ตอนที่ 101 เรื่องฉุกเฉินที่ชั้น 10

ตอนที่ 101 เรื่องฉุกเฉินที่ชั้น 10
ที่ผมเลือกอาชีพพื้นฐานที่สองเป็นโจรมา ไม่ใช่เพราะจะหันเหชีวิตตัวเองไปเป็นมิจฉาชีพหรอกนะ แต่มันจำเป็นต่างหาก อาชีพขั้นสูงที่ผมเล็งไว้ จำเป็นต้องใช้อาชีพพื้นฐาน 3 อย่าง ถึงจะเปลี่ยนเป็นอาชีพนั้นได้ ตอนนี้ถึงจะได้มาสองแล้ว แต่หนทางยังอีกยาวไกลล่ะ เพราะต่อไปต้องรอตอนเลเวล 50 ถึงจะได้อาชีพอันที่สามมา และรอต่อไปอีกจนถึงเลเวล 75 ถึงจะได้อาชีพขั้นสูงที่เป็นเป้าหมาย
แต่อาชีพโจรก็มีดีอยู่เหมือนกันนะ อย่างสกิลเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว สกิลตรวจสอบเงินในตัวเป้าหมาย สกิลเก็บไอเท็มดรอปที่อยู่ในระยะ 10 เมตร ให้มาอยู่ในกระเป๋าทันที
นอกจากนี้ผมยังได้สกิลของ Treasure hunter มาเพิ่มอีกสอง สกิลตรวจจับและทำลายกับ
ดัก กับสกิลปลดล็อค ทำให้การอยู่ในดันเจี้ยนปลอดภัยขึ้นเยอะ ขนาดบอกได้เลยว่า ถ้ามีผมอยู่ด้วย ในปาร์ตี้จะไม่มีคนตายอย่างแน่นอน
สกิลส่วนใหญ่ของผมก็ขึ้นมาเป็นระดับ 4-5 กันหมดแล้ว เพราะผมใช้สกิลอยู่แทบตลอดเวลา โดยเฉพาะมองทะลุเนี่ย ถ้ามาน่าไม่ใกล้หมดก็ไม่หยุดใช้เลยล่ะ
ด้านราก้าที่ตอนนี้ตัดสินใจจะทำงานกับผมแล้ว ในฐานะลูกจ้างล่ะนะ เลเวลของเธอตอนนี้อยู่ที่ 32 แต่ยังไม่ขอเปลี่ยนอาชีพ เพราะจะรอกลับออกไปก่อน และดูว่ามีงานอะไรให้เธอทำได้บ้าง และค่อยเปลี่ยนอาชีพให้เข้ากับงานที่ทำ
ส่วนเนปฟ่ากับซีเอ้เลเวล 34 แล้ว เนปฟ่าเปลี่ยนอาชีพจาก Magic caster เป็น Wich ของ
ซีเอ้จะเหมือนของพวกนักบวช คือจาก Acolyte เป็น Priest พวกสายฮีลเนี่ย ดูเหมือนจะมีตัวเลือกไม่มากเท่าไร
แต่ข้อดีของการเป็น Priest คือการที่สามารถขอเข้าศึกษาเวทมนต์ได้จากศาสนาจักรทุกแห่งได้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นนักบวชในสังกัดก็ตาม มันเป็นข้อตกลกร่วมกันที่มีมานานแล้ว แต่เพราะซีเอ้ไม่ได้ขึ้นสังกัดกับที่ไหน จะเรียกว่าเป็นนักบวชพเนจรก็ได้ เลยจะไม่ได้รับเงินเดือนแบบพวกโบสถ์ใหญ่
หลังจากมื้อเช้าแล้ว ผมก็บอกกำหนดการไป โดยวันนี้จะยังอยู่ที่ชั้นนี้ก่อน เพราะต้องรอให้ยูรินจัดการหลอมสกัดแร่ให้เสร็จซะก่อน ส่วนคนอื่นๆ ผมก็อยากจะให้สู้กับมอนสเตอร์ชั้นนี้ เพื่อจะได้ปรับตัวให้ชินกับอาชีพใหม่ และพลังที่เพิ่มขึ้นมา
เนื่องจากเลเวลพุ่งขึ้นมาพรวดๆ ในช่วงข้ามขืน แถมเป็นแบบไม่ได้ลงมือเอง ค่าเก่งที่ได้มาเลยเป็นตัวเลขที่ใช้วัดความสามารถจริงๆ ยังไม่ได้ ทุกคนเข้าใจดีเลยไม่มีใครโต้เตียงอะไรและทำตามอย่างเคร่งครัด
พอจัดเป็นสองทีมได้แล้ว พวกผมก็ออกล่ากันทันที โดยทีมหนึ่งจะเป็นทีมล่า ส่วนอีกทีมจะอยู่เฝ้าที่พัก
เพราะไม่มีนักผจญภัยและพ่อค้าอยู่ในชั้นนี้แล้ว มันเลยโล่งสุดๆ และอุดมไปด้วยมอนสเตอร์ให้พวกผมล่ากันอย่างมันมือ
ด้วยที่ความสามารถสูงขึ้น ทำให้ความยากในการล่าชั้นนี้ดูจะง่ายกว่าพวกศพซะอีก และเพราะไม่ได้เป็นการล่ากันแบบจริงจัง แค่มาทดสอบสกิลหรือวัด
กำลังของตัวเอง เลยจะใช้วิธีสู้ตัวต่อตัว และลองอะไรไปเรื่อยๆ ไม่ได้รีบ
ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกสาวๆ แล้ว แต่แม้พวกโบสถ์ใหญ่ก็มองผมด้วยสายตาเป็นประกาย เพราะการทำงานแบบเป็นระบบระเบียบมีแบบแผน ซึ่งพวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน เลยประทับใจแบบสุดๆ และการที่พวกเขาปลอดภัยแถมยังรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นมากว่าเดิมมาก ก็เพราะได้ทำตามระบบที่ผมได้วางเอาไว้
และด้วยอาหารของผม ก็เพียงพอแล้วที่จะมอมเมาพวกเขาให้ตกเป็นทาสอย่างสมบูรณ์
การหลอมสกัดกว่าจะเสร็จก็เข้าช่วงบ่ายแล้ว แต่ผลลัพธ์มันก็น่าตะลึงเหมือนกัน เพราะได้แร่หายากไปจนถึงแร่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเพียบเลย แต่เรื่องวิจัยทดลองไว้กลับไปที่บ้านก่อนค่อยว่ากัน
หลังจากเก็บของเรียบร้อยแล้ว พวกผมก็มุ่งหน้าไปที่ชั้น 10 ทันที โดยอยากไปให้ถึงก่อนช่วงเย็น เพราะผมว่าจะไปตั้งค่ายพักที่นั้น เพราะมีปาร์ตี้ของโกร่าอยู่ด้วย ผมเลยว่าจะทำอาหารเลี้ยงพวกนั้นด้วย เพราะนี้ก็ลงมากันหลายวันแล้วคงอยู่ในสภาพหิวโซสุดๆ อาหารแห้งตามปกติ มันช่วยแค่กินกันตายเท่านั้นแหละ
แต่จะว่าไงดีล่ะ…ระหว่างที่เดินทางกัน ผมหันไปหวดซอมบี้ตัวหนึ่งที่หลุดเข้ามา พอมันตายก็ดันดรอปดาบซอมบี้สเลเยอร์ออกมา เล่นเอาใบ้กินกันทั้งปาร์ตี้เลย
พอหันไปถามในปาร์ตี้ว่ามีใครจะเอาไหม ก็พากันส่ายหน้าหมด เพราะทีมของผมส่วนใหญ่ใช้ของดีและเหมาะมือกันอยู่แล้ว ส่วนอัศวินจากโบสถ์ใหญ่ก็ไม่
กล้ารับ เพราะราคามันแพงเกินไป ผมเลยเก็บเอาไว้ก่อน คงต้องเอาไปทิ้งไว้ในงานประมูล
พวกผมผ่านชั้น 9 มาได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีใครได้แผลเลยด้วยซํ้า เหมือนว่าพอค่าพลัง โดยเฉพาะค่า Dex เพิ่มขึ้น จะทำให้เห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น กระทั่งการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ก็ยังเหมือนภาพสโลโมชั่น นี้ขนาดตัวผมเน้นไปที่ค่า Int เยอะ เทียบกันแล้ว ค่า Dex น้อยสุดเลย ยังเห็นความต่างระดับนี้ แล้วอย่างคนอื่นที่เน้นค่า Dex จะไม่ยิ่งกว่านี้เหรอเนี่ย
แต่มอเรียก็อธิบายให้ฟัง ว่าถึงค่า Dex จะสูง แต่ถ้าค่า Agi ตํ่ากว่ามากๆ ก็จะเคลื่อนไหวตามการมองเห็นไม่ทัน ตรงกันข้ามถ้าค่า Agi สูงแต่ Dex ตํ่า ถึงจะเคลื่อนที่ได้เร็ว แต่ก็มีโอกาสมองการโจมตีอีกฝ่าย
ไม่ทัน จนโดนสวนกลับทีเดียวตายได้ ฉะนั้นส่วนใหญ่เลยจะหาอุปกรณ์หรือสกิลมาทดแทนค่าพลังที่ตัวเองขาดไป
ส่วนค่า Int ผมไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ของมันเท่าไร ถ้าว่าฉลาดขึ้นไหม ก็ไม่เลย แต่สมองโล่งขึ้น มีสมาธิดีขึ้น แบ่งความคิดไปทำหลายๆ เรื่องได้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ บางครั้งความคิดผมไปเร็วกว่าการเคลื่อนไหวอยู่สองถึงสามขั้น สามารถจัดแจ้งและแบ่งการกระทำได้โดยไม่สับสน สรุปคือ มันไม่ได้ไปเพิ่มความรู้ในสมองหรอก แค่ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้นมากกว่า ซึ่งก็เหมาะกับจอมเวท ที่ต้องใช้สมาธิและความจำมากในการใช้เวท แต่บังเอิญผมไม่ถนัดเวทมนต์เท่าไร แค่ Wall อย่างเดียวยังรู้สึกใช้ได้ไม่ดีเท่าไรเลย
พอมาถึงทางลงไปชั้น 10 ก็เป็นเวลาเย็นพอดี ซึ่งถือว่าทำเวลาได้ไม่เลวเลย แต่พอลงไปได้ครึ่ง
ทาง พวกผมก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังออกมา บางทีอาจจะเป็นช่วงเวลาที่บอสเกิดพอดี เลยให้ทุกคนเร่งฝีเท้าขึ้น
พวกโกร่าเก่งขนาดเฝ้าห้องบอสได้ ผมเลยไม่กังวลเท่าไร ที่รีบลงไปดูเพราะอยากจะเห็นการต่อสู้กับบอสของชั้นนี้กับตา มันถือเป็นประสบการณ์ที่หายาก
ทว่าพอลงมาถึงผมก็ต้องตกใจ เพราะสภาพมันไม่ต่างจากสงครามเลย พวกโกร่ากำลังโดนล้อมจากกองทัพอันเดดที่ Lich เรียกออกมา โดยเฉพาะพวกโซลไฟเตอร์กับโซลสเปกเตอร์มีเยอะมาก ในกลุ่มโกร่าไม่มีนักบวชด้วย การสู้กับพวกนี้เลยค่อนข้างเสียเปรียบ
แต่ในทางตรงกันข้าม พวกโกร่าก็เป็นคนกลุ่มเดียวที่ฆ่าพวกวิญญาณได้ด้วยอาวุธ สกิลของพวก
เธอมีความรุนแรงขนาดฉีกร่างวิญญาณได้เลย ซํ้ายังมีบลูมที่เป็นช่างอาวุธ ทำให้อาวุธของทุกคนมีพลังเวทมนต์ติดอยู่ด้วย เห็นยูรินบอกว่าต้องมีสกิลที่สืบทอดกันมาของตระกูล ถึงจะทำการบรรจุพลังเวทมนต์ลงไปในอาวุธได้
ถึงอย่างนั้นจำนวนของศัตรูก็มีเยอะกว่าถึงห้าเท่า และยังมีเจ้า Lich ที่ผมยังไม่เห็นตัว เสกลูกน้องออกมาเรื่อยๆ พวกโกร่าที่สังเกตเห็นผม รีบตะโกนไล่ให้กลับขึ้นไปทันที ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของพวกเธอจะเสียเปรียบอยู่จริงๆ
“ทุกคน รีบเข้าไปช่วยกันเถอะ”
โดยไม่ต้องบอกอะไรมาก ทุกคนก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ดอเรียกับฟรานพุ่งออกไปพร้อมกัน และปล่อยสกิลกวาดเอาพวกทัพมอนสเตอร์ล้มลง
ระเนระนาด เหลือเพียงแต่พวกร่างวิญญาณที่การโจมตีโดยตรงใช้ไม่ได้ผล
แต่เท่านี้ก็ลดเป้าให้กับพวกเหล่านักบวชได้แล้ว กรอเรียนำพวกนักบวชรวมถึงซีเอ้ยิงเวทชำระล้างวิญญาณใส่ มอนสเตอร์จำนวนมากตายไปพร้อมๆ กันจนเกิดเป็นม่านละอองแสงขึ้นมา
ผมไม่มีเวลามาชื่นชมความงามตอนนี้ เพราะยังเหลือศัตรูอีกมาก
“โกร่า! ไปจัดการ Lich เถอะ ทางนี้ผมจัดการให้เอง”
“…เข้าใจล่ะ ขอบใจมากนะ”
โกร่าทำท่าลังเล แต่พอเห็นฝีมือของพวกผมที่จัดการมอนสเตอร์ได้อย่างง่ายดายแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้อง
โต้เถียงกันอีก เธอนำปาร์ตี้ของเธอไปหา Lich ทันที และผมก็ส่งซีเอ้กับเนปฟ่าตามไปด้วยเป็นกำลังเสริมไว้รักษาคนบาดเจ็บ
ส่วนพวกผมที่เหลือก็สู้แบบดึงความสนใจ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าให้หมด แค่ถ่วงเวลาให้ Lich ถูกกำจัดไป เดี๋ยวพวกนี้ก็จะสลายหายไปเอง
เวทชำระล้างวิญญาณมีผลกับมอนสเตอร์วิญญาณ ขนาดจัดการได้ในทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลเสีย เพราะมันกินพลังมาน่าที่เยอะ ทำให้ใช้ได้ไม่กี่ครั้งก็หมดแรงกันแล้ว
ผมที่รู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว เลยให้พวกนักบวชยิงเวทไปแค่สองชุดพอ และเก็บชุดสามเอาไว้ใช้ตอนที่แนวรับของพวกผมพัง และให้สำรองมาน่าไว้ใช้กับการฟื้นพลังเป็นหลัก
แต่โชคร้ายของพวกมอนสเตอร์ เพราะแนวรับของพวกผมแข็งโป๊ก แค่ดาเซสกับมิรินสองคน ก็ต้านพวกกองทัพมอนสเตอร์ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ต้าน แต่ยังสังหารมันลงไปเรื่อยๆ จำนวนที่ตายไปราวกับใบไม้ร่วงเลยทีเดียว และยังมีซาคุยะที่รอใช้ระเบิดกัมปนาคใส่พวกที่ทำท่าจะล้อมพวกผมไว้ ทำให้พวกนั้นรักษาแนวรบไว้ไม่ได้ กลับเป็นแนวรับของพวกผมที่รุกคืบไล่บี้พวกมันแทน
“…เอ่อ รู้สึกผิดวัตถุประสงค์อย่างไงไม่รู้สิ”
ผมยืนเกาหัวแกร่กๆ เพราะไม่ค่อยมีส่วนร่วม หรือต้องบอกว่าไม่มีอะไรให้ทำ แถมจริงๆ ที่ผมสอนรูปแบบการตั้งขบวนแบบต่างๆ ให้ เพราะมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานต่างกัน อย่างตอนนี้จริงๆ เน้นตั้งรับพลางถอยหนีไปอย่างช้าๆ แต่พอมาให้พวกสาวๆ ใช้ ไม่ว่า
รูปแบบขบวนแบบไหน ก็กลายเป็นรูปแบบเชิงรุกไปซะหมด
จากจำนวนที่มากกว่า มาตอนนี้กลับเหลือจำนวนพอๆ กันแล้ว ผมเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องถ่วงเวลาอะไรอีก เลยให้พวกนักบวชทำการปิดฉากด้วยเวทชำระล้างวิญญาณไปซะเลย
เนื่องจากจบเร็วอย่างแสนน่าเบื่อ ผมเลยจะตามไปช่วยพวกโกร่าต่อ แต่ระหว่างทางก็เจอพวกนั้นวิ่งสวนมาเจอกันพอดี ดูเหมือนว่าLich จะถูกจัดการไปแล้วหลังพวกผมไม่นาน
แต่ฝ่ายที่ตะลึงกับเป็นพวกโกร่า ที่พวกผมสามารถกำจัดกองทัพมอนสเตอร์กว่าร้อยตัวได้ ไม่นับเรื่องเวลาที่แทบจะบันทึกเป็นสถิติได้เลย
ส่วนพวกผมกลับคิดเหมือนกันว่า เท่านี้เทียบกับตอนโดนกองทัพศพล้อมเมื่อคราวก่อนไม่ได้เลยสักนิด
ระหว่างที่โกร่าพาผมไปที่ตั้งค่ายของพวกเธอ ผมก็ถามความเป็นมาเป็นไปด้วย เพราะไม่คิดว่าพวกเธอจะเสียเปรียบจนเหมือนจะพลาดท่าได้แบบนี้
ซึ่งพอถามถึงโกร่าก็แสดงท่าทีโมโหออกมาทันที แต่ไม่ได้โมโหผมหรอก
“พูดแล้วน่าโมโห ที่พวกข้าอ่อนแรงจนเกือบตายกันแบบนี้ ก็เพราะเจ้าพวกอาร์คบิชอปนั้นแหละ!”
“พวกนั้นทำไมเหรอ?”
ผมถามพลางดูท่าทีของพวกโบสถ์ใหญ่ในกลุ่มผมไปด้วย แต่ทุกคนทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดแทน คงพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ก็มันมาไถ่เสบียงของพวกข้าไปน่ะสิ ไม่พอ ยังมาดึงตัวคนในปาร์ตี้ไปอีก”
พอโกร่าบอกผมก็สังเกตเห็นว่าจำนวนคนของเธอ ลดลงไปกว่าตอนแรกที่ลงมาจริงๆ
“พอไม่ยอม พวกมันก็ขู่ใช้กำลังอีก”
ทีโมทีเองก็ถอนหายใจออกมาแบบไม่พอใจ ส่วนคายุนนั้นปิดปากเงียบ ซึ่งสำหรับเธอแล้วนั้นคือตอนโมโหแบบสุดๆ อยู่
ดูจากสถานการณ์แล้ว ทางพวกอาร์คบิชอปก็คงไม่ค่อยดีเท่าไร ไม่งั้นคงไม่ถึงขั้นมาไถ่เสบียงแนวหลังแบบนี้หรอก
“ทีแรกพวกข้าคิดจะยกเลิกเควส แล้วยอมเสียค่าปรับไป แต่คิดไปคิดมา ไม่ใช่แค่พวกอาร์คบิชอป แต่ยังมีพวกนักผจญภัยพวกพ้องของเราอยู่ข้างล่างนั้นอีก ขืนปล่อยให้มีบอสอยู่ตอนกลับขึ้นมา พวกนั้นคงไม่เหลือแรงจะสู้หรอก”
บลูมอธิบายให้ฟัง แต่เธอก็มีสีหน้าไม่ดีเลย เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เกือบจะทำให้ทุกคนตายหมดแล้ว ดีที่พวกผมมาช่วยได้ทัน
พอมาถึงค่ายพักของพวกโกร่า ก็อย่างที่เธอบอกไว้จริงๆ แทบไม่เหลืออะไรให้กินเลยนอกจากนํ้าดื่ม
“ทุกคนไปพักเถอะ เรื่องเสบียงไม่ต้องห่วง”
ใช่ ไม่ต้องห่วงสักนิด ก็ในกระเป๋าพวกผมน่ะ มีแต่เสบียงอัดจนแน่นอยู่แล้วไงล่ะ มากพอจะเลี้ยงกองทัพใหญ่ๆ ได้เลย
แต่ด้วยที่ทุกคนหิวมาก ผมเลยว่าจะทำอะไรที่ง่ายๆ และกินได้เลย เลยว่าจะทำบาบิคิวซีฟู๊ด แค่ผมนำเตาย่างออกมา พวกฟรานก็หันควับมามองด้วยตาเป็นประกายทันที
“บาบิคิว!”
พวกสาวๆ ที่รู้จักบาบิคิวประสานเสียงกันทันที ส่วนคนที่ไม่รู้จักพากันทำหน้างงๆ
“นายท่าน! มีอะไรให้หนูช่วยบ้างคะ!”
ฟรานรีบเข้ามาเสนอตัวทันที ทั้งๆ ที่ปกติมีแต่เดเม่ที่ช่วยผมทำอาหาร
“จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แต่ช่วยไปเตรียมโต๊ะและจานทีนะ”
พอผมบอกพวกฟรานก็รีบตรงเข้าไปที่กระเป๋า และดึงเอาโต๊ะออกมาตั้ง และเตรียมจานสำหรับทุกคน เสร็จแล้วก็กลับมายืนเฝ้าหน้าเตาไม่ยอมไปไหนเลย
ส่วนผมที่กำลังเตรียมวัตถุดิบอยู่ ก็เกือบจะเสร็จแล้ว เพราะแค่นำเอาพวกอาหารทะเลออกมา และใช้คลีนนิ่งล้างให้สะอาด ก็ถือว่าเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลือผมก็นำปลาหมึก กุ้ง หอย มาเรียงกันถาดแบบหยาบๆ ก่อนจะใช้สกิลสับปลอกของพ่อบ้านสมบูรณ์แบบ
ภาพที่เนื้อปลาหมึกถูกกรีดพร้อมกันเลาะเอากระดูกออก เรียกเสียงฮือรอบแรกได้ แต่กุ้งที่ถูกปลอกเปลือกออกจนเหลือแต่ส่วนเนื้อที่ติดกับหัว เรียกเสียงได้ดังกว่า และตอนที่ฝาหอยดีกระเด็นขึ้นไปพร้อมๆ กัน ทุกคนก็พากันตบมือกันหมด
ปลาหมึกกับกุ้ง ผมไม่ต้องปลุกอะไร เพราะกินสดๆ ก็อร่อยอยู่แล้ว แต่หอยต้องปรุงหน่อย โดยเหยาะเอาซอสโซยุกับบีบมะนาวใส่ลงไปหน่อย และนำไปย่างบนเตาได้เลย ส่วนปลาหลังจากที่จัดการเลาะเกร็ดผ่าไส้แล้ว ก็ได้เดเม่มาช่วยเสียบไม้ให้ ใครจะกินก็แค่หยิบไปย่างทั้งไม้ได้เลย ส่วนนํ้าจิ้มซีฟู๊ดผมทำเผื่อไว้แล้วหลายขวด เลยไม่ต้องเสียเวลาทำ
แค่กลิ่นตอนย่างก็เรียกเอาพวกโกร่าที่กำลังนอนพักอยู่ เดินตามกลิ่นออกมากันราวกับกองทัพซอมบี้
“โกหกใช่ไหม นี้มันปลาไม่ใช่เหรอ”
“อืม ทางนี้ย่างเสร็จแล้ว มาหยิบไปได้เลยนะ”
ผมชี้ไปอันที่ย่างแล้ว ระหว่างนั้นเดเม่ก็ค่อยอธิบายการกินบาบิคิวให้กับคนอื่นๆ ไปด้วย
ส่วนผมก็หยิบเอาถังเบียร์ออกมาตั้งสองถัง กับเหล้าอีกหน่อย พอประมาณไม่ให้เมาปลิ้นกัน พวกโกร่าที่เป็นคอสุราอยู่แล้ว พอเห็นเข้าก็แทบจะร้องไห้กัน เพราะพวกเธอไม่สามารถแบกของแบบนี้มาด้วยได้ เวลาลงดันเจี้ยนเลยเป็นช่วงเวลางดเหล้าเข้าพรรษาไปในตัว
พวกโบสถ์ใหญ่ไม่คุ้นกับการยืนกิน เลยไปรวมกลุ่มกันนั่งที่โต๊ะ ซึ่งที่โต๊ะส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่จับกลุ่มซดเหล้ากันอยู่แล้ว พวกนั้นเลยถูกจับให้ดื่มไปด้วย แต่บรรยากาศดูน่าสนุกดี
ปาร์ตี้ของโกร่าคงอยู่ในสภาพตรึงเครียดมานาน พอได้ทั้งอาหารและเหล้าเข้าไป เลยเหมือนได้ระเบิดความเก็บกดออกมา พวกเธอเลยทั้งกินทั้งดื่มและหัวเราะกันอย่างสุดเหวี่ยง
ระหว่างนั้นผมก็เตรียมเสบียงให้กับโกร่า เพราะพวกเธอยังต้องอยู่ที่นี้กันอีกหลายวัน ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารง่ายๆ ที่อยู่ท้องและให้พลังงาน ที่เตรียมให้ก็มีข้าวปั้น แกงกระหรี่พร้อมข้าวอย่างล่ะหนึ่งหม้อ พิซซ่า ที่เหลือก็เป็นพวกวัตถุดิบสำรองไว้ให้ทำกินกันเอง และทิ้งเบียร์ที่เหลือถังสุดท้ายไว้ให้ ส่วนนํ้าผมก็ไปเติมไว้ให้จนเต็มด้วยสกิลพ่อบ้าน
มื้อนี้ของหวานจริงๆ ต้องเป็นพุดดิ้งตามที่พวกสาวๆ ตั้งกฎไว้ แต่คราวนี้ผมขอ เพราะขืนให้พวกโกร่าได้กินพุดดิ้ง มีหวังผมโดนพวกเธอจับมัดไว้จริงๆ แน่
เลยทำแค่พวกผลไม้รวมมิตรในนํ้าเชื่อมที่ใส่นํ้าแข็ง แต่แค่นี้ก็เล่นเอาผมเสียวสันหลังวาบตอนถูกพวกโกร่าจ้องแล้ว
แต่เพราะผมต้องทำนู้นทำนี้อยู่ตลอดเวลา เลยไม่ว่างไปนั่งกินกับทุกคน พวกสาวๆ เลยแวะเวียนมาป้อนอาหารให้ผมกัน ภาพที่เห็นมันบาดตาจนพวกนักผจญภัยชายในกลุ่มโกร่า พากันนั่งกัดฟันกันดังกรอดๆ แต่ยังดีที่สำนึกว่าที่ผมทำอยู่เนี่ย ก็เพื่อพวกเขาทุกคน เลยไม่มีใครปริปากบ่นอะไรออกมา
หลังกินกันเสร็จแล้ว ผมก็ขอคุยกับพวกกรอเรีย เพราะอยากจะให้พวกเธออยู่ช่วยโกร่าที่นี้ ทางกรอเรียเองก็ตอบรับทันที เพราะเธอเองก็รู้สึกผิด ที่พวกโกร่าลำบากก็เพราะคนจากโบสถ์ใหญ่อย่างพวกเธอ เลยอยากจะทำอะไรเพื่อชดใช้ความผิดนั้น ถึงผมจะมองว่า
ไม่เกี่ยวกันก็เถอะ แต่ดีที่พวกเธอยอมช่วย ส่วนขากลับผมจะกลับมารับไปพร้อมกัน
ทางโกร่าเองก็ส่งตัวแทนกลับออกไป เพื่อไปแจ้งต่อทางกิลแล้ว ว่าพวกเธอจะถอนตัวให้จัดหาปาร์ตี้ใหม่ลงมาเฝ้าห้องบอสไว้แทน แต่คงต้องใช้เวลาสักสองวัน เพราะจะหาปาร์ตี้ที่เก่งแบบโกร่าไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีต้องไปหยิบยืมตัวมาจากเมืองใกล้ๆ แทน
วันนี้ได้กินอิ่มท้องแถมยังได้ซดเบียร์ซดเหล้าอีก พวกโกร่าเลยหลับกันตั้งแต่หัววัน ที่นี้ไม่ต้องมียามเฝ้า เพราะไม่มีมอนสเตอร์จนกว่าบอสจะกลับมาเกิดใหม่ ซึ่งก็อีกหลายชั่วโมงเลย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ