ตอนที่ 109 หายนะในชั่วพริบตา

ตอนที่ 109 หายนะในชั่วพริบตา
มุมมองของเรเดีย
ชื่อของฉันคือเรเดีย ตัวฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง ตั้งแต่จำความได้ ตัวฉันก็ถูกเรียกคำนำหน้ามากกว่าชื่อจริง เช่น อัจฉริยะ ผู้มีพรสวรรค์ คนที่พระเจ้าเลือกสรร คำนำหน้าถูกเปลี่ยนไปเสมอเมื่อฉันได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่งสำเร็จ ซึ่งมันเยอะจนฉันเองเริ่มจะจำไม่ได้เหมือนกัน
ในความทรงจำที่เลือนราง ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ฉันก็ใช้เวทมนต์ได้มากกว่าสิบอย่าง โดยเฉพาะเวทมนต์ของนักบวช ครึ่งปีต่อมา ฉันบรรลุถึงเวทมนต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับ 2 ได้โดยไม่ได้เข้าเป็นเรียนกับศาสนจักร
ตอน 9 ขวบฉันจบหลักสูตรจากโรงเรียนอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ความรู้และความสามารถของฉันมากกว่าผู้ใหญ่ที่วัยเกิน 20 ปีซะอีก
ที่บ้านถึงจะประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลัก แต่ฉันไม่สนใจด้านนั้นเลย พอ 10 ขวบก็ได้รับคำเชิญจากโบสถ์ใหญ่ ที่นั้นฉันจะได้เรียนเวทมนต์ได้เท่าที่ต้องการ จึงเบนเข็มทิศชีวิตเข้าสู่โบสถ์ใหญ่ทันที
ความก้าวหน้านั้นเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งจากความสามารถของฉัน และเงินบริจาคจำนวนมหาศาล
จากทางบ้าน ด้วยอายุเพียง 13 ปี ฉันก็ได้เป็นบิชอปและได้นั่งอยู่ในระดับผู้บริหารของโบสถ์ใหญ่แล้ว
ตั้งแต่เกิดมา…ชีวิตของฉันมีแต่ไปข้างหน้า สูงขึ้นไป ยิ่งขึ้นไปอีก
แต่เมื่อตอนอายุ 15 ฉันก็เจอทางตัน ตัวฉันไม่สามารถเรียนเวทมนต์ระดับที่สูงกว่านี้ได้ ตราบใดที่เลเวลยังไม่เพิ่มขึ้น ตำแหน่งฉันเองก็เริ่มไม่มั่นคง เพราะเอาแต่หมกหมุนเรื่องเวทมนต์จนไม่ได้ทำงานที่เป็นชิ้นออกมา ซึ่งนั้นคือปัญหาใหญ่
จำนวนเวทมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะเรียนได้ มีสองแบบ แบบทั่วไปที่เปิดให้ทุกคนแม้แต่คนนอกศึกษาได้ ซึ่งเป็นตัวสร้างรายได้ทางหนึ่งให้กับโบสถ์ใหญ่ กับอีกแบบก็คือเวทมนต์ลับ ซึ่งจะมีแต่คนของโบสถ์ใหญ่เท่านั้นที่เรียนได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งที่มี แต่แม้จะเลื่อนขั้นสูงขึ้น
ไป ทว่าก็จะเลือกเรียนได้เพียงแค่เวทมนต์เดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรการป้องกันความลับรั่วไหล เลยกระจายๆ ให้ถือครองกันได้เพียงคนละส่วน
ในทางกลับกัน ถ้าโดนลดตำแหน่งลง เวทมนต์ที่เคยเรียนไปก็ถูกผนึกเอาไว้ หรืออาจถึงขั้นให้กินยาทำลายมาน่า ทำให้ใช้เวทมนต์อีกไม่ได้ไปชั่วชีวิต ฉันไม่ต้องการแบบนั้น คนอย่างฉันจะต้องมุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
แล้ววันหนึ่งพระเจ้าก็ได้ชี้ทางให้กับฉัน
วันนั้นฉันได้รับภารกิจสอบสวนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเชื่อได้ว่ามีสมาชิกลัทธิปีศาจและผู้ให้การสนับสนุนอยู่ ฉันไม่ชอบงานแบบนี้ เลยปฏิเสธมาตลอด แต่กับคนที่พร้อมจะกระเด็นหลุดจากตำแหน่งได้ทุกเมื่ออย่างฉัน มันไม่มีทางเลือกนอกจากรับงานที่ตัวเองไม่ชอบมาทำ
การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นด้วยการปิดล้อมหมู่บ้าน แยกเอาตัวผู้ต้องสงสัยออกมากลุ่มหนึ่ง และเริ่มสอบสวน ที่โบสถ์ใหญ่มีการสอนเกี่ยวกับขั้นตอนพวกนี้อยู่ ฉันเลยทำตามขั้นตอนที่ว่าทุกอย่าง
ตามตำราว่าไว้ คนที่นับถือเผ่าปีศาจ จะถูกอำนาจมารครอบงำ ทำให้พูดแต่คำโกหก วิธีชำระล้างอำนาจมารออกไปก็คือการทรมานเพื่อดึงเอาสติกลับมา
ฉันต้องรับหน้าที่การทรมานด้วยตัวเองในฐานะที่เป็นหัวหน้า ตอนที่รับเอาท่อนไม้ที่ใช้ฟาดเพื่อการทรมานมา ฉันกลัวและวิตก ทว่าหลังจากหลับตาและฟาดมันลงไป บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที!
เหล่านักบวชมองฉันด้วยสายตาชื่นชม เหล่าอัศวินเปร่งเสียงเชียร์ด้วยความยินดี เหล่าคนบาปมองฉันด้วย
ความกลัวเกรง วินาทีนั้นเองที่ได้รับรู้ถึงอำนาจที่พระเจ้ามอบมันมาให้กับฉัน
แรงขึ้น! ฉันเริ่มหวดไม้ในมือแรงขึ้น เสียงรอบตัวก็ดังขึ้นตาม ราวกับตอบรับการกระทำของฉัน ความยินดีท่วมท้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจฉันเต้นแรง ตรงหว่างขาก็เริ่มร้อนและเสียวแปล๊บๆ เป็นความรู้สึกที่มีตอนที่ฉันลงมือกับผู้อื่นด้วยความรุนแรง และฉันชอบมัน
กว่าจะรู้ตัว เหยื่อรายแรกของฉันก็ถูกทุบจนกระดูกแหลกเหลวไปทั่วตัว เขาตายตั้งแต่ช่วงกลางๆ ของการทรมานแล้ว
“…เขาเป็นคนบาปที่ฝักใฝ่มารร้าย พระเจ้าจึงไม่ได้คุ้มครองเขา”
ฉันชี้ไม้ที่เปื้อนเลือดและเศษเนื้อไปที่ศพ และกล่าวคำพูดที่ลอยขึ้นมาในหัว แต่นั้นได้สร้างเสียงโห่ร้องด้วย
ความยินดีขึ้นมา ฉันได้รับทั้งคำชมและการยกย่อง ฉันจึงยิ่งมั่นใจ ว่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ฉันทำ
ยิ่งฉันกระทำรุนแรงต่อการทรมานมากแค่ไหน ฉันก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้นตาม ฉันเริ่มเปลี่ยนวิธีทรมาน เพราะการทุบตีมันเกินกำลังกายเกินไป ฉันเปลี่ยนมาใช้เครื่องทุนแรง อย่างมีดที่ได้รับการปลุกเสกแล้ว หรือใช้หอกแหลมทิ่มแทงเข้าไป จนถึงกระทั่งการเผาไฟเพื่อชำระล้างดวงวิญญาณขั้นสุดท้าย
ด้วยผลงานการล่าพวกนอกรีตนี้เอง ที่ทำให้ฉันรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ฉันจึงเริ่มหันมาเอาดีด้านการล่าพวกเผ่าปีศาจอย่างจริงจัง แถมฉันเองก็มีสัมผัสพิเศษที่ต่างจากคนอื่น คือสามารถรับรู้ได้เมื่อเข้าใกล้เผ่าปีศาจ เพราะร่างกายฉันจะเริ่มตอบสนอง ด้วยความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ทรมานนักโทษ เมื่อใดที่ฉันมองไป แล้ว
หัวใจเต้นแรง หว่างขาเริ่มร้อนและเสียวแปล็บ เมื่อนั้นฉันรู้ว่าคนที่มองคือเผ่าปีศาจอย่างแน่นอน
ทว่าเผ่าปีศาจไม่ใช่จะหาเจอกันได้ง่ายๆ นอกจากจะเข้าไปในดินแดนของจอมมาร ฉันเลยต้องเจาะลึกลงไปอีก โดยการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพียงแค่ต้องสงสัย หรือสังหรณ์ใจ ฉันก็จะตัดสินว่าเป้าหมายเป็นเผ่าปีศาจทันที แม้ฉันจะรู้ดีว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม แต่การที่คนเหล่านั้นต้องตาย ก็แปลว่าพระเจ้าไม่ได้ปกป้องพวกเขา นั้นก็เพียงพอจะยืนยันว่าเป็นพวกนอกรีตได้แล้ว
ส่วนเรื่องการเพิ่มเลเวล ฉันก็ได้ใช้เงินทุนจากตำแหน่งบวกเงินสนับสนุนจากทางบ้าน และเหล่าลูกหนี้ทั้งหลาย ในการลงดันเจี้ยนทำให้ได้เลเวลเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องออกแรง
ด้วยผลงานการล่าพวกนอกรีต กับเลเวลที่เพิ่มขึ้นมาสูงจนโดดเด่น ทำให้ตอนอายุ 19 ฉันก็ได้เป็นอาร์คบิชอปที่อายุน้อยที่สุดไปแล้ว
แถมเวทมนต์ที่ฉันเลือกมาตอนเข้ารับตำแหน่ง ยังเป็นเวทลับที่เหมาะกับการเก็บเลเวลในดันเจี้ยนมากที่สุด ยิ่งทำให้เลเวลฉันเพิ่มขึ้นเร็วไปอีก ถ้าเป็นแบบนี้ในไม่ช้า ฉันจะก้าวไปสู่ตำแหน่งคาร์ดินัลได้แน่
ทว่าทุกอย่างไม่ได้ราบรื่นไปซะหมด พอเข้าสู่ช่วงเลเวล 100 ก็แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ฉันต้องเพิ่มระยะเวลาและเงิน กว่าจะได้มาแต่ละเลเวล มันเป็นความยากลำบากที่กินเวลาไปอย่างมาก
เรื่องผลงานการล่าพวกนอกรีตเองก็เจอปัญหา หลังจากสงครามครั้งใหญ่กับพวกแวมไพร์ ทางโบสถ์ใหญ่ก็สูญเสียไปอย่างใหญ่หลวง สภาพโครงสร้างถึงกับ
แทบพังครืนลงมา เงินทุนที่ได้มาสนับสนุนก็น้อยลง บุคคลสำคัญก็เสียชีวิตไปหลายคน ทำให้มีคำสั่งหยุดการล่าพวกนอกรีตออกมาชั่วคราว เพื่อการรักษาขุมกำลังหลักเอาไว้ป้องกันศาสนจักร
ฉันเองนอกจากเวลาเก็บเลเวลแล้ว ก็ต้องอยู่เฝ้าพื้นที่ของตนไว้ แต่เมืองที่ฉันอยู่ เป็นเมืองการค้า ไม่ค่อยมีผู้ศรัทธาในศาสนาเท่าไร กิจกรรมที่เกี่ยวข้องก็แทบไม่มี นั้นเป็นเหตุให้ฉันไม่สามารถสร้างผลงานได้ ถ้ายังติดอยู่ในเมืองตัวเองเช่นนี้ ฉะนั้นทางเดียวที่จะรักษาตำแหน่งให้มั่นคง ก็คือการเพิ่มเลเวลตัวเอง ถ้าฉันมีเลเวลมากพอ ก็จะถูกนับเป็นกำลังสำคัญ ต่อให้ไม่ทำอะไรเลย ทางโบสถ์ใหญ่ก็ไม่กล้าลดตำแหน่งฉันเด็ดขาด
การมากรอซ่าในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด
แต่
ฉันกลับต้องมาเจอความโชคร้าย ตั้งแต่ได้เจอปีศาจที่มีชื่อว่า โรมะ
ตั้งแต่เห็นครั้งแรก ฉันมั่นใจเต็มร้อย ว่าเขาต้องเป็นสาวกระดับสูงของเผ่าปีศาจอย่างแน่นอน เพราะทั่วร่างของฉันมันเสียวแปล็บจนแทบยืนไม่อยู่ ไม่เคยมีการตอบสนองที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน ไม่ผิดแน่ เขาต้องเป็นระดับหัวหน้า หรือ อาจจะเป็นขุนพลปีศาจคนใหม่ก็ได้
ไม่คิดว่าการมากรอซ่าครั้งนี้ จะทำให้ฉันเจอผลงานชิ้นใหญ่ด้วย ต้องชิงรีบลงมือก่อน ด้วยนํ้ามนต์ที่ฉันปลุกเสกด้วยตัวเอง ความเข้มข้นของมันถ้าเป็นเผ่าปีศาจล่ะก็ ผิวหนังจะถูกเผาไหม้ในทันที ยิ่งถ้าเป็นพวกระดับตํ่าล่ะก็ ถึงขั้นสลายเป็นธุลีไปเลย
สำเร็จ!
ฉันสาดนํ้ามนต์ใส่เต็มหน้าเขาเลย งานนี้เสร็จฉันแน่ แต่ว่า…ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่สิ เขาไม่สะดุ้งสะเทือนแต่กลับนั่งดื่มเบียร์ต่อหน้าตาเฉย หรือว่าฉันจะคิดผิด? ไม่หรอก ไม่ผิดแน่ ยิ่งเข้าใกล้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เขาต้องเป็นปีศาจระดับสูงจำแลงกายมาแน่ๆ ฉันต้องกระชากหน้ากากมันออกมา
แต่แล้วก็ทำไม่สำเร็จ เพราะมีคนเข้ามาขัดขวางซะก่อน โดยเฉพาะพวกนักผจญภัย ฉันเองก็ได้รับคำเตือนมา ว่าอย่ามาหาเรื่องกับนักผจญภัยในเมืองกรอซ่า เพราะที่นี้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ขนาดที่โบสถ์ใหญ่ยังยื่นมือเข้ามาไม่ถึง พวกนี้เป็นมดงานชั้นดี แต่ถ้าเป็นศัตรูเมื่อไร ก็เป็นภัยระดับหายนะเลย วันนี้ฉันเลยต้องยอมถอยก่อน
ทว่าฉันเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เลยให้ลูกน้องตามสืบเรื่องของเขาไปด้วย ทำให้ทราบชื่อและความเป็นอยู่ในระดับหนึ่ง ดีที่เขาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ไว้เก็บเลเวลเสร็จค่อยออกมาจัดการมันก็ได้
แต่ข่าวลือของโรมะ แม้จะอยู่ห่างก็ยังมาถึงได้ นักผจญภัยต่างรู้จักกันซะส่วนใหญ่ เรื่องราวของเขาราวกับเรื่องเล่าประจำวงเหล้า โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง
โรมะเป็นนักผจญภัยที่มีเป้าหมายอย่างชัดเจน ในการสร้างฮาเร็มของตัวเอง แถมผู้หญิงของเขาแต่ละคนก็ล้วนแต่เป็นเพชรนํ้างาม ชนิดที่ว่าแค่ชายตามองก็จะตกอยู่ใต้มนต์เสน่ห์แล้ว ทว่าก็มีข่าวลือคู่ขนานไปด้วย ว่าใครที่ไปยุ่งเกี่ยวกับสาวๆ ของโรมะ มั่งจะจบไม่สวย บางคนถึงกับหายสาบสูญไปเลย
ที่แน่ชัดคือ เขาบ้าผู้หญิง และมักมากในกาม เท่านี้ฉันก็รู้จุดอ่อนของมันแล้ว
แล้ววันนี้พระเจ้าก็ได้ทรงมอบโอกาสให้กับฉัน เมื่อมีรายงานเข้ามา ว่าปาร์ตี้ของโรมะได้มาที่ชั้น 11 และเกิดการปะทะกับกลุ่มของเฮกราส
เจ้าสุนัขขี้เรื้อนนั้น ถึงจะบ้าการพนัน แต่ก็มีประสบการณ์การรบจริงมาก่อน ฝีมือเชื่อถือได้ แต่กระนั้นมันกลับซมซานมาหาฉัน เพื่อบอกว่ากองกำลังกว่าสามร้อยคน ถูกปาร์ตี้ของโรมะที่เพียงสิบกว่าคน บดขยี้จนพ่ายไม่เป็นท่า แถมยังสูญเสียลูกน้องและกำลังคนไปจนเกือบหมด
แย่! สถานการณ์แย่มาก
กองกำลังที่ชั้น 11 เป็นกองกำลังหมุนเวียน ที่จะใช้สลับกับกองกำลังหลักในวันท้ายๆ ถ้าขาดพวกนั้นไป
ลำพังกองกำลังหลักคงเหลือแรงเก็บเลเวลได้อีกไม่เกิน 5 วัน แถมเสบียงที่ใช้ตอนขากลับ ก็อยู่กับพวกมันด้วย แย่แล้ว!
ฉันโกรธจนอยากจะฆ่าเจ้าเฮกราสทิ้งตรงนี้เลย ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นถึงเคานต์ แถมยังติดหนี้ฉันอยู่อีกมหาศาล ถ้าตายไปหนี้ก็สูญกันพอดี…ตายก็สูญเปล่า…ใช่แล้ว!
ถ้าฆ่าโรมะไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แถมปาร์ตี้ของมันก็ดูท่าจะเก่งมาก ถ้าเอามาใช้งานได้ จะไม่ได้แค่ใช่ช่วยเก็บเลเวลได้ แต่ยังให้มันมาเป็นกองกำลังส่วนตัวได้อีก ไว้ถ้าหมดประโยชน์แล้ว ยังใช้มันเป็นนักโทษสาวกปีศาจเพื่อสร้างผลงานได้อีก
แถมวิธีจะดึงมาเป็นพวกก็ไม่ยากเลย ยังไงซะเจ้านั้นก็บ้าผู้หญิง ถ้าเราใช้ลูกน้องเป็นเหยื่อล่อ เจ้าโรมะก็จะกลายเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ของเรา
แล้วฉันก็ได้ออกคำสั่งเกณฑ์เอาลูกน้องที่หน้าตาดีมา ส่วนนักบวชเฒ่าเสนอให้เอาพวกสาวๆ ที่ยังบริสุทธิ์ เพื่อเอาใจเจ้าโรมะด้วย ซึ่งฉันก็อนุญาต แต่จริงๆ ก็พอรู้อยู่ ว่าเจ้าเฒ่าพวกนั้น อยากแก้แค้นพวกที่เคยปฏิเสธพวกมันมาก่อน
เอาเถอะ ฉันจะยอมทำเป็นมองข้ามไปสักครั้ง เพราะอย่างไงวิธีนี้ก็น่าจะได้ผลดีด้วย ไม่มีผู้ชายคนไหน ไม่ชอบสาวๆ สวยๆ ที่ยังบริสุทธิ์อยู่หรอก
ตอนแรกฉันเสียเวลาคิดแผนจะดึงมันมาเจรจาตัวต่อตัวอย่างไงดี แต่มันกลับยอมรับคำเชิญอย่าง
ง่ายๆ แถมยังมาคนเดียวอีก เจ้านี้โง่เง่าสิ้นดี แต่ก็ดีล่ะ จงเป็นสุนัขโง่ๆ ที่เชื่อฟังฉันไปชั่วชีวิตเถอะ
แต่พอได้เจอหน้ากันอีกครั้ง ฉันก็ต้องประหลาดใจ เพราะฉันจับความรู้สึกไม่ได้เลย เขาเหมือนเป็นคนปกติ ที่ไม่มีเคราลางของเผ่าปีศาจเหมือนในทีแรกเลย หรือว่าฉันจะเข้าใจผิดไปเองจริงๆ ??? เพราะแบบนี้นํ้ามนต์ถึงใช้ไม่ได้ผลสินะ
ช่างเถอะ จะใช่หรือไม่ใช่ ฉันก็ลงโทษและยัดข้อหาให้ได้อยู่ดี เพียงแค่คำพูดของนักผจญภัย มีนํ้าหนักสู้อาร์คบิชอปอย่างฉันไม่ได้หรอก
ทว่าเมื่อเขาได้เอ่ยออกมา ฉันก็ต้องตกอยู่ในความฉงนทันที ใบหน้า นํ้าเสียงและท่าทาง ขัดแย้งกันไปหมด ใบหน้าเขาก็ดูสมคำลํ่าลือดี เป็นพวกหื่นกามไม่ผิดแน่ แต่นํ้าเสียงกับท่าทางนี้มันอะไรกัน นายกำลังอยู่
ในถิ่นของฉันตามลำพังนะ! หันแสดงความกลัวเกรงออกมาซะบ้างสิ!
เขานิ่งสงบเกินไปขนาดที่ทำให้ฉันกลัวขึ้นมาเอง ความมั่นใจก็เริ่มน้อยลง การที่เขายอมมาคนเดียวแปลว่ามีแผนอะไรซ่อนไว้เหรอ!? หรือว่ามั่นใจตัวเองมาก ว่าคนเดียวก็ถล่มพวกฉันได้! เป็นคนที่คาดเดาไม่ออกจริงๆ
เท่าที่พูดคุยดู เหมือนจะพอมีสติปัญญาอยู่บ้าง แต่ช่างเป็นคนที่หยิ่งยโสอะไรเช่นนี้ น่าลากตัวไปทุบให้กระดูกแหลกจริงๆ แค่ฟังมันพูดฉันก็โมโหแล้ว แต่ช่างเถอะ ก็กะไว้ว่าต้องเป็นแบบนี้ ฉันเลยปล่อยเหยื่อที่เตรียมไว้ออกไป
อย่างไงก็ไม่มีพลาด ฉันศึกษาจุดอ่อนของนายมาแล้ว เรื่องนี้ฉันมั่นใจเป็นอย่างมาก จนเผลอยิ้มมุมปากออกมา
แต่แล้ว…มันกลับถามคำถามที่ทำให้เกียรติของฉันต้องแปดเปื้อน!
ยังบริสุทธิ์อยู่ไหม! มันช่างกล้า!
ถามมาได้อย่างไงกัน คนที่เป็นถึงอาร์คบิชอปแบบฉัน อย่าว่าแต่บริสุทธิ์เลย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยผู้ชายคนไหนแตะเนื้อต้องตัวฉันมาก่อน ฉันน่ะเป็นสาวพรหมจรรย์ทั้งร่างกายและจิตใจเลยนะ แล้วมันกล้าดีอย่างไงมาถามฉันแบบนั้น!
ฉันยังกัดฟันทนได้อยู่ ถึงจะโกรธแต่ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้ว และรู้จักการเจรจาเป็นอย่างดี แค่นี้จะมายั่วโมโหฉันไม่ได้หรอก
แต่แล้วมันกลับบอกว่าอยากจะได้ตัวฉันแทน…ความอดทนฉันถึงกับสะบัด ในชีวิตฉันไม่เคยโกรธอะไรเท่านี้มาก่อน ถ้าเป็นฉันตอนนี้สามารถลงไม้เพื่อทรมานนักโทษได้ทั้งวันทีเดียว ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แต่ตอนนี้ต้องอดทนเท่านั้น ในเกมเจรจาฝ่ายที่คุมอารมณ์ไม่อยู่จะเป็นฝ่ายแพ้
ฉันพยายามปั้นหน้าและเกร็งเสียงพูดด้วยกำลังใจทั้งหมดที่มี และไม่ลืมที่จะจดบัญชีไว้เอาคืนทีหลัง
ซึ่งไม่ว่าจะพยายามพูดดีอย่างไง เจ้าสุนัขนี้ก็ยังจะยืนยันเอาความบริสุทธิ์ของฉันให้ได้ พอกันที กับคนแบบนี้ฉันไม่ควรลดตัวมาเจรจาด้วยแต่แรกแล้ว ฉันจึงใช้แผนสำรองทีเตรียมเอาไว้ เรียกคนเข้ามาจับตัวเจ้าสุนัขนี้เอาไว้
เอาเลย แสดงฝีมือออกมา ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่ทางฉันมีคนเยอะกว่า และฉันยังมีไพ่ตายเก็บไว้ด้วย แกไม่รอดแน่
…เอ๋?
ฉันเผลอส่งเสียงประหลาดใจออกไป ที่เจ้าสุนัขโรมะถูกจับได้แบบง่ายๆ หรือว่าเจ้านี้จะอ่อนแอ นั้นสิ มันคงใช้พวกผู้หญิงในฮาเร็มให้สู้แทนมาตลอดเลยสินะ ผิดหวังจริงๆ ฉันไม่น่าจะไปหลงกับข่าวลือเลย
ตอนแรกฉันกะจะทรมานมันให้หายแค้น แต่ไม่รู้ทำไม ถึงได้เกิดแต่เรื่องแย่ๆ ทั้งได้เห็นของโสโครกของมัน แถมโดนมันปัสสาวะใส่อีก พวกทีมเก็บเลเวลก็หายตัวไปอีก ไหนจะลูกน้องที่ส่งไปปรามพวกปาร์ตี้ที่เหลือของโรมะ โดนเล่นงานกลับมาแบบยับเยิน…
นี้ฉันทำอะไรผิด…ไม่ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด มันก็แค่โชคร้าย
ถึงจะโชคร้าย แต่มันไม่น่าจะประดังเข้ามาพร้อมกันแบบนี้ และไม่ใช่แค่นั้น ยิ่งเวลาผ่านไปโชคร้ายของฉันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป สถานการณ์แย่จนถึงขั้นฉันคุมลูกน้องแทบไม่อยู่ แม้แต่เอนันโด้ที่เป็นคนคุมกันฉันมาตั้งแต่เด็ก ยังไม่เข้าข้างฉันเลย ทุกคนเริ่มกลัวและอยากให้ฉันปล่อยตัวโรมะไป
แต่ฉันทำไม่ได้ ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายมีพลังถึงขนาดนี้ ยิ่งต้องเอามาให้ได้ มันจะเป็นหลักประกันความสำเร็จของฉันต่อไปในอนาคต อย่างไงฉันก็ไม่ปล่อยมือจากมันเด็ดขาด
ถ้าฉันประเมินความสามารถของเจ้าพวกนี้ไม่ผิด มันมีพลังเทียบได้กับกองทัพของคาร์ดินัลเลย แต่ปัญหาจะควบคุมพวกมันอย่างไงดี
โรมะมันไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดอย่างแน่นอน มันเหมือนคนเตรียมใจรับการทรมานไว้แล้ว มันไม่ร้องขอชีวิตสักครั้ง แถมยังจะเล่นลิ้นกวนโมโหฉันอีก การใช้กำลังหรือความกลัวให้สวามิภักดิ์ ใช้กับมันไม่ได้แน่ งั้นจะทำอย่างไงดี…
แต่ระหว่างที่ฉันคิดหาทางควบคุมโรมะให้ได้อยู่ เอนันโด้กลับแอบไปเจรจาโดยไม่ให้ฉันรู้ โชคดีที่ฉันมีหูตาอยู่บ้าง เลยล่วงรู้เรื่องนี้ และตามที่คาด เอนันโด้พยายามมากล่อมให้ฉันรับข้อเสนอของโรมะ
เขากับคนอื่นๆ อาจจะกลัวความสามารถนี้ แต่ฉันมองตรงกันข้าม นักผจญภัยที่มีความสามารถในการ
สำรวจดันเจี้ยนมีเพียงน้อยนิด และส่วนใหญ่ก็จะโดนซื้อตัวไปอยู่กับกิลใหญ่ๆ กันหมดแล้ว เพราะพวกเขามีประโยชน์เป็นอย่างมาก
ปาร์ตี้ที่มีหรือไม่มีนักสำรวจอยู่ ความเร็วในการเก็บเลเวลจะต่างกันถึงสามหรือสี่เท่า ซํ้ายังให้ความอุ่นใจเรื่องความปลอดภัยอีก ที่สำคัญยังเป็นตัวทำเงินได้อย่างมหาศาล แผนที่ที่นักสำรวจทำ หนึ่งชั้น สามารถนำไปขายให้กับกิลนักผจญภัยได้ในราคาแพงลิบลิว ขนาดที่ว่าสำรวจเปิดแผนที่ได้ชั้นหนึ่งก็มีกินมีใช้ไปทั้งชีวิตเลย
ตอนนี้ไม่ใช่แค่ความสำคัญในฐานะฐานกำลังแล้ว แต่ยังหมายถึงความมั่นคงด้วย นี้คือสมบัติที่มีชีวิต ถ้าปล่อยให้หลุดมือไป ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกหรือเปล่า
ฉันจึงได้ตัดสินใจเด็ดขาด ที่จะเอาตัวโรมะเอาไว้ และใช้เหตุผลข้อนี้กล่อมเอาพวกนักบวชเฒ่าให้เห็นดีเห็นงามด้วย ซึ่งก็ไม่ยากเลย แค่บอกสิ่งที่จะได้หลังจากได้ตัวโรมะมาใช้งาน ทุกคนก็ทำตาลุกวาวขึ้นมาทันที และเปลี่ยนฝ่ายกลับมาสนับสนุนฉันอีกครั้ง
แต่ปัญหาคือจะจัดการอย่างไงกับปาร์ตี้ของโรมะ ที่เหมือนจะรู้การเคลื่อนไหวของทางนี้ทั้งหมด ตอนแรกก็นึกว่ามีหนอนบ่อนไส้ เลยเรียกทุกคนกลับมาที่ค่ายหลัก และไม่ให้มีใครออกไป แต่ไม่ได้ผล ดูเหมือนจะไม่ใช่หนอนบ่อนไส้แล้ว แต่อีกฝ่ายน่าจะมีคนที่มีสกิลพิเศษ หรืออุปกรณ์เวทประหลาดๆ ที่ใช้สืบข้อมูลระยะไกลได้ล่ะมั่ง
เท่าที่รู้อีกฝ่ายไม่ยอมรามือแน่ จนกว่าจะปล่อยตัวโรมะ…งั้นทำไมเราไม่ใช่เจ้านี้เป็นตัวประกันซะเลยล่ะ แล้ว
ขู่ให้คนที่เหลือยอมแพ้ซะ พอจับตัวพวกสาวๆ ของมันได้ ก็แค่สลับเปลี่ยนมาเป็นตัวประกันและใช้ขู่โรมะแทน มันต้องได้ผลแน่
แผนของฉันไม่มีที่ติ พวกนักบวชเฒ่าและพาลาดินต่างเห็นด้วย ฉันเลยสั่งจับเจ้าโรมะขึงกับเสาเตรียมแห่ออกไปให้พวกสาวๆ ของมันได้เห็น
ทว่า…หลังจากที่จับโรมะขึ้นเสาและเดินทัพออกไป ฉันก็ไม่อาจทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและเกิดขึ้นพร้อมกัน มันวุ่นวายสับสนจนฉันไม่อาจแม้จะทำความเข้าใจได้
เพราะจู่ๆ ขบวนแถวก็แตกออก กลุ่มแรกเป็นเอนันโด้ที่นำพวกอัศวินบางส่วนบุกเข้ามาจากทางด้านข้าง ส่วนกลุ่มที่สองเป็นอัศวินและนักบวชที่เป็นผู้หญิง รวมกลุ่มกันและบุกชิงตัวโรมะจากทางด้านหลัง และพร้อมๆ กัน
นั้น ที่ด้านหน้าก็เกิดความอลหม่าน เพราะมีบุคคลลึกลับปรากฏตัวขึ้นมา
คนที่มาด้านหน้ามีเพียงคนเดียว ส่วมผ้าคลุมปิดบังตัวเอาไว้ แต่ฝีมือร้ายกาจราวกับอสูรจากนรก เพียงแค่ขยับมือทีเดียว ก็ต้องมีคนสังเวยชีวิตไปนับสิบชีวิต แถมยังเป็นการสังหารแบบโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับพญามารที่กำลังโกรธเกรี้ยว
แล้วไม่รู้ทำไมจู่ๆ ก็มีมอนสเตอร์เกิดขึ้นมาในค่าย ที่น่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และยังมีมอนสเตอร์ที่น่าจะเป็นบอส ซึ่งมีลักษณะเป็นมนุษย์หัวสุนัขสีดำคอยสั่งการอยู่ แค่อีกฝ่ายชี้นิ้วมาพวกนักบวชและพาลาดิน ก็พากันล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วงแบบไม่มีสาเหตุ
พวกฉันที่เหลือซึ่งอยู่ใกล้กับโรมะ รีบเข้าไปเพื่อใช้เขาเป็นตัวประกัน แต่พริบตานั้น… ‘มัน’ ก็โผล่ออกมา
อสูรร้ายที่ครั้งหนึ่งเกือบทำให้โบสถ์ใหญ่เกือบถึงคราวล่มสลาย แวมไพร์ระดับบารอนเนส ที่ได้รับพรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี้ ปัจเจกแห่งความเที่ยงแท้ ที่ทำให้เธอเป็นอมตะไม่มีวันตาย และทรงพลังเหนือกว่าผู้ใด
บารอนเนสแห่งเผ่าพันธุ์แวมไพร์ เรโมริก้า
เธอปรากฏกายขึ้นมาพร้อมกับความน่าสยดสยองที่เป็นเอกลักษณ์ ร่างของนักบวชและอัศวินที่อยู่ใกล้ๆ เธอ ถูกบีบอัดจนเละ และเลือดทุกหยดได้ถูกทำให้ระเหยเป็นไอลอยเข้าไปหาตัวเรโมริก้า พร้อมกับที่ดวงตาและผิวของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ดวงตานั้นใครที่ได้จ้องมองก็เหมือนกับถูกแช่แข็งทำให้ขยับตัวไม่ได้แล้ว
แต่ทำไมตำนานที่มีชีวิตอย่างเรโมริก้าถึงมาอยู่กับโรมะได้!
ฉันไม่เข้าใจเลยสักอย่าง และกว่าที่ฉันจะรู้ตัว กองกำลังที่แสนภูมิใจของฉันก็ถูกทำลายจนราบคาบ นักผจญภัยส่วนใหญ่รีบยอมแพ้และทิ้งอาวุธทันที เลยยังรอดชีวิตกันอยู่ ส่วนตัวฉันถูกจับมัดกับเสาไม้ไว้แทน
ฉันรีบมองหาโรมะทันที ซึ่งเห็นเขากำลังดุใส่คนใส่ผ้าคลุม บอสหัวสุนัข และเรโมริก้าอย่างดุเดือดก่อนที่ทั้งสามจะพากันทำท่าสลดและหายตัวไปพร้อมๆ กัน
…ไม่เข้าใจ นี้มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ฮะๆๆ
ใช่แล้วล่ะ นี้ฉันกำลังฝันอยู่ไงล่ะ
เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้อยู่แล้ว กองกำลังของอาร์คบิชอปไม่มีทางแพ้ แถมพวกตัวประหลาดที่พร้อมใจกันพาเหรดออกมา มันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงหรอก
ค แค่ฝันไปเท่านั้นแหละ เดี๋ยวฉันก็จะตื่นแล้ว
ก็ฉันนะ คืออาร์คบิชอปเรเดีย ผู้ที่เป็นอัจฉริยะ ผู้มีพรสวรรค์ คนที่สวรรค์เลือก ไม่มีอะไรมาหยุดการก้าวไปข้างหน้าของฉันได้หรอก
“ค แค่ฝันร้ายเท่านั้น”
ฉันบอกกับตัวเอง แต่โรมะหันมามอง และพูดโดยไม่ยิ้มออกมา
“ถ้าเป็นความฝัน นี้ก็คงเป็นฝันที่ยาวนานสำหรับเธอสักหน่อยนะ”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ