ตอนที่ 87 ดวลตัดสิน
ตอนที่ 87 ดวลตัดสิน
ผมกลับมาที่โต๊ะและเริ่มมื้อเช้าพร้อมกับทุกคน
ตอนที่เห็นซีเรียลทุกคนก็ทำหน้าประหลาดใจ
เพราะไม่รู้ว่าในจานมันคืออะไร แถมผมยังเทนมราดใส่ไปอีก
“กินพร้อมกับนมเหรอคะนายท่าน”
ฟรานเป็นตัวแทนทุกคนถามผมขึ้นมา
“ใช่แล้วล่ะ จะใส่มากใส่น้อยก็ได้ตามความชอบเลย
แต่ถ้าชอบกินแบบกรอบๆ ก็ให้ใส่น้อยๆ แล้วรีบกินเลย แต่ถ้าชอบแบบนิ่มๆ
ก็ให้ใส่นมเยอะๆ แล้วแช่ทิ้งไว้สักพักก่อน”
พอผมอธิบายให้ฟัง ทุกคนก็เริ่มลงมือทำตาม ส่วนใหญ่ชอบแบบกรอบๆ
เลยเทนมใส่แล้วเริ่มกินกันเลย
“วะ หวาน! นี้มันของหวานเหรอโรมะ”
อาเดไลท์รีบหันมาถามผม
“เปล่า ไม่ใช่หรอก มันเรียกว่าซีเรียลเป็นอาหารเช้าแบบสำเร็จรูปน่ะ
ทำมาจากพวกธัญพืชอบแห้ง ส่วนความหวานเป็นการทำปฏิกิริยากันของคาโบไฮ
เดรต…เอ่อ เอาเป็นว่ามันมีรสหวานแต่ไม่ใช่ของหวานหรอกนะ
เป็นอาหารทั่วๆ ไปนี้ล่ะ”
พอเห็นหน้าที่เริ่มงงของทุกคน ผมก็เลิกใช้คำที่เข้าใจยาก
และหันมาพูดภาษาบ้านๆ แบบที่อธิบายให้เด็กฟังแทน
งานนี้ทุกคนขอเติมรอบสองกันหมด พวกโบสถ์ใหญ่กินกันไปก็คุยกันไป
เพราะไม่เคยมีใครเห็นการใช้นมกินร่วมกับอาหารมาก่อน
ถึงกับมีการจดสูตรอาหารกันไปเลย แต่ผมก็ไม่ได้ห้ามหรอกนะ
เพียงแต่ผมไม่ได้บอกถึงกระขบวนการทำหรอก เช่นวิธีการอบธัญพืช
ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้อาหารที่ผมทำ กระจายไปถึงนอกเมือง
เพราะมันอาจทำลายสมดุลด้านอุปสงค์การบริโภคอาหารของโลกใบนี้เลยก็ได้
เช่นถ้าทุกคนหันมากินแต่ซีเรียล ราคาธัญพืชและนม ก็จะถีบตัว
สูงขึ้นทันที เพราะโลกนี้ยังไม่มีกฎหมายการควบคุมราคาสินค้า
ระบบเศรษฐกิจเลยบอบบางมาก ทำอะไรต้องระวังเป็นพิเศษ
เมาลอยล์ที่เคยเข้าพวกที่หาว่าอาหารที่ผมทำเป็นของปีศาจ
ยังยอมนั่งกินไปเงียบๆ ส่วนครีเรน่าถึงมองผมแบบไม่สบอารมณ์แต่ก็ยอมกิน
แต่พอกินเสร็จแล้วต้องมานั่งสวดขอบคุณพระเจ้า เล่นเอาผมเซ็งไปเหมือนกัน
ก็คนทำอาหารให้กินน่ะผมนะ แล้วก็ไม่ได้ขอเยอะขนาดต้องมาสวดให้หรอก
แค่ขอบคุณสักคำก็พอแล้ว
ก่อนจะออกไปเก็บเลเวล ผมก็ต้องเข้าไปคุยกับอาโกทัส
เพื่อทำความเข้าใจกันก่อน เพราะตอนนี้เขาไม่ใช่คนของโบสถ์ใหญ่แล้ว
เพราะงั้นเลยไม่อยู่ในเงื่อนไขของสัญญาในการพาเก็บเลเวล ผมให้เขาพักอยู่ด้วยได้
จนกว่าพวกผมจะกลับออกไป หรือว่ามีนักผจญภัยคนอื่นผ่านมา
แล้วขอติดออกไป
ส่วนระหว่างที่อยู่ในค่ายพัก ก็ยังต้องทำตามกฎของผม
แนะนอนว่าผมให้คำสั่งทุกคนไว้แล้ว ว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ลงมือขั้นเด็ดขาดได้เลย
หรือแปลกันตามตรงก็คือ ถ้ามันก่อปัญหาก็ฆ่าทิ้ง
แล้วลากศพไปหมกไว้ในดันเจี้ยนเนี่ยล่ะ
ทีมรอบเช้าที่จะออกไปเก็บเลเวลกันก็มี ดอเรีย ซาคุยะ กิน มิริน
ชีเอ้ เอร่า อาเดไลท์ ผม และก็พวกโบสถ์ใหญ่ห้าคน โดยพวกเธอทิ้งให้อัศวินที่ชื่อ
ลอร์ คอยอยู่เฝ้าอาโกทัสไว้
ทีมนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการเก็บเลเวลหรอก
เพราะเป็นทีมที่มีเลเวลและความสมดุลสูงที่สุด ผมไม่ต้องสั่งการอะไรเลย
สมาชิกส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้มี
ประสบการณ์ ดอเรียไม่ต้องพูดถึงเธอออกผจญภัยไปทั่ว
รู้วิธีต่อสู้และการทำงานกับทีมเป็นอย่างดี
ซาคุยะเองก็เป็นถึงผู้นำกลุ่มผู้กล้ามาก่อน
เธอสามารถสั่งการได้แทนผม และมีการตัดสินใจที่เป็นระบบระเบียบ ถึงจะตึงๆ
ไปหน่อยก็เถอะ แต่ก็ถือว่ามีความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัว
ส่วนมิรินเองก็เคยเป็นสมาชิกปาร์ตี้ผู้กล้า เลยทำงานเข้ากับซาคุยะได้ดี
แถมเธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในดันเจี้ยนจนมีความคุ้นเคยมากกว่าใคร
ส่วนผมก็มีหน้าที่แค่คอยชี้ทางไปหามอนสเตอร์ให้
และคอยแจ้งเตือนตอนที่ถูกบุกล้อม สบายจริงๆ เหมือนมาเดินย่อยอาหารเลย พอว่างๆ
อาเดไลท์เลยมาปรึกษาผมเรื่องสกิลของพัดพายุวารี
ปัญหาไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่เลเวลเธอน้อยเกินไปสำหรับมัน
ดูจากการกินมาน่าและพลังชีวิตไปเมื่อวาน ผมว่าอย่างตํ่าๆ
ต้องเลเวลสิบสี่ถึงสิบห้าถึงจะใช้มันได้ ส่วนสกิลที่สามคือเวททอนาโด
ยังคงเป็นสีแดงเหมือนกับเวท Waterfall ของผม คงมีเงื่อนไขในการใช้
เช่นต้องให้มาน่าเพียงพอหรือไม่ก็จำกัดพื้นที่ใช้งานไว้ล่ะมั่ง
แต่แนวโน้มที่ดีคืออาเดไลท์เริ่มสนุกกับการได้ต่อสู้
แถมยังพยายามเรียนรู้การสั่งการปาร์ตี้ ทั้งจากผมและซาคุยะ
ถึงแม้จะไม่ได้บอกไปตรงๆ แต่เธอเหมือนจะอ่านวัตถุประสงค์ของผมออก
ด้านกินไม่มีปัญหาอะไร
เธอขึ้นไปขี่หลังดอเรียและคอยฝึกใช้เวทมนต์ใหม่ๆ ที่ได้มาตอนเปลี่ยนอาชีพชาแมน
อย่างที่เคยบอกไป อาชีพชาแมนค่อนข้างขี้
โกงเพราะใช้เวทได้แทบทุกแบบทุกสาย ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่เวทขั้น 1
เท่านั้น แต่ความหลากหลายและประโยชน์ในการใช้งาน ครอบคลุมทุกส่วนเลย
แถมสกิลพ่นไฟเลเวลอัพแล้วด้วย ทำให้พ่นไฟได้วงกว้างกว่าเดิม
แถมยังทำให้ติดพิษด้วย สมเป็นสกิลระดับบอสดันเจี้ยนแฮะ แค่อัพเลเวลสกิลขึ้นแค่หนึ่งความโหดเพิ่มขึ้นลิบลับเลย
ซํ้าค่าพลังต่างๆ ที่เพิ่มตอนเลเวลอัพ ก็เพิ่มมากกว่าคนอื่นด้วย
เลเวลหนึ่งของกินเท่ากับของคนอื่นสี่ถึงห้าเลเวลเลย
แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือความฉลาดของเธอนี้ล่ะ
เมื่อตอนมื้อเช้า ผมเห็นกินนั่งพูดภาษายักษ์กับจามิร่าได้แล้ว
ซํ้าตะกี้ถ้าหูผมไม่ฝาด ผมได้ยินกินถามเรื่องเวทมนต์จากมิริน
และพอฟังจบกินก็ใช้เวทนั้นออกมาได้ทันที…ระดับการเรียนรู้เข้าขั้นอันตรายเลย
แต่สัตว์ประหลาดตัวจริง ต้องยกให้เอร่า ถึงแม้ฝีมือการยิงธนูจะห่วยขั้นเทพสมตัว
เพราะโอกาสยิงโดนมีแค่ 50/50 ครึ่งๆ ที่ว่าเนี่ย คือโอกาสยิงโดนเป้าหมายครึ่งหนึ่ง
และโอกาสโดนพวกเดียวกันเองอีกครึ่งนะ
สงสัยผมจะเลือกอาวุธให้เธอผิด
แต่ความเป็นสัตว์ประหลาดของเอร่าอยู่ตรงค่าพลัง
เพราะพอเลเวลอัพทีค่าพลังเธอเพิ่มพรวดๆ มากกว่าของกินซะอีก สมเป็นเผ่าเทพจริงๆ
ค่าพลังเกินมนุษย์มนาไปแล้ว
ผมเลยเปลี่ยนเอาค้อนเหล็กอันเดิมของจามิร่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว
ให้เอร่าไปแล้วยึดเอาธนูกลับมาก่อนจะไปยิงถูกใครตาย
คราวนี้เข้าท่าแฮะ ถึงตอนแรกจะกลัวๆ แต่พอฆ่าได้ตัวหนึ่งแล้ว
เอร่าก็ไล่หวดพวกศพอย่างมันส์มือเลย เธอดูทั้งสนุกและตั้งใจ
เพราะตอนนี้เธอเป็นเทพที่มี
เลเวลมากที่สุดในสวรรค์ ก้าวข้ามระดับของสิบเทพสูงสุดไปแล้ว
เธอเลยภูมิใจกับสถานะของตัวเองตอนนี้มาก
พวกเทพเนี่ยควรจะเก่งจริงๆ นั้นแหละ เสียแต่นิสัย ทั้งขี้เกียจ
ขี้ขลาด ไร้นํ้ายา ชอบนั่งชี้นิ้วสั่งมากกว่ามาลงมือทำเอง
ไม่งั้นป่านี้ไม่ต้องเสียเวลาอันเชิญพวกผู้กล้า
มายัดใส่ในโลกนี้เพื่อปราบจอมมารหรอก
แค่ตัวเองเก็บเลเวลกันก็น่าจะปราบจอมมารได้แล้ว อ้อ ไม่สิ
เพราะมีสกิลสั่งตายจอมมารได้อยู่ เลยไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเวลาเก็บเลเวลสินะ
“…นี้เอร่า ทำไมพวกเทพไม่ไปฆ่าจอมมารซะเองล่ะ
มีสกิลสั่งตายจอมมารอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“เอ๋! รู้ได้อย่างไงอ่ะ นั้นความลับสูงสุดของสวรรค์เลยนะ”
“เอ่อ อ่านเจอมา”
โม้ไม่เนียนเลยแฮะ แต่ก็พอจะหลอกสมองกลวงๆ ของเอร่าได้
“โรมะนี้ขยันอ่านหนังสือจัง
เหตุผลที่พวกเราไม่ไปกำจัดจอมมารเองด้วยสกิลนั้น เพราะว่ามันใช้ได้แต่บนสวรรค์น่ะสิ
แถมมันยังเป็นการแชร์พลังกันของเทพ แค่มีใครใช้ไปครั้งเดียว พวกเราก็จะโดนลดพลังลง
จนแทบจะใช้สกิลอื่นไม่ได้เลย”
“แบบนี้เอง”
เข้าใจล่ะเหตุผลที่พวกเทพไม่ลงจากสวรรค์กันมาเลย
จะว่าเพราะกลัวจอมมารจนขี้หดตดหายกันดีไหมล่ะเนี่ย ถึงได้นั่งกอดไม้ตายตัวเองไว้จนไม่ยอมไปไหนเลย
ระหว่างที่คุยๆ กันอยู่เนี่ย พวกดอเรียเองก็ฆ่าศพไปจนหมดสุสานแล้ว
เพราะในเรดาร์ของผมมันโล่งเลย
“เอาเป็นว่าพักกินของว่างรอมอนสเตอร์เกิดใหม่กันเถอะ”
พอได้ยินผมบอกแบบนั้น พวกสาวๆ ก็เฮกันออกมาทันที
มีแต่พวกโบสถ์ใหญ่ทำหน้างงๆ จะว่าไปพวกนี้ก็งงมาตั้งแต่ตะกี้แล้ว
เพราะพวกเขาไม่ได้สู้เลย ได้แต่ยืนดูพวกสาวๆ กวาดล้างสุสานกันอย่างสนุกสนาน
การมีจอมเวทแบบมิรินอยู่ในปาร์ตี้
ทำให้การทำลายล้างเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นเยอะเลย โดยเฉพาะเวลาโดนบุกล้อม
ก็ไม่ต้องเสียเวลาตั้งแนวป้องกัน แต่เธอยิงเวททำลายวงกว้างใส่ทีเดียวก็จบ
ผมเอาชุดโต๊ะนำชาของอาเดไลท์ออกมา เพราะเธอขอให้ผมแบกมาด้วย
แต่จำนวนคนถ้ารวมพวกโบสถ์ใหญ่ไป โต๊ะจะไม่พอนั่ง ผมเลยเอาโต๊ะสำรองออกมาอีกตัว
เพราะต้องพกของเยอะแยะแบบนี้แหละ ผมถึงต้องทำกระเป๋าจอมโกงออกมา
ส่วนของว่างผมเสริฟเค้กให้ นั่งกินสลับกับจิบชา
ถึงแม้บรรยากาศจะไม่ให้ เพราะเป็นกลางสุสาน แต่รสชาติความหวานของเค้ก
ก็ทำให้วงนํ้าชาดูครึกครื้นขึ้นมาได้
พวกโบสถ์ใหญ่ไม่เคยกินเค้กมาก่อน
เลยเกือบมีพวกประสาทหลอนออกมาให้เห็น เมาลอย์ลเกือบตะโกนอย่างกับคนบ้า
แต่ยังดีตั้งสติได้ทัน และกลับลงมานั่งกินต่อ
ส่วนพวกนักบวชสาวๆ นี้ทำหน้าเหมือนอยากจะกินอีก
แต่กระดากไม่อยากขอตรงๆ แต่ผมก็ดูภาษากายออก เลยเข้าไปเสริฟเพิ่มให้พวกเธอ
กินเองก็เริ่มทานอาหารแบบมนุษย์ได้แล้ว
เพียงแต่อาหารพวกนี้ไม่มีประโยชน์ด้านสารอาหารกับเธอเลย ไม่อิ่มท้องด้วย
คือทานเพียงแค่เอารสชาติอาหารอย่างเดียวเท่านั้น
“อะ เอ่อ คุณโรมะไม่มานั่งทานด้วยล่ะคะ”
หัวหน้านักบวชหญิงกรอเรียถามกับผม ที่เดินคอยเสริฟเค้กและเติมชาให้กับทุกคน
เธอยังรู้จักรักษานํ้าใจ ไม่พูดมาตรงๆ ว่า
ทำไมผมถึงต้องมาบริการทาสหรือลูกน้องตัวเองด้วย
“บางครั้งผมก็จะเป็นพ่อบ้านคอยบริการพวกเธอน่ะครับ
เพราะการได้เห็นทุกคนมีความสุข ผมเองก็จะรู้สึกมีความสุขไปด้วย”
กรอเรียทำหน้าเหมือนโดนตบใส่แรงๆ ผมแสดงให้เธอเห็นหลายครั้งแล้ว
ว่าใครจะเป็นอะไรไม่สำคัญ แต่เราปฏิบัติกับใครอย่างไงต่างหากที่สำคัญ
“โรมะจะดูแลทุกคนแบบนี้เป็นประจำค่ะ
ไม่ใช่การรับใช้แต่นี้คือการบริการ พวกเราอยู่กับแบบนี้ค่ะ
ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้และช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็…มีความสุขไปด้วยกัน”
อาเดไลท์ช่วยอธิบายให้กรอเรียฟัง ราวกับกำลังเล่าเรื่อง
โลกในอุดมคติตัวเองให้ฟังอยู่อย่างไงอย่างงั้น
แต่จริงๆ แล้ว ที่ผมต้องดูแลทุกคนมีเหตุผลที่ลึกกว่านั้นอีก
เพราะผมต้องคอยควบคุมความเครียดของกลุ่มเอาไว้ ความเครียดจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
ถ้าทำงานด้วยความสุขก็จะได้ชิ้นงานที่ออกมาดี
ที่สำคัญความเครียดมีผลต่อผิวพรรณด้วย!
ผมไม่ยอมให้พวกเธอมีรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยหรอก!
หลังพักกินของว่างเสร็จ ก็ได้เวลาที่พวกศพจะกลับมาเกิดใหม่พอดี
ดอเรียขอยืมดาบศิลาเย็นของผมไปลองใช้ดู
ก็นะขนาดคนอ่อนหัดอย่างผมยังใช้ได้ขนาดนั้น
พอไปอยู่ในมือดอเรียเลยไม่ต่างไปจากอาวุธสงครามเลย ไม่ว่าเธอจะวิ่งควบไปทางไหน
ศพก็ถูกสับขาดเป็นชิ้นๆ พวกเธอทำความเร็วได้ยิ่งกว่ารอบแรกซะอีก
แต่จู่ๆ ดอเรียก็หยุดมือลง และหันมาเรียกผม
“ท่านโรมะ เจอ Raid ล่ะจะให้สู้ไหม”
พอดอเรียถามผมก็มองตามที่เธอชี้ไป บนนั้นที่แท่นหลุดศพขนาดใหญ่
มีศพออร์คที่พันผ้าพันแผลไว้นั่งกอดอกเหมือนกำลังรออะไรอยู่
ใช่ตัวเดียวกับเมื่อวานแน่ๆ และถึงไม่ต้องบอก
ก็รู้ทันทีว่ามันมารอผมอยู่
“ดอเรียขอดาบคืน”
ผมรับดาบมาและให้ทุกคนถอยออกไป เพราะนี้เป็นการตัดสินของผมกับมัน
ขณะที่เดินเข้าไปหาผมก็ถอดเกราะมังกรขั้นต้นออก
เพราะไม่อยากเอาเปรียบมันเกินไป แต่ถ้า
ถามความมั่นใจ ผมไม่ค่อยมั่นใจหรอก เพราะเลเวลไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเลย
สิ่งเดียวที่ผมมีคือวิธีรับมือ แต่จะได้ผลมากน้อยอย่างไงนั้น
ต้องวัดดวงเอา
พวกโบสถ์ใหญ่ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงเข้าไปสู้คนเดียว กับ Raid
ปกติแล้วต้องช่วยกันรุมถึงจะถูก แต่พวกสาวๆ กลับเข้าใจผม
โดยเฉพาะดอเรียเธอรู้ว่านี้คือวิถีของนักรบ กับคนที่ตัวเองนับถือว่าเป็นศัตรู
อย่างไงก็ต้องเอาชนะด้วยตัวเองให้ได้
Raid ศพออร์คก็เหมือนจะคิดแบบนั้นเช่นกัน
เลยแผดเสียงร้องเพื่อไล่พวกศพตัวอื่นๆ ออกไปให้ไกล
มันจับดาบและลุกขึ้นเดินตรงมา ผมเองก็จับดาบในท่าเตรียมพร้อม
ฝีเท้าของพวกเราเร่งขึ้นพร้อมๆ กัน
แต่ก่อนที่จะเข้าระยะปะทะดาบกัน ออร์คก็ใช้สกิล Flash slash ออกมา
และเสียววินาทีนั้นผมก็ปาโล่ออกไปข้างหน้าตรงๆ
โล่กระแทกใส่เต็มหน้าของศพออร์ค บวกกับความเร็วที่พุ่งเข้ามา
เลยเล่นเอาร่างใหญ่โตของมันถึงกับลอยหงายหลังล้มลงไป
จมูกที่บี้อยู่แล้วของมันจมหายเข้าไปบนใบหน้า ดีที่เป็นศพเลยไม่ต้องหายใจ
มันรีบลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ช้าไปแล้วเพราะผมเข้ามาประชิดตัวแล้ว
ออร์คยอมแลกแขนข้างหนึ่งของมันเพื่อใช้รับดาบศิลาเย็น
แต่ดาบของมันฟันใส่มาเหมือนกัน ผม
เลยโดนมันฟันเข้าที่ท้องเป็นแผลลึก
ยังดีที่ไม่ลึกพอจะทำให้ไส้ไหลออกมา แต่ Hp ผมสิลดฮวบ
เอาแค่โดนมันสะกิดอีกทีก็ตายแล้ว
แต่ศึกนี้ไม่มีการหยุดพัก พอออร์คตั้งหลักได้มันก็เป็นฝ่ายคุมเกมแทน
มันมั่นใจว่า Slash ของมันยังป่วนผมได้ ทว่านั้นมันก่อนที่ผมจะได้ฝึกกับดาเซส
Slash ถูกใช้ออกมาสองทีติดๆ แต่ผมกันได้หมด
จังหวะที่มันตกใจนั้นเอง ผมก็รุกกลับใช้ Wall ตรงเท้าให้มันเสียสมดุล
พร้อมกับโจมตีด้วยดาบศิลาเย็น แต่มันกลับไม่กลัวแม้แต่น้อย
เหวี่ยงดาบแลกกลับมาโดยไม่คิดจะป้องกัน
จริงๆ ผมควรจะตายตกตามกันไป ซึ่งก็ตรงตามที่ผมคำนวณไว้
เลยเอายาชุบชีวิตฝากไว้กับมิรินขวดหนึ่ง กรณีที่ผมพลาดจะได้ชุบชีวิตทัน
แต่ผมยังมีดวง
เหลืออยู่ เพราะการเหวี่ยงดาบขณะที่ร่างกายเสียสมดุลนั้นเอง
ทำให้ดาบคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งจุดตาย และเฉียดหางคิ้วไปแทน
ขณะที่ดาบของผมเข้าเป้าและตัดร่างของออร์คจนลำตัวขาด
ผลการต่อสู้ออกมาอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนศพออร์คมันจะปรับ Hp
ตัวเองลงให้เหลือเพียงแค่ 1 ใน 10 เพื่อความยุติธรรมในการดวลกันตัวต่อตัวครั้งนี้
ไม่งั้นผมคงไม่สามารถจัดการมันได้ในสองดาบแบบนี้หรอก แต่ชนะก็คือชนะ
ศพออร์คก็พอใจกับผลการดวลที่ออกมา เพราะพวกเราสู้กันอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว
ไร้ซึ่งคำพูด มันยื่นมือมาทางผม
และผมก็จับมือนั้นไว้พร้อมกับที่ร่างของศพออร์คสลายไปพอดี
บนมือผมคือไอเท็มดรอปที่ได้มา นอกจากเหรียญทองมาตรฐานสามเหรียญแล้ว ก็ยังมีการ์ด
High Orc
Warrior แหวนหัวหน้าเผ่าหนึ่งวง และคริสตัลวิญญาณอีกสองก้อน
ซึ่งมันเป็นไอเท็มดรอปทั้งหมดที่ศพออร์คมี แถมมันยังกลายเป็นไอเท็มผูกมัด
ที่มีแต่ผมเท่านั้นที่ใช้ได้
การ์ด High Orc Warrior เป็นการ์ดประหลาด เพราะไม่สามารถใช้งานได้
แต่เป็นประเภทการ์ดสะสม มิรินบอกว่าต้องเก็บให้ครบชุด มันถึงจะใช้งานได้
แต่เพราะโอกาสได้ครบชุดมันยากมาก โดยเฉพาะเป็นเผ่าออร์คที่ไม่ค่อยมีใครล่า
เลยไม่รู้ว่าสะสมครบแล้วจะได้อะไร
แหวนหัวหน้าเผ่า เป็นไอเท็มที่เหมือนตั้งใจให้ผมมาโดยเฉพาะ
เนื่องจากมันให้ผลของการได้รับ Exp เพิ่มขึ้น แถมยังเพิ่มให้ตามระดับค่าเฉลี่ยของ
Exp ที่คนในปาร์ตี้ได้ด้วย สรุปคือ ถ้าสกิลเทรนเนอร์ผม
ยิ่งเลเวลเยอะ แล้วทำให้คนในปาร์ตี้ได้ Exp เยอะขึ้น ผมก็จะได้ Exp
เยอะขึ้นตาม
และคริสตัลวิญญาณสองก้อน
ในเมื่อมันเอาให้คนอื่นใช้ไม่ได้เพราะถูกผูกมัดไว้ ผมเลยใช้มันทันทีกับดาบศิลาเย็น
Hell Ice Field (Active skill) Dissect Earth (Active skill)
เป็นสกิลโจมตีทั้งคู่เลย! แต่ว่า…Mp ไม่พอที่จะใช้อีกแล้ว
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น