ตอนที่ 144 หมายเตือน

ตอนที่ 144 หมายเตือน
สกิลใหม่ ผู้บวงสรวงวิญญาณ จะว่าไงดีล่ะ เป็นสกิลที่ดีนะ แต่ผมใช้ไม่ได้ล่ะ เพราะผลของสกิลนี้คือการสังเวยวิญญาณที่ควบคุมไว้ ให้กลายเป็นมาน่า สรุปคือผมมีถังมาน่าแบบพกพา แต่กลับไม่มีสกิลเวทไว้ใช้เลย
[ใช้พลังของข้าสิ]
คราวนี้มีเสียงที่ไม่คุ้นเข้ามาในหัวของผม พร้อมกับข้อมูลบางอย่าง เลยทำให้รู้ว่านั้นเป็นเสียงของลุง Baphomet เมื่อคิดถึงข้อเสียถ้าทำตามที่อีกฝ่ายบอกแล้ว…ไม่มีล่ะ ถ้าให้เดาฝ่ายนั้นคงอยากยืดเส้นยืดสายบ้าง ผมเลยลองใช้ตามที่อีกฝ่ายขอทันที
“เริ่มใช้งานสกิล Hell Magic”
จากนั้นก็มีเสียงแข็งๆ ดังในหัวผมอีกครั้ง
Hell Magic ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์
สกิลที่ใช้ ไม่ใช่ของผม แต่เป็นของลุง Baphomet แต่เพราะผมใช้ค่าสถานะร่วมกัน ทำให้ผมสามารถใช้สกิลของลุงได้ในระยะเวลาชั่วคราว และยังต้องเสียเวลาติดตั้งพักหนึ่งด้วย
พอติดตั้ง Hell Magic แล้ว รายชื่อเวทมนต์นับสิบๆ ชนิดก็โผล่ขึ้นมา แต่ดูท่าจะอันตรายทุกอันเลย แถม Hell magic ไม่มีระบบระดับไว้ด้วยว่าเป็นเวทระดับไหน…เลือกใช้อันที่ดูอันตรายน้อยสุดล่ะกัน
“Tower Hell-Fire!”
พอใช้ออกไป ที่ด้านหลังผมก็ปรากฏเงาของลุง Baphomet ขึ้นมา ผมอยากจะวิ่งไปถามเวเนซ่าจริงๆ ว่าไอ้มนุษย์ลุงหัวแพะที่ยืนโชว์เจ้าโลกแบบไม่อายฟ้าดินนี้มันน่ารักไหนกัน!
แต่ตอนนี้เวทมนต์เริ่มทำงานแล้ว ที่ใต้เท้าของข้าศึกก็มีเสาไฟพุ่งขึ้นมา เสาไฟลอยสูงขึ้นไปในอากาศพร้อมกับเผาไหม้ร่างของเหยื่อจนเป็นเถ้า และจำนวนของเสาไฟก็มีมากกว่าพัน พริบตาเดียวคนนับพันก็ต้องตายและกลายมาเป็นวิญญาณให้ผมควบคุมต่อ
แถมมาน่าผมลดไปเพียงแค่ครึ่งเดียว หลังจากทดลองใช้ผู้บวงสรวงวิญญาณดู มาน่าผมเพิ่มขึ้นมาอย่างเยอะ คิดว่าสละดวงวิญญาณ 3-4 ดวงก็น่าจะเพิ่มมาน่าผมเต็มแล้ว แต่นี้เรากำลังถูกถึงการทำลายวิญญาณของมนุษย์อยู่นะ มันไม่ใช่แค่ตาย แต่เขาคนนั้นจะหายไปเลย มันให้อารมณ์ที่แย่ยิ่งกว่าฆ่าคนจริงๆ ซะอีก ผมเลยจะไม่ใช้มันถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แถมเวทของตาลุงแพะ มันจะโหดเกินไปแล้ว แค่ใช้ครั้งเดียวก็ฆ่าคนเป็นพันได้ในพริบตา แถมยังเป็นการฆ่าแบบ Over kill ด้วย
เหมือนตาลุงแพะจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ มันเลยหัวเราะเสียงแปลกๆ ออกมา ก่อนจะหายตัวไป พอใจแล้วสินะ แต่เล่นทิ้งกันดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ โหดร้ายจริงๆ
หลังจากที่โดนฆ่าล้างไปทีเดียวเป็นพันศพ พวกข้าศึกเลยออกอาการผวากัน แต่ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ตอนนี้ผมใช้เวทมนต์โหดๆ แบบนั้นไม่ได้แล้วล่ะ นอกจากจะเรียกลุงแพะมาใหม่
ความโกรธผมก็ได้รับการระบายไปแล้วด้วย แบบว่าไม่ได้คิดจะมาทรมานพวกมันหรอก ว่าไงดีล่ะ เหมือนเวลาโกรธมากๆ ก็แค่อยากเหวี่ยงมือเหวี่ยงไม้เป็นการปลดปล่อย หลังจากนั้นก็จะกลับมาอารมณ์แจ่มใสตามเดิม ยังไม่ถึงระดับที่เรียกว่าแค้นจนคิดจะทรมานหรอก เพราะงั้นผมเลยใช้วิธีฆ่าในทันทีแบบไม่ค่อยเจ็บปวด
แต่ถ้าหนีไปก็จบเรื่องแล้ว แต่นี้พวกมันยังไม่เลิกอีกแฮะ คงเพราะเห็นว่าทางผมมีกันแค่สามคน และน่าจะเป็นตัวปลอมด้วย เพราะผมไม่มีสกิลจอมมารนี่น่า ทำให้
ปล่อยออร่าแห่งลางร้ายที่เป็นเหมือนกับนามบัตรจอมมารออกมาไม่ได้
เพราะงั้นพวกมันถึงยังฮึดสู้กันอยู่ แต่ถ้าเป็นผมนะ ผมสั่งวิ่งหนีไปนานแล้ว เพราะดูอย่างไงก็ไม่เห็นทางชนะได้ โดยเฉพาะกับเวเนซ่าและซานูน่า ทั้งสองคนเป็นอาวุธทำลายล้างเคลื่อนที่ชัดๆ
สำหรับซานูน่า เธอแทบไม่ทำอะไรเลย แค่ยืนเฉยๆ รอบตัวเธอก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมาแล้ว พวกทหารเริ่มฆ่ากันเอง กินกันเอง กระทั่งอัดถั่วดำกัน…เอ่อ นี้ในสนามรบนะ เอาเป็นว่าทำเป็นไม่เห็นล่ะกัน
แต่พลังของซานูน่าไม่ได้ไร้เทียมทาน เธอหว่านเสน่ห์ควบคุมเป้าหมายได้เฉพาะบางคน แต่เธอควบคุมผู้หญิง พวกกามตายด้าน เซ็กส์เสื่อม หรือพวกที่ยังบริสุทธิ์อยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะพวกหนุ่มซิงเนี่ย เป็นปรปักษ์กับเธอชัดเจน เพราะพวกนี้จะมีพรแห่งเทพพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบเทพสูงสุดคุ้มครองอยู่ แต่คิดว่าในผู้ชายร้อยคน จะมีคนที่บริสุทธิ์อยู่กี่คนกันล่ะ?
ด้านเวเนซ่านั้น พูดได้คำเดียวว่า โกง เธอเล่นเปิดใช้สกิลบัพตัวเองจนเป็นป้อมปราการเคลื่อนที่ไปแล้ว แค่เข้าใกล้เธอก็จะโดนสกิลเคาเตอร์อัดจนถึงตายทันที พวกสกิลเคาเตอร์อันตรายมาก เพราะมันล้วนแต่เป็นการโจมตีเสริมพลังโดยตรง เช่นสกิลเคาเตอร์กายภาพ ถ้าคุณปาหินใส่คนที่มีเคาเตอร์ชนิดนี้ มันจะถูกดีดกลับมาด้วยความแรงเท่ากับที่คุณปาไปบวกด้วยแรงของค่าพลังเป้าหมายไปอีก
แล้วโดยปกติ คนเราจะมีค่าพลังเฉลี่ยระหว่างการโจมตีและป้องกันไม่ต่างกันมาก เหมือนถ้าคุณต่อยตัวเอง อย่างไงก็ต้องได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว แต่นี้ยังเสริมแรงจากอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะงั้นสกิลเคาเตอร์ถือเป็นสกิลสังหารในครั้งเดียวได้เลย
แต่นี้เวเนซ่ามีสกิลเคาเตอร์เป็นสิบประเภท แค่ว่าคุณส่งจิตสังหารไปหาเวเนซ่า คุณก็จะต้องฉี่ราดเพราะโดนจิตสังหารที่รุนแรงกว่าโต้กลับมาแล้ว
นอกจากนี้เลเวลของเวเนซ่าเยอะมาก ค่าพลังอย่างเดียวก็น่าจะมากกว่าผมซะอีก ซํ้ายังมีใช้สกิลที่ไม่มีใครออกมาอีก พอเปลี่ยนวิธีสู้เพื่อตั้งรับสกิลที่ใช้ เธอก็จะเปลี่ยนไปใช้สกิลอื่นอีก ด้วยปริมาณสกิลที่เธอมี ผมว่าไม่มีทางรับมือได้เลย เพราะงั้นผมถึงบอกว่าเป็นผมจะวิ่งหนีทันทีเลย กลับศัตรูแบบนี้มันไม่อยู่ในระดับที่จะรับมือได้หรอก
ตอนนี้จำนวนคนตายบวกกับที่โดนควบคุม น่าจะเกือบหมื่นได้แล้ว ส่วนใหญ่มาจากฝีมือเวเนซ่าล่ะนะ
แต่สมแล้วที่เป็นกองทัพที่จัดตั้งมาเพื่อถล่มเผ่าปีศาจ พวกนี้ไม่ได้มาแบบไร้แผนการ เพราะอัศวินระดับพาลาดินล้วนแต่มีสกิลที่น่าหงุดหงิดที่เรียกว่า One Life for All มันเป็นสกิลที่สามารถรับการโจมตีถึงตายได้หนึ่งครั้ง
เพราะงั้นเวลาผมชกใส่พวกอัศวินไป มันก็จะแค่กระเด็นออกไป แต่พลังชีวิตจะไม่ลดลง ก่อนจะสลับตัวคนให้อัศวินคนอื่นมารับการโจมตีแทน อีกด้านพวกนักบวช
ระดับบิชอป ก็มีสกิลลดการคลูดาวน์ด้วย ทำให้พวกอัศวินกลับมาใช้ One Life For All ได้อีกครั้งในเวลาไม่กี่นาที สู้กับเจ้าพวกนี้เหมือนสู้กับโล่ที่ไม่มีวันแตกเลยทีเดียว
แล้วผมก็ยังโดนพวกมันเล่นงานอีก จากนักบวชระดับอาร์คบิชอปและคาร์ดินัล ที่จะใช้สกิลประเภทเวทแสงโจมตีเข้ามา ซึ่งมันส่งผลกับผมเป็นอย่างมาก เพราะผมเป็นเผ่าปีศาจ ซึ่งมีข้อดีตรงที่เสริมพลังเวทมืดให้มีอานุภาพเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกับก็จะอ่อนด้อยในการใช้เวทแสงรวมถึงพลังป้องกันธาตุแสงด้วย งานนี้ผมเลยโดนรุมยิงจน Hp …ไม่ลดแฮะ เจ็บก็จริง แต่ Hp ผมมันติดบั๊กอยู่ ค่าตัวเลขเลยยังเป็น XXX ไม่กระดิก
…แบบนี้จะถือว่าโกงหรือเปล่านะ
แต่อย่างเวเนซ่าบอก มันไม่ลดไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีทางลด ตอนนี้เหมือนตัวเลขมันทบเกินสเกลอยู่ แต่พอมันลดมาถึงระดับสเกลปกติแล้ว มันก็จะเริ่มแสดงค่า
แบบเดิม ความเจ็บปวดที่ผมได้รับเป็นเครื่องพิสูจน์เรื่องนี้ได้ เพราะงั้นจะมาประมาณไม่ได้
ผมเลยต้องใช้ไพ่ตายออกไปบ้าง เลยหยิบเอาอาวุธออกมากระเป๋า อาวุธที่ผมใช้ก็คือ…หัวของยัยแก่ เอ่อ นี้เป็นอาวุธจริงๆ นะ! ผมไปเจอมันอยู่ในหีบของห้องเก็บสมบัติที่ปราสาทจอมมาร พอถามเวเนซ่าดู เธอบอกว่ามันของจอมมารรุ่นก่อนๆ เธอเองก็ไม่รู้วิธีใช้ ผมเลยลองศึกษาดูจนพบว่ามันเป็นอาวุธที่น่าเหลือเชื่อมาก
ผมต้องถือหัวนั้นด้วยการจิกผมที่แข็งและยิกงอเหมือนเส้นลวด ดวงตาของยัยแก่เลยเปิดออก มันอ้าปากส่งเสียงกรีดร้องแสบหูออกมา จังหวะนั้นผมก็รีบหันหัวของยัยแก่ไปที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นพวกนักบวชที่คอยยิงเวทแสงถล่มใส่ผม
พริบตานั้น ไร้ซึ่งการโจมตีใดๆ แต่กลับมีอาร์คบิชอปคนหนึ่งสิ้นใจไปแล้ว ส่วนคนที่เหลือถึงจะรอด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจน Hp แทบหมดหลอด
ระหว่างนี้ผมขออธิบาย อาวุธที่ชื่อว่า หัวยัยแก่ ก่อนนะครับ
อาวุธ หัวยัยแก่ พลังโจมตีเท่ากับศูนย์ พลังป้องกันเท่ากับศูนย์ เป็นอาวุธที่แสนเปราะบาง ไม่ควรเอาไปเหวี่ยงใส่ใคร แต่มันเป็นอาวุธที่มีสกิลมหาโหดอยู่ นั้นก็คือ Damage shooter
คำอธิบายง่ายๆ ของสกิลนี้ก็คือ อาวุธจะนำค่าความเสียหายที่ผมได้รับระหว่างการต่อสู้ทั้งหมด ส่งผ่านไปยังหัวยัยแก่ และยิงมันออกไปใส่เป้าหมาย มันไม่ใช่การโจมตีในรูปแบบกายภาพหรือเวทมนต์ แต่มันคือการลด Hp อีกฝ่ายโดยตรง
สมมุติ Hp ผมลดไปหนึ่งล้าน ผมก็สามารถใช้หัวยัยแก่ลด Hp อีกฝ่ายได้หนึ่งล้านเช่นกัน…เป็นอาวุธที่ว่า ถ้าคุณมี Hp มากกว่าเป้าหมาย อย่างไงคุณก็ไม่มีวันแพ้แน่ๆ…ไอ้จอมมารที่สร้างอาวุธบัดซบนี้ขึ้นมามันเป็นใครกันฟ่ะ! แกมีอะไรไม่พอใจกับพลังของจอมมารหรือไง ถึงได้สร้างของพรรณนี้ขึ้นมาอีก!
แล้วตอนนี้ถึงไม่นับที่ติดบั๊กอยู่ Hp ของผมก็มีเกือบจะ 50ล้านเลยนะเฟ้ย!
เอ่อ แล้วผมมีเรื่องจะสารภาพอีกอย่าง…คือผมได้ให้แผนกวิทยาการอัพเกรตหัวยัยแก่ เปลี่ยนจากเวอร์ชั่นโกง ให้กลายเป็นเวอร์ชั่นโคตรโกงไปแล้วล่ะ ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เวท ที่มีผลของสกิล…Drain ติดอยู่
ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อผมได้รับค่าความเสียหาย หนึ่งล้าน ผมยิงกลับออกไปหนึ่งล้าน และดูดกลับมาอีกหนึ่งล้าน…เอ่อ ผมว่าได้สร้างของอันตรายที่ส่งกลิ่นเรียกหาผู้คุมระบบขึ้นมาแล้วสิ
ตอนนี้ผมเลยไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ยืนรับการโจมตี และยื่นหัวยัยแก่ออกไป จัดการเป้าหมายพร้อมรับ Hp คืนมา นี้มัน Loop นรกชัดๆ แต่ด้วยวิธีนี้ทำให้กองทัพของโบสถ์ใหญ่ ตายกันเป็นใบไม้ล่วงเลย โดยเฉพาะพวกระดับสูงๆ ที่เริ่มถอยหนีไปจนอยู่นอกระยะยิงของเวทแล้ว และปล่อยให้พวกอัศวินรับหน้าฝ่ายเดียว
แต่เวเนซ่านี้สิ พอเห็นผมใช้หัวยัยแก่ ก็ส่งสายตาวิบวับมาให้ ถึงไม่ต้องพูดผมก็รู้เลยว่าสายตาเธอกำลังสื่ออะไร มันประมาณว่า ‘อาวุธนั้นน่าสนุกจัง ส่งมาให้ฉันเล่นเดี๋ยวนี้เลยนะ’
ผมเลยโยนหัวยัยแก่ข้ามฟากไปให้เวเนซ่า แต่ผมไม่คิดว่าเธอจะใช้มันได้ดีหรอก เพราะเธอมีระบบป้องกันตัวที่สมบูรณ์แบบ Hp เธอเลยแทบไม่ลดลงระหว่างการต่อสู้ ต่างจากผมที่รับไปถูกดอกแบบเต็มๆ หัวยัยแก่เลยเหมาะกับผมมากกว่า แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวพอเวเนซ่าเบื่อแล้วก็ส่งคืนมันมาเอง
ตอนนี้ผมหันกลับมาอัดพวกอัศวินด้วยหมัดแบบเดิม เพราะไม่มีพวกนักบวชที่น่ารำคาญมายิงเวทถล่มใส่แล้ว จึงสู้ในระยะประชิดได้อย่างเบาใจหน่อย
ทว่าระหว่างที่สร้างแรงบันดาลใจว่ามนุษย์บินได้ให้กับพวกอัศวิน ก็มีเงาหนึ่งพุ่งฝ่าเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ผมรีบยกมือขึ้นรับดาบที่ฟันมาอย่างโจงแจ้ง ดาบนี้
ไม่ได้เป็นดาบที่ใช้โจมตีโดยหวังผล แต่เป็นดาบที่ฟัน
มาเพื่อให้ผมหันไปสนใจอีกฝ่าย
“อ้าว จ…”
ผมเกือบหลุดปากออกไป เมื่อเห็นคนคุ้นหน้าอยู่ในสนามรบด้วย คนที่อยู่ตรงหน้าผมก็คือผู้กล้า และยังเป็นเหมือนหัวหน้าของผู้กล้าด้วย เขามีชื่อว่าจิน
“นี้มันหมายความว่าไงกันครับท่านโรมะ”
“เฮ้ย เรียกจอมมารสิ เดี๋ยวความก็แตกหรอก”
“อ่า ก็ได้ครับท่านจอมมาร แต่ช่วยอธิบายมาด่วนเลยนะ”
พวกผมกระซิบคุยกัน และทำเป็นเพิ่มแรงโจมตีให้กลายเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด เพื่อไล่ให้พวกอัศวินที่อยู่ใกล้ๆ ตีวงถอยห่างออกไป
ระหว่างที่พวกเราทำทีว่าจะฆ่าแกงกันแบบหลอกๆ ผมก็ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดไป
อย่างแรกเลย นี้ไม่ใช่การบุกรุก ตรงกันข้ามกันเลย ผมต่างหากที่โดนพวกมันบุกมา เพราะงั้นผมไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาสันติภาพที่ทำไว้
ส่วนจินเองเพราะรู้ว่าพวกเลนคานจะจับมือโบสถ์ใหญ่ เพื่อไปบุกเมืองที่มีเผ่าปีศาจปกครองอยู่ เขาเลยขอตามมาด้วย ตอนแรกกะจะค่อยๆ กล่อมให้พวกฝ่ายมนุษย์ยกเลิกการบุก แต่เขาทำไม่สำเร็จ ส่วนอีกทางก็สืบข่าวหาข้อมูลไปด้วย แต่ข่าวที่ได้รับจากพวกมนุษย์ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นแบบไหน พวกมันใส่ร้ายผมจนไม่เหลือชิ้นดี แต่จินเคยเห็นเผ่าปีศาจมาแล้วกับตา เขาเชื่อว่ามันต้องไม่ตรงอย่างที่ข้อมูลว่าไงจริงๆ แถมยังมีชื่อเจ้าเมืองที่ดูคุ้นหูหลุดมาอีก
ยิ่งพอรู้ว่าเป็นผม จินไม่คิดว่าที่กรอซ่าจะถูกปกครองด้วยความโหดเหี้ยมอย่างที่เป็นข่าว แต่ทางที่ดีที่สุดคือการไปเห็นด้วยตาตัวเอง ถ้าเป็นฝ่ายมนุษย์ที่ผิด เขาก็จะหาทางยับยั้งถึงแม้จะดูเป็นการปกป้องเผ่าปีศาจ แต่เขาก็อ้างได้ว่าทำไปเพื่อปกป้องชาวเมืองที่เป็นมนุษย์ได้อยู่
แต่พอได้รู้ความจริงจากทางผมแบบนี้แล้ว มันยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้ซะอีก โดยเฉพาะที่ผมแฉ่ความชั่วของโบสถ์ใหญ่ให้ฟัง ว่ามันทำอะไรกับพวกเด็กสาวบ้าง จินนี้เปลี่ยนจากใบหน้าที่สงบนิ่งกลายเป็นหน้ายักษ์ไปในทันที…สยองจริงๆ ไอ้หมอนี้
“ท่านผู้กล้าเอาจริงแล้ว!”
พวกโบสถ์ใหญ่ที่มุงดูอยู่เห็นเป็นแบบนั้น แต่หารู้ไหม ที่ทำให้จินต้องทำหน้าแบบนี้ ก็เป็นเพราะพวกมันนั้นแหละ และถ้าไม่มีผมห้ามไว้ ดาบของจินคงไล่เด็ดหัวพวกมันไปทั่วสนามรบแล้ว
แต่แย่แล้วล่ะ สถานการณ์เริ่มเลวร้าย เพราะตอนนี้เวเนซ่ากระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว คงเพราะเห็นว่าผมโดนผู้กล้ากดดันอยู่ และอาจจะเป็นอันตรายได้ จึงเข้ามาช่วย และทั้งสองคนยังไม่รู้จักกัน แถมเวเนซ่าเองก็ไม่รู้เรื่องสนธิสัญญาที่ผมทำกับกลุ่มผู้กล้าด้วย ถ้าปล่อยไว้มีหวังเธอฆ่าจินตายคามือแน่
“โทษทีนะ แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่นายต้องเผ่นแล้ว”
ผมเลยรีบคว้าคอของจินไว้ แล้วปาเขาออกไปแบบสุดแรงเกิด ร่างของจินพุ่งเป็นจรวดหายวับไปที่ขอบฟ้า โชคดีนะจิน นายเป็นถึงผู้กล้าเลยนะ แค่นี้คงไม่ตายหรอกใช่ไหม
แต่การที่ผู้กล้าถูกจับโยนออกไปจากสนามรบแบบนี้ เล่นเอาฝ่ายกองทัพผสมถึงกับพากันทำหน้าสิ้นหวังออกมา และเริ่มมีบางคนทิ้งอาวุธ และหันหลังวิ่งหนีกันแล้ว
และตามที่ตกลงกันไว้ ว่าจะปล่อยคนที่หนีไป พวกผมเลยไม่ตามไปโจมตี แต่ปักหลักอยู่กับที่ พวกอัศวินที่อยู่รั้งท้าย ก็เห็นว่าผมไม่ลงมือแล้วพวกมันเลยไม่โจมตีเข้ามา เพียงแต่ตั้งแถวเป็นกำแพง รอให้ทุกคนหนีกันไปก่อน และทุกอย่างก็จบลงในสภาพนี้
“แล้วจะเอาไงดีกับพวกศพ”
“ผมติดต่ออานูบิสไว้แล้ว เดี๋ยวเขาจะส่งลูกน้องมาเก็บกวาดพวกนี้ เอาไปทิ้งเป็นอาหารให้ดันเจี้ยนเอง”
ผมตอบเวเนซ่าพลางมองดูซากศพที่กองสูงเป็นภูเขา งานนี้กองทัพผสมสูญเสียไปกว่าครึ่ง เละเทะกว่าที่คิดไว้ แต่ยังอยู่ในผลลัพธุ์ที่ผมต้องการอยู่
เพราะเพียงเท่านี้ พวกมันก็ได้รับหมายเตือนจากผมไปแล้ว
แผนของผมไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีเท่านั้นเอง
พวกเลนคานไม่รู้ข้อมูลของทางสมาพันธรัฐ พวกมันรู้แค่ว่าเลนคานยกทัพไปบุกเผ่าปีศาจ และคิดกันไปเองว่าสูญเสียกันหนัก แต่จริงๆ แล้วสมาพันธรัฐนั้นไม่เสียทหารไปสักคน หรือก็คือยังอยู่ในสภาพพร้อมรบ
ตรงกันข้าม พวกเลนคานเอาทหารมาตายอย่างเปล่าประโยชน์ที่นี้ไปเป็นจำนวนมาก และผมก็ให้ซารีใช้เครือข่ายของกิลนักผจญภัย ในการปล่อยข่าวเรื่องการสูญเสียของทัพเลนคานอกไปให้สมาพันธรัฐรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ แล้ว
เอาล่ะ ที่นี้เรามาคิดถึงเรื่องพื้นฐานกัน คุณจะทำอย่างไงถ้าเจอเหยื่อแบบนี้ ระหว่างเสือจอมโหดที่ฆ่าคุณทิ้งได้ในพริบตา กับกวางน้อยเนื้อหวานชํ่าซึ่งกำลังบาดเจ็บไร้ทางตอบโต้
ฮุๆๆ หลังจากนี้เลนคานคงได้สนุกสนานกับการโดนรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน จนไม่มีเวลามายุ่งกับผมอีกต่อไปแล้ว และผมยังมีไพ่ตายเก็บไว้ด้วย กรณีถ้าเลนคานยังไม่เลิกมาตอแยกับผม ผมก็จะติดต่อประเทศทางใต้ และทำการเปิดพรมแดน ปล่อยให้กรีฑาทัพผ่านไปกระทืบเลนคานโดยตรง และยังจะแถมเสบียงไปให้ฟรีๆ อีก
ส่วนพวกโบสถ์ใหญ่ ที่เกิดการสูญเสียอย่างต่อเนื่อง นับจากโดนเรโมริก้าถล่ม และยังจะมาโดนผมถล่มไปคราวนี้อีก ถึงจะไม่นับตอนที่เรเดียแพ้ไปด้วย เพราะครั้งนั้นมีคนตายไม่เยอะเท่าไร แต่ก็ถือว่าโดนสั่นคลอนรากฐานไปพอสมควร ด้านการทหารแล้ว ถือว่าโบสถ์ใหญ่อยู่ในสถานะบอบชํ้าสาหัสเลย
นอกจากนี้พวกนักบวชระดับสูงๆ ก็โดนผมฆ่าไปตั้งเยอะ ซึ่งคนระดับนี้ไม่ใช่จะหามาแทนกันได้ในปีสองปี ซํ้าการโดนถล่มแหลกแบบนี้ คงทำให้พวกตาแก่นั้นรู้ตัวแล้ว ว่าพวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจอมมาร นั้นคือเหตุผลที่ผมใช้สถานะจอมมารเล่นงานมัน เพราะจะทำให้พวกมันรู้ว่า ถ้าคิดจะไปยุ่งกับที่ไหนที่มีเผ่าปีศาจอยู่ มันจะต้องเจอตีนผมแน่
เท่านี้น่าจะทำให้พวกมันไม่กล้ามาเล่นงานกรอซ่าตรงๆ ได้แล้ว ถึงหลังจากนั้นมันคิดจะแก้แค้นคืน ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะการพัฒนาของกรอซ่าเร็วกว่า ในอนาคตถึงจะมีกำลังทหารไม่มาก แต่สามารถใช้ระบบเศรษฐกิจและการเงินกดดันประเทศใหญ่ได้
และผมยังมีข้อมูลดีๆ ที่ได้มาจากทาฮากริม เช่นว่า วิธีทำให้โบสถ์ใหญ่กุมอำนาจได้ และถ้าผมจะแทรกเข้าไปในเส้นทางการกุมอำนาจนั้นแทนล่ะ?
…………
ในอีกด้านหนึ่ง ที่ขอบอาณาเขตของเมืองซาโร กองทัพจำนวนสี่พันนายจากป้อมราเซเวียสได้เดินทัพผ่านเข้ามา เป้าหมายของพวกมันคือการยึดเมืองซาโรเพื่อใช้เป็นที่มั่นในการล้อมกรอบเมืองกรอซ่า จริงๆ แล้วตามข่าวที่ได้รับมา ลำพังแค่กองทัพผสมก็สามารถบดขยี้เมืองกรอซ่าได้สบายๆ
ทั้งนี้เป็นเพราะทางเมืองหลวงได้เตือนไปทางกิลนักผจญภัยแล้ว ซึ่งคำตอบของทางนั้นคือจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยทุกกรณี เพียงแต่นั้นเป็นการสื่อสารที่ผิดไปจากความหมายจริงๆ ที่ซารีต้องการจะบอกก็คือ ‘ถ้าอยากจะตายก็เชิญไปตายคนเดียว อย่ามาลากฉันกับนักผจญภัยไปตายด้วย’
แต่ด้วยข้อความนี้ ทำให้ทางเมืองหลวงสบายใจขึ้น เพราะถ้าตัดเอานักผจญภัยในกรอซ่าออกไป ทั้งเมืองก็แทบไม่เหลือกำลังรบอะไรแล้ว ยิ่งข้อมูลจากพวกขุนนางที่หลบหนีออกมา ก็บอกไว้ชัดเจนว่าที่เมืองไม่เหลือทหารสักกะคน กระทั่งกองอัศวินยังอพยพออกมาด้วย
และข้อมูลจากโบสถ์ใหญ่ก็ช่วยยืนยันว่า คนที่เป็นเผ่าปีศาจมีเพียงแค่คนเดียว ทำให้ทุกคนคิดว่านี้เป็นภารกิจแทรกซึมของเผ่าปีศาจ เจ้านั้นจะต้องไม่มีกองทัพปีศาจคอยช่วยเหลือแน่ ที่ต้องระวังก็มีเพียงยอดฝีมือไม่กี่คนที่เคยจัดการกองทัพของอาร์คบิชอปมาก่อน แต่ทางโบสถ์ใหญ่ก็ได้ส่งเอานักบวชระดับสูงอย่างคาร์ดินัลมาช่วยแล้ว แถมยังพากองอัศวินพาลาดินหน่วยที่เก่งที่สุดมาด้วย ต่อให้เจอยอดฝีมือที่ว่า ก็สามารถจัดการได้แน่ๆ
เพราะงั้นทางพวกทหารจากป้อมราเซเวียสต้องทำ ก็คือปิดทางหนีเอาไว้ และใช้โอกาสนี้ปล้นสะดมเมืองซาโรไปในตัว ถือว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของกองทัพไป เพราะอย่างไงภาษีที่ได้จากเมืองซาโรก็ไม่ได้มากอะไรอยู่แล้ว ทางเมืองหลวงเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับซาโรมากนัก แต่พวกทหารของป้อมราเซเวียสกลับมองต่างไป เพราะที่ซาโรถึงจะเป็นเมืองยากจน แต่ที่ไม่จนตามไปด้วยก็คือสาวงาม
ที่บอกว่าเมื่อไปที่ซาโรคุณจะหลงใหลไปกับความงาม เป็นเรื่องจริง เพียงแต่สิ่งที่ทำให้หลงใหลนั้นไม่ใช่ธรรมชาติโดยรอบเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันยังเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยสาวงามระดับที่หาดูได้ยากในโลกนี้ พวกทหารเลยวาดฝันอยากจะได้ลองบุกปล้นสะดมจริงๆ กับเมืองซาโรสักครั้งในชีวิต เพราะพวกเขาจะได้จับเหล่าสาวงามพวกนั้นมาข่มขืนได้ตามใจอยาก
เพราะถ้าใช้วิธีเข้าไปจีบตามปกติ พวกทหารจากป้อมราเซเวียสไม่มีกระทั่งโอกาสได้พูดคุยด้วย เพราะชาวเมืองซาโรเกลียดพวกทหารจากป้อมราเซเวียส ขนาดใช่คำว่าเกลียดเข้าไส้ได้เลย เพราะที่ชาวเมืองยากจนและอดอยากแบบนี้ ก็เป็นเพราะพวกมันนั่นเอง ทุกครั้งที่มีทหารจากป้อมเข้ามาในเมือง ชาวเมืองจะรีบวิ่งเข้าบ้านและปิดตาย กลายสภาพเป็นเมืองร้างในพริบตา นั้นคือการแสดงออกถึงความเกลียดชังที่ชาวเมืองมีให้กับพวกทหาร
คราวนี้พวกทหารจากป้อมราเซเวียส เลยเดินทัพมาด้วยใจที่ลุกไหม้ด้วยแรงปรารถนา ถึงแม้คราวนี้จะโดน
ตำหนิจากเบื้องบนมาบ้าง แต่มันก็เพียงเรื่องเล็กน้อย กลับมาที่พวกมันกำลังจะได้เมียติดมือกลับมา
ทว่าทันทีที่พวกมันก้าวเท้าผ่านขอบอาณาเขตเข้ามา การเคลื่อนทัพก็ถูกหยุดลง เพราะตรงหน้ากองทัพสี่พันนาย มีหญิงสาวแสนสวยที่ลักษณะเหมือนชนชั้นสูงยืนขวางทางอยู่
เธอยิ้มอย่างยั่วยวน ก่อนจะหยิบเอาธงของประเทศเลนคานออกมาเผาต่อหน้า นี้เป็นการยั่วยุเพื่อให้อีกฝ่ายโจมตีเธอก่อน
“อย่าฆ่ามันนะ ข้าจะเย็ดอีนี้ให้แมร่งสติแตกเลย”
“ฮ่าๆๆ ใครดีใครได้เฟ้ย”
“ใครจับได้ก่อน ได้เย็ดก่อนโว้ย!”
พวกทหารที่อยู่ด้านหน้านับสิบคนพุ่งตัวออกไป โดยไม่รอฟังคำสั่งของหัวหน้า แต่ถึงจะรอคำสั่งก็คงไม่ต่างจากที่พวกมันคิดและทำอยู่ตอนนี้หรอก ทว่าพอเข้าไปใกล้ พวกมันก็ได้ยินเสียงที่หญิงสาวเอ่ยขึ้นมา
“อุ๊ ข้าก็ชอบเล่นเซ็กส์หมู่อยู่หรอกนะ แต่ต่อให้ใช้พวกนายทั้งกองทัพ ก็ยังเทียบกับโรมะไม่ได้”
ใช่แล้วตั้งแต่โดนโรมะยํ่ายี่มา รสนิยมทางเพศของเธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จริงอยู่ว่าการมีเซ็กส์กับผู้ชายหลายคนพร้อมกัน มันให้ความรู้สึกสนุกตื่นเต้นอยู่ แต่เทียบไม่ได้กับความรู้สึกตอนที่กำลังมีเช็กส์กับโรมะ
ขนาดของเขามันใหญ่ถึงใจก็จริง แต่ที่สำคัญคือรสสัมผัสทางอารมณ์ต่างหาก อย่างเช่นเวลาถูกโรมะเลีย มันไม่ใช่แค่รู้สึกว่าโดนเขาเลียร่างกายอยู่ แต่เหมือนโดนเลียที่จิตใจด้วย เขารู้จักร่างกายของเธอดีกว่าตัวเธอเองซะอีก เพราะงั้นเลยควบคุมความสุขสมของเธอได้ตามใจปรารถนา อลิซาเบธคิดว่านี้คือพรสวรรค์ที่น่ากลัวมาก
สิ่งหนึ่งที่ชี้ชัดได้ ว่ามันไม่ได้เป็นผลมาจากสกิล ก็เพราะตอนนี้โรมะไม่มีสกิลมารราคะแล้ว แต่เธอก็ยังตกเป็นทาสดุ้นของเขาอยู่ดี แค่มองตาหรือพูดคุยเรื่องงานที่สำคัญ มันก็เพียงพอทำให้เธอแฉะและพร้อมมีเซ็กส์กับ
เขาแล้ว ยิ่งตอนมีเซ็กส์กัน มันทำให้เธอลืมโลกไปได้เลย จริงอยู่ที่ว่าเขาชอบทำเหมือนยํ่ายีเธอบ่อยๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าสิ่งนั้นมันทำให้เธอเสียวไปถึงสมองเลย
“มาคิดๆ ดูแล้ว กับพวกนายที่รุมจ้องจะมีอะไรกับข้า ยังไม่ทำให้รู้สึกเสียวแม้แต่น้อย เทียบกับตอนที่โดนโรมะด่ายังไม่ได้เลย อ่า นี้ข้าควรรีบๆ จัดการพวกแกให้เสร็จแล้วกลับไปรับรางวัลจากโรมะดีกว่า”
อลิซาเบธฉีกยิ้มราวกับคนเสียสติ จริงอยู่ว่าปกติเธอรักษาสีหน้าแบบปกติไว้ได้ แต่จิตใจเธอนั้นได้ตกเป็นทาสเนื้อของโรมะแบบโงหัวไม่ขึ้นแล้ว และเมื่อด้านนั้นของเธอโผล่ออกมาเมื่อไร สีหน้าแบบผู้ดีมีสกุลก็จะเปลี่ยนโฉมกลายเป็นยัยผู้หญิงร่านสวาทไปทันที
และด้วยคำพูดและสีหน้าของเธอ มันก็เพียงพอทำให้พวกทหารหยุดชะงัก พร้อมกับเกิดความรู้สึกรังเกลียดขึ้นมา
“อะ อ้าว โจมตีเข้ามาสิ ไม่งั้นข้าก็เริ่มไม่ได้สักที”
“ยัยนี้แม้เพี้ยนว่ะ ถึงจะสวยก็เถอะ”
“แบบนี้เขาเรียกว่าสวยเสียของ”
“เฮ้ย แต่เวลาเย็ดกันนิสัยมันไม่เกี่ยวนี่หว่า”
“เอ่อ นั้นดิ”
หลังจากปรึกษากันแล้ว พวกทหารก็เข้ามาโจมตีต่อ
ด้วยที่อลิซาเบธใส่เกราะเอาไว้ ทำให้เธอดูเหมือนอัศวิน นั้นเป็นเหตุให้พวกทหารไม่ประมาท ถ้าจะจับคนที่มีฝีมือแบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องตัดแขนหรือขาสักข้างก่อน
ทหารคนหนึ่งเลยพุ่งเข้าไปฟันใส่ต้นแขนของอลิซาเบธเข้าเต็มแรง โดยที่เธอไม่ขยับตัว เพียงแค่ยืนเป็นเป้านิ่งให้อีกฝ่ายฟันเฉยเลย
แต่ดาบนั้นไม่อาจสร้างบาดแผลแม้แต่รอยข่วนขึ้นมาได้ ขนาดที่แขนนั้นไม่มีเกราะป้องกันเลยสักชิ้น อลิซาเบธมองดูทหารด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง ก่อนจะยื่นมือไปจับดาบนั้นไว้ และขยับมันเองเพื่อให้ดาบปาดเข้าไปในเนื้อจนทำให้เธอได้แผล
“ท่านเจ้าเมือง ท่านเห็นแล้วใช่ไหม ข้าโดนพวกมันโจมตีจนได้รับบาดเจ็บล่ะ!”
อธิซาเบธรีบหันไปตะโกนบอกชายหนุ่มที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างหลัง พลางโชว์ต้นแขนที่มีรอยบาดเล็กๆ อยู่ ท่านเจ้าเมืองซาโรที่โดนลากมาเป็นพยาน พยักหน้ารับแบบสลด เพราะเห็นๆ อยู่ว่าเธอจงใจทำมัน ตั้งแต่เผาธงเพื่อยั่วยุ ทั้งเปิดช่องให้อีกฝ่ายโจมตี กระทั่งทำให้ตัวเองได้แผล แต่เอาเถอะแบบนี้ก็เรียกความชอบธรรมให้เกิดการต่อสู้ได้แล้ว
ทว่าเขาไม่รู้ตัวเลย ว่าการพยักหน้ารับนั้น จะเป็นสัญญาณที่ก่อนให้เกิดการสังหารหมู่…การสังหารหมู่ ไม่นับเป็นการต่อสู้หรือการรบ เพราะมันคือการฆ่าอยู่ฝ่ายเดียวโดยหมายจะล้างบางเป้าหมายให้สิ้นซาก
อลิซาเบธกวัดแกว่งหอกของเธอ ฉีกขยี้ร่างของเหล่าทหารกลายเป็นเศษเนื้อปลิวกระจายไปเต็มท้องฟ้า เหตุที่ทำให้อลิซาเบธใช้ Fall of Troll เป็นไม้ตายของตัวเอง ไม่ใช่เพราะมันจะทำให้เธอได้เปรียบเรื่องสกิล แต่
สำหรับตัวเธอแล้ว ถ้าสู้กับแบบไม่มีสกิล เธอแทบจะไม่มีทางแพ้ใครได้ เนื่องจากค่าพลังพื้นฐานของเธอมันสูงจนผิดปกติ แถมไม่ได้สูงแค่ค่าใดค่าหนึ่ง ทั้งพลังโจมตี ป้องกัน ความเร็ว กระทั่งเวทมนต์ เธอก็อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของผู้กล้าซะอีก เหตุผลนั้นมาจากอาชีพหนึ่งที่เธอมี
Pedigree of king (สายเลือดขัตติย)
อาชีพนี้เป็นอาชีพประเภทสายเลือดเผ่าพันธุ์ เช่นเดียวกับอาชีพแวมไพร์ของพวกฟราน และมันส่งผลให้ค่าพลังของเธอสูงจนอยู่จุดสูงสุดของเผ่ามนุษย์ ซึ่งมุเอมะเรียกมันว่า ‘พลังบ้าเหนือมนุษย์ของยัยผู้หญิงไร้ยางอาย’
มุเอมะเคยพูดไว้ว่า ถ้าสู้กับตรงๆ กับอลิซาเบธ คงไม่พ้นตกตายตามกันแน่ๆ แต่ที่เธอชนะมาได้ เพราะเธอมีการเตรียมพร้อมและรู้ความสามารถของอลิซาเบธมาก่อน การเตรียมพร้อมที่ว่าก็คือ การใช้อาวุธกับไอเท็มเพิ่มพลังให้กับตัวเอง รวมถึงการใช้กับดักต่างๆ เพื่อ
เล่นงานลดถอนพลังของอีกฝ่ายไปด้วย นอกจากนี้ยังเรียนพวกสกิลที่มีค่าคลูดาวน์ที่น้อย เพื่อใช้รับมือกับ Fall of Troll โดยเฉพาะ ถ้าไม่ทำขนาดนี้ล่ะก็ไม่มีทางเอาอลิซาเบธลงได้ ไม่สิ ขนาดนั้นแล้วครั้งล่าสุดเธอก็รอดไปได้
ระดับมุเอมะยังบอกแบบนั้น แล้วกลับมนุษย์ที่อยู่ในเผ่าพันธุ์เดียวกับอลิซาเบธล่ะ...สภาพก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
“หนีเร็ว! ยัยนี้มันเป็นอสูรกาย!”
“สัตว์ประหลาดโรคจิต!”
“สัตว์กินเนื้อบุกแล้ว!”
พอได้ยินคำตะโกนด่า บนขมับของอธิซาเบธก็มีเส้นเลือดปูดขึ้นมา
“ว่าใครเป็นอสูรกายย่ะ! แล้วใคร ไหนไอ้หน้ามันเรียกฉันว่าสัตว์กินเนื้อ!”
อลิซาเบธตะโกนถามอย่างดุดัน พลางลุกไล่เข่นฆ่าด้วยความโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม จริงๆ แล้ว ไม่ได้โหดหรอก
เธอแค่เหวี่ยงหอกเพื่อปัดพวกที่ขวางทางออกไป เพียงแต่ค่าพลังมันต่างกันเกินไป หอกของเธอเลยฉีกร่างของพวกมันจนแหลกแทน
แถมอลิซาเบธไม่รู้ตัวด้วยว่า ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน เหตุเพราะเธอมีสกิลอันหนึ่ง ที่ได้รับมาจากเวเนซ่า เอ่อ ต้องบอกว่ายัดเยียดให้มาแบบที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซํ้า สกิลที่ว่าก็คือ Pride
เวเนซ่าวางแผนจะยัดสกิลนี้ให้กับอลิซาเบธทันที เมื่อรู้ว่าเธอกลายมาเป็นคนของผมไปแล้ว เหตุเพราะ Pride นั้นเหมาะกับอลิซาเบธมาก โดยสกิลนี้จะทำงานแบบแปลกๆ และการแสดงก็แปลกยิ่งกว่า แต่คำว่าแปลกนั้นก็เหมาะกับอลิซาเบธจริงๆ
Pride นั้นเป็นสกิลเดียวที่แถมมาให้ ตอนที่เวเนซ่าได้รับสกิลมารแห่งความเย่อหยิ่งมา นอกจากความสามารถในการสร้างสกิลเอง โดยสกิล Pride เวเนซ่าไม่สามารถใช้ได้ เธอทำได้เพียงแค่ยกมันให้คนอื่น แต่เธอจะได้รับข้อดีเมื่อส่งผ่านมันไปให้คนอื่น
เมื่อเวเนซ่าตายหรือถูกทำลาย ขโมย แย่งชิง หรืออะไรก็ตามที่เป็นเหตุให้สกิลของเธอหายไป สกิลทั้งหมดของเธอก็ถูกโอนไปหาผู้ที่มี Pride ติดตัวอยู่ทันที นั้นเลยเห็นเหตุที่เธอเลือกอลิซาเบธ เพราะเธอคนนี้มันถึกตายยากแถมโง่ด้วย ถึงจะได้รับโอนสกิลไปก็ไม่รู้ตัว และเวเนซ่าสามารถเรียกสกิลตัวเองกลับคืนมาเมื่อไรก็ได้
เรียกได้ว่าอลิซาเบธถูกใช้เป็นที่แบ็คอัพสกิลของเวเนซ่าไปแล้ว แต่ใช่ว่าอลิซาเบธจะไม่ได้รับข้อดีจากสกิลนี้เลย
เพราะ Pride จะช่วยเพิ่มค่าพลังให้กับอลิซาเบธอย่างมหาศาล แต่มันจะแสดงผลก็ต่อเมื่ออลิซาเบธมีความภูมิใจในการต่อสู้ โดยค่าที่เพิ่มขึ้นมาจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ความยโสโอหังของเธอเอง ซึ่งจุดนี้เวเนซ่าคิดว่าคงไม่มีใครมีสิ่งนี้มากไปกว่าอลิซาเบธแล้ว ถึงมันจะทำงานแบบแปลกๆ อย่างที่ว่า แต่เพราะแบบนี้ล่ะมันถึงได้เหมาะกับอลิซาเบธมาก และอย่างที่ว่าไป...จนถึงตอนนี้เจ้าตัวก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย เธอไม่เคย
เช็คดูค่าพลังหรือสกิลตัวเองเลยด้วยซํ้า ฉะนั้นพวกทหารที่ถูกอลิซาเบธฆ่าตายไปนั้น ช่างน่าสงสารจริงๆ
“พวกแกรีบๆ ส่งแม่ทัพออกมาสักทีสิ! หรืออยากจะตายกันหมดนี้!”
อลิซาเบธร้องท้า เพราะเธออยากจะสู้กับคนที่เก่งที่สุดของอีกฝ่าย โดยหาไม่รู้ไหมว่า แม่ทัพที่ว่าโดนเธอผ่าร่างขาดเป็นสองฉีก และโดนทิ้งศพที่ดูน่าสะพรึงนั้นไว้ข้างหลังแล้ว
พวกทหารของป้อมราเซเวียสต่างวิ่งตายกันอลม่าน หลังจากเห็นพวกพ้องตายลงอย่างไร้ค่า ภายใต้คมหอกของสัตว์ประหลาดตัวนี้ แต่เพราะการหนีแบบไร้ระเบียบ ทำให้พวกมันถูกทหารของทัพพันธมิตรของกรอซ่า ซึ่งล้อมกรอบไว้ตั้งแต่แรกแล้วสังหารหรือจับกุมตัวเอาไว้ ทหารกว่าสี่พัน เหลือรอดในฐานะเชลยศึกแค่ 900 กว่าคน ส่วนที่เหลือถูกสังหารเรียบ
มีเพียงไม่ถึงสิบคนที่ตะเกียดตะกายจนหนีรอไปได้ แต่พอกลับไปถึงป้อมราเซเวียส พวกมันก็พบว่าป้อมถูก
ยึดไปแล้ว เพราะธงที่อยู่บนกำแพง ถูกเปลี่ยนเป็นธงของสามเมืองคือกรอซ่า วิลเฟนเฮ และซาโร ไม่ใช่ธงของประเทศเลนคานที่อยู่คู่กับธงกองทัพแล้ว และหลังจากนั้นพวกมันก็ยอมจำนนแต่โดยดี
กองทัพผสมถูกถล่ม ป้อมราเซเวียสถูกยึด ข่าวร้ายทั้งสองข่าวนี้ ไปถึงหูพระราชาพร้อมกันๆ เล่นเอาพระราชาถึงกับกระอักเลือดออกมา แต่นั้นยังไม่เท่ากับตอนที่ได้ยินข่าว เรื่องที่กรอซ่า วิลเฟนเฮ และซาโร ประกาศจับมือกันและแยกตัวอย่างเป็นทางการ นั้นทำให้พระราชาของเลนคานแทบเสียสติไปเลย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ