ตอนที่ 98 การทำฟาร์มสไตล์โรมะ
ตอนที่ 98 การทำฟาร์มสไตล์โรมะ
วันนี้ผมเสียเวลาไปกับพวกผู้กล้าไปเยอะ
กว่าจะเคลียร์เรื่องลิซาร์ดแมนอีก พอจะหาที่ตั้งค่ายเสร็จก็ตกเย็นแล้ว
ผมเลยให้เป็นวันพักไป และจะเริ่มล่าเก็บเลเวลต่อพรุ่งนี้
แต่การพักก็ไม่ได้พักจริงๆ เพราะขนาดตอนตั้งค่ายก็ยังมีปัญหา
ปัญหาของชั้น 9 ก็คือความแออัด เพราะครึ่งหนึ่งของชั้นเป็นทะเล
ทำให้พื้นที่จริงๆ เลยเล็กกว่าชั้น 8 ซะอีก แถมจุดตั้งค่าย
ที่เป็นบริเวณที่ไม่มีจุดเกิดขึ้นมอนสเตอร์ และไม่ค่อยมีผ่านมา มีอยู่แค่จุดเดียว
สวนทางกับจำนวนคนที่เลือกมาชั้น 9 มากกว่าสิงอยู่ที่ชั้น 8 เหตุเพราะพวกศพไม่ค่อยทำกำไร
(คำนวณดูแล้ว สำหรับคนทั่วไปมันน้อยจริงๆ นั้นแหละ เพราะผมมีทั้งดรอปเบิ้ล
ดรอปแรร์ โชคดี บวกความเร็วในการฆ่าและความต่อเนื่อง
ผมน่าจะได้รายได้มากกว่าคนอื่นประมาณ 12-15 เท่าได้ ซึ่งถ้าคิดตามปกติ
รายได้น้อยกว่าไปตีไมสเตอร์ลีดที่ชั้น 2 ซะอีก)
ขณะที่ชั้น 8 ต้องพึ่งดวงล้วนๆ ในการหาเงิน แต่ชั้น 9
เป็นแหล่งที่มีรายได้แน่นอน
กูลมีไอเท็มดรอปถึงสองอย่าง คือหนังกระเพาะ กับมาน่าคริสตัล
ผมก็พึ่งรู้เนี่ยล่ะว่ากระเป๋านักผจญภัย ทำมาจากหนังกระเพาะของกูล
เพราะกูลสามารถกินศพทั้งตัวไปได้ โดยที่ท้องไม่แตกตาย ราคาต่อชิ้นเลยอยู่ที่ 800
รีล
และมาน่าคริสตัลถ้าพกติดตัวไว้ จะเพิ่มค่ามาน่าสูงสุดให้
ปกติแล้วผู้ใช้เวทหรือนักบวชจะมีมาน่าคริสตัลอยู่ในกระเป๋าเสมอ
แต่มันมีข้อเสียหลายอย่าง เพราะถึงจะเป็นเวทมนต์ที่ใช้มาน่าเพียงเล็กน้อย
แต่มันก็จะดึงจากมาน่าคริสตัลไปบางส่วนทุกครั้ง ทำให้มาน่าคริสตัลหมดสภาพเร็วมาก
และมันยังไม่สามารถเติมพลังมาน่าเข้าไปได้อีกด้วย ปกติเลยจะใส่ไว้กระเป๋านักผจญภัย
เวลาเจอศึกหนักแล้วค่อยนำออกมาถือไว้ หรือใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงแทน
ราคาขายอยู่ที่ 600 รีล แต่ราคาซื้อจะอยู่ที่ 6,000-10,000 รีล
เหตุที่ราคาซื้อมันแพงกว่าตอนขายไป เพราะมาน่าคริสตัลที่ได้มา
ยังไม่สามารถใช้ได้ทันที ต้องเอาไปสกัดเอาความเป็นพิษของมาน่าออกไปก่อน ก็แน่ล่ะ
เป็นมาน่าที่มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนใช้กันนี่
น่า ถ้าคนธรรมดารับเข้าไปก็จะมีสภาพเหมือนพวกไมสเตอร์ลีด
ซอมบี้นี้เป็นถุงเงินถุงทองเลย
เพราะมันจะมีโอกาสดรอปอุปกรณ์อาวุธหรือชุดเกราะด้วย ถึงจะไม่ใช่ของดีอะไร
แต่ราคาก็สูงอยู่ดี ยิ่งถ้าดวงดีได้ของที่สภาพใหม่และดีมา
ชิ้นหนึ่งก็ราคาหลายพันรีล แถมยังมี Super rare drop ดาบซอมบี้สเลเยอร์ด้วย
ดาบซอมบี้สเลเยอร์มีคุณสมบัติธาตุมืด ถ้าฟันใส่เป้าหมายปกติ
ก็จะทำให้ติดสถานะเน่าเปื่อย และยังยับยั้งสกิลฟื้นตัวอย่าง Hp regen ด้วย
แต่ถ้าเอามาฟันใส่ซอมบี้หรือศพ จะสามารถสังหารได้ในการโจมตีไม่กี่ครั้ง
หรือโชคดีอาจตายในดาบเดียวได้เลย
เพราะดาบจะสามารถทำลายพลังที่ควบคุมซอมบี้หรือศพได้
ความคมก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ขนาดเอาไปฟันพวกโกเลมได้เลย
ราคานั้นแพงจนถึงต้องประมูลกันเลย เพราะถึงดาบจะถูกจัดอยู่ในระดับ
super rare แต่เอาเข้าจริง มันดรอปยากในระดับ Epic เลย
เห็นว่าสองหรือสามเดือนจะโผล่ออกมาสักเล่ม ถ้าได้มาก็รวยเลย
สปิริตไฟเตอร์เองก็ทำเงินได้ดีไม่แพ้กัน เพราะมันมีอัตราดรอปมาน่าคริสตัลที่สูง
และยังดรอปการ์ดเผ่าสปิริตที่มีราคาสูงด้วย
“การ์ดสปิริตใช้ทำอะไรได้เหรอ?”
ผมถามหอสมุดเดินได้อย่างมอเรีย
“ทำให้ได้รับสกิล Spirit type ค่ะ เป็น Passive skill
ทำให้มีความต้านทานต่อเผ่าสปิริต
และยังทำให้แตะต้องพวกมันได้ด้วยมือเปล่า เป็นที่นิยมมากของสายนักสู้ที่ไม่ได้ใช้อาวุธเลยค่ะ”
“สกิลต่อยผีได้สินะ สมควรจะแพงจริงๆ ด้วยแฮะ”
ด้วยสกิลนี้ผมว่าพวกนักสู้ไม่ต้องพึ่งพวกนักบวชหรือผู้ใช้เวทเลย
ราคาขั้นตํ่าอยู่ที่ 2,000,000 รีล!
แต่ความยากในการดรอปมากกว่าการ์ดศพห้าสิบเท่าได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ชั้นนี้เป็นที่สิงสถิตของเหล่าเสือหิวจากทั่วสารทิศ
ทั้งพวกเลเวลสูงที่มากันสองสามคน หรือพวกเลเวลแค่ยี่สิบต้นๆ
ที่มาเสี่ยงตายกันเป็นกลุ่มใหญ่สิบกว่าคน รวมถึงพวกพ่อค้าแม่ค้าที่หัวหมอ
เอาเสบียงมาขายและรับซื้อไอเท็มไปด้วย เพราะบางคนมาสิงอยู่ที่นี้เป็นเดือน กว่าจะกลับออกไปที
ทำให้พื้นที่ตั้งค่ายถูกจองไว้จนหมดแล้ว ดูๆ
ไปก็เหมือนค่ายผู้ลี้ภัยเลยแฮะ ทั้งแออัดและวุ่นวาย แถมมีแต่
พวกสกปรกและโทรมสุดๆ ยิ่งพวกอยู่มาเกินอาทิตย์นี้
ถ้ายืนกับศพนี้แยกกันแทบไม่ออก
พวกผมยังต้องเจอปัญหาพวกพ่อค้าจอมละโมบ ที่มาตั้งค่ายไว้เฉยๆ
เพื่อจองที่เอาไว้ และรอเรียกเก็บเงินแพงๆ จากนักผจญภัย แถมพวกผมมีกันหลายคน
ต้องใช้พื้นที่เยอะสำหรับทำอาหารด้วย
“ไอ้คนพวกนี้น่าจะจับโยนให้มอนสเตอร์กิน”
ดาเซสทำท่าไม่พอใจออกมาทันที ผมก็เห็นด้วยกับเธอนะ
แต่มีปัญหากับพวกพ่อค้าไม่ใช่เรื่องฉลาดเลย เพราะพวกนี้ต่างสังกัดกิลการค้า
ถ้าเกิดทำอะไรคนของกิลนี้ ก็จะโดนแบนไม่ขายสินค้าให้
การที่ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าได้เนี่ย ถือว่าเป็นเรื่องที่แย่เอามากๆ
เพราะงั้นต้องเลี่ยงการใช้กำลังกับพ่อค้า
ผมเจรจาต่อรองราคาพื้นที่ จนได้ส่วนลดมานิดหน่อย
แต่ราคาก็ยังแพงอยู่ดี โดยผมต้องเสียค่าเช่าต่อวัน 20,000 รีล
ถ้าคิดตามหัวก็ตกคนละเกือบพันรีล ซึ่งเป็นราคาที่ใช้พักโรงแรมหรูได้ทั้งอาทิตย์เลย
แต่ถึงจะได้พื้นที่มาแล้ว ก็ได้เฉพาะพื้นที่ตั้งเต็นท์เท่านั้น
แต่ไม่มีที่สำหรับทำอาหาร วันนี้ผมเลยต้องใช้อาหารที่ทำไว้สำรองออกมากินกันไปก่อน
และยิ่งนานไปสถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลง
เพราะพวกตัวผู้วนเวียนมามองพวกสาวๆ และยังร้องแซว จนพวกสาวๆ เกือบนอตหลุดไปหลายหน
ผมเองก็ด้วยล่ะ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีพวกทรามตะโกนถามฟรานว่าซั่มทีคิดเท่าไร
ผมเห็นทันทีเลยว่าเงาของฟรานสั่นวูบ เรโมริก้าเองก็คงโกรธจนเกือบหลุดเหมือนกัน
ยิ่งตกกลางคืน อัตราที่พวกเสี่ยนๆ จะโผล่มาก็ยิ่งเยอะ
แม้แต่อาเดไลท์ที่ดูใจเย็นยังของขึ้น สภาพจิตใจของสาวๆ ไม่ดีเลย
เป็นมลภาวะทางจิตใจชัดๆ ผมเลยเรียกประชุมทันที
“พวกเราจะออกล่ากันคืนนี้เลย แล้วพอพรุ่งนี้เช้า
พวกเราจะย้ายไปชั้น 11 กัน”
“เอ๋!?”
เสียงอุทานมีหลากหลายอารมณ์ พวกโบสถ์ใหญ่ค่อนข้างตกใจ
ที่จะไปถึงชั้น 11 ซึ่งมันเลยจากที่ทำสัญญากันไว้ และมันอันตรายมาก ส่วนพวกสาวๆ
นี้ร้องด้วยความดีใจกัน โดยเฉพาะจะได้ออกไประบายความเครียด
ผมเลยให้เจ้าโฮ่งเฝ้าเต็นท์ไว้ โดยที่ทุกคนจะออกไปพร้อมกัน
ผมสั่งเจ้าโฮ่งไว้แบบเด็ดขาด ว่าถ้ามีใครก้าว
เท้าเลยเส้นเข้ามา ให้งับได้เลย จะเอาให้พิการหรือสูญพันธุ์ก็ได้
แต่ไม่ต้องให้ถึงตาย ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า
แต่ผมคิดว่าเห็นจ้องหมาสามหัวตัวนี้ฉีกยิ้มล่ะ
เพื่อกันเหนียวผมเอาหีบสมบัติกับดักออกมาวางไว้ในเต็นท์ด้วย
แถมยังเป็นอันที่เอามาจากปราสาทจอมมาร ข้างในจะเป็นกับดักแบบไหนผมก็ไม่รู้
แถมใช้มองทะลุแล้วข้างในก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไร
แต่มุเอมะรับประกันว่าเป็นหีบสมบัติกับดักแน่ๆ
พอเริ่มออกล่า พวกผมก็ต้องพากันถอนหายใจ เพราะคนเต็มไปหมด
แทบจะแย่งมอนสเตอร์กันเลย ถึงกับมีการเฝ้าจุดเกิดของมอนสเตอร์เอาไว้
แบบนี้กลุ่มผมใช้วิธีล่าความเร็วสูงแบบปกติไม่ได้แน่
“ปกติเยอะแบบนี้เลยเหรอ”
ผมหันไปถามมอเรียขณะเดินหามอนสเตอร์กัน ซึ่งเดินมาครึ่งชั่วโมงแล้ว
ยังไม่ได้ฆ่าตัวอะไรสักตัวเลย
“นี้เยอะกว่าปกติมากค่ะ คงเพราะเควสเก็บเลเวลของพวกอาร์คบิชอป
ทำให้พื้นที่ล่าของชั้น 11-12 ถูกแย่งไปหมด พวกที่เก็บเลเวลชั้นนั้นเป็นประจำ
เลยย้ายมาที่นี้แทนค่ะ”
แบบนี้เอง จะโทษพวกนักผจญภัยไม่ได้หรอก
ต้องโทษยัยอาร์คบิชอปไปเต็มๆ แล้วนี้ถ้าย้ายไปชั้น 11
ก็ต้องไปแย่งพื้นที่ล่ากับยัยอาร์คบิชอปนั้นอีก
เอาไว้ไปดูสถานการณ์ก่อน ถ้าเกิดขอแบ่งพื้นที่ล่าไม่ได้
ผมคงต้องไปลองที่ชั้น 13 ดู
ผมคิดพลางมองไปที่ทะเล ที่นี้บรรยากาศระหว่างพื้นดินกับทะเลต่างกัน
อย่างกับอยู่กันคนละโลกเลย
และขณะที่ผมมองออกไป ก็เห็นเงาอะไรบางอย่าง
ถึงจะเห็นไม่ชัดเพราะมันอยู่ไกล แต่ผมมั่นใจว่ามันต้องเป็นตัวอะไรสักอย่างแน่ๆ
เพราะมันกำลังเคลื่อนไหวอยู่
“นั้นมันตัวอะไรเหรอ!”
ผมรีบชี้ไปที่เงานั้น พอทุกคนหันไปมองตาม
เป็นดาเซสที่แย่งมอเรียอธิบายแทน คงเพราะมีอะไรผมก็เอาแต่ถามมอเรียล่ะมั่ง
เธอเลยอยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง
“พวกโทรล เป็นมอนสเตอร์เจ้าถิ่น จริงๆ มีอยู่เยอะกว่านี้
แต่จะอยู่ลึกเข้าไปในทะเล และจะหลับอยู่ใต้นํ้า เจ้าตัวนี้อาจจะมาหาอะไรกินก็ได้”
“เดี๋ยวสิ โทรลปกติสูงแค่ 2-3 เมตร
มีขนเต็มตัวและอ้วนน่าเกลียดไม่ใช่เหรอ”
“นั่นเป็นโทรลถํ้าค่ะท่านโรมะ แต่ที่เห็นนั้นเป็นโทรลทะเล”
เมื่อดาเซสไม่รู้จะอธิบายอย่างไง
สุดท้ายมอเรียเลยต้องอธิบายให้ตามเคย
“นอกจากนี้ยังมีโทรลสายพันธุ์อื่นๆ อีก รวมแล้วๆ
น่าจะมีมากกว่าห้าสายพันธุ์ค่ะ”
“โห! พึ่งรู้นะเนี่ย”
“ปกติแล้ว นักผจญภัยจะเลี่ยงการต่อสู้กับโทรลค่ะ
เลยไม่ค่อยมีข้อมูลหรือเป็นที่พูดถึงกัน นักผจญภัยก็มีที่ไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกัน
แค่มีเตือนๆ กันไว้ประมาณว่า ถ้าเจอโทรลให้วิ่งหนีได้เลย”
“เก่งเหรอ?”
“ค่ะ ถึงจะดูเชื่องๆ แต่อันตรายมาก
ยิ่งถ้าเป็นโทรลถํ้ากับโทรลภูเขา ขึ้นชื่อว่ามันบ้ากามยิ่งกว่าพวกออร์คซะอีก”
ผมเข้าใจเลยว่ามอเรียจะสื่ออะไร
พวกมอนสเตอร์ที่ชอบจับตัวเหยื่อไปข่มขืน
จะต้องมีฝีมือมากถึงจะสามารถจับเหยื่อไปแบบเป็นๆ ได้
“ส่วนโทรลทะเลเพราะมันสูงถึง 20-30 เมตรทำให้โจมตีมันไม่ได้เลย”
เดี๋ยวๆๆ ไอ้เงานั้นสูงขนาดนั้นเลยเหรอ! เพราะระยะทางมันลอกตาแน่ๆ
แถมผมยังลืมคำนวณส่วนที่จมนํ้าอยู่อีก เป็นโคตรยักษ์เลยนี่น่า เอ่อ
จะว่าไปพวกโทรลก็จัดอยู่ในสายพันธุ์เดียวกับยักษ์นี่น่า
ผมหันไปมองสองพี่น้องโรสลินอย่างครุ่นคิด
เพราะถึงจะเป็นยักษ์เหมือนกัน แต่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย
แต่ว่า…ถ้านั้นเป็นมอนสเตอร์ก็แปลว่าต้องล่าได้สิ
“ท่านโรมะอย่าคิดจะไปล่าในทะเลเชี่ยวนะคะ”
อึก! นี้แค่มองหน้าผมก็รู้เลยเหรอ! จะน่ากลัวไปแล้วครับคุณมอเรีย
“ถึงโทรลจะเป็นเจ้าถิ่น
แต่ในทะเลยังมีบอสที่เป็นราชาปกครองทะเลอยู่อีกนะคะ”
“บอส!”
“ค่ะ ถึงจะยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่เคยมีคนเห็นมังกรในทะเลค่ะ”
มังกร…แบบเดียวกับดราเกียและเจ้าหญิงโช
เผ่าที่น่ากลัวเป็นอันดับต้นๆ ทั้งความเป็นอัตลักษณ์ที่หลากหลายเหมือนมนุษย์
และสติปัญญาที่สูงลํ้า พลังมา
น่าที่มหาศาล และยังความเป็นผู้นำที่จะดึงดูดมอนสเตอร์ให้มารวมกันได้
ว่ากันว่าลูกมังกรตอนเกิดมาก็มีเลเวล 50
และแค่นอนดูดมาน่าในอากาศเฉยๆ ก็เพิ่มเลเวลตัวเองได้แล้ว
ในอดีตที่เผ่ามังกรยังไม่ยอมเข้าเป็นพวกเผ่าปีศาจ
ได้เกิดสงครามระหว่างเผ่ามังกรและเผ่าปีศาจ
สงครามครั้งนั้นถึงชัยชนะเป็นของจอมมารรุ่นสอง แต่เผ่าปีศาจก็บาดเจ็บและตายไปเป็นจำนวนมาก
รวมถึงจอมมารเองก็แทบจะหมดสภาพ จนถูกผู้กล้าในยุคนั้นสังหารเอาอย่างง่ายๆ
แต่เผ่ามังกรก็ผ่านยุคที่เลวร้ายมาเหมือนกัน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ดันเจี้ยนถูกทำลายเป็นจำนวนมาก
ทำให้เกิดภาวะมาน่าเป็นพิษรัวไหลไปในอากาศ เผ่าพันธุ์ที่รับผลไปมากที่สุดก็คือมังกร
ที่ดูดกินมาน่าเป็นอาหารหลัก กว่า
70% ป่วยและค่อยๆ ตายไป ส่วนที่รอดมาได้เกือบทั้งหมดก็กลายเป็นหมัน
อัตราการเกิดของเผ่ามังกรตํ่าลงเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีจำนวนน้อย
และส่วนใหญ่เป็นมังกรอาวุโสทั้งนั้น
สรุปเลยก็คือ ถ้ามีมังกรอยู่ในทะเล เลเวลมันต้อง 100+
หรืออาจจะแย่ถึงขั้นเป็นระดับเดียวกับดราเกียหรือเจ้าหญิงโชเลย
แต่ว่าผมตัดสินใจที่จะลุยแล้ว
“ทุกคน ผมว่าผมเจอแหล่งฟาร์มดีๆ แล้วล่ะ”
มอเรียส่ายหน้าทันที เพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
แต่ผมไม่ได้ดื้อเลยนะจริงๆ เพียงแค่ผมมองเห็นลู่ทาง แถมยังคิดแผนออกมาได้แล้ว
“มีแผนสินะ”
อาเดไลท์ผู้เข้าใจผมดียิ่งกว่าตัวเองยิ้มขึ้นมา
“มีแน่ๆ”
ยูรินเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับอาเดไลท์
“แผนบ้าๆ”
ถึงซาคุยะจะบ่น แต่ก็ยืนรอฟังอย่างตั้งใจ
“มีใครอยากจะกลับไปนอนไหม”
ผมหันไปถามเผื่อจะมีคนค้าน แน่นอนว่าบางคนมีอาการกลัวอยู่ เช่นราก้าที่พึ่งเข้าร่วมกลุ่มผมได้ไม่นาน
พวกโบสถ์ใหญ่เองก็กลัวเหมือนกัน แต่ว่าก็เห็นมาแล้ว ขนาดเปิดสงครามกับอานูบิส
ผมยังพาทุกคนรอดมาได้ นั่นได้สร้างความเชื่อมั่นในตัวผมขึ้นมา
จนทุกคนยอมตามไปแม้จะอันตรายแค่ไหนก็ตาม
แต่แผนของผมคราวนี้ ความเสี่ยงตํ่ากว่าตอนเจออานูบิสซะอีก
เพราะหลักการทำฟาร์มของผมก็คือ ออกแรงน้อย ปลอดภัย และได้ผลตอบแทนที่สูง
ผมใช้ Wall ออกมาเป็นแท่นไว้เหยียบเหนือนํ้า และสร้างต่อๆ กันไป
จนลึกเข้าไปในทะเล ยิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ่งเห็นว่าโทรลทะเลมันตัวสูงจริงๆ
แต่มันผอมมาก แขนมันเหมือนกิ่งไม้แห้งๆ แต่ดูมีพลัง
“ตรงนี้น่าจะได้”
ผมอยู่ห่างจากโทรลประมาณ 100 เมตร
แต่จากตรงนี้ผมก็ต้องเงยหน้ามองดูมัน อย่างกับกำลังมองดูตึกสูง
มันสังเกตเห็นผมแล้ว ระยะแค่ 100 เมตรเนี่ย เพียงแค่ไม่กี่ก้าวของมันก็มาถึงผมแล้ว
“ลองเอาแค่สุกแต่ไม่ต้องเปื่อยก่อนล่ะกัน”
ผมยื่นมือออกไปเหนือพื้นนํ้า และใช้สกิลออกมา สกิลอะไรน่ะเหรอ
ก็เป็นสกิลที่ผมถนัดที่สุดและใช้มันอยู่ทุกวัน
สกิลทำอาหารของพ่อบ้านสมบูรณ์แบบไงล่ะ
นํ้าทะเลถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นนํ้าเดือดก่อนที่จะทันรู้ตัวโทรลก็ลงไปนอนดิ้นในนํ้าเดือดแล้ว
แถมยังมีตัวที่หลับอยู่ใต้นํ้า พากันโดดเด้งขึ้นมาเป็นปลา
แต่มันไม่มีทางหนีพ้นไปจากทะเลนํ้าเดือดนี้ได้หรอก นอกเสียจากจะบินได้ล่ะนะ
แต่นี้มันยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้ซะ
ทีแรกกะไว้เต็มที่ก็คงไม่กี่ร้อยเมตร
แต่นี้เล่นเปลี่ยนทั้งทะเลให้เป็นนํ้าเดือดได้เลย โดยใช้มาน่าเท่าเดิม
ไม่ต่างจากตอนทำซุปหม้อหนึ่งเลยผมลืมไปเลยว่านี้คือสกิลโกงของผู้กล้า
ถึงจะเป็นสกิลอำนวยความสะดวก แต่ก็เป็นสกิลของผู้กล้าเชี่ยวนะ
อย่างไงก็มีวิธีใช้โกงๆ แบบนี้อยู่
ใช่ ที่ใช้ไปก็แค่สกิลหนึ่งที่ใช้ทำอาหารเป็นประจำ สกิลต้มนํ้า
แถมไม่ใช่ต้มแบบค่อยๆ ทำให้นํ้าร้อนขึ้นนะ แต่มันคือการปรับอุณหภูมิจาก 0 ไปถึง
100 ได้ในทันที และนํ้าถือเป็นออฟเจคที่นับเป็นไอเท็มล่ะ เลยใช้สกิลทำแบบนี้ได้
มันไม่ได้เป็นการใช้เพื่อการโจมตี
แต่เจ้าโทรลมันมาอยู่ในหม้อที่ผมกำลังต้มนํ้าอยู่เองต่างหาก
“ถึกดีแฮะ แค่นํ้าเดือดนี้แค่ทำให้เต้นพล่านเท่านั้นเอง”
ผมตรวจสอบดูหลอด Hp ของโทรลกำลังลดลงเรื่อยๆ
ด้วยความเร็วที่มากกว่าการติดพิษซะอีก ทิ้งไว้สักพักมันก็จะสุก และก็จะตายกันไปเอง
แต่ผมอยากรู้ว่าถ้าเร่งความร้อนให้มากขึ้นล่ะ จะฆ่าพวกมันได้เลยไหม
เลยทำการเร่งไฟขึ้นอีก
ได้ผลทันตาเห็นพวกโทรลหยุดเต้นเร้าๆ เพราะนํ้าทะเลร้อนจนระเหยอย่างรวดเร็ว
ดีที่นี้เป็นนํ้าจืด ถ้าเป็นนํ้าทะเลคงได้เห็นอะไรสนุกกว่านี้
เพราะในทะเลถ้าปริมาณนํ้าลดลง ความหนาแน่นของเกลือก็จะเพิ่มขึ้น
ซึ่งจะนำพามาถึงผลลัพธ์ต่างๆ ที่ไม่น่าแฮปปี้ของฝ่ายที่กำลังโดนต้มเลย
สรุปแล้ว ถ้าเป็นศัตรูที่อยู่ในนํ้า ดูเหมือนผมจะฆ่าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยแฮะ
แถมเป็นฆ่าแบบสังหารหมู่ในครั้งเดียวด้วย แต่พอเห็นชัยชนะอยู่ตรงหน้า
ก็ทำให้ผมประมาท…อีกแล้ว เหมือนตอนที่โดนซาลาดินเล่นงานเลย
ขณะมองดูความสำเร็จด้วยความหยิ่งผยอง
ผมก็โดนบางสิ่งพุ่งขึ้นมาจากนํ้า และเข้าโจมตีในจุดอับ ไม่สิ ถึงจะเห็นก่อนก็ตั้งรับไม่ไหวอยู่ดี
ก็อีกฝ่ายนะ…คือมังกร
ผมโดนมันงับทีเดียวก็ตัวขาดครึ่งเลย
ร่างกายที่เหลือเพียงแค่ท่อนบนเหนือช่วงอกขึ้นไป กระเด็นตกลงไปในนํ้า
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนผมไม่ทันเห็นตัวมังกรที่โจมตีชัดๆ เลย
หันไปก็เห็นแต่เขี้ยวแหลมๆ มันเต็มหน้าแล้ว
แค่งับครั้งเดียว Hp ของผมก็หมดหลอดทันที ไม่ใช่ค่อยๆ ลดลง
แต่ทีเดียวหายไปหมดเลย ฉากนี้คงทำให้สาวๆ ช็อคน่าดู
แต่ผมที่กำลังจะตายกลับรู้สึกว่าชิ้วสุดๆ
เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ถึงตายไป ผมก็จะกลับไปอยู่ที่ชั้นหนึ่ง
ตามกฎใหม่ของอานูบิสไงล่ะ แต่ผมว่ามีโอกาสสูงที่มิรินจะลงมาช่วยผม
และกรอกยาคืนชีพให้ทันก่อนผมจะถูกย้ายร่างไป ถ้าแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน
เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินมาจากชั้น 1 ใหม่
ทว่ามันกลับเกิดสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของผม เพราะทันทีที่
Hp หมดลง ตัวผมก็ถูกบังคับเข้าสู่สถานะจอมมารทันที
แย่แล้ว!
เพราะจู่ๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้ผมต้องรีบใช้สกิลอำพรางออกไป
แต่กว่าจะใช้ก็หลายวินาทีหลังการแปลงร่างแล้ว
ไม่รู้มีคนที่จับสัมผัสของจอมมารได้หรือเปล่า
ตอนนี้ในหัวผมคิดแต่งเรื่องที่จะไว้ใช้แถ มากกว่าการจะเอาอย่างไงดีกับเจ้ามังกร
แต่ถือเป็นข้อมูลสำคัญมาก! ถ้าผมอยู่ในสถานะของโรมะ ทันทีที่ตาย
ผมจะกลับสู่สถานะจอมมาร สิ่งที่ควรดีใจผมกลับไม่ดีใจเลย
ถึงจะมองได้ว่าผมสามารถคงสภาพเหมือนอมตะ
แต่ความจริงก็คือจุดยืนของผมยิ่งเปราะบางกว่าเดิม
แทนที่จะล่าได้แบบสบายใจไร้กังวล ด้วยกฎใหม่ที่แสนสบายของอานูบิส
กลับต้องยิ่งระวังมากกว่าเดิมซะอีก เพราะถ้าผมตายต่อหน้าคนอื่น
ความลับเรื่องจอมมารของผมก็จะแตกทันที ครั้งนี้ถือว่าโชคดีสุดๆ
เทียบได้กับการใช้โชคทั้งหมดไปในครั้งเดียวเลย ที่ผมตกลงนํ้ามาก่อนจะคืนร่าง
เลยยังพอทำให้แถได้อยู่
แถมยังกลับร่างเดิมไม่ได้แฮะ
ดูเหมือนพอตายแล้วจะต้องรอเวลาเพื่อฟื้น Hp เองระยะหนึ่ง
ตอนนี้เลยต้องคงสภาพจอมมารไปก่อน
ขณะที่กำลังเก็บข้อมูลสำคัญนี้อยู่
นํ้าทะเลก็แหวกออกด้วยเวทมนต์ของมิริน สีหน้าเธอดูวิตกมาก แต่พอเห็นผมยังอยู่ดี
เธอก็ถอดหายใจโล่งอกออกมา และรีบบอกทุกคนว่าผมปลอดภัยดี
ผมรีบกลับขึ้นมาบนฝัง โดยไม่เผลอเคลื่อนไหวตัวให้ผิดสังเกต
แต่ก่อนจะเริ่มมหกรรมการแถขูดสีข้างให้แหก
ผมก็บอกให้มอเรียหยิบเอามีดมังกรสมุทรออกมา
แทบจะในทันทีทันใด มังกรก็พุ่งขึ้นมาจากนํ้าอีกรอบ
แต่พอมันเห็นมีดมังกรสมุทร มันก็ทำหน้าเหยเกก่อนจะรีบเบี่ยงตัว
จนตกกระแทกพื้นเสียงดัง
ผมใช้ตรวจสอบกับมันไปด้วย ตอนที่โดนเล่นงาน
ทำให้รู้ว่ามันเป็นมังกรสายพันธุ์วารี ซึ่งโดนผลของสกิล Dragon-W Royal Symbol
ที่เป็นสกิลติดอาวุธของมีดมังกรวารีเข้าไปเต็มๆ
สกิลนี้ส่งผลให้มังกรวารีต้องเชื่อฟังผู้ถืออาวุธ
“มอเรีย ลองสั่งให้มันกลิ้งสิ”
ผมมองดูมังกรที่มีกระดองเหมือนเต่า แต่มีหางและคอที่ยาว
ใบหน้านี้น่ากลัวสมเป็นมังกรจริงๆ
“กลิ้ง!”
พอมอเรียสั่ง มังกรต้องทำตามอย่างขัดขืนไม่ได้
และพอมันหงายท้องลงไป ก็ได้แต่ดิ้นกระแด๋วๆ
เพราะกระดองของมันเลยทำให้พลิกตัวไม่ได้ไงล่ะ ผมเห็นแล้วล่ะเลยอยากจะลองดู
งานนี้เลยได้ขำกลิ้งกันเลย ผมเหลือบมองดูพวกสาวๆ ดีที่พวกเธอขำออก
คงทำให้ลืมภาพที่ผมโดนงับตัวขาดตะกี้ไปได้หน่อย
จากนั้นผมก็นึกอะไรออก เลยใช้ Wall สร้างแท่นยกสูงเหนือทะเลขึ้นมา
และทำการย้ายเต็นท์ไปไว้ที่นั้น
เท่านี้ก็สะลัดพวกเงี่ยนลงกระปู๋ได้แล้วแต่ตอนที่เก็บเต็นท์
พวกผมก็พบแขนคนตกอยู่ข้างหีบ แถมกล่องสมบัติขยับกุกๆ พร้อมกับส่งเสียงเรอออกมา
นี้มันหีบมอนสเตอร์นี่น่า เอาของน่ากลัวมาจนได้เรา
แต่เพื่อไม่ให้มีหลักฐานเหลือ ผมเลยโยนแขนที่ตกอยู่ให้
มันกินไปด้วย หีบมอนสเตอร์เปิดฝาหีบออก
จนเห็นฟันแหลมเรียงกันเป็นตับ และกระโดดงับแขนราวกับสุนัข พอมันกินอิ่มแล้ว
ผมก็รีบเก็บมันไปทันที อันตรายจริงๆ คงต้องเอาไปคืนมุเอมะซะแล้ว
หลังจากย้ายที่ตั้งค่ายแล้ว
ผมก็ให้มอเรียใช้มังกรเต่าเก็บไอเท็มดรอปที่ตกอยู่ในนํ้าขึ้นมาให้ด้วย
แน่นอนมันไม่พอใจสุดๆ ผมเลยตกลงให้มาน่าคริสตัลแค่มันส่วนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน
เพราะอย่างไงมังกรก็กินมาน่าเป็นอาหารหลักอยู่แล้ว
มังกรเลยพอยอมรับขึ้นได้ระดับหนึ่ง
มีพวกนักผจญภัยที่คิดจะลงนํ้าไปแย่งเอาไอเท็มมาเหมือนกัน
แต่ก็ไม่มีผล เพราะมังกรเต่าจะตามขยํ้าทั้งคนทั้งเรือ
พวกที่คิดจะมาบุกแท่นกลางนํ้าของพวกผมก็โดนด้วย ถือเป็นอาหารว่างไป
และอย่างไงก็เป็นการถูกฆ่า
โดยมอนสเตอร์ เดี๋ยวพวกมันก็กลับไปฟื้นที่ชั้น 1 กัน
แถมยังได้ช่วยกระจายข่าว เรื่องกฎใหม่ของดันเจี้ยนให้ข้างนอกรู้กันด้วย
ส่วนเรื่องแท่นกลางทะเล ผมก็ไม่ได้ห้ามคนอื่นเลียนแบบหรอก จริงๆ
เวท Wall ก็ไม่ใช่อะไรที่หายากสักหน่อย เป็นเวทดินระดับ 1 เท่านั้น
แต่เป็นเวทที่โดนมองข้ามมาโดยตลอด คนที่มีเวทนี้เลยมีจำนวนน้อยมาก ถึงขั้นที่ว่าบางคนยังลืมไปแล้วเลยด้วยซํ้า
ว่าตัวเองก็มีเวทนี้อยู่เหมือนกัน
ทว่าการตั้งแท่นกลางทะเล ก็หมายความว่าจะต้องดูแลตัวเองด้วย
เพราะมังกรเต่าไม่ได้เป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ นะ ตรงกันข้ามมันโคตรดุเลย
แบบเป็นโจมตีก่อนคุยทีหลัง ทำตัวไม่สมเป็นเผ่าที่ทรงปัญญาเลยสักนิด พวกที่คิดจะมาตั้งแท่นเลยโดนมังกรเต่าเขมือบไปหมด
พวกผมเลยได้อยู่กันแบบไม่มีอะไรมารบกวน
แถมผมยังครองจุดฟาร์มในทะเลนํ้าจืดแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว
มอนสเตอร์ใช้เวลาสองชั่วโมงในการคืนชีพ ผมจึงมีเวลาว่างเหลือเฟือตอนที่รอ
เลยได้ใช้เวลานี้ทำการปรนเปรอความใคร่พวกสาวๆ จนหายอยาก
แต่ตอนทำกับฟรานค่อนข้างอึดอัดแฮะ เพราะเรโมริก้าดูอยู่ในเงาด้วย
ผมเห็นสายตาที่มองออกมาได้อย่างชัดเจนเลย ยังดีที่เธอไม่กระโจนออกมาฉีกผมเป็นชิ้นๆ
แต่ฟรานก็เอาเรื่องเหมือนกัน ขนาดรู้ทั้งรู้ ยังกล้าทำต่อหน้าแม่ตัวเองแบบนี้
ตอนที่ออกมาต้มนํ้าทำฟาร์มรอบสอง
ผมก็เจอซีเอ้กับเนปฟ่าที่มานั่งเฝ้ายามให้
ยังดีที่ค่าความหื่นของทั้งคู่ยังอยู่ตัวดี
เพราะผมให้มิรินใช้เวทเก็บเสียงกับเต็นท์ของผมไว้
ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าพวกผมทำอะไรกัน
ส่วนราก้าเองก็มาด้อมๆ มองๆ แต่ไม่กล้าเข้ามาร่วมวงด้วย
และหลังจากผมต้มสุกพวกมอนสเตอร์ในทะเลรอบสอง
พวกโบสถ์ใหญ่ก็รีบวิ่งออกมาจากเต็นท์ และร้องบอกผมด้วยความดีใจ
เพราะตอนนี้ทุกคนเลเวล 30 กันหมดแล้ว ซึ่งได้ตามเป้าเลยทั้งๆ
ที่เหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน ผมเองก็ได้มาหลายเลเวลเหมือนกัน
แถมผมยังคิดจะปักหลักอยู่ที่นี้ยาวๆ ไปเลย
เพราะมอนสเตอร์ในทะเลแห่งนี้ เลเวลสูงกว่ามอนสเตอร์ในชั้น 12 ซะอีก แต่ให้นั่งดูด
Exp กันแบบนี้เดี๋ยวฝีมือทื่อกันพอดี
ผมเลยกะจะให้ดอเรียกับมิรินเป็นครูฝึกเพื่อฝึกซ้อมให้ แต่วันนี้ดึกมากแล้ว
ผมเลยให้ทุกคนพักผ่อนก่อน
แต่จะว่าไปก็คงจะปักหลักยาวๆ ไม่ได้
เพราะตอนนี้สายตาจากบนฝังได้มองพวกผมเป็นศัตรูไปแล้ว เนี่ยล่ะ
นะนิสัยมนุษย์ ชอบอิจฉาคนอื่นในสิ่งที่ตัวเองไม่มีหรือทำไม่ได้
ไม่รู้เหรอว่าตัวเองกำลังเอาเวลาแสนสำคัญมาใช้กับเรื่องไร้สาระแค่ไหน ถ้าเป็นผมนะ
ขนาดมีเวลาว่างมานั่งอิจฉาคนอื่นแบบนี้ สู้เอาเวลามาคิดหาวิธีเก็บเลเวลดีกว่า
ขณะที่นั่งตรวจสอบนับไอเท็มที่มังกรเต่าเก็บมาให้
และแยกมาน่าคริสตัลให้มันต่างหาก ผมก็นึกได้ว่าตัวเองลืมอะไรบางอย่างไป
แถมก่อนจะถึงเวลาต้มนํ้ารอบต่อไป ยังมีเวลาอยู่อีกพอสมควร
ผมเลยให้เจ้าโฮ่งมาเฝ้ายาม และกลับไปยังปราสาทจอมมารอีกครั้ง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น