็เป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนที่ว่าไป
และก็ได้ผล เดเม่ดูมีท่าทีผ่อนคลายลง คนอื่นๆ ก็ด้วย ถึงจะมีคำถามปลีกย่อยตามมาอีกเพียบ เช่น
ทำไมผมถึงต้องใช้ลิซาร์ดแมนปลอมตัวมา ทำไมไม่พาพวกเธอไปด้วย ทำไมไม่ใช้ลิซาร์ดแมนไปแจ้งข่าวแทน แต่ผมก็ตอบได้ทุกคำถามแบบไม่ติดขัด แย่แฮะ ผมคงโกหกจนเคยชินไปแล้ว ทำให้โกหกได้เก่งแบบนี้ ไม่ดีเลยสักนิด ผมรู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องโกหกคนที่ผมรัก
“ตกลง ลิซาร์ดแมนโดนจับได้อย่างว่าเป็นตัวปลอม?”
พอทุกคนได้คำตอบไปแล้ว และกำลังกลับไปตั้งค่าย ผมก็กระซิบถามกับมิริน
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พอกลับมาถึง ก็โดนฟรานกับดอเรียพุ่งเข้ามารวบตัวเลย ส่วนคนอื่นๆ ก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าเป็นท่านโรมะตัวปลอม”
“ทันทีเลยเหรอ! จะว่าไปฟรานเคยบอกว่าจับสัมผัสผมได้ แต่ดอเรียก็ด้วยเหรอเนี่ย? แล้วคนอื่นๆ ใช้วิธีอะไรแยกออกได้ล่ะเนี่ย”
“เอ่อ ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ ลิซาร์ดแมนไม่ทันพูดอะไรสักคำเลย แถมขนาดโดนทรมานก็ยังไม่ยอมคืนร่าง
จนโดนอัดหมดสติไปรอบหนึ่งนั้นแหละค่ะ ถึงจะคืนร่างจริง”
น่าสงสารลิซาร์ดแมน ตอนหลังผมลองไปหลอกถามคนอื่นๆ ดูในเรื่องนี้ คำตอบที่ได้รับ เล่นเอาผมมึนไปเลย
เดเม่ : นายท่านไม่ได้มองมาที่ต้นขาของหนูค่ะ (อึก! จริงด้วยแฮะ ถ้าวันไหนเดเม่ใส่ชุดเมดแบบกระโปรงสั้น ผมจะต้องแอบมอง*พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำเลย)
ดาเซส/ยูริน : พอมองตานายท่านแล้ว ตรงน้องสาวมันไม่แฉะ (…เดี๋ยวสิ งั้นตอนนี้พวกเธอก็แฉะอยู่เหรอ!)
ส่วนสาวๆ คนอื่นก็คล้ายๆ คำตอบของพวกดาเซส นอกจากอาเดไลท์
อาเดไลท์ : ก็มีพิรุธทุกจุดเลย ตาของนายปกติต้องล่อกแล่ก คอยมองตรวจสอบทุกอย่าง และไม่เคยพลาด
จะแวะมองหน้าอก ต้นขา ก้น ของพวกฉัน และการที่ฟรานพุ่งใส่ทันที ก็เป็นหลักฐานในตัวอยู่แล้ว ฉันว่าต่อให้นายเป็นธุลีฟรานก็แยกออกได้ทันที
เธอช่างสังเกตเกินไปแล้ว แถมยังเชื่อใจฟรานอีก ไม่มีอะไรจะโต้แย้งได้เลย ไม่ไหวแฮะ เรื่องการจะใช้ตัวปลอมมาแทนที่ ไม่มีทางทำได้เลย แค่ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่นี้ทุกคนสามารถแยกแยะตัวผมได้หมด
มันน่าดีใจจนอยากจะร้องไห้อยู่หรอก ที่ทุกคนให้ความสำคัญและใส่ใจผมขนาดนี้ แต่ถ้าคิดถึงเรื่องในอนาคตแล้วก็อดห่วงไม่ได้ และผมก็ว่าอีกไม่นานหรอก ที่จะไม่สามารถพูดโกหกพวกเธอได้อีก ต่อไปแค่อ้าปากพวกเธอก็รู้หมดแล้วว่าผมคิดอะไรอยู่…ชักจะหวั่นๆ แล้วสิ
*พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ คือต้นขาที่อยู่ระหว่างถุงเท้ายาวเหนือเข่า ไปถึงขอบกระโปรงสั้น


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ