ตอนที่ 143 จอมมารมาแล้วจ้า
ตอนที่ 143 จอมมารมาแล้วจ้า
หลังจากวันนั้น กิจกรรมหลักๆ ของผมก็วนเวียนอยู่แต่กับ…การผลิตลูก
เพราะเรื่องการท้องของเจ้าหญิงโช ทำให้เกิดกระแสขึ้นมาในหมู่มังกร
สุดท้ายมังกรตัวเมียทั้งหมดต่างมุ่งหน้ามาหาผม และขอร้องแบบบังคับให้ผมมีอะไรด้วย
เกือบหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมก็ได้มีอะไรกับมังกรตัวเมียทุกตัวที่อยู่บนโลกนี้
แต่ผมก็ได้ประโยชน์กับเรื่องนี้มาเต็มๆ เพราะได้ค่า Lust Point มาเพียบเลย
เวเนซ่าบอกว่า จำนวนการได้ Lust Point
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ทำ เช่น ถ้าผมหลับนอนกับคนเดิมซํ้าๆ
ถึงจะเป็นคนที่ชอบมากแค่ไหน แต้มที่ได้ก็จะลดลง
แต่ถ้าเป็นผู้หญิงที่ผมไม่เคยมีอะไรด้วย จะได้
แต้มมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ก็มีพวกแต้มเปิดบริสุทธิ์และอื่นๆ
อีกมาก สรุปก็คือ วิธีเก็บแต้มที่เวเนซ่าวางแผนไว้ก็คือ
ให้ผมมีอะไรกับผู้หญิงแบบไม่ซํ้าหน้าไปเรื่อยๆ นั้นเอง
ส่วนเผ่ามังกรนี้อยู่นอกแผน แต่ก็ถือว่าได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน
เวเนซ่าเลยพึงพอใจกับเรื่องนี้สุดๆ
แต่ผมมีปัญหาอีกอย่าง เพราะคุณมังกรสาวบางตัวมาแล้วไม่ยอมกลับ
พวกเธอพากันใช้บริเวณด้านบนของดันเจี้ยนนํ้าตก
สร้างเป็นรังมังกรขึ้นมาที่ว่ามีปัญหาเพราะมันกลายเป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจไปแล้ว
แต่พวกมังกรเป็นพวกห่วงอาณาเขต และอาณาเขตที่ว่าก็รวมถึงเขตคฤหาสน์ของผมด้วย
ถ้ามีใครเข้ามากวน มันจะตรงเข้าไปทำร้ายทันที
แถมถ้าตั้งท้องกันแล้วจะยิ่งดุร้ายกว่านี้อีก นั้นเลยเป็นเหตุให้ผมกลุ้มใจ
แต่ตอนนี้ต้องพักเรื่องนั้นไว้ก่อน เพราะมันได้เวลาแล้ว
กองทัพผสมเคลื่อนทัพมาใกล้ และหยุดพักอยู่ที่เมืองซึ่งอยู่ทางเหนือของกรอซ่า
จากเมืองนั้นใช้เวลาเคลื่อนทัพอีกวันครึ่ง ก็จะเข้าเขตพื้นที่ของกรอซ่า
ผมดูจากที่พวกนั้นล่าช้ากว่ากำหนด คิดว่าต้องเป็นกองทัพใหญ่แน่
และตามที่พวกลูกน้องจากเผ่าปีศาจแอบไปสืบมา เห็นว่ามีกันถึงสามหมื่น
โดยแบ่งเป็นทัพของโบสถ์ใหญ่ 5,000 ทัพจากเมืองหลวง 20,000
ทัพอาสาของผู้ศรัทธา 2,000 และทัพทหารรับจ้างที่ได้มาจากตามเมืองต่างๆ
ระหว่างทางอีก 3,000
ถือว่าเป็นจำนวนที่มากอยู่ แต่อย่างไงก็เป็นทัพผสมล่ะนะ
ความน่าเกรงขามผมว่า สู้พวกสมาพันธรัฐที่มีจำนวนเท่าๆ กันไม่ได้หรอก
แต่คราวนี้ผมไม่คิดแค่จะไล่พวกมันไปหน่อยนะ แต่ผมจะกวาดล้างซะ
ถึงจะมีผลเสียมากมายตามมา แต่ก็มีผลดีที่ผมเล็งเห็นไว้ ซึ่งมันคุ้มค่ากว่ากันเยอะ
ผมจึงเริ่มการเคลื่อนไหวในทันที จริงๆ ผมกะไปแค่คนเดียว
แต่เวเนซ่ากับซานูน่าขอตามไปด้วย เพราะจะได้ระวังหลังให้ผมได้
ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกัน ถึงคิดว่าจะระวังตัวแค่ไหน
แต่ข้อผิดพลาดมันมักจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเสมอ
พวกผมลอบเข้าไปในเมืองเพนเนต ที่พวกกองทัพผสมใช้พัก
กองทหารส่วนใหญ่ตั้งค่ายอยู่รอบๆ นอกเมือง
จะมีแต่พวกแม่ทัพนายกองที่จะพักโรงแรมในเมือง แต่ก็มีอาการอารักษ์ขาที่แน่นหนา
พร้อมกับปิดเมืองไม่ให้ใครเข้าออกด้วย ชาวเมืองที่เดือดร้อนก็ได้แต่ปิดบ้านเงียบกันไป
ผมใช้ใบวาปร์มาโผล่ที่กลางเมือง
ซึ่งมีพลพรรคเผ่าปีศาจรออยู่ก่อนแล้ว พวกเขามีกันห้าคน
และล้วนแต่ปลอมตัวเป็นทหารของโบสถ์ใหญ่ จริงๆ พวกนี้ไม่ได้ปลอมตัวหรอก
แต่เป็นทหารของโบสถ์ใหญ่จริงๆ เป็นเผ่าปีศาจที่มุเอมะส่งไปแทรกซึมไว้นานแล้ว
พอได้เห็นหน้าผม พวกเขาก็แทบจะก้มลงจูบเท้ากันเลยทีเดียว
แต่ผมรีบห้ามไว้ และให้นำทางไป เป้าหมายที่ผมเล็งไว้คือ คุราร่า
พวกคุราร่าและนักบวชระดับคาร์ดินัล
ซึ่งเป็นหัวหน้าพักอยู่ที่โบสถ์ใหญ่สาขาเพนเนต
นอกจากนั้นยังมีระดับบิชอปและอาร์คบิชอปมาด้วยหลายคน แต่ผมสนแค่คุราร่าเท่านั้น
ด้วยเส้นทางที่ทางสายเตรียมไว้ให้
ทำให้พวกผมเข้าไปในโบสถ์ใหญ่ได้โดยไม่ต้องปะทะ แถมพวก
เขายังพาไปถึงห้องของคุราร่าได้เลย
โดยเพียงแค่จัดการยามที่เฝ้าประตูไว้เพียงสองคนไปแบบเงียบๆ
แล้วผมก็ดึงเอาหมวกราชาปีศาจขึ้นมาใส่
เพราะผมจะพบเธอในฐานะของจอมมาร แบบนั้นน่าจะกล่อมเธอได้ง่ายกว่า
แต่พอเปิดประตูเข้าไปผมก็เห็นภาพที่ชวนหัวเสีย
ร่างของคุราร่านอนอยู่บนเตียง ในสภาพเปลือยเปล่าและร่างกายเต็มไปด้วยนํ้ากาม
ตาของเธอลอยไร้สติ เธอไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเมื่อเห็นผม เธอเพียงอ้าขาให้
“ดูจากสภาพแล้ว เธอคงโดนล้างสมองให้กลายเป็นตุ๊กตาใช้ระบายความใคร่
ให้พวกตาแก่ในโบสถ์ใหญ่ไปแล้วล่ะ เผลอๆ คงโดนมาตั้งแต่ตอนที่ถูกทรมานแล้ว”
เวเนซ่าบอกขณะเข้าไปตรวจดูตรงช่องคลอดของคุราร่า
ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกคลื่นไส้ ถ้าเป็นแบบนี้ถึงต้องใช้กำลังบังคับ
ผมคงไม่ปล่อยเธอกลับไปแน่
“ถ้าใช้กรงขังจะรักษาเธอได้ไหม”
นั้นคือสิ่งที่ผมอยากรู้
“ได้สิ แต่ต้องทำระวังหน่อยนะ เพราะถึงรักษาหายแล้ว
แต่จิตใจของเธอจะรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่าไม่รู้ เผลอๆ
จะคิดฆ่าตัวตายเอาได้”
เวเนซ่าเตือนขึ้นมา ซึ่งผมก็พยักหน้ารับ
ก่อนจะคลีนนิ่งเธอและอุ้มเธอขึ้นมา พวกเราวาปร์กลับมาที่คฤหาสน์ทันที
ผมวางคุราร่าลงบนเตียงนอนในห้อง ซึ่งผมต้องมีอะไรกับเธอก่อน
ถึงจะเปิดใช้กรงขังได้ เป็นครั้งแรกที่ผมไม่เต็มใจจะมีอะไร
แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายผม
ไม่เคยสนใจอะไรอยู่แล้ว เพราะมันแข็งโด่สู้ชีวิตมาตั้งแต่ตะกี้แล้ว
สภาพของคุราร่าตอบได้ยากว่ารู้สึกตัวอยู่หรือเปล่า
เธอเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมเอาไว้มากกว่า เพราะงั้นถึงผมจะเสียบเข้าไป
ร่างกายของเธอก็ไม่ได้ตอบสนองอะไร และเพราะในถํ้าเธอแห้งสนิท
ผมเลยต้องใช้เจลล่อลื่นช่วย
และถึงสภาพปากถํ้าจะเยิ่นไปแล้ว
แต่ข้างในไม่ต่างจากเด็กสาวบริสุทธิ์ มันบีบรัดแน่นซะจนเจ้าน้องชายผมมันอึดอัด
จะว่าไปฟิลลิ่งแบบนี้คุ้นๆ แฮะ…อ้อ นึกออกล่ะ
เหมือนตอนทำกับศพเลยไงล่ะ แต่คิดซะว่าเธอเป็นตุ๊กตายางแสนน่ารักจะดีกว่าแฮะ
ถึงข้างในถํ้าของคุราร่ามันชวนให้เพลิดเพลินก็เถอะ
แต่นี้ไม่ใช่เวลาจะมาลืมเป้าหมายนะ ผมรีบเปิด
ใช้กรงขังทันทีพร้อมกับอ่านใจไปด้วย แต่อ่านไม่ได้…ไม่สิ
เพราะไม่คิดอะไรอยู่เลย ถึงอ่านไม่ได้สินะ
พอใช้กรงขังแล้ว ผมก็ได้รับหน้าต่างสำหรับการปรับแต่ง
ซึ่งพอมองเข้าไป ผมก็เห็นวิหารล่ะ มันเป็นเหมือนวิหารที่ใช้สำหรับพิธีบูชา
โดยที่มีคุราร่านั่งคุกเข่าสวดภาวนาอยู่ตรงกลาง ภาพนั้นสามารถเลื่อนไปจุดต่างๆ
ได้โดยเพียงแค่ใช้ความคิด นอกจากนั้นยังมีแถบเครื่องมือให้ใช้อีก
ส่วนด้านข้างก็มีการแสดงค่าต่างๆ ของจิตใจคุราร่า
ซึ่งตอนนี้มันมีแต่ค่าที่เป็นลบขึ้นมา
ผมจึงทำการลบค่าจิตใจที่เป็นลบออก
ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากตอนที่เธอถูกทรมานและข่มขืน
แต่ว่ามีอันหนึ่งซึ่งมาจากตัวผมเอง มันเป็นตอนที่ผมลองใจเธอเมื่อครั้งแรกที่เจอกัน
ถึงจะคาดไว้แล้ว
แต่ไม่คิดว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจเธอขนาดนี้…ผมไม่ได้ลบค่านั้นออกไป
เพราะจิตใจที่เป็นลบ บางอย่างก็ยังเป็นผลดีอยู่บ้าง
อย่างผลลบอันนี้เปลี่ยนให้คุราร่าเป็นคนที่เริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่ง
เธอเริ่มสงสัยว่าการเสียสละของเธอนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่
ซึ่งผมปล่อยไว้แบบนี้น่าจะดีกว่า
นอกจากนี้ผมยังเพิ่มค่าของจิตใจด้านต่างๆ ให้
เช่นให้เป็นคนเข้มแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้เธอคิดฆ่าตัวตาย
แต่ที่สำคัญที่สุดคือให้มีจิตใจที่เข้มแข็งพอจะเอาชนะการล้างสมองได้
แต่ผมพยายามไม่ยุ่งกับจิตใจของคุราร่าให้มากเกินไป ไม่งั้นเธอจะไม่ใช่เธออีกต่อไป
เป้าหมายผมคือช่วยเธอให้พ้นจากสภาพปัจจุบันเท่านั้น
แต่เพื่อจะเป็นหลักประกัน ผมจึงใช้เครื่องมือสร้างสิ่งที่เรียกว่า
ตัวตายตัวแทนเอาไว้ในจิตใจคุราร่าด้วย
กรณีถ้าเกิดมีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจเธออย่างรุนแรง
จนเกิดขีดจำกัดที่จิตใจจะรับได้ ตัวตายตัวแทนจะรับไปแทนและทำการปิดตัวเองทันที
ซึ่งนี้ยังส่งผลต่อการควบคุมจิตใจด้วยเวทมนต์หรือการ
สะกดจิตด้วย อ่า
ดูเหมือนผมจะสร้างสิ่งที่เหมือนอยู่นอกระบบขึ้นมาเลยแฮะ….ไม่มั่ง
ก็ผมใช้เครื่องมือในระบบสร้างขึ้นมา เพราะงั้นมันต้องอยู่ในระบบสิ
และพอทำเสร็จ สถานะของคุราร่าก็เพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่าง คือ
การโจมตีทางจิตใจและความคิดไร้ผล
ตอนนี้คุราร่ากลับมามีสติอีกครั้ง ดวงตาของเธอเริ่มกลับมาฉายแวว
จะว่าไปตอนนี้ผมยังไม่ได้ถอดหมวกออกเลย ในสายตาของเธอที่พึ่งได้สติ
สิ่งที่เห็นสิ่งแรกก็คือจอมมารล่ะ
“จอมมาร!?”
“อ่า ข้าเองล่ะ”
แต่หลังจากนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ กับตัวเอง เอ่อ
จะไม่แปลกได้ไงก็เธอโดนดุ้นผมยัดอยู่ในตัว จนท้องนูนขึ้นมาเป็นลูก
“อุ๊! เดี๋ยวถ้ารัดแน่นแบบนี้จะแย่นะ”
ผมเตือนไม่ทันแล้ว เพราะจู่ๆ
ในถํ้าของคุราร่าก็รัดแน่นขึ้นมากว่าเดิม
จนผมทนไม่ไหวต้องฉีดนํ้าเข้าไปในมดลูกของเธอ อ่า…น่าขายหน้าจริงๆ แต่ช่วยไม่ได้
ก็ถํ้าของคุราร่าเปรียบได้กับดันเจี้ยนไฮเลเวล ลำพังนักผจญภัยเลเวลตํ่าอย่างผม
ก็ต้องเสร็จคาดันเจี้ยนอยู่แล้วล่ะ
“ข ข้างใน นี้นายปล่อยข้างในฉันเหรอ!”
“อา ทำไปแล้วล่ะ”
ว่าแล้วตัวตายตัวแทนก็ทำงานขึ้นมา
จากทีแรกที่ทำท่าช็อคจนเกือบสลบเหมือดไป ก็กลับมาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกับรีบผลักผมออกไป
แต่พอดุ้นผมหลุดออกมาและตั้งตะหง่านตรงหน้าเธอ
หน้าของคุราร่าก็ซีดลงไปทันที เธอตกใจกลัวมากที่วัตถุใหญ่ยักษ์นี้วิ่งเข้าวิ่งออกตัวเธอมา
“พระเจ้า! สัตว์ประหลาดแบบไหนถึงกับถึงได้มีองคชาติแบบนี้!”
“ของมนุษย์เนี่ยล่ะ ไม่ใช่ของสัตว์ประหลาด”
ว่าแล้วผมก็ถอดหมวกจอมมารออก เพื่อให้เธอเห็นว่าผมเป็นมนุษย์
“มนุษย์!”
“ใช่ มนุษย์เองครับ”
คุราร่าสีหน้าเปลี่ยนไปมาดูตลกดี แต่เธอยังปรับอารมณ์ไม่ถูก
เลยผมลุกไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับเธอพร้อมกับคลีนนิ่งให้อีกรอบ
“เราลงไปคุยกันข้างล่างดีกว่าไหม
คิดว่าเธอคงมีหลายเรื่องที่อยากรู้”
คุราร่ามองไปรอบๆ ตัว เธอกำลังอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย
และที่สำคัญอยู่ในเงื้อมือของจอมมาร เธอจึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับผมเท่านั้น
แต่พอลงมาที่ห้องรับแขก คุราร่าก็เห็นใครคนหนึ่งนั่งรออยู่
พอได้เห็นหน้าเธอก็ร้องไห้ออกมา และพุ่งเข้าไปกอดทันที
เพราะคนนั้นคือเพื่อนรักของเธอ ที่มีชื่อว่ามิริน
ตอนที่พาคุราร่ามา
ผมได้ติดต่อไปหามิรินที่กำลังเก็บเลเวลในดันเจี้ยนจำลองอยู่ ผมอยากให้เธอมาช่วย
เพราะสถานการณ์ของคุราร่ามันหนักกว่าที่ผมคิดเอาไว้
ผมปล่อยให้ทั้งคู่พูดคุยกัน
โดยผลัดกันเล่าเรื่องของตนให้อีกฝ่ายฟัง แต่จะว่าไงดี สมเป็นเพื่อนกันเลยแฮะ
มีประสบการณ์แทนจะเหมือนกันเลย
เพราะขณะที่มิรินโดนพวกนักผจญภัยรุมข่มขืนในดันเจี้ยน
ตัวคุราร่าเองโดนพวกนักบวชรุมข่มขืนเฉยกัน โดยพวกนั้นอ้างว่าเป็นบทลงโทษจากพระเจ้า
หลังจากนั้นยังถูกพวกมันใช้จิตใจที่แหลกสลาย
ของเธอ มาทำการล้างสมองเธออีก ถึงจากนั้นเธอจะพอจำอะไรได้บ้าง หรือพอทำท่าจะได้สติขึ้นมา
พวกมันก็จะให้เธอดื่มยาบางอย่างเข้าไป
จากที่ฟังมา ยาที่พวกโบสถ์ใหญ่ให้กับคุราร่า
น่าจะมีผลเหมือนยาเสพติด ผมเลยรีบกลับขึ้นไปบนห้อง เพื่อปรุงยาบางอย่างออกมา
ถึงตอนนี้ผมจะไม่มีสกิลปรุงยาแล้วก็เถอะ แต่ในหัวผมมันยังจดจำมันได้อยู่ เพียงแต่เสียเวลาทำมากขึ้นเท่านั้น
ยาที่ผมทำคือการล้างพิษขั้นสูง
ถึงสามารถล้างสารเสพติดออกจากร่างกายได้ด้วย หลังจากทำเสร็จแล้ว
ผมก็นำกลับลงไปและให้คุราร่าดื่มมันทันที ถึงทีแรกเธอจะไม่กล้ารับไป
เพราะอย่างไงนี้คือยาที่จอมมารส่งให้เชียวนะ! ผมมันไม่ใช่นํ้าหวานแสนอร่อยแน่ๆ อ่ะ
แต่ถ้าจะเอานํ้าหวานผมก็มีให้นะ
แต่มิรินก็กล่อมจนคุราร่ายอมรับไปดื่ม ซึ่งพวกเธอคุยกันจบพอดี
เลยทำท่าทางของคุราร่าดูดีขึ้นมามาก
“สรุปก็คือ มิรินถูกจอมมารขืนใจและบังคับให้เข้าฮาเร็มสินะ”
“…คุราร่านี้เธอฟังภาษาอะไรของเธอน่ะ มีตรงไหนที่ฉันพูดเหรอว่าโดนท่านโรมะขืนใจน่ะ”
“แต่นี้เป็นจอมมารนะมิริน!”
“จอมมาร? แล้วไงล่ะ เทียบกับพวกที่อ้างตัวเป็นคนดีที่ทำกับเธอสิ
ถ้าไม่ยึดติดชื่อที่ใช้เรียก ดูอย่างไงพวกมันนั้นแหละที่เป็นมารร้าย แล้วก็นะ
ถึงไม่มีเรื่องพวกนี้ ฉันก็รักท่านโรมะอยู่ดี เพราะท่านโรมะเป็นคนอ่อนโยนและเข้าใจใส่ทุกคนมาก
ตั้งแต่ฉันอยู่กับท่านโรมะมา ฉันมีความสุขมากๆ เลยล่ะ”
“จริงเหรอ”
“อืม ที่ฉันพูดจริงทุกคำ”
“แต่ว่า…”
“เดี๋ยวๆ เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ในตอนนี้หรอก
จะคิดว่าผมเป็นศัตรูไปก่อนก็ได้
ที่สำคัญเธอควรจะหยุดคิดว่าต่อไปจะเอาอย่างไงดีกับชีวิตนะ
แต่ถ้าคิดจะกลับโบสถ์ใหญ่ไปผมคงไม่ยอม จะไม่พูดหรอกนะว่าจะใช้กำลังกักขังเอาไว้
เอาเป็นว่าลองไปลงดันเจี้ยนเก็บเลเวลกับมิรินดูก่อนไหม
บางทีการได้ขยับร่างกายจะทำให้ลืมเรื่องร้ายๆ และคิดอะไรได้ดีขึ้นนะ”
“ใช่ๆ ไปด้วยกันเถอะนะคุราร่า ที่ดันเจี้ยนจำลองน่ะสนุกมากเลยนะ”
สนุก? เอ๋ นั้นมันตันเจี้ยนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงสนุกล่ะเฮ้ย!
“…ฉันคงไม่มีทางเลือก ขอรบกวนด้วยค่ะ”
เธอก้มหัวให้กับผม และตามมิรินไปที่ปราสาทจอมมาร
เพราะยังต้องไปเตรียมต่อก่อนเข้าดันเจี้ยนก่อน
แต่ฝากคุราร่าไว้กับมิรินนั้นแหละดีที่สุด เพราะอย่างไงทั้งสองก็เป็นเพื่อนกัน
หลังจากนี้ถ้าคุราร่าจะตัดสินใจอย่างไง ผมก็จะสนับสนุนเธอ
ยกเว้นแต่เรื่องจะส่งเธอคืนโบสถ์ใหญ่อ่ะนะ
“เอาล่ะ พวกเราก็กลับไปจัดการเรื่องที่ค้างคาให้เสร็จกันดีกว่า”
ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้
และพริบตานั้นผมก็ปลดปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงออกมา จนเวเนซ่ากับซานูน่าถึงกับผงะ
เพราะนี้ต่างจากสกิล มันคือสิ่งที่สัมผัสได้จากความรู้สึกโดยตรง
ความรู้สึกถึงความกระหายเลือด
ตั้งแต่เจอคุราร่า ผมก็เก็บงำความรู้สึกนี้ไว้มาตลอด
และมันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเธอ
และตอนนี้ผมต้องการปลดปล่อยมันออกไปแล้ว
ตอนนี้ยังดึกอยู่ ถึงจะเหมาะแก่การลงมือ
แต่ถ้าเล่นงานตอนนี้มันก็ไม่สนุกน่ะสิ ผมเลยยืนรออยู่บนถนนตรงเส้นแบบเขตพอดี
ผมใส่เกราะจอมมารเต็มยศ ถึงจะใช้สกิลอะไรไม่ได้
แต่เกราะนี้มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูพลัง และป้องกันการโจมตีได้ดีมาก ที่สำคัญ
ผมจะโจมตีพวกมันในฐานะจอมมาร ไม่ใช่เจ้าเมืองโรมะ
และแล้วรุ่งเช้าก็มาถึง แสงแดดอ่อนๆ ทำให้รู้สึกดี
ขณะที่เสียงการเดินทัพของกองทัพผสมกำลังใกล้เข้ามา
“ถ้าพวกเธอสองคนจะสู้ด้วย ก็ลงมือได้เต็มที่เลยล่ะ
แต่ปล่อยพวกที่คิดจะหนีไป ไม่ต้องตาม”
“เต็มที่ได้จริงเหรอ?”
เวเนซ่าถามอย่างตื่นเต้น
“อ่า ผมต้องการแสดงกำลังรบของพวกเราให้พวกมันได้เห็น
เพราะงั้นเอาแบบให้โอเวอร์ได้เลย”
พอได้ยินคำตอบของผม รอยยิ้มของเวเนซ่าก็บิดเบี้ยวไปด้วยความยินดี
“งั้นแบบนี้ก็ได้สินะ เปิดใช้สกิลจอมารจำแลง!”
พอใช้สกิลออกมา
ร่างของเวเนซ่าที่เป็นเด็กสามขวบก็เปลี่ยนสภาพไปทันที ถ้าถามว่าเปลี่ยนไปอย่างไง
ตอนนี้เธอมีสภาพเหมือนกับจอมมารในสภาพใส่เกราะเต็มยศ
หรือก็คือเหมือนมีผมอีกคนยืนอยู่ตรงนี้
“เอ๋! มีสกิลแบบนี้ด้วยเหรอ”
“อืม เป็นสกิลไพ่ตายเลยนะ แต่ว่านี้น่ะ เพียงแค่เพิ่มเลเวลขึ้นมาอีกแค่
200 เท่านั้นแหละ”
“เยอะอยู่นะนั้น…แล้วซานูน่าล่ะ”
“ฉันอยากจะสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่
เพราะงั้นขอพวกมันให้ฉันสักหมื่นคนได้ไหมคะ”
“แล้วดูแลไหวเหรอ”
“พวกที่ไม่ไหวก็ปล่อยให้มันหิวตายไปแล้วโยนลงดันเจี้ยน
ให้กลายเป็นซอมบี้มาใช้งานได้อีกต่อค่ะ”
“โอ๋ แบบนี้เอง งั้นเอาตามนั้นเลย”
ความคิดโหดเหี้ยมสมเป็นระดับขุนพลปีศาจ
แต่เรื่องที่เธอสร้างกองทัพเท่าไรและเมื่อไรก็ได้ตามที่ต้องการ
ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงแฮะ
“งั้นก็มาเริ่มกันเลยล่ะกัน”
ว่าแล้วผมก็ออกแรงกระโดดแบบสุดตัว
ตัวผมพุ่งเป็นกระสุนลอยสูงขึ้นไปในอากาศ สูงขนาดถึงระดับก้อนเมฆเลย
จากนั้นตัวผมก็ค่อยๆ ตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก ผมเล็งตำแหน่งลงจอดจากด้านบน
โดยจุดที่ผมเลือกคือการกองทัพผสม ซึ่งเป็นจุดที่กองทัพของพวกโบสถ์ใหญ่อยู่
ผมลงถึงพื้น โดยเหยียบเอากระโจมเคลื่อนที่ซึ่งอยู่บนหลังของช้าง
แหลกไปหมดทั้งกระโจมทั้งช้างและทั้งคนที่อยู่ข้างใน
หรือก็คือคาร์ดินัลที่เป็นผู้นำทัพของพวกโบสถ์ใหญ่
ร่างของเขาเป็นแค่เศษเนื้อที่ติดรองเท้าผมไปแล้ว
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ
ตายไปเพราะแรงระเบิดตอนที่ผมลงถึงพื้น กองทัพหยุดเคลื่อนไหวในทันที
และสายตาโดยรอบก็จับจ้องมาที่ผม หลังจากได้ลงมือไปแล้ว ผมก็เริ่มสบายใจขึ้นมาหน่อย
เลยยกมือขึ้นและชูสองนิ้ว
“จอมมารมาแล้วจ้า”
ผมประกาศตัวออกไปอย่างกล้าหาญ…ล่ะมั่ง
“จอมมาร!!!”
ราวกับเสียงกรีดร้องของเด็กทารก เสียงนั้นดังขึ้นมาเรื่อยๆ
จากปากสู่ปาก จนทำให้กองทัพตกอยู่
ในความโกลาหลทันที แต่ท่ามกลางเสียงกรีดร้องนั้น
ก็มีเสียงของวัตถุหนักๆ ตกกระทบ และเสียงเนื้อแตกกระจายดัง ‘โผละ’
ผมพุ่งเข้าไปต่อยคนที่อยู่ใกล้ที่สุดแบบดื้อๆ
เพราะไม่มีสกิลต่อสู้ให้ใช้เลยนี่น่า เลยต้องใช้หมัดเปล่าๆ เนี่ยล่ะ
และเพราะค่าพลังมันต่างกันคนละมิติ ทำให้ร่างของผู้เคราะห์ร้ายแตกกระจายเหมือนแตงโมถูกทุบ
เอ่อ นี้แค่พลัง 1 ใน 10 เองนะ
การเดินหน้าระเบิดร่างเหยื่อยังดำเนินต่อไป
โดยที่พวกนั้นพยายามต่อต้าน แต่ก็ไร้ผล เพราะเวเนซ่าใช้สกิลบางอย่าง
ทำให้เวทมนต์ระเบิด! ใช่ระเบิดเลยล่ะ ใครก็ตามที่พยายามใช้สกิลประเภทเวทมนต์
ร่างกายของคนนั้นก็จะระเบิดออก เหมือนกับลูกโป่งที่สูบลมเข้าไปเกินความจุ
เป็นสกิลที่ประหลาดมาก เพราะเท่าที่ผมดู
การทำงานของมันตรงกันข้ามกับการโจมตี แต่เป็นการมอบให้ต่างหาก
โดยมันทำงานทันทีเมื่อตรวจพบการใช้มาน่า
ด้วยการอัดมาน่าเข้าไปเพิ่มให้เป็นหลายสิบเท่า ซึ่งมากเกินร่างกายมนุษย์จะรับไหว
นอกจากนี้แล้ว ยังได้เห็นอะไรประหลาดๆ
อย่างเช่นคนที่โดนชุดเกราะตัวเองบีบจนร่างแหลกเหลว…อันนี้ก็เป็นสกิลที่คาดไม่ถึง
ที่ใช้ลดขนาดของวัตถุลงเท่านั้น แต่พอมาใช้กับพวกทหารใส่เกราะ
มันกลายเป็นสกิลสังหารหมู่สุดโหดไปเลย
นี้สินะพลังของมารแห่งความเย่อหยิ่งที่สามารถสร้างสกิลเองได้ตามใจชอบ
โหดแบบไร้เทียมทานจริงๆ ส่วนผมยังคงสนุกกับการไล่ระเบิดร่างพวกโบสถ์ใหญ่ด้วยหมัด
ทุกหมัดคือตัวแทนความโกรธสำหรับสิ่งที่พวกมันทำ ไม่ใช่แค่กับคุราร่า แต่ยังกับ
พวกเด็กสาวผู้โชคร้ายอีกมากมายที่ตกเป็นเหยื่อของพวกมัน
และมนุษย์ที่ถูกจอมมารฆ่า ดวงวิญญาณจะไม่ได้ถูกส่งไปในโลกวิญญาณ
แต่วิญญาณของพวกมันจะถูกผูกติดและกลายเป็นทาสของจอมมาร
วิญญาณที่รายล้อมผมมีมากถึงหลักร้อย จนมีเสียงขึ้นมาในหัวผมอีกครั้ง
<<เงื่อนไขครบถ้วน ได้รับสกิล ผู้บวงสรวงวิญญาณ>>
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น