ตอนที่ 93 ไม่จริงใจ

ตอนที่ 93 ไม่จริงใจ
หลังแยกกับอานูบิสแล้ว ก็รีบตรงกลับค่ายพักทันที เพราะตอนนี้ทุกคนคงเป็นห่วงแย่แล้ว และไม่เพราะไม่อยากจะสู้กับพวกศพตามรายทาง ที่กำลังทยอยกลับไปยังพื้นที่ของตน ผมเลยใช้สถานะจอมมารไปด้วย
แต่ยังไม่ทันพ้นเขตสุสาน ก็เจอกับพวกสาวๆ แล้ว โดยมีอาเดไลท์เป็นคนนำทีมมา โดยแบ่งคนมาครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งเฝ้าค่ายไว้
พวกเธอเป็นห่วงผมมาก เลยคิดจะออกตามหากันเอง แถมจู่ๆ พวกศพก็หยุดสู้และถอยไปหมด เลยได้โอกาสส่งทีมช่วยเหลือออกมา
“หนูบอกแล้ว นายท่านต้องปลอดภัยแน่นอนค่ะ”
ฟรานยิ้มกับทุกคน พลางยกมือขึ้นแตะที่พันธะทาสตรงคอ เพราะตราบใดที่รอยสักนั้นยังอยู่กับตัว ก็แปลว่าผมยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง
“นายท่านบาดเจ็บตรงไหนไหมค่ะ!”
เดเม่รีบวิ่งมาวนดูรอบๆ ตัวผม ราวกับสุนัขที่วิ่งวนรอบตัวเจ้านายเวลากลับถึงบ้าน
“ไม่เลย รอบนี้ไม่มีแม้กระทั่งแผลเลยล่ะ”
ผมชูสองนิ้วให้ เพราะด้วยสกิลที่พัฒนาขึ้นมาของมารราคะ ทำให้ผมรอดมาได้แบบไร้รอยขีดข่วน แต่เรื่องนี้ผมรู้สึกผิดกับอานูบิสหน่อยๆ เพราะถึงผมจะไม่ได้ใช้สถานะจอมมารสู้กับเขา แต่สกิลมารราคะก็เป็นสกิลของจอมมารอยู่ดี แต่จะเรียกว่าโกงก็ไม่ได้หรอก ก็ทางนั้นน่ะเป็นเทพแห่งความตายเลยนะ
“ทุกคนล่ะปลอดภัยดีใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ มีได้รับบาดเจ็บกันนิดหน่อย แต่ชีเอ้กับพวกนักบวชก็ช่วยรักษาให้แล้ว”
มิรินรายงานให้ฟังทันที แถมยังมองผมด้วยดวงตาเป็นประกายด้วย ก็เธอรู้ฐานะที่แท้จริงของผม เลยยิ่งประทับใจไปใหญ่ คงคิดว่าผมเอาชนะเทพแห่งความตายมาได้ล่ะมั่ง ถึงความจริงไม่ใช่การเอาชนะกันก็เถอะ ไว้ค่อยอธิบายให้ฟังทีหลังล่ะกัน เพราะเรื่องเป็นพันธมิตรกับอานูบิสยังต้องเอาไปบอกกับมุเอมะด้วย
แต่ตอนนี้ผมพึ่งรู้ตัว ว่าการใช้วิธีเพิ่มราคะให้ตัวเองมีผลกระทบอยู่ เพราะตัวเลขค่าความหื่นของผมมันลดลงมาเหลือแค่ 50 สำหรับคนอื่นมันคือค่ามาตรฐาน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยลดตํ่ากว่า 90 อย่างผม มันคือตัวเองที่อันตรายทีเดียว
“…เอ่อ ถึงจะกะทันหันไปหน่อย แต่พวกเธอช่วยเปิดกระโปรงให้ผมดูหน่อยสิ”
พวกสาวๆ ไม่มีลังเลเลยแฮะ พร้อมใจกันเปิดกระโปรงกันเลย ส่วนคนที่ใส่กางเกงอย่างยูริน ก็ยังถอดกางเกงลงให้ดู แต่ว่านี้ไม่ใช่คิดจะมาเล่นกิจกามกันตรงนี้หรอกนะ แต่ผมต้องพิสูจน์อะไรบางอย่าง และคำตอบก็ออกมาทันที
เพราะขนาดเห็นอาหารโปรดอยู่หน้า แต่ค่าความหื่นของผมมันไม่กระดิกเลย มันค้างติ่งอยู่ที่ 50 หรือว่านี้คือบทลงโทษของการใช้พลังมารราคะ…โหดแฮะ
แต่ผมคิดว่าผลของมันคงไม่อยู่นานนัก ไม่งั้นสกิลมารราคะคงหายไปแล้ว แต่นี้แค่ล็อคไม่ให้ผมเพิ่มหรือลดพลังราคะได้เท่านั้น แบบนี้ก็ดีแฮะ เพราะจะได้ตัดปัญหากลัดมันระหว่างทำเควสได้ ไว้เดี๋ยวกลับไปแล้ว ต้องหาเวลาทดลองให้มากกว่านี้ เพราะนี้อาจจะเป็นวิธีที่ใช้ควบคุมความหื่นของตัวเองได้
เหตุการณ์คราวนี้ให้ผลดีในหลายๆ ทางเลย เพราะนอกจากจะได้เป็นพันธมิตรกับอานูบิส จนได้รับอภิสิทธิ์พิเศษมากมาย ยังจะได้รับค่าตอบแทนในฐานะสินสงครามมาด้วย เนื่องจากพอกลับไปถึงค่ายพัก ผมก็เห็นทุกคนกำลังช่วยกันเก็บเหรียญเงินกับไอเท็มที่ตกอยู่ ซึ่งมันมีเต็มไปหมดทุกทีเลย
ผมพึ่งนึกขึ้นได้ ว่าตัวเองได้ฆ่าพวกศพไปมากแค่ไหน แค่เวท Waterfall กับ Ice Hell Field ก็น่าพวกมันไปหลายพันตัวแล้ว ไหนจะจากที่พวกสาวๆ ช่วยกันฆ่าอีก งานนี้เลยเหมือนอานูบิสช่วยต้อนเอาพวกศพมาให้พวกผมสังหารหมู่เลย
นอกจากเงินและไอเท็มจำนวนมากแล้ว เลเวลของทุกคนก็เพิ่มกระฉูดกันเลย ผมเองก็พึ่งสังเกตว่าตัวเองเลเวลขึ้นมาถึงสามเลเวล จนตอนนี้เลเวล 20 แล้ว
ส่วนคนอื่นๆ พวกที่เลเวลมากกว่าผมสิบเลเวล ล้วนได้เลเวลอัพกันหมดโดยเพิ่มกันมาคนละหนึ่งเลเวล
ฟราน เดเม่ ยูริน เลเวล 23 เท่ากันหมด
กินเลเวล 20 ราก้า 20 อาเดไลท์ 17 เอสเตอร์ 15 โรสลิน 15 เอร่า 13
ชีเอ้กับเนปฟ่า เลเวล 26 เท่ากับพวกโบสถ์ใหญ่ ซึ่งตอนนี้ถึงเก็บได้แค่วันละหนึ่งเลเวล ก็จะสำเร็จเควสก่อนกำหนดเวลาซะอีก
คริสตัลวิญญาณนั้น ผมเริ่มการแบ่งทันที เพราะที่ได้มารวมกับของเก่า มันพอจะหารให้ทุกคนได้คนละสองเม็ดพอดี ส่วนการ์ดศพตอนนี้รวมกับของเก่าก็มีสิบใบแล้ว แต่ผมจะเก็บไว้ใช้ในวันสุดท้าย ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จก็เลยเที่ยงคืนมาแล้ว ผมเลยให้ทุกคนไปพักผ่อน
ส่วนผมเองนี้ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ที่ได้นอนหลับแบบคนปกติหลังจากที่เป็นจอมมาร ดูเหมือนพอความหื่นลดลง ความตื่นตัวและพลังของผมก็จะลดลงตาม เทียบกันแล้วตอนนี้ผมใกล้เคียงกับคนปกติ ที่เลยไปในเกณฑ์ค่อนข้างอ่อนแอเลยล่ะ
ไม่ดีแฮะ อ่อนแอลงแบบนี้จะเป็นปัญหาตอนล่าได้ หวังว่าความหื่นจะฟื้นกลับมาได้เร็วๆ นะ
แถมคงเพราะไม่ได้นอนมานานมาก ทำให้ผมหลับเป็นตาย และตื่นมาอีกทีก็เกือบจะเที่ยงของอีกวันแล้ว
พวกสาวๆ เห็นผมหลับสบายเลยไม่ยอมปลุก และจัดการทุกอย่างกันเอง ทั้งอาหารที่เดเม่เป็นคนจัดการให้ ส่วนการล่าก็ได้อาเดไลท์กับซาคุยะช่วยกันจัดการให้ แถมเหมือนจะเข้าใจเป้าหมายผมเป็นอย่างดี เลยให้คนที่เลเวลยังไม่ถึง 20 ติดไปกับทีมล่าด้วย
ตอนนี้พวกโบสถ์ใหญ่เลยมีเลเวล 27 ส่วนอาเดไลท์ก็เลเวล 21 เอสเตอร์กับโรสลินก็ 20 กันแล้ว ยกเว้นแต่เอร่าที่เลเวลเพิ่มยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเลเวลถึง 15 ล่ะนะ
พวกเธอจัดการทุกอย่างได้ดีเกินกว่าที่ผมคาดไว้ซะอีก แบบที่ไม่มีผมก็ไม่เป็นไรแล้ว อดจะใจหายไม่ได้แฮะ พวกสาวๆ เติบโตกันเร็วเกินไปแล้ว พวกเธอมีทั้งระบบพื้นฐานที่ผมวางไว้ให้ และยังสภาพร่างกายและจิตใจที่เพียบพร้อม ทำให้การล่าของพวกเธอทั้งเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง
แล้วแบบนี้ตัวผมควรจะยืนอยู่ตรงไหนดีล่ะ?
เพราะคิดว่าจุดยืนตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ ก็อยากจะร้องไห้ออกมาแล้วสิ
“นายท่านคะ มื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่ะ”
เดเม่พาผมไปนั่งถึงโต๊ะ และจัดการทุกอย่างให้ ราวกับเห็นตัวเองอีกคนเลยแฮะ เดเม่ได้เรียนรู้จากผมไปจะแทบถอดแบบผมมาหมดแล้ว ว่าแต่มื้อเที่ยงวันนี้เป็นราเม้งอีกแล้วแฮะ ฟรานรีเควสชัวร์
การที่พวกเธอทุกคนเติบโตก็เป็นเรื่องดีนะ เพียงแต่พอผมไม่ได้ขยับตัวทำอะไรแล้ว รู้สึกไม่ค่อยดีเลยอ่ะ เหมือนความมั่นใจมันหดหายไปอย่างไงไม่รู้
“ท่านโรมะอย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ”
มอเรียสังเกตเห็นสีหน้าผมเลยทักขึ้นมา
“พวกเราทุกคนรู้ว่าท่านโรมะพยายามเพื่อพวกเรามากแค่ไหน เพราะงั้นได้โปรดพักให้สบายและให้พวกเราพยายามเพื่อท่านโรมะบ้างเถอะค่ะ”
“ใช่แล้วล่ะ พอได้มาทำด้วยตัวเอง พวกเราเลยรู้ล่ะว่านายต้องแบกรับอะไรไว้บ้าง”
อาเดไลท์เสริมที่มอเรียพูด ซึ่งทุกคนก็พยักหน้ารับ
“พูดให้ถูกก็คือท่านโรมะน่ะแบกรับไว้เยอะเกินไปแล้ว”
มิรินพูดเหมือนกำลังสั่งสอนผมอยู่ เธอรู้ว่าที่ผมแบกไว้ไม่ใช่แค่สาวๆ ในฮาเร็มเท่านั้น แต่ยังมีเผ่าปีศาจที่ผมยังแบกไว้บนบ่าอีกข้างด้วย การกระทำของผมเลยมักจะมีความนัยแฝงอยู่ตลอด เพราะแบบนั้นผมจึงต้องพยายามมากกว่าหลายเท่าของคนอื่น
“…ขอบคุณนะทุกคน แต่ว่าอย่าพึ่งรีบแย่งงานผมไปนักเลย ผมไม่ถนัดเป็นฝ่ายรับน่ะ”
“แต่ถ้าพวกเราจะเป็นฝ่ายรุกนายท่านก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมล่ะ”
ดาเซสบอกพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เดี๋ยวๆ คนล่ะความหมายแล้ว ถ้าเป็นเรื่องนั้นอีกนานกว่าเธอจะเป็นฝ่ายรุกได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบเป็นฝ่ายโดนกระทำแบบเธอน่ะดาเซส”
พอโดนผมย้อนให้ทุกคนก็พากันหัวเราะ โดยมีดาเซสนั่งหน้าแดงอยู่
แต่ในมุมมองของพวกเนปฟ่าและโบสถ์ใหญ่ ต่างตระหนักได้ว่ากลุ่มของผมนั้นเหนียวแน่นแค่ไหน ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่มีผู้นำคอยชี้นิ้วสั่ง แต่ทุกคนพร้อมจะหนุนและผลักดันผู้นำ และยังจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน มันทำให้ทั้งรู้สึกอิจฉาและอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกผม
หลังจากมื้อเที่ยงแล้ว กรอเรียได้ขอคุยกับผมก่อนจะเตรียมออกเดินทางกัน เพราะในเมื่อทุกคนยกเว้นเอร่าเลเวลถึง 20 กันแล้ว ก็ถึงเวลาจะย้ายไปที่ชั้น 9 ตามที่ผมวางแผนไว้
“นี้ค่ะ เงินรางวัลและโบนัสสำหรับเควสครั้งนี้”
กรอเรียส่งถุงใส่กับผม เนื่องจากครั้งนี้เป็นเควสว่าจ้างส่วนตัว ทำให้ต้องมารับเงินรางวัลกับผู้ว่าจ้าง แทนที่จะไปรับที่กิลตามปกติ
“แต่พวกคุณยังเลเวลไม่ถึง 30 ตามที่ตกลงกันไว้เลยนะ”
“เรื่องนั้น…ต้องขอโทษด้วยค่ะ!!”
ก่อนจะบอกอะไรต่อ กรอเรียก็รีบขอโทษออกมา
“ฉันตั้งเงื่อนไขแบบนี้ไว้ เพราะคิดว่าอย่างไงก็ไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว ซึ่งมันจะทำให้ไม่ต้องจ่ายรางวัลให้กับคุณโรมะ พวกฉันคิดจะโกงคุณตั้งแต่แรกด้วยเควสที่ไม่มีทางทำได้ ฉันต้องขอโทษคุณจริงๆ ค่ะ!!”
“…แล้วเอามาบอกผมทำไมล่ะ”
“ขอบอกตามตรงเลยว่า ฉันรู้สึกละอายค่ะ คุณโรมะทั้งรักษาคำพูด แถมยังทำเกินกว่าที่สัญญากันไว้อีก ทั้งการดูแลที่อยู่หลับนอน อาหารการกิน ความปลอดภัย และฝึกสอนพวกเราอีกหลายๆ อย่าง จนพวกฉันนึกว่ามาเที่ยวมากกว่ามาเก็บเลเวลซะอีก แถมคุณยังแบ่งไอเท็มให้ ทั้งๆ ที่มันสิทธิของพวกคุณแท้ๆ ฉันเลยรู้สึกละอายถ้าไม่บอกความจริงออกไป”
“…งั้นผมเองก็ขอสารภาพเหมือนกัน จริงๆ แล้ว ผมไม่คิดจะรับเควสของคุณมาอย่างจริงจังนักหรอก
เป้าหมายหลักของผมคือการพาพวกสาวๆ มาเก็บเลเวล และใช้ประโยชน์จากเวทมนต์รักษาของพวกเธอ เพื่อความต่อเนื่องในการเก็บเลเวล ส่วนเป้าหมายรองลงมาก็คือการมาเที่ยวจริงๆ นั้นแหละ”
“มาเที่ยว…จริงเหรอคะเนี่ย! นึกว่ารู้สึกไปเองซะอีก”
“จริงสิ ผมไม่อยากให้พวกสาวๆ รู้สึกเบื่อที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ น่ะ และไม่อยากให้เบื่อหน่ายการเก็บเลเวลที่เป็นที่ซํ้าซากด้วย ผมถึงขนข้าวของมาด้วยเยอะแยะแบบนี้ไง”
“คุณนี้แปลกคนจริงๆ”
“นั่นน่ะผมถือว่าเป็นคำชมนะ”
“เอ่อ แล้วคุณไม่โกรธพวกเราเหรอ”
“ไม่หรอก ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้จริงจังด้วยกันทั้งคู่ แบบนี้จะโกรธได้อย่างไงล่ะ”
“…เช่นนั้น ฉันขอเริ่มต้นใหม่นะคะ ฉันกรอเรียขอขอบคุณมาก ที่ให้พวกฉันติดตามคุณและทีมของคุณมาด้วย และจากนี้ขอฝากตัวต่อไปด้วยค่ะ”
“ด้วยความยินดีครับ ทางผมเองก็อยากจะรบกวนพวกคุณอีกมาก ฝากด้วยนะครับ”
“ค่ะ! อยากให้พวกฉันทำอะไรก็สั่งมาได้เลย พวกฉันจะทำให้คุ้มค่ากับอาหารที่กินไปอย่างแน่นอน!”
“รู้สึกเหมือนผมใช้ของกินมาล่อเลย แต่ก็ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ”
ตอนนี้ความสัมพันธ์ของผมกับกลุ่มของกรอเรียเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว…เป็นไปตามแผนทุกอย่าง
ผมต้องแอบขอโทษกรอเรียอีกเรื่องหนึ่ง เพราะผมยังมีเรื่องโกหกเธออีกหลายอย่างเลย หนึ่งในนั้นก็คือการใช้พวกเธอเป็นหนูทดลอง ผมใช้การเดินทางครั้งนี้จำลองการทดสอบทัศนะคติของพวกโบสถ์ใหญ่ดู
และลองดูว่าพวกเธอจะปรับตัวเข้าหาพวกผมได้ไหม ซึ่งถ้าทำได้ก็แปลว่าทางโบสถ์ใหญ่ยังพอมีกลุ่มที่พูดคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งในอนาคตมันอาจจะขยายไปถึงขั้นการอยู่ร่วมกันตามแผนของผม
ผมยังเตรียมแผนสเต็ปสองไว้ ซึ่งคือการช่วยพวกกรอเรียตั้งสาขาของโบสถ์ใหญ่ที่เมืองกรอซ่า และจะใช้จุดนี้เป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับพวกโบสถ์ใหญ่ และค่อยสอดแทรกทัศนะคติการอยู่ร่วมกันเข้าไป
อ้อ แต่ไม่ใช่ว่าผมจะญาติดีกับโบสถ์ใหญ่หรอกนะ แต่ผมสร้างความสัมพันธ์แบบที่พร้อมจะสนับสนุนและ
พร้อมจะทำลายไปในเวลาเดียวกัน การทำลายองค์กรขนาดใหญ่น่ะ การโจมตีจากภายนอกมันไม่ค่อยได้ผลหรอก แต่การบ่อนทำลายจากภายในนี้สิ ถึงจะได้ผล ไม่ต้องออกแรงเยอะแต่ได้ผลที่คุ้มค่า
แต่เรื่องนี้ยังเร็วไปที่จะเริ่มสเต็ปสอง ยังต้องให้กรอเรียเชื่อมั่นในตัวผมมากกว่านี้ก่อน และยังต้องปั้นให้เธอมีอำนาจในองค์กรอีก…ท่าทางจะยากน่าดูแฮะ
การที่ผมเลือกจะมาเป็นนักผจญภัยถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เพราะในสถานะแบบนี้ มันทำให้ผมเคลื่อนไหวและแทรกซึมได้สะดวกจริงๆ
อย่ามาว่ากันเลยนะ ก็ผมน่ะไม่ใช่คนเก่ง เลยต้องสู้แบบใช้หัวกันหน่อย ผมไม่รู้หรอกนะว่าจอมมารคนก่อนๆ ใช้วิธีแบบไหนกัน
แต่ผมเป็นพวกที่ทำอะไรแล้ว จะต้องมีหลักประกัน ทั้งความสำเร็จและความปลอดภัย นอกจากแผนสำรองแล้ว ยังต้องมีแผนสำรองของสำรองอีก นั้นแหละถึงจะเป็นตัวผม
ผมจะไม่นิ่งนอนใจ และไม่ประมาท เพราะนี้ไม่ใช่เกม ไม่มีเริ่มใหม่ ไม่มีโหลดเซฟ พลาดครั้งเดียวคือจบ
“…คุณโรมะเป็นอะไรเหรอคะ?”
กรอเรียเห็นผมนั่งเหม่อเลยทักขึ้นมา
“เปล่าครับ แค่คิดอะไรนิดหน่อย ว่าแต่เตรียมพร้อมจะไปเที่ยวที่ชั้น9 แล้วยังครับ”
“ค่ะ! พร้อมแล้วค่ะ”
………………..
การเก็บของใช้เวลานิดหน่อย พวกผมเลยออกเดินทางกันตอนเกือบจะบ่ายสามแล้ว แต่รอบนี้พวกผมไม่รีบร้อนเท่าไร เพราะที่ชั้น 9 มีจุดพักแรมแบบเป็นทางการอยู่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางขึ้นลง ใช้เวลาเดินเท้าแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น
“ทะเล!”
“ค่ะ แต่เป็นทะเลสาบนํ้าจืดนะคะ พื้นที่ครึ่งหนึ่งของชั้นเป็นแบบนั้น จุดตั้งค่ายคราวนี้เลยอยู่ติดกับทะเลสาบที่ว่าด้วย”
มอเรียยิ้มตอบ เพราะเธอเองก็ชอบที่นี้เหมือนกัน
“แจ๋วไปเลย เอ่อ ว่าแต่ก็มีทะเลสาบนี่น่า ทำไมถึงไม่มีคนจับปลาไปขายเลยล่ะ”
“ถ้าจะจับปลาจะต้องออกไปลึกๆ น่ะค่ะ แล้วมอนสเตอร์ในทะเลแบบว่า…ไม่ควรสู้ด้วยเป็นอย่างมากค่ะ”
“เก่งเหรอ”
“ค่ะ เก่งมากเลย เลเวลสูงกว่าพวก Raid ประจำชั้นซะอีก แถมสู้ด้วยยากมาก เคยมีพวกที่คิดจะออกไปล่าปลาเหมือนกัน แต่พอออกเรือไปแล้วก็ไม่เคยรอดกลับมาเลย”
“โหดขนาดนั้นเลย”
“เอ่อ บอกตามตรง ต่อให้เป็นฉันเอง ก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ”
มอเรียรู้สึกอายที่ต้องบอกแบบนั้น แต่การที่เธอบอกแบบนี้ แปลว่าคงไม่อยากผมไปยุ่งในทะเลสาบจริงๆ
“เข้าใจล่ะ เรื่องปลาคงต้องยอมแพ้ แต่ได้ตั้งค่ายติดทะเลก็ไม่เลวนะ”
“ทะเล! หนูไม่เคยเห็นทะเลมาก่อนเลยค่ะ”
พวกฟรานดูจะตื่นเต้นมาก
“เอ่อ ถึงจะเป็นทะเลในดันเจี้ยนแต่ก็เป็นทะเลล่ะนะ งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ ผมเองก็อยากจะเห็นแล้วเหมือนกัน”
แล้วกลุ่มของผมก็ออกเดินทางจากชั้น 8 ไปยังชั้น 9 แถมยังลืมวัตถุประสงค์หลักที่จะไปล่าเพื่อเก็บเลเวลซะสนิทเลย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ