ตอนที่ 124 ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง
ตอนที่ 124 ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง
วันแรกผ่านพ้นไปด้วยดี ถึงจะติดขัดเรื่องการลองรับแขกที่มาทานอาหาร
แต่หลังเที่ยงคืนไป จำนวนก็ลดลงจนกลับมาควบคุมได้
แต่เชื่อได้ว่าในวันพรุ่งนี้จะต้องมีคลื่นมหาชนมาถล่มอีกแน่ๆ
ผมเลยเรียกพนักงานมาประชุมตั้งแต่เช้ามืดโดยปล่อยให้พวกเขาปรึกษากันเอง
“ตอนนี้พวกเรามีปัญหาเรื่องการลองรับลูกค้าที่มาทานอาหาร
ยิ่งในช่วงเย็นคนจะเยอะมากค่ะ”
“พวกโต๊ะกับเก้าอี้ ไปถามมาทุกร้านแล้ว ไม่มีร้านไหนเหลือเลย”
“ตอนนี้ให้พวกคุณไรโมดอลช่วยกันสร้างให้อยู่
แต่คงได้เพิ่มมาไม่กี่ตัวหรอกน่อ”
“วัตถุดิบก็เริ่มขาดตลาดแล้วเหมือนกัน โดยเฉพาะเครื่องปรุงครับ”
“คนเยอะเกินไปแล้วก๊าบ ควบคุมลำบากก๊าบ”
“ย แย่แล้วๆ ลูกค้าเริ่มมารอกินมื้อเช้าแล้วล่ะ!”
บรรยากาศชวนอึดอัดน่าดู แต่นี้ล่ะบททดสอบของการทำธุรกิจ
มันจะมีปัญหามาให้ตลอด แต่ผมไม่ได้ซีเรียสอะไรหรอก ปัญหานี้จะแก้ได้ไม่ได้
กิจการก็ยังจะดำเนินต่อไปอยู่ดี แต่ผมอยากจะฝึกให้พนักงานทุกคนสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีความกดดันได้
เพื่อที่พวกเขาจะได้บริหารงานที่นี้กันได้เอง ถึงแม้จะไม่มีผมอยู่ด้วย
“…บุฟเฟ่”
“อะไรน่ะ”
ทุกคนหันไปมองแม่ครัวตัวจิ๋ว
ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเด็กสาวที่เป็นคนครัว
“บุฟเฟ่แบบยืนกินที่นายท่านเคยบอกไงคะ
แบบนี้เราก็ไม่ต้องใช้โต๊ะกับเก้าอี้ แต่ให้แขกยืน
รับประทานได้ แถมเมนูอาหารก็ยังใช้ได้หลากหลายด้วยค่ะ”
“จริงด้วย!”
“รีบไปเตรียมการเลย แจ้งให้แขกที่มารอทราบด้วยนะ!”
“เรื่องจัดโต๊ะให้แผนกแม่บ้านของเราจัดการเอง”
“งั้นแยกย้ายกันเถอะ พวกเรามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว”
พอตกลงกันได้ ทุกคนก็รีบแยกย้ายกันไปทำงานต่อทันที
แต่ผมก็ลุกขึ้นและปรบมือให้ ไม่ใช่แค่ผม แต่พวกสาวๆ ที่นั่งฟังอยู่ด้วย
ก็พากันปรบมือให้
“แก้ปัญหากันได้ดีมาก โดยเฉพาะเธอ”
ผมเดินไปลูบหัวแม่ครัวตัวน้อย
ซึ่งเป็นคนที่คิดเรื่องบุฟเฟ่ออกเป็นคนแรก
“ข ขอบคุณค่ะ”
เธอเขินจนแทบจะมุดเข้าไปในหมวกแล้ว
“จำไว้นะทุกคน เมื่อใดที่เจอปัญหา ก็ให้มาช่วยกันคิดหาทางออกแบบนี้
ลำพังเราคนเดียวอาจจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าหลายคนช่วยกันคิด ก็จะหาคำตอบเจอเอง
เอาล่ะ ไปลุยกันต่อได้แล้ว”
“ครับ/ค่ะ/ก๊าบ!”
เสียงขานรับดังกระหึมไปทั้งห้อง
พอหลังจากทุกคนออกไปแล้ว พวกผมก็มาเปิดประชุดโต๊ะเล็กกันต่อ
“ถึงจะแก้ปัญหาได้แล้ว
แต่มีแนวโน้มว่าลูกค้าจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ”
อาเดไลท์ชี้ตรงประเด็น
“ขนาดมีพวกที่ยอมมายืนรอเลยนะ เรื่องที่คิดว่าเดี๋ยวพอนานๆ
ไปคนจะลดไปเอง เลิกคิดได้เลย”
ดาเซสบอกด้วยความรู้สึกกลัว
เพราะเธอไม่เคยเห็นคนนับพันมายืนต่อแถวแบบนี้มาก่อน
“ที่สำคัญพวกพนักงานจะหมดแรงซะก่อนนะคะ
ต้องรับลูกค้าจำนวนมากแบบนี้ทุกวัน”
มิรินก็ออกอาการเป็นห่วง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หลายๆ
คนกังวลอยู่ไม่ใช่น้อย
“ผมเข้าใจเรื่องที่ทุกคนเป็นห่วงแล้วล่ะ แต่สบายใจได้
ภายในวันนี้ทุกอย่างจะลงตัวเอง”
ผมบอกไปอย่างมั่นใจ
“เอ๋? หรือว่าโรมะมีวิธีจัดการเหรอ”
อาเดไลท์ทำหน้าประหลาดใจ
เพราะตั้งแต่เมื่อวานผมก็อยู่แต่ในเขตโรงแรม ไม่น่าจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้
“ไม่หรอก ไม่เรียกว่าวิธีจัดการ แต่ทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแบบนั้น”
“พูดวกไปวนมาอีกแล้ว รีบๆ อธิบายมาสักทีค่ะ”
เมยอาบ่นใส่จนได้ ผมถอนหายใจทีหนึ่ง ก่อนจะอธิบายให้ฟัง
“จำนวนของลูกค้าน่ะ ไม่มีทางมากไปกว่าเมื่อวานนี้แล้วล่ะ
เพราะมันคือลิมิตของแท่นวาปร์ ที่
สำคัญเมื่อวานเพราะลูกค้าอัดมาแต่ช่วงเวลาเดียวพร้อมกัน มันเลยดูเหมือนคนเยอะจนรับไม่ไหว
แต่เดี๋ยววันนี้ ลูกค้าจะทยอยกันมาเป็นช่วงๆ พอถึงช่วงเย็น
คนก็จะลงกว่าเมื่อวานเอง”
“แบบนี้เอง แต่เดี๋ยวนะ ถ้าแบบนั้นจะไม่แน่นทั้งสามช่วงเลยเหรอ
บางคนก็กะมากินทั้งสามมื้ออยู่แล้วใช่ไหม โดยเฉพาะนักผจญภัย”
อาเดไลท์มองภาพรวมได้เร็วจริงๆ
“เรื่องนั้นก็คิดไว้เหมือนกัน แต่ไม่สาหัสเท่าเมื่อวานหรอก
เพราะลูกค้าเก่าจะเริ่มรู้แล้วว่าคนเยอะ บางคนน่าจะเลือกมากินเร็วขึ้น
หรือรอให้คนน้อยลงแล้วค่อยเข้ามา
แต่อย่างไงผมก็พลาดตรงที่คำนวณจำนวนคนที่มาผิดไปเยอะ
อย่างไงก็ต้องขยายพื้นที่ร้านอาหารออกอีก อย่างน้อยต้องรับให้ได้ 7000-8000 คน
ส่วนพนักงานคิดว่าน่าจะเพียงพอ เพราะขนาดผ่านช่วงหนักสุดมาแล้ว
ทุกคนยังดูไหวอยู่ แต่คนครัวคงต้องใช้วิธีหมุนกะให้เร็วขึ้น เปลี่ยนจาก 8
ชั่วโมงให้เหลือ 3 ชั่วโมงแทน”
“แต่เป็นจำนวนคนที่เหลือเชื่อจริงๆ นะคะ
หนูไม่เคยเห็นคนเยอะแบบนนี้มาก่อนเลย”
ฟรานเองเมื่อวานแอบหลบมุมทั้งวัน เพราะเธอไม่ค่อยชอบที่คนเยอะๆ
แบบนั้น
“ใช่เยอะจนผิดคาด
แต่เพราะแบบนี้ล่ะซารีคงจะเริ่มจัดการอะไรบางอย่างแล้ว”
“เอ๋? หัวหน้าซารีมาเกี่ยวอะไรด้วยคะ”
มอเรียเอียงคอสงสัย
“ก็แท่นวาปร์มันมีลิมิตใช้งานใช่ไหมล่ะ แต่คนที่มากินน่ะ
มีนักผจญภัยไม่ถึงครึ่งเลย ส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองซะมากกว่า
แบบนี้นักผจญภัยจะต้องโวยวายแน่
และวัตถุประสงค์เดิมก็เพื่อให้นักผจญภัยได้เดินทางลงดันเจี้ยนได้เร็วขึ้น
ซารีเลยน่าจะเริ่มกันคนที่ไม่ใช่นักผจญภัยออก
หรือไม่ก็ให้โควตาในสัดส่วนที่น้อยกว่านักผจญภัย”
“แบบนี้เอง”
“แต่นั้นแหละปัญหา เดี๋ยววันนี้นักผจญภัยจำนวนมากจะต้องมาที่นี้แน่
และถ้าเป็นนักผจญภัยจะต้องเข้าพักด้วย มันจะวุ่นกว่าเมื่อวานก็ตรงนี้แหละ”
“คิดว่าห้องจะไม่เพียงพอจะลองรับเหรอ?”
“อืม ไม่แน่ใจ แต่จากที่ถามพวกที่มาพักเมื่อวาน
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลย ว่าพึ่งพอใจกับ
ราคาและบริการมาก ต่อให้ตั้งแพงกว่านี้ก็สู้ราคาไหว
ขนาดมีพวกที่จ่ายเงินล่วงหน้าอยู่เป็นรายปีเลยนะ ถ้านักผจญภัยส่วนใหญ่คิดว่ามันถูก
คงแห่มาพักแน่ๆ ถึงจะกรอกพวกที่รับกฎสามข้อไม่ได้แล้วก็เถอะ”
ผมเองก็กะไม่ถูก เพราะที่นี้สามารถไปเช้าเย็นกลับได้
นักผจญภัยส่วนใหญ่อาจจะเลือกกลับไปพักที่คุ้นเคยมากกว่า
แถมต้องไม่ลืมว่าส่วนใหญ่มนุษย์จะมีอคติกับพวกครึ่งสัตว์
จนอยู่ในระดับเดียวกับทาสเลย ที่สำคัญที่นี้พนักงานแทบทุกคนเป็นทาส จะต้องมีกลุ่มที่ต่อต้านอยู่แน่ๆ
“เอาเป็นว่าวันนี้ก็จับตาดูความเปลี่ยนไปก่อน
แต่อย่างไงก็ไปปลุกพวกโกร่ามาคุมเชิงไปก่อนก็ดี
เดี๋ยวเองก็จะไปบอกอานูบิสให้เตรียมรับมือเหตุวุ่นวายเหมือนกัน”
เรื่องห้องพักนั้น ต่างจากการแพร่ระบายข่าวลือเรื่องร้านอาหาร
เพราะคนที่รู้เรื่องนี้ต่างเก็บเงียบหมด บางส่วนเพราะมาอยู่แล้วไม่ยอมออกไปไหน
บางส่วนก็กลัวคนจะรู้เยอะจนมาแย่งที่พักไปหมด
ใน 10% ที่มีคนเขาพักในตอนนี้ 6% เป็นพวกพนักงานกิลนักผจญภัย
ที่เมื่อวานเย็นแห่ย้ายของกันมาหมดกิลเลย อีก 3%
เป็นพวกลูกค้าที่มากินอาหารแล้วบังเอิญสนใจห้องพัก
พวกที่มาเพื่อจะเข้าพักโดยเฉพาะมีเพียงแค่ 1% เท่านั้น แต่วันนี้แหละพวกแบบ 1%
จะมากันเยอะแน่
และก็เป็นตามที่ห่วงไว้จริงๆ เพราะตั้งแต่ตอนสายๆ
ก็เริ่มมีนักผจญภัยทยอยกันเข้ามาพัก แผ่นพับก็หมดในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
เพราะพวกที่ผ่านแท่น
วาปร์มาล้วนแต่เป็นนักผจญภัยทั้งนั้น
ผมเลยไปสอบถามพนักงานกิลที่ผ่านมาพอดี เลยได้ความว่า
ในช่วงเวลาปกติจะมีแต่นักผจญภัยที่ใช้แท่นวาปร์ได้
ส่วนคนทั่วไปจะเปิดให้ใช้ได้ในช่วงเวลาหกโมงเช้า เที่ยงตรง และหกโมงเย็นรอบล่ะร้อยคนเท่านั้น
ข้างบนเองก็วุ่นวายกันอยู่ เพราะมีคนไม่พอใจเยอะมาก
บางส่วนก็จะขอจองคิวกันเลยด้วยซํ้า ตอนนี้ซารีกำลังพยายามแก้ปัญหาอยู่
แต่คิดว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
แถมเพราะกฎสามข้อของผมมันแพร่กระจายไป
ถึงจะเป็นในลักษณะข่าวลือด้านลบ แต่ในบรรดาคนที่ได้ยิน ก็ไม่ใช่มีแค่มนุษย์
พวกนักผจญภัยเผ่าครึ่งสัตว์ที่ได้ยินเรื่องนี้
ต่างก็มุ่งตรงมาที่โรงแรมยูโทเปียทันที ขนาดพวกที่อยู่เมืองข้างๆ
ยังเดินทางมาทั้งคืน
เพื่อจะมาพักที่นี้เลย แขกเข้าพักส่วนใหญ่เลยเป็นพวกเผ่าครึ่งสัตว์
แต่มนุษย์ที่เลือกจะมองข้ามความอคติและเลือกจะพักที่นี้ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน
ตลอดทั้งวันจำนวนคนหลั่งไหลเข้ามาในโรงแรมยูโทเปียแบบไม่ขาดสาย
ห้องพักเดียวเต็มไปตั้งแต่ช่วงเที่ยง
ห้องแบบครวบครัวก็โดนพวกนักผจญภัยที่มาแบบปาร์ตี้ใหญ่เหมาไปหมดเหมือนกัน
ส่วนที่เหลือก็มาเต็มกันในช่วงเย็น…เต็มหมดทุกห้องแล้ว
แต่เพราะห้องเต็มนั้นแหละ ปัญหาเลยได้เกิดขึ้นทันที
เพราะเริ่มมีการทะเลาะเพื่อแช่งชิงห้องพักกัน ถึงจะห้ามและส่งตัวออกไปข้างนอกได้
แต่มันเกิดขึ้นบ่อยจนยามถึงกับหอบ
และยังมีพวกพ่อค้าเลวๆ ที่แฝงตัวมาเข้าพัก
แล้วแอบเอาไปปล่อยให้นักผจญภัยอื่นในราคาที่แพงเป็นหลายเท่าตัว
แต่เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าต้องมีพวกแบบนี้ แบบเดียวกับที่ดันเจี้ยนชั้น 9
ผมเลยต้องเข้มงวดเรื่องรายชื่อคนเข้าพัก ถ้าเกิดมีการสลับคนกันเกิดขึ้น
ก็จะตามไปเล่นงานคนที่ปล่อยห้องทันที ส่วนเล่นงานอย่างไงน่ะเหรอ
“ไอ้หมอนั้นแหละที่กันห้องพักไว้จนเต็ม!”
แค่ตะโกนออกไปและชี้ไปที่เป้า คนคนนั้นก็จะเป้าหมายถึงตีนนับร้อยๆ
คู่ ส่วนผมก็ทำเป็นชวนยามคุย รอให้มันกระอักเลือดปางตายซะก่อน ค่อยปล่อยยามไปห้าม
นอกจากนี้ในบริเวณฮอล์ก็ยังมีคนมานั่งรอ เพื่อรอห้องว่าง
พอเห็นใครเช็คเอาส์ ก็จะพุ่งเข้ามาเสียบ
ทันที แต่คนที่จะเช็คเอาส์หายากมาก
เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่มาอยู่ยาวกัน โดยเฉพาะห้องเดียวคิวเต็มยาวไปตลอดทั้งเดือนเลย
ตอนนี้เลยมีข่าวลือมากดทับกฎสามข้อไปแล้ว
ว่าห้องพักของโรงแรมยูโทเปียสุดยอดอลังการแค่ไหน
ราวกับกำลังพูดถึงแดนสวรรค์กันอยู่เลย ซํ้ายังเป็นโรงแรมที่มีทั้งร้านอาหารและร้านอาวุธรวมถึงร้านไอเท็มในตัว
เรียกว่าครบวงจร ชนิดที่นักผจญภัยไม่ต้องออกไปไหนเลย แถมเร็วๆ
นี้กิลนักผจญภัยจะยังไปเปิดโต๊ะรับเควสถึงโรงแรมเลยด้วย
ขนาดผมเปิดให้มีการจองห้องล่วงหน้า
คิวจองห้องก็เต็มไปจนถึงปีหน้าแล้ว…
“ขยายโรงแรมเพิ่มเถอะค่ะนายท่าน”
เดเม่บอกหลังจากเห็นความโกลาหลที่เกิดขึ้น
ส่วนเรื่องรายได้ไม่ใช่แค่กำไร
แต่มันคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลแตะหลักร้อยล้านต่อวัน
ชนิดที่ว่าพวกนักผจญภัยหาเงินมาได้เท่าไร ก็เอามาลงที่โรงแรมกันหมด
ลุงออกัสก็ยิ้มแก้มปริเลย เพราะกิจการไปได้ด้วยดี มีลูกค้าเข้าออกร้านตลอด
สินค้าแทบจะไม่พอกับความต้องการ
ขณะที่ร้านกำปั้นเหล็กของพวกยูริน
ก็มีออเดอร์เข้ามาจนทำไม่ทันเหมือนกัน โดยเฉพาะการซ่อมอุปกรณ์และการเสริมความแกร่ง
ซึ่งเป็นงานถนัดของยูริน เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักผจญภัยในชั่วข้ามคืนเลย
ขนาดยูรินกับบรูมต้องมาบอกผมเลยว่า ไม่ไหว ต้องหานายช่างใหญ่มาเพิ่มอีก
ส่วนพวกเนปฟ่าก็ต้องปิดร้านแต่หัววัน เนื่องจากสินค้าหมด
เช่นเดียวกับร้านสะดวกซื้อที่เปิดได้ไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องปิดแล้ว
เพราะไม่ว่าจะวางสินค้าไปเยอะแค่ไหน มันก็จะหมดในพริบตาเดียว
โดยเฉพาะพวกพนักงานกิลนักผจญภัยจมูกไวมาก พอเห็นพวกสาวๆ ของผมเดินไปเปิดร้านก็ตามไปเป็นขบวนเลย
แต่ที่ฮิตสุดๆ กลับเป็นร้านตัดเสื้อคริสติน่า
ถึงช่วงแรกจะมีแต่คนกลัว เพราะเป็นร้านของมอนสเตอร์
แต่พอเห็นชุดที่โชว์อยู่หน้าร้าน พวกผู้หญิงก็อดใจไม่ไหวเลยยอมเข้าไปเสี่ยงดู
แต่พอกลับออกมาด้วยชุดสุดสวย เท่านั้นแหละ ประตูหน้าร้านตัดเสื้อคริสติน่าก็ไม่เคยปิดอีกเลย
พื้นที่ที่เคยว่างตรงชั้นหนึ่ง
ตอนนี้ก็มีคนมาจับจองและจัดแต่งร้านเพื่อเตรียมเปิดแล้ว มีพ่อค้า
จำนวนมากติดต่อผ่านกิลนักผจญภัยเพื่อขอมาเช่าพื้นที่เปิดร้าน
แต่มีจำนวนเยอะมาก จนผมต้องคัดเองโดยเลือกดูว่าจะเอาอะไรมาขาย เหมาะกับโรงแรมหรือเปล่า
กรณีที่เป็นสินค้าแบบเดียวกัน ผมก็จะให้ประมูลแข่งกัน
แต่งานนี้พวกพ่อค้าต่างทุ่มสุดตัวเพื่อจะได้มาเปิดร้านในโรงแรมยูโทเปีย
ตอนนี้ลุงออกัสรู้แล้วว่าตัวเองได้รับสิทธิพิเศษมากแค่ไหน
ด้านวัตถุดิบก็ได้ราก้าช่วยติดต่อจัดซื้อมาจากเมืองอื่น และได้ซารีช่วยอีกแรง
ด้วยการเพิ่มเควสในการรวบรวมวัตถุดิบให้แบบฟรีๆ ทำให้ปัญหานี้หมดไป
ซํ้ายังขยายการลองรับลูกค้าได้อีกด้วย
ส่วนคนครัวเองเริ่มชินกับการทำงานเวียนกะสามชั่วโมงแล้ว
เลยรับมือกับลูกค้าได้สบายมาก
ภายในสามวัน ทุกอย่างก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอย แต่ยังดูเป็นโรงแรมที่คึกคักเกินเหตุ
เช่นตรงฮอล์ไม่เคยร้างผู้คน
ร้านอาหารด้านนอกก็มีคนมานั่งทานอาหารดื่มเบียร์ตลอดทั้งวันทั้งคืน
ภายในชั้นหนึ่งมีคนเดินพลุกพล่านไม่ต่างจากใจกลางเมือง ส่วนพอดันเจี้ยนเริ่มมืด
ทุกคนก็จะเงยหน้าขึ้น เพื่อรอดูแสงไฟจากโรงแรมที่จะสว่างไสวขึ้นมา พร้อมกับชูแก้วนํ้าในมือขึ้นและโห่ร้องออกมาด้วยความประทับใจ
แต่ก็อีก ในสามวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย
โดยเฉพาะในหมู่ทาสของผม เพราะตอนนี้ผมรับทุกคนเข้ากิลเมฆาต้องแสงตะวันมาแล้ว
ทำให้ถึงจะเป็นทาสแต่ก็จะได้รับการคุ้มครองมากกว่าเดิม แต่ที่ทำให้พวกนี้ดีใจก็เพราะมันเป็นกิลของผม
ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ
พวกทาสต่างมาขอให้มิรินช่วยย้ายพันธะทาสที่อยู่ตรงคอไปไว้ที่อื่นแทน
เช่นหลังมือหรือบนใบหน้าเพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้น
พวกเขาต่างภูมิใจกับความเป็นทาสของผม
เลยไม่พอใจที่พันธะทาสจะถูกปกปิดไว้ใต้คอเสื้อ
แต่พวกพนักงานต้อนรับหรือพนักงานเสริฟจะต้องให้หน้าตาดูดี
เลยย้ายไปไว้ได้แค่ที่หลังมือเท่านั้น
แต่คนครัวหรือยามล้วนแต่ย้ายมาไว้ที่ใบหน้าหรือบนหน้าผากกันหมด
ซํ้ายังเพิ่มรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์ของกิลลงไปอีก
แต่ถึงจะย้ายตำแหน่งแต่การแสดงผลของพันธะทาสยังเหมือนเดิม
โดยเฉพาะการลงโทษขั้นรุนแรงยังคงระเบิดคอให้ขาดได้
และถึงแม้จะตัดมือที่มีพันธะทาสออกไป มันก็จะย้ายตำแหน่งกลับไปที่คอเหมือนเดิม
แต่ผมไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก เพราะพวกทาสทำเพราะ
ต้องการแสดงออก ไม่ใช่ทำเพื่อหาลู่ทางหลบเลี่ยงพันธะทาสสักหน่อย
ทว่าการที่เห็นคนจำนวนนับร้อย ใส่เครื่องแบบเดียวกัน
มีรอยสักแบบเดียวกัน ทำให้พวกนักผจญภัยต่างเรียกพวกทาสของผมว่า คนของเมฆาสวรรค์
แต่มีส่วนที่ผมไม่ชอบใจเอามากๆ อยู่
เพราะทุกช่วงที่มีการเปลี่ยนกะทำงาน พวกพนักงานทุกคนจะมารวมตัวกัน
และนำรูปวาดเหมือนของผมมาตั้งบนโต๊ะ
ก่อนเริ่มพากันคุกเข่าลงทำท่าสวดพึมพำอะไรก็ไม่รู้
บรรยากาศมันเหมือนงานเคารพศพเลยนะทั้งๆ ที่ผมยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้!
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น