ตอนที่ 96 จอมมารผงาด
ตอนที่ 96 จอมมารผงาด
“ท่านจอมมารคะ ฉันมีเรื่องจะขอร้อง”
ระหว่างที่ผมคิดจะทำอย่างไงดีกับอลิซาเบธ
ทางมุเอมะก็พูดขึ้นมาซะก่อน
“ว่ามาสิ”
“ช่วยเอาเธอคนนี้เข้าฮาเร็มด้วยค่ะ”
“หา!!!”
ที่ร้องน่ะไม่ใช่แค่ผมนะ แต่เป็นอลิซาเบธด้วย
“ทำไมข้าต้องยอมเป็นผู้หญิงของจอมมารด้วย ข้าไม่ยอมซะล่ะ!”
อลิซาเบธจับทวนที่เป็นอาวุธของเธอขึ้นมา พร้อมกับแทงมันใส่ผมทันที
แต่ผมก็ยืนรับการโจมตีนั้นตรงๆ คือที่ไม่หลบหรือตั้งรับ เพราะตกใจที่มุเอมะขอน่ะ
แต่ผมก็รู้สภาพของอลิซาเบธดี ว่าเธอไม่เหลือแรงพอจะทำ
อันตรายอะไรผมได้แล้ว ทวนที่แทงใส่เลยไม่ได้สะกิดแม้แต่น้อย
เลยเป็นฝ่ายอลิซาเบธที่ทำหน้าตื่นตกใจซะแทน
เพราะถึงเธอจะอ่อนแรงลงแค่ไหน แต่แล่นโจมตีไม่เข้าเลยแบบนี้
แปลว่าพลังของจอมมารต้องมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย
“เอ่อ นั้นสิ ถามได้ไหมว่าทำไม”
ผมว่าคำถามของอลิซาเบธเข้าท่าดีทีเดียว เลยถามคล้ายๆ กันไป
“เหตุผลหลักๆ คือ อยากแกล้งเธอค่ะ”
“แกล้งเนี่ยนะ”
“ค่ะ ก็เธอทำกับฉับและท่านจอมมารคนก่อนไว้เยอะ
เลยต้องมีการเอาคืนกันบ้าง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ต้องให้มาเข้าฮาเร็มล่ะ”
“เพราะเธอเป็นพวกหยิ่งยโสค่ะ การต้องมาตกหลุมรักจอมมาร คงทำให้เธอสับสนและปวดใจมากแน่ๆ
แค่คิดว่าจะได้เห็นใบหน้าของเธอตอนเสียความบริสุทธิ์ให้กับท่านจอมมารแล้ว
ฉันก็เนื้อตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นแล้วค่ะ”
“เธอเนี่ยนะแล้วเหตุผลรองลงมาล่ะ”
ผมถามต่อโดยทำเป็นไม่สนใจอลิซาเบธที่โกรธจัดจนหน้าแดง
และยังใช้ทวนจิ้มผมไม่เลิก
“เพราะเธอเก่งค่ะ
ฉันรู้ว่าท่านโร…ท่านจอมมารไม่คิดจะฆ่าเธออยู่แล้ว
เลยคิดว่าถ้าเอามาเป็นพวกได้น่าจะดีกว่า และเพราะเธอเป็นผู้หญิง
ถ้าเป็นท่านจอมมารต้องสยบและทำให้เธอเชื่อฟังได้แน่ๆ”
ก็จริงของมุเอมะ ถ้าใช้มารราคะก็สามารถทำให้อลิซาเบธหลงเสน่ห์
แบบโงหัวไม่ขึ้นได้ แต่ผมไม่ชอบวิธีนั้นสักนิด ทว่าจะให้สยบคนที่เป็นศัตรู
และชิงเอาหัวใจมาให้ได้เนี่ย มันไม่ง่ายเลย
เอาเป็นว่าผมเห็นด้วยกับมุเอมะแต่ขอลองใช้วิธีของตัวเองดีกว่า
จะสำเร็จหรือไม่ค่อยว่ากัน
“เข้าใจล่ะ แต่ไว้ค่อยจัดการหลังเสร็จเรื่องแล้ว
ตอนนี้ข้าจะไปหากองทัพของสมาพันธรัฐสักหน่อย”
“ให้เตรียมกองทัพปีศาจเลยไหมคะ”
“ไม่ ข้าจะไปคนเดียว”
“รับทราบค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะ”
“เดี๋ยวสิ! ใครใช้ให้พวกแกตัดสินใจกันเองหมดแบบนี้
ข้าไม่ยอมเด็ดขาด”
“แล้วใครใช้ให้เธอมาหาเรื่องพวกเราก่อนล่ะ ตอนนี้น่ะอยู่เงียบๆ
ไปก่อน”
ผมบอกพร้อมกับใช้นิ้วดีดไปที่หน้ากากกว้างๆ ของอลิซาเบธ
แต่ไม่ใช่แค่ดีดเปล่าๆ แต่ผมปรับค่าความหื่นของเธอด้วย
อลิซาเบธต้องอี๋แล้วรีบหนีบขาทันที
สภาพเธอตอนนี้เหมือนพึ่งโดนอัดยาปลุกเซ็กส์เกินขนาดไป
เลยยืนไม่อยู่ต้องทรงลงไปหอบหายใจถี่ๆ ที่พื้น ตอนนี้ถึงจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ก็ไม่มีแรงขัดขืนอะไรได้แล้วล่ะ
“รู้นะต้องทำอย่างไงกับพวกนักโทษ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะท่านจอมมาร ฉันเข้าใจความคิดของท่านดี”
มีมุเอมะอยู่ด้วยนี้สบายจริงๆ ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มาก
เธอก็เข้าใจความต้องการของผมได้แล้ว แบบนี้ทำให้ผมทำงานของผมได้สะดวกขึ้นเยอะ
ผมเลยลอยขึ้นมาด้วยพลังของจอมมาร
และบินตรงไปทางเขตชายแดนที่ติดกับสมาพันธรัฐคิน ด้วยความสูงระดับนี้ทำให้ผมเห็นได้ดีกว่าใช้เรดาร์ซะอีก
ไม่ถึงสิบนาที ผมก็เจอกองทัพของสมาพันธรัฐแล้ว
ดูด้วยตากะแล้วน่าจะมีกันสองถึงสามหมื่นคน เป็นกองทัพใหญ่ทีเดียว
คงกะขนมาถล่มให้รู้เรื่องกันไปเลย
พวกเขายังไม่รู้ถึงการมาของจอมมาร
ผมเลยหยิบดาบเจ็ดปลายของชินกุขึ้นมา และปาออกไป โดยเล็งให้มันปักลงบนพื้นตรงหน้าหัวแถวของขบวนพอดี
แถวหน้าพากันตกใจและหยุดเดินทันที
ทำให้คนข้างหลังเกือบจะผลักและเหยียบกันตาย แต่ดูเหมือนจะเป็น
กองทัพที่ถูกฝึกมาดี มีความเป็นระเบียบสูงมาก
เลยไม่มีเหตุการณ์อย่างที่ว่าเกิดขึ้น
“นี้มันดาบของท่านชินกุ!”
พวกนั้นรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าการที่ดาบของชินกุมาอยู่ตรงหน้านั้น
หมายความว่าอย่างไง
ผมลอยตัวลงไปที่พื้น
หยุดอยู่ห่างกองทัพของพวกสมาพันธรัฐประมาณร้อยเมตร แต่ถึงจะระยะไกลก็ไม่มีปัญหา
ด้วยเสียงของจอมมาร ต่อให้อยู่ไกลไปเป็นกิโลก็ได้ยินกันหมด
“พวกผู้กล้าวีรชนของพวกเจ้าได้พ่ายแพ้หมดแล้ว”
เสียงที่ทั้งน่ากลัวและทรงอำนาจ ทำให้พวกทหารพากันสั่นผวา
แต่ก็ยังไม่มีใครแตกแถวออกมา ไม่เลวเลย
“จงกลับไปซะ ที่นี้ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าจะต้องมาตาย”
ผมเปิดโอกาสให้ถอย แต่ก็รู้ว่าเสียแรงเปล่า พวกนี้ไม่ยอมถอยแน่
และก็อย่างที่คิด พวกทหารไม่ยอมถอยจริงๆ แต่เปิดแถวตรงกลางออก
ให้มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งออกมา
แค่เห็นไกลๆ ก็รู้ล่ะว่าต้องเป็นปาร์ตี้ผู้กล้าแน่ๆ
ผมเลยใช้ตรวจสอบดู เลเวลโดยเฉลี่ยอยู่ที่เก้าสิบเอง ถ้าไม่ใช่ระดับผู้กล้าวีรชนนี้
สงสัยจะทะลุขึ้นหลักร้อยกันลำบากล่ะมั่ง แต่พวกนี้ก็ไม่ได้ดูอ่อนด้อยอะไรเลย
กลับดูเป็นกลุ่มผู้กล้ามากประสบการณ์ ใช่ ดูเข้าท่ากว่าพวกชินกุซะอีก
เพราะพวกนี้ต้องสู้กับมอนสเตอร์มาเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มเลเวลให้ตัวเอง
ประสบการณ์การต่อสู้เลยสูงกว่าอยู่แล้ว
ปาร์ตี้ผู้กล้าแบ่งออกเป็นสามทีม ทีมหนึ่งมี 6-7 คน
ยืนกระจายตัวล้อมผมเอาไว้
“ก่อนจะเปิดฉากละเลงเลือดกัน ช่วยฟังข้าก่อนนะ อย่างแรก
เงื่อนไขให้ถอยทัพยังมีให้อยู่เสมอ อย่างที่สอง
ข้าพร้อมจะเปิดการเจรจาพูดคุยด้วยคำพูด แบบผู้เจริญแล้วทุกเมื่อ และอย่างสุดท้าย
ก่อนที่พวกเจ้าคิดจะตัดสินใจลงมือต่อสู้กับข้า โปรดช่วยดูสิ่งนี้ให้ชัดๆ ด้วย”
ผมหยิบดาบศิลาเย็นออกมา แต่ก็ไม่ลืมใช้ผ้าพันคอสารพัดนึก
เปลี่ยนมันให้ดูเป็นดาบที่ดูน่ากลัวเวอร์ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวตอนผมกลับไปเป็นนักผจญภัย
แล้วมีใครเห็นผมใช้ดาบศิลาเย็น มีหวังเป็นเรื่องแน่
แล้วผมก็ใช้สกิล Dissect Earth ซึ่งเป็นสกิลของอาวุธออกมา จริงๆ
ความตั้งใจของผม คือแค่จะขู่ให้กลัว ด้วยการใช้สกิลนี้ผ่าพื้นให้เกิดรอยแยกใหญ่ๆ
แต่ความรุนแรงของสกิลนี้ บวกกับสกิลเพิ่มความสามารถของจอมมาร
มันเลยไม่ใช่แค่สร้างรอยแยก แต่มันยังผ่า
ภูเขาทั้งลูกจนขาดเป็นสองท่อน ตามรอยแยกก็มีลาวาปะทุขึ้นมา กระทั่งท้องฟ้ายังโดนกรีดผ่าเป็นรอย
ชั้นบรรยากาศถูกผ่าจนมวลอากาศเย็นถูกดูดเข้ามา
ก่อให้เกิดดินฟ้าอากาศที่แปรป่วนสร้างพายุหมุนขึ้นมาหลายลูก
กว่าครึ่งที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็พากันหมดแรงจะถืออาวุธจนทำมันหลุดมือ เสียงอาวุธหล่นกระทบพื้นดังไปทั่ว
แม้แต่ในกลุ่มผู้กล้ายังมีคนทำอาวุธหลุดมือเลย
“ยะ อย่างที่เห็น ถ้าข้าเอาจริงขึ้นมา พวกเจ้าไม่มีทางรอดแน่
คิดจะกลับไปทบทวนดูใหม่แล้วหรือยัง”
ผมตกใจแทบแย่! นี้มันรุนแรงกว่าที่คิดไว้มากเลย แต่มันได้ผล
พวกผู้กล้าซึ่งเป็นล้วนแต่เป็นผู้นำในกองทัพ ตอนนี้ต่างหันหน้ามามองกัน ก่อนจะพากันลดอาวุธและส่งตัวแทนเข้ามาคุยกับผม
“พวกเรายอมรับเงื่อนไขการถอยทัพ ได้โปรดอย่าทำร้ายคนของเรา”
“ข้าให้สัญญา จะไม่มีเลือดของพวกพ้องเจ้าหยดลงบนแผ่นดินนี้”
เมื่อผมให้คำมั่นไป ผู้กล้าก็หันไปทางกองทหาร
และยกมือขึ้นให้สัญญาณถอยทัพกลับ
แต่นี้เป็นโอกาสที่ดี ผมไม่ค่อยปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดมือไป
“ส่วนพวกท่าน ข้าขอเชิญไปปราสาทจอมมารด้วยกัน
จะให้เกียรติ์ข้าได้ไหม”
แน่นอนว่าพวกผู้กล้านอกจากกลัวแล้ว ยังคิดว่าผมจะหลอกไปฆ่า
เลยไม่มีใครยอมรับคำออกมา
“อย่ากลัวไป ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไร แค่อยากจะชวนไปเลี้ยงอาหารสักมื้อ
และพูดคุยทำความเข้าใจกันสักหน่อย แถมการที่สั่งถอยทัพไปแบบนี้
พวกท่านเองก็คงต้องโดนคาดโทษตอนกลับไปใช่ไหม ไม่สู้นำข้อมูลกลับไปด้วย
เพื่อเป็นการชดเชยความผิดล่ะ”
คำพูดของผมเริ่มทำให้พวกเขาสนใจขึ้นมา
ถึงจะยังกลัวว่าผมจะมีลูกไม้อะไร แต่การได้ไปสำรวจปราสาทจอมมารด้วยตัวเอง
ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
“ตกลง พวกเราจะตามท่านไป”
“งั้นก็เข้ามาใกล้ๆ และช่วยจับมือกันเอาไว้ด้วยนะ”
พอเห็นว่าพร้อมแล้ว ผมก็ยื่นออกไปหาคนที่ดูจะเป็นหัวหน้า
ซึ่งเป็นชายหนุ่มใส่เกราะสีขาว ดูเป็นคนตรงไปตรงมาและกล้าหาญดี เพราะเขายื่นมือมาจับแบบไม่ลังเลเลย
แล้วผมก็คณะผู้กล้ามายังปราสาทจอมมาร
โดยครั้งนี้ผมได้วางเดิมพันลงไปสูงมาก
ที่แน่ๆ เลยนี้เรียกว่าการชักศึกเข้าบ้านเห็นๆ
ถ้าพวกผู้กล้าเปิดฉากโจมตีขึ้นมา ผมต้องเสียหายหนักแน่ ถึงจะมีหน่วยต่อต้าน
ที่ผมบอกให้มุเอมะสร้างขึ้นมา โดยนำเอาปีศาจหลายๆ เผ่ามารวมกันในหน่วยเดียว
เพื่ออุดจุดอ่อนซึ่งกันและกัน เหมือนปาร์ตี้ผู้กล้านั้นแหละ
และยังให้ฝึกซ้อมร่วมกันจนเข้าขา ตอนนี้พูดได้เลย ต่อให้เป็นผู้กล้า 22
คนที่อยู่ที่นี้ตอนนี้ เพียงแค่หน่วยต่อต้านหน่วยเดียว ก็เอาชนะพวกเขาได้แล้ว
ทว่าชนะก็ส่วนชนะ แต่ความเสียหายต้องเกิดขึ้นแน่ๆ
แต่ถ้าไม่ก้าวเดิน ก็ไม่มีวันจะไปถึง
และตอนนี้ถึงเวลาที่ผมต้องก้าวเดินแล้ว
แม้ผมจะต้องล้มและพบกับความเจ็บปวด แต่ผมก็ต้องเดิน
พวกปีศาจที่เห็นผมพาผู้กล้ากลับมาด้วย
ไม่ได้แสดงท่าทีแตกตื่นแต่อย่างใด สงสัยผมจะพาคนแปลกหน้ามาด้วยบ่อยเกินไปหน่อย
พวกนี้เลยเริ่มชินแล้ว
แต่ก็มาเข้าแถวแสดงความเคารพกันอยู่ดีแต่ดีอย่างที่จนถึงตอนนี้
พวกผู้กล้าไม่มีท่าทางจะใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
มุเอมะตามมาถึงช้าหน่อย
เพราะคงจัดการเรื่องนักโทษกับไปเปลี่ยนชุดมา
เธอถอดเกราะออกและกลับมาใส่ชุดกระโปรงที่สวยงาม
“ฉันสั่งให้คนจัดโต๊ะไว้แล้ว เชิญที่ห้องอาหารได้เลยค่ะ”
“อึก! ยังไม่ได้บอกสักคำ
รู้ได้อย่างไงว่าจะพาพวกนี้มาเลี้ยงมื้อเที่ยงน่ะ”
ผมสงสัยจริงๆ ทำไมมุเอมะรู้ที่ผมจะทำไปหมดทุกอย่างเลยล่ะ
“ต้องรู้สิคะ เพราะมุเอมะเฝ้ามองท่านจอมมารอยู่เสมอ
ท่านไม่ชอบการฆ่าฟันที่เปล่าประโยชน์
และไม่ยอมปล่อยทิ้งโอกาสที่ได้มาไปอย่างเสียเปล่า
การไปพบผู้กล้าและจบลงด้วยการเจรจาได้ ก็มีโอกาสมากที่ท่านจะพาพวกเขากลับมาด้วย
และการเจรจาบนโต๊ะอาหารเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”
“เชื่อเลย นี้เธอเข้าใจตัวเราได้ดีกว่าตัวเองซะอีก ยอมแพ้ๆ”
“ฮุๆๆ ก็เพราะเป็นท่านไงคะ”
มุเอมะยิ้มหวานให้ผม ก่อนจะหันไปทางพวกผู้กล้า
“เชิญตามมาเลยค่ะ”
มุเอมะเสนอนำทางเอง ซึ่งพวกผู้กล้าหลายคนออกอาการสั่น
เพราะที่อยู่ตรงหน้าคือมุเอมะ ปีศาจไร้พ่ายที่
ไม่เคยมีกองทัพใดเอาชัยจากเธอได้
เธอเป็นตำนานแห่งความไร้เทียมทานที่ยังมีชีวิต ทว่าก็มีอีกหลายคนโดยเฉพาะผู้ชายที่สั่นคนละแบบ
เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นมุเอมะ
ในสภาพที่ไม่ได้ใส่เกราะทั้งตัวเป็นหุ่นยนต์ ผมล่ะไม่แปลกใจเลย
ครั้งแรกที่ผมเห็นเธอก็อาการแบบเดียวกันนี้แหละ ความงามของมุเอมะใช่ธรรมดาที่ไหน
แต่จู่ๆ พ่อครัวประจำปราสาทก็วิ่งตรงหามาผม
พร้อมกับสไลด์ตัวคุกเข่ามาตามพื้น นี้ขนาดรีบๆ ยังไม่ลืมทำความเคารพสินะ
พ่อครัวประจำปราสาทเป็นมนุษย์จระเข้ตัวอ้วนใส่ชุดพ่อครัว
“ท่านโร…ท่านจอมมารครับ! อย่างไงก็ไม่ไหวครับผม”
“อะไรที่ไม่ไหว?”
“ก็ชูชิน่ะสิครับ อย่างไงพวกเราก็ปั้นได้ไม่เหมือนที่ท่านทำให้ดูเลย”
“ก็บอกแล้วมันต้องใช้เวลาฝึก
ที่สำคัญมือแบบนายมันไม่เหมาะจะปั้นชูชิด้วย
ไว้เดี๋ยวจะลองทำแม่พิมพ์แบบสำเร็จรูปให้ แค่ใส่ข้าวไปแล้วเคาะออกมาได้เลย”
“จริงเหรอครับท่าน!”
ผมกับพ่อครัวคุยกันแบบนี้ประจำ จนลืมไปว่ามีพวกผู้กล้าอยู่ด้วย
จนมุเอมะต้องกระแอ่มเตือน
“อะ อืม ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็กลับไปทำงานซะ”
“ครับท่านจอมมาร!”
แล้วพ่อครัวจระเข้ก็วิ่งตุบๆ จากไป แต่พวกผู้กล้าเนี่ยสิ
เริ่มซุบซิบกันแล้ว
“ตะกี้ฉันหูฟาดหรือเปล่า เขากำลังคุยกันเรื่องชูชิใช่ไหม?”
“ไม่ฟาดหรอกฉันก็ได้ยิน”
“ใช่ชูชิเดียวกับที่พวกเรากินหรือเปล่า”
“ไม่มั่ง อาจแค่ชื่อเหมือนกัน”
“แต่เขาบอกต้องปั้นด้วยนะ น่าจะอันเดียวกันแหละ”
ชิ้ง
แล้วสายตาก็พวกผู้กล้าก็รุมจ้องมาทางผม
แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่บอกอะไร ไว้ค่อยดูท่าทีกันไปก่อนดีกว่า
แต่ในกลุ่มผู้กล้าคนที่ดูเหมือนคนญี่ปุ่นก็มีอยู่เยอะพอสมควร ก็คนบ้านเกิดเดียวกันน่ะ
แค่มองหน้าแว่บเดียวก็รู้แล้ว
ระหว่างทางที่เดินไปห้องอาหาร พวกผู้กล้าก็มองไปรอบๆ อย่างสนใจ
เพราะมันต่างจากที่พวกเขาคิดเอาไว้ ที่นี้ไม่ได้มืดมิดอับชื้นหรือดูน่ากลัวเลย
ถ้าให้อธิบาย น่าจะเหมือนกับมหาวิทยาลัยล่ะมั่ง
เพราะพวกปีศาจจะเดินกันเป็นคู่ๆ หรือกลุ่มใหญ่
และถือหนังสือไม่ก็คุยปรึกษากันเรื่องต่างๆ
บางห้องก็เหมือนมีพวกนักวิทยาศาสตร์สติเฟือง รวมกลุ่มกันทดลองอะไรบางอย่างอยู่
เนื่องจากผมเน้นไปที่การพัฒนา ในปราสาทเลยมีกลิ่นอายแบบสถานศึกษา
มากกว่าป้อมทหารที่เต็มไปด้วยอาวุธและดูเคร่งครัด
ไม่อยากจะพูดเลย ว่าแค่ไม่กี่วันเนี่ย ก็มีพวกปีศาจที่ค้นพบตัวเอง
เลยกำเนิดพวกนักวิทยาศาสตร์เพี้ยนๆ ขึ้นมาเพียบ
อย่างตอนนี้ก็เริ่มมีผลงานออกมากันแล้ว เห็นแค่แว่บๆ
แต่คิดว่าน่าจะเป็นแท่นเทเลพอตนะ เป็น
อุปกรณ์เวทแบบใหม่ที่ถ้าทำออกมาเสร็จ สามารถปฏิวัติการคมนาคมได้เลย
“นี้ไม่เห็นเหมือนที่ได้ยินมาเลย”
ผมได้ยินผู้กล้าคนหนึ่งพูดออกมาแบบนั้น
ผมนี้ดีใจจนหุบยิ้มไม่อยู่เลย เพราะเรื่องภาพลักษณ์ก็สำคัญ
เผ่าปีศาจโดนใส่ร้ายและสร้างภาพแย่ๆ เอาไว้เยอะ
ถ้าลองแม้แต่ผู้กล้ายังเปลี่ยนมุมมองได้ คนอื่นก็น่าจะทำได้
“ค่อนข้างจะวุ่นวายกันสักหน่อย ต้องขออภัยด้วยนะคะ”
พอเจอมุเอมะหันมาขอโทษแบบมีมารยาทเช่นนี้
พวกผู้กล้าถึงกับรีบยกมือขึ้นมาโบกกันเป็นพลวัน
“ไม่หรอกครับๆ”
“ใช่ๆ”
พวกผู้ชายนี้เอาใหญ่เลย ส่วนห้องอาหารที่จะพาไป
เป็นส่วนที่พึ่งทำใหม่ ผมเองก็ยังไม่เคยไปเหมือนกัน ถึงว่ามุเอมะต้องมานำทางให้
แต่พอมาถึงแล้ว ผมก็ประหลาดใจพอๆ กับพวกผู้กล้าเลย
เพราะห้องอาหารแห่งนี้ถูกสร้างไว้ตรงระเบียงด้านนอกของปราสาท
เรียกว่ามันยื่นออกไปต่างหากเลยก็ได้ แถมถูกสร้างเป็นโดมกระจก
มองเห็นวิวได้รอบด้าน
ใกล้ๆ มีพวกลาเมียที่ใส่ผ้ากันเปื้อนแบบแม่บ้าน
กำลังนำอาหารมาจัดลงบนโต๊ะยาว
“เชิญค่ะทุกท่าน แล้วไม่ต้องกังวลน่ะคะ รับรองไม่มีพิษแน่”
ถึงมุเอมะจะยิ้มบอกไปแบบนั้น แต่ผมอ่านแววตาเธอออกเหมือนกัน
ใจจริงของเธอประมาณว่า กับพวกนี้
ไม่ต้องใช้พิษให้เปลื้องหรอก
มีปัญหาขึ้นมาซัดทีเดียวก็เรียบร้อยแล้ว
อาหารเองก็จัดออกมาได้ดี เป็นอาหารที่มีแบบหลายๆ จานให้เลือกได้
เพื่อคนที่ไม่ชอบอาหารบางอย่าง จะได้เลือกกินอย่างอื่นได้
แต่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นอาหารที่ดูคุ้นตาทุกคน ก็แน่ล่ะทั้งเฟรนฟราย
ทั้งไก่ย่างทั้งตัว ทั้งสลัดผัก ทั้งสปาเกตตี้ มันอาหารของโลกเก่าทั้งหมด
“อาหารพวกนี้มัน”
เริ่มมีคนตั้งสติได้ และพึมพำขณะมองมาทางผม
“อืม เป็นอาหารจากโลกเก่าไงล่ะ”
พอได้ยินผมตอบ
พวกผู้กล้าก็ลุกขึ้นมาแต่สิ่งที่พวกเขาคิดมันเชื่อได้ยาก เลยพากลับมานั่งลง
และเริ่มชิมอาหารกัน ผมไม่ห่วงเรื่องรสชาติหรอก เพราะอร่อยถูกปากทุกคนแน่
ตอนนี้พวกผู้กล้าทำหน้าปั้นยากกันหมด เรื่องอร่อยก็อร่อยอยู่แล้ว
แต่นั้นแหละปัญหา อาหารที่โลกนี้รสชาติจะจืดชืด ถึงจะทำให้ดูน่ากินอย่างไง
แต่ยังขาดเทคนิกการปรุงรสอยู่ เพราะแบบนั้นเลยทำให้พวกผู้กล้ามั่นใจ
ว่าอาหารพวกนี้ไม่ใช่แค่ทำมาเพื่อให้หน้าตาเหมือน แต่รสชาติมันคือของโลกเก่าจริงๆ
แต่ผมยังไม่รีบพูดถึงประเด็นนั้น เพราะความเชื่อใจมันสำคัญ
ถ้าพูดอะไรออกไปโดยที่อีกฝ่ายยังไม่เชื่อใจ จะพาลคิดว่าทุกอย่างเป็นกับดัก
หรือไม่ก็คิดว่าผมพยายามหลอกลวงอยู่ เพราะงั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ
คือทำให้พวกเขาวางใจในตัวผมก่อน อย่างน้อยก็ลดความคิดที่เป็นศัตรูกันลงสักหน่อย
ระหว่างมื้ออาหารผมยังไม่เป็นฝ่ายชวนเขาคุย
แต่เป็นฝ่ายรอตอบคำถามของอีกฝ่าย
“ผู้วีรชนทั้งสามยังมีชีวิตอยู่ แต่ข้าก็ไม่สามารถจะปล่อยไปได้
เพราะพวกเขามีพลังมากเกินไป ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาให้กับข้า แต่อย่าห่วง
เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว ข้าจะปล่อยพวกเขาไป”
ผมตอบเรื่องที่พวกเขาถามถึงผู้กล้าวีรชน แน่นอนว่าไม่มีโกหกสักคำ
แถมยังให้ดูภาพสดจากอุปกรณ์เวท โดยที่ทั้งสามถูกทำให้หลับ
และอยู่ในห้องพักสำหรับแขก ไม่ใช่คุก และแน่นอนว่าไม่มีคนคุมเพราะไม่จำเป็นสักนิด
ถึงตื่นขึ้นมาทั้งสามก็ไม่มีกระจิตกระใจจะหลบหนีอยู่ดี
พวกผู้กล้าดูจะพอใจในระดับหนึ่ง เลยถามผมเรื่องเป้าหมาย
ว่าทำไมเชิญพวกเขามากัน
“ถ้าข้าฆ่าพวกเจ้าหรือมนุษย์ในตอนนี้
มันจะทำให้แผนในอนาคตของข้าลำบาก เลยจะเชิญมาเจรจากันสักหน่อย”
“แผนอะไร? คงเป็นแผนร้ายครองโลกล่ะสิ
เผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะจอมมาร!”
“เอ่อ อย่ามโนไร้สาระ
ข้าไม่หาเรื่องให้ตัวเองลำบากโดยการเอาโลกมาแบกไว้บนบ่าหรอกนะ
ส่วนธาตุแท้ข้าจะแสดงออกก็ต่อเมื่ออยู่กับคนที่ข้ารักเท่านั้น”
ผมบอกขณะลูบหัวมุเอมะไปด้วย เธอหลับตาพริ่มและยิ้มไม่หุบ
“กลับเข้าเรื่องเถอะ ที่ข้าอยากจะเจรจากับพวกเจ้า คือการลงนามสนธิสัญญาสงบศึกเป็นเวลาหนึ่งปี”
“สนธิสัญญาสงบศึก!”
คำๆ นี้ถ้าเป็นคนของโลกนี้คงไม่รู้จักแน่
แต่สำหรับพวกผู้กล้าต้องรู้จักอยู่แล้ว สีหน้าพวกเขาคงแปลกใจมากกว่า
ที่จอมมารทำไมรู้จักคำนี้เหมือนกัน
“เดี๋ยวก่อน ทำไมแค่หนึ่งปี
หรือคิดจะถ่วงเวลารอขุนพลปีศาจคืนชีพขึ้นมา
แล้วค่อยบุกถล่มพวกเราในทีเดียวเลยใช่ไหม”
ผู้กล้าสาวคนหนึ่งลุกขึ้นพร้อมกับทุบโต๊ะดังปัง
“เอาตามตรงนะ ถ้าจะบุกถล่มพวกเจ้านะ
ไม่ต้องรอขุนพลปีศาจฟื้นขึ้นมาหรอก แค่ตอนนี้ข้าคนเดียวก็ทำลายล้างโลกนี้ได้แล้ว
แต่ที่ไม่ทำเพราะมันไม่ใช่เป้าหมายของข้า”
ผมไม่ได้ขู่ แต่มันคือเรื่องจริง พลังของจอมมารเท่าที่ผมดู
ถ้าปล่อยพลังทั้งหมดออกมาจริงๆ แค่สิบนาทีก็พอแล้วมั่งที่จะล้างโลก
ส่วนพวกผู้กล้าเองก็ไม่กล้าเถียงออกมา เพราะความหวังเดียวของพวกเขาอย่าง
ผู้กล้าวีรชน ก็โดนผมปราบหมดแล้ว
“และถึงจะเป็นเรื่องทำร้ายจิตใจของพวกเจ้า แต่ความจริงก็คือ
ถึงพวกเจ้าจะใช้เวลาอีกสักสิบหรือยี่สิบปี
ก็ยังไม่มีทางที่จะมีพลังพอจะสู้กับข้าหรือมุเอมะได้
“ถ้างั้น ทำไมถึงยังต้องรอเวลาอีกล่ะ ถ้ามีพลังอย่างนั้น”
“ก็เพราะ ในหนึ่งปีนี้ ข้าจะสร้างความมั่นคงให้กับเผ่าปีศาจ
มั่นคงขนาดที่ไม่ต้องไปรุกรานใคร ไม่ต้องต่อสู้ด้วยกองทัพทหาร
แต่พวกข้าจะต่อสู้ด้วยการค้าและเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ
ข้าจะตั้งประเทศของปีศาจขึ้นมา เพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย
รวมถึงพวกเผ่าปีศาจของข้าด้วย”
คำประกาศของจอมมารได้เปลี่ยนโลกในพริบตา
แม้จะเป็นเรื่องราวบนโต๊ะอาหาร แต่หลังจากนี้อีกไม่ถึงปี
โลกก็ต้องถูกพลิกโฉมด้วยการค้าทั้งหมด
จนต้องมีนักประวัติศาสตร์มาตามเก็บรายละเอียดของช่วงเวลานี้ไว้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น