ตอนที่ 94 วีรชน
ตอนที่ 94 วีรชน
พวกผมเดินทางมาถึงทางลงได้อย่างปลอดภัย บรรยากาศในกลุ่มก็ดี
โดยเฉพาะกรอเรียเริ่มคุยกับพวกฟรานได้แล้ว คงเพราะเมื่อคืนเจอกันมาหนัก
เลยทำให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น
อาเดไลท์ก็ปรึกษาเรื่องการตั้งค่ายที่ชั้น 9 กับมอเรีย
โดนเธอแย่งหน้าที่ไปซะแล้ว แต่ก็ดีแล้วล่ะ
เพราะวัตถุประสงค์ของผมก็คือการฝึกงานพวกสาวๆ อยู่แล้ว
แต่จู่ๆ แหวนที่นิ้วก็เริ่มร้อนขึ้นมา
มิรินที่ใส่แหวนแบบเดียวกับผมก็รู้สึกได้ เลยรีบหันมามอง แต่ผมรีบส่ายหน้าปรามเธอไว้
เพื่อไม่ให้ทุกคนรู้สึกผิดสังเกต เลยจะให้ทำตัวตามปกติไปก่อน
“เอ่อ เดี๋ยวผมขอแวะไปปลดทุกข์ก่อนนะ”
“รับทราบค่ะนายท่าน”
เดเม่พยักหน้ารับพร้อมกับเดินตามผมมา
“…จะตามมาทำไมเนี่ยเดเม่ ผมจะไปเข้าห้องนํ้าน่ะ”
“หนูจะตามไปทำความสะอาดให้ค่ะนายท่าน”
“ไม่ต้องเลย เธอล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวเสร็จแล้วผมจะตามไปเอง”
“…รับทราบค่ะ”
ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่เดเม่ก็ยอมกลับไปรวมกลุ่ม
พอสบโอกาสผมก็กระซิบเบาๆ ไปที่แหวน
“มีอะไรเหรอมุเอมะ”
“ขออภัยที่ต้องรบกวนค่ะท่านโรมะ
แต่ว่าช่วยกลับมาที่ปราสาทจอมมารตอนนี้ได้ไหมคะ เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว”
“ตอนนี้เลยเหรอ”
“ค่ะ เดี๋ยวฉันจะส่งลิซาร์ดแมนไปหานะคะ”
ลิซาร์ดแมนนั้นเป็นเผ่าที่มีความพิเศษ
คือสามารถลอกเลียนแบบปลอมตัวเป็นใครก็ได้
แต่ลอกได้เฉพาะร่างกายเท่านั้นส่วนความสามารถ ก็ยังคงเป็นลิซาร์ดแมนอยู่ดี
ยังไม่ทันได้ถามอะไร ลิซาร์ดแมนตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาข้างตัวผม
พอมาถึงมันก็รีบคุกเข่าลงทันที
“ขอเสียมารยาทครับท่านจอมมาร”
ลิซาร์ดแมนกล่าวขอโทษก่อนจะจ้องผม ร่างกายของลิซาร์ดแมนค่อยๆ
เปลี่ยนเป็นผิวหนังแบบมนุษย์ กระทั่งใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“อย่าพยายามพูดอะไรกับคนอื่นล่ะ พวกเธอค่อนข้างสนิทกับผม
ถ้ามีพิรุธเพียงนิดเดียวโดนจับได้แน่”
ถึงจะไม่มาก ผมว่าพวกสาวๆ มีโอกาสแยกผมกับตัวปลอมออก
แต่ถึงจะโดนจับได้ ก็ยังมีมิรินอยู่ด้วย คงจะพอช่วยกลบเกลื้อนให้ได้
“ครับ ผมจะระวัง”
ลิซาร์ดแมนรับคำอย่างหนักแน่น
ทำให้ผมกลับมาที่ปราสาทจอมมารได้อย่างวางใจ แต่พอมาถึงก็พบกับบรรยากาศตึงเครียดทันที
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ มุเอมะ”
ผมถามมุเอมะที่วิ่งเข้ามาหาผม แถมเธอใส่ชุดเต็มยศ
เป็นเกราะหนักสีดำที่ดูน่ากลัว
อาวุธของมุเอมะเป็นดาบใหญ่แบบฟันที่เดียวผ่าบ้านทั้งหลังได้เลย
“พวกเราโดนผู้กล้าบุกค่ะ”
“อีกแล้วเหรอ? งั้นรีบๆ ไปไล่พวกมันไปกันเถอะ”
แต่พอผมพูดไป บรรยากาศกลับยิ่งดูหนักขึ้น
ทุกคนก้มหน้าลงไม่กล้าออกปากอย่างที่เคย
“คือว่าคราวนี้มันต่างจากคราวก่อนค่ะท่านโรมะ”
“ต่างกันอย่างไงเหรอ หรือว่ามากันเยอะ?”
“เปล่าค่ะ มากันแค่สามคน”
“งั้นก็คงเป็นพวกเลเวลสูงสินะ”
“นั่นก็ใช่ค่ะ แต่ว่า…ผู้กล้าทั้งสามคือคนที่ฆ่าจอมมารคนก่อน”
ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงได้มีบรรยากาศกดดันแบบนี้
แล้วมุเอมะก็ให้ดูภาพจากอุปกรณ์เวทมนต์ ซึ่งผู้กล้าทั้งสามต่างมาจากคนละทาง
เหมือนแยกกันบุก แต่ทั้งหมดมาถึงทางเข้าปราสาทจอมมารแล้ว
คนหนึ่งบุกมาทางดินแดนปีศาจตรงๆ เลย คนนี้น่าจะเก่งมาก
เป็นคนญี่ปุ่นแบบเดียวกับผม แต่น่าจะเป็นคนจากยุคโบราณ
ดูจากทรงผมที่มัดมวยผมไว้ด้านข้างกับเครื่องแต่งกาย
คนที่สองบุกมาจากบนฟ้าด้วยการขี่กรินฟอนมา
คนนี้คงมาจากยุคกลางของทางยุโรป ดูจากรูปแบบเกราะสีแดงที่ใส่ ซึ่งค่อนข้างเหมือนของในโลกนี้
แต่ดูอลังการกว่าเยอะ
คนสุดท้ายอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ซึ่งผ่านวาปร์มาทางดันเจี้ยน
ดูไม่ออกเลยว่ามาจากโลกไหนหรือยุคไหน เพราะเล่นใส่ผ้าคลุมปิดมิดชิด
แต่ขนาดผ่านดันเจี้ยนระดับสูงมาได้ด้วยตัวคนเดียว น่าจะเก่งจริงๆ นั้นแหละ
“ขอโทษนะคะ ถ้าพวกขุนพลปีศาจอยู่ล่ะก็ คงไม่ต้องรบกวนท่านโรมะแล้ว”
“ไม่ต้องขอโทษแล้วล่ะ อีกอย่างที่พวกนั้นบุกมาตอนนี้
คงเพราะรู้ว่าขุนพลปีศาจยังไม่คืนชีพขึ้นมาล่ะมั่ง ว่าแต่คิดแผนรับมือไว้หรือยัง”
“ค่ะ ถ้าเป็นไปได้ พวกเราควรรุมกำจัดไปทีละคน
เพียงแต่ว่ามีสองคนที่อยู่ในพื้นที่ของปราสาทแล้ว
คิดว่าคงมีเป้าหมายคือการทำลายแหล่งจ่ายพลัง เพื่อทำให้ปราสาทจอมมารตกลงไป”
“ก็คือต้องจัดการสองคนนี้พร้อมกันสินะ”
แต่ผมพูดไม่ทันจบ ก็เกิดเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น
พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนไปทั่วปราสาท ผมรีบหันไปดูภาพอีกครั้ง
ก็เห็นเจ้าผู้ชายที่มวยผมไว้ กำลังชูดาบเจ็ดปลายชี้มาที่ปราสาทจอมมาร
พร้อมกันนั้นก็มีสายฟ้าผ่าใส่ลงมาอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่าไม่ใช่สองคนแล้วล่ะที่คิดจะจมปราสาทของพวกเรา”
มุเอมะทำหน้าปั้นยากทันที
เพราะนี้คือศัตรูเก่าคู่อาฆาตที่เคยทำให้พวกเธอพ่ายแพ้มาแล้ว
“ท่านโรมะ ขออนุญาตให้ฉันออกไปสู้กับเธอคนนี้ด้วยค่ะ”
มุเอมะชี้ไปที่อัศวินในชุดเกราะสีแดงที่มาพร้อมกรินฟอน
พอมองดูแล้วน่าจะเป็นสไตล์เดียวกับมุเอมะเลยแฮะ
เป็นพวกใส่เกราะหนักและใช้อาวุธใหญ่ แต่ผมไม่คิดว่ามุเอมะจะแพ้หรอก
ก็ตอนนี้เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เลเวลเธอตันแล้วก็จริง
แต่ค่าพลังเธอยังคงเพิ่มขึ้นจากซุปเปอร์นํ้าเชื้อของผม
“งั้นผมจะลงไปหยุดเจ้าผมมวยเอง
ส่วนที่เหลือก็ฝากจัดการคนที่มาทางห้องใต้ดินด้วยนะ”
ผมเลือกเจ้าผมมวย และส่งปีศาจตัวอื่นๆ ลงไปที่ชั้นใต้ดิน
ถึงจะรู้ว่าเข้าทางฝ่ายนั้นก็เถอะ แต่ถ้าเอาแต่รุมมีหวังปราสาทจอมมารพังก่อนแน่ๆ
เลยต้องยอมแยกกำลังไปตามที่ฝ่ายนั้นต้องการ
“ท่านโรมะต้องระวังเจ้าหมอนั้นให้มากๆ นะคะ
รอให้ฉันจัดการยัยนี้แล้วตามไปสมทบ ระหว่างนี้ก็แค่ถ่วงเวลาไว้ก็พอ”
“ไม่ พวกเธอจัดการสองคนที่อยู่ในปราสาทให้เสร็จก่อน
ส่วนเจ้านั้นถ้าผมเห็นว่าไม่ไหว ก็จะลากมันไปทิ้งให้ไกลๆ เอง”
ใช่ ถ้าไม่ไหวก็กะว่าจะจับไปโยนไว้ที่ดันเจี้ยนลูปัน
หรือไม่ก็เรียกอานูบิสออกมาช่วยกันรุมยำซะเลย
ผมใส่เกราะจอมมารและเปิดใช้พลังอย่างเต็มกำลัง
เพียงแต่พลังของผมไม่ใช่จุดที่สมบูรณ์สักเท่าไร เพราะ
พลังราคะผมยังไม่ฟื้นขึ้นมา เลยทำให้พลังจอมมารตกลงไปด้วยเหรอเนี่ย!
พลังที่มีตอนนี้เป็นครึ่งเดียวจากปกติ จังหวะไม่ดีเลย
ขนาดจอมมารคนก่อนยังแพ้ แล้วผมที่มีพลังเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว จะไหวไหมล่ะเนี่ย
…ไม่ ต้องไหวสิ เพราะผมไม่ใช่คนที่พุ่งชนอะไรโดยไม่ใช้หัวคิด
ใช้สมองทนแทนส่วนพลังที่หายไปแทนก็หมดเรื่อง
ผมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ก่อนจะกระโดดลงไปจากปราสาทจอมมาร
จริงๆ โคตรกลัวเลยที่ต้องตกลงไปจากที่สูงๆ แบบนี้
แต่ผมเป็นจอมมารจะต้องเปิดตัวให้มันดูทรงพลังเพื่อข่มขวัญอีกฝ่ายไว้ก่อน
ด้วยการลงมาแบบไม่มีชะลอความเร็ว ทำให้ตอนเท้าแตะพื้น
มันเกิดแรงกระแทกที่รุนแรงจนทำเอาพื้นดิน
แยกเลย ผมไม่รู้สึกเจ็บหรือ HP ลดลงเลย
มีเพียงแค่หูอื้อจากเสียงดังตอนกระแทกเท่านั้น
ผู้กล้ามวยผมหันมามองผมด้วยความตกใจ
คงเพราะไม่คิดว่าจอมมารจะมาด้วยตัวเองล่ะมั่ง ส่วนผมก็ไม่รอช้า
ใช้ตรวจสอบกับเขาก่อนทันที
ไอ้โง่
นั้นคือสิ่งแรกที่ผมคิดสำหรับผู้ชายคนนี้
เพราะพี่ท่านเล่นไม่ใส่ไอเท็มปกปิดความสามารถตัวเองเลย
ทำให้ผมรู้ข้อมูลทุกอย่างมาอย่างง่ายๆ
ชื่อ ชินกุ
เผ่า มนุษย์
อาชีพ ผู้กล้าที่แท้จริง/นักรบโบราณ/สมมุติเทพ
Lv 706/No limit
ส่วนค่าพลังประมาณครึ่งหนึ่งของมุเอมะได้ จากที่ผมเห็นมา
ค่าพลังนี้น่าจะขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์และอาชีพ ค่าพลังเทียบต่อเลเวลที่มากสุด
ถ้าไม่นับตัวเองแล้ว ผมว่าของมุเอมะน่าจะมากที่สุด
เพราะงี้เวลาบวกค่าพลังจากซุปเปอร์นํ้าเชื้อ เลยเพิ่มมากกว่าคนอื่นด้วย
ส่วนของอานูบิสถึงเป็นเผ่าเทพและเวลาเท่ากับมุเอมะ แต่ค่าพลังยังน้อยกว่ามุเอมะพอสมควร
โดยพลังชีวิตเนี่ย ยังไม่มีใครที่เกิดหลักสิบล้านแบบมุเอมะเลย ของชินกุเองมี Hp
แค่ 6 ล้านนิดๆ ซึ่งไม่บาลานกับค่าพลังอื่นๆ ที่มีหลักแสนเลย
อีกจุดหนึ่งที่มุเอมะดูเหนือกว่าก็คือจำนวนสกิลที่มี
ของผมกับมุเอมะมีสกิลกันเป็นร้อยๆ ชนิด
อานูบิสมีเฉพาะสกิลเฉพาะสายของตนซึ่งมีประมาณ 30 สกิล ส่วนของชินกุมีแค่ 12 สกิล
ถ้าผมเป็นชินกุ ผมจะหาทางเพิ่มจำนวนสกิลให้กับตัวเอง
แม้จะเป็นสกิลที่ไม่ได้ใช้งานอะไรเลยก็ตาม เพราะอะไรน่ะเหรอ
ก็อย่างตอนนี้เพียงแค่ผมมองแว่บเดียว ก็รู้วิธีสู้ทั้งหมดของชินกุจากสกิลที่มีได้แล้วไงล่ะ
ซึ่งถ้ามีสกิลขยะปนอยู่ด้วย
การคาดเดาวิธีสู้ก็จะยิ่งทำได้ยากและเสียเวลา
โดยเฉพาะจะซ่อนสกิลเฉพาะตัวของผู้กล้าได้ด้วย
ผมน่ะถนัดรับมือกับผู้กล้ามากกว่ามอนสเตอร์ในดันเจี้ยนซะอีก
ส่วนหนึ่งก็เพราะตัวเองก็เป็นผู้กล้าเหมือนกันล่ะนะ
วิธีรับมืออย่างแรกก็คือ มองหาสกิลเฉพาะตัวให้เจอซะก่อน
เพราะสกิลที่ติดตัวมาตอนแรกของผู้กล้า จะเป็นสกิลโกง
และพอหาเจอแล้วก็ต้องคิดหาวิธีรับมือ
และด้วยจำนวนสกิลที่น้อยนิดของชินกุ
ทำให้ผมหาสกิลโกงของมันเจอแทบจะในทันที
‘…แบบนี้เอง ไม่แปลกเลยที่สามารถฆ่าจอมมารคนก่อนได้’
สกิลโกงที่ชินกุมีก็คือ Justice Duel
เป็นสกิลที่ใช้ทำให้นำพลังของตัวเองและเป้าหมายมารวมกัน
และหารแบ่งกันคนละครึ่งอย่างยุติธรรม
แต่พูดก็พูดเถอะ
แค่สกิลนี้อย่างมากก็แค่ทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อขึ้นเท่าแหละ เพราะถึงพลังจะเท่ากัน
แต่จอมมารได้เปรียบกว่าอยู่ดี เพราะมีสกิลที่เยอะกว่า
ส่วนพลังที่หารกันเป็นแค่ค่าพลังดิบ ที่ยังไม่นับรวมกับที่เพิ่มขึ้นมาจากสกิล
สรุปคือพลังของจอมมารจะเหลือมอยู่หน่อยๆ ถึงชินกุจะมีอาวุธที่ดี
แต่ก็ไม่สามารถนำมากลบความเหลือม
ได้ แต่นั้นกรณีสู้ตัวต่อตัวนะ
แต่จอมมารคนก่อนโดนพวกนี้สามคนรุมในสภาพที่โดนหารพลังไป ไม่แพ้ก็แปลกแล้ว
แต่ว่านั้นคือจอมมารคนเก่า แต่ผมตอนนี้คือโรมะ
คนที่มีค่าพลังเด่นเพียงอย่างเดียว นั้นก็คือค่าสติปัญญา
ระหว่างที่วิเคราะห์อยู่เนี่ย ผมก็ชวนอีกฝ่ายคุยไปด้วย
ทั้งได้ข้อมูลทั้งถ่วงเวลาเพื่อวิเคราะห์
ชินกุนั้นเป็นผู้กล้าประเภทวีรชน
จากที่ผมรู้มาจากเอร่า ผู้กล้านั้นมีอยู่ 4 ประเภท
ประเภทแรก หาได้ยากหน่อย คือเป็นผู้กล้าที่เป็นคนของโลกนี้แต่แรก
ซึ่งจะได้รับสกิลของเทพไปจนทำให้กลายเป็นผู้กล้า
แต่ผู้กล้าประเภทแรกนี้จะค่อนข้างด้อยกว่าที่เหลือ
เพราะค่าพลังจะน้อยกว่าผู้กล้าจากโลกอื่น เหตุผลเพราะอะไรยังไม่รู้
ประเภทสอง คือแบบผมหรือซาคุยะ
เป็นกลุ่มผู้กล้าที่โดนอันเชิญมาแบบหมู่คณะแบบที่ยังมีชีวิตอยู่โดยเป็นการหวังผลแบบเหวี่ยงแห
คือตั้งความหวังว่า ในร้อยคนจะมีความสามารถที่เอาชนะจอมมารโผล่ออกมาสักคน
หรือไม่ก็ใช้ปริมาณเข้าว่า แต่เพราะวิธีนี้อันเชิญได้แค่คนธรรมดา
ค่าพลังเลยไม่ได้สูงมากมายอะไร แต่ก็เหนือกว่าคนโลกนี้อยู่พอสมควร
ประเภทที่สาม คือแบบปีเตอร์ ที่เป็นคนที่ตายไปแล้ว
พวกเทพจะนิยมใช้วิธีอันเชิญแบบนี้ เพราะสามารถผลิตผู้กล้าเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ
และไม่ส่งผลกระทบกับโลกอีกด้าน ถึงจะไม่มากเท่ากับประเภทที่สอง
ที่เรียกแบบเป็นกลุ่มออกมา แต่ประเภทที่สามจะทำได้ง่ายและใช้พลังน้อยกว่า
ซํ้าร่างใหม่ที่สร้างให้ก็จะมีค่าพลังสูงกว่าประเภทกลุ่ม
ที่เป็นร่างคนเป็นจากโลกเดิม
ส่วนประเภทที่สี่ คือการอันเชิญวิญญาณของวีรชน
ไม่ว่าจะจากของโลกนี้หรือของโลกอื่น การอันเชิญแบบนี้จะทำให้ได้ผู้กล้าที่มีพลังสูง
แถมไม่ต้องมาเริ่มที่ Lv1 แต่จะมาในสภาพพร้อมสู้กับจอมมารได้เลย
ทว่าการอันเชิญประเภทนี้ เทพจะต้องพึ่งมนุษย์เพื่อเป็นสื่อกลางด้วย
แถมมีโอกาสล้มเหลวสูง
ส่วนผู้กล้าวีรชนที่อันเชิญมาได้
ก็จะต้องสังกัดอยู่กับประเทศที่เป็นผู้อันเชิญตนเองมา เป็นเหมือนทหารใต้อาณัติ
ไม่มีอิสระแบบประเภทอื่นๆ
แต่วิธีนี้มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
ก็ยังสามารถอันเชิญวีรชนที่เคยเรียกไปแล้วมาได้ อย่างชินกุที่เคยถูกเรียกเมื่อนานมาแล้ว
ก็ยังสามารถเรียกกลับมาได้ใหม่
ส่วนที่ผมรู้ได้นั้น
เพราะชินกุดันหลุดปากพูดถึงประเทศและผู้ที่อันเชิญเขามา
แถมยังมีชื่อที่ผมรู้จักอย่างเมดิซหลุดมาด้วย ส่วนเมดิซเป็นใครนั้น
ก็ยัยสิบเทพสูงสุดที่ผมเคยไปตบกางเกงในเธอมาเก็บไว้ในคอเล็กชั่นไง
ชัดเลยว่างานนี้เมดิซนั้นแหละที่อยู่เบื้องหลัง
บนโลกแห่งนี้มีประเทศมากกว่าสิบประเทศ
แต่ประเทศที่มีอำนาจพอจะทำการอันเชิญผู้กล้าได้ มีอยู่แค่สามประเทศเท่านั้น
หนึ่งก็คือประเทศเลนคาน ที่ปกครองพื้นที่ทางเหนือ
เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีเมืองใต้ปกครองเป็นสิบเมือง
และหมู่บ้านอีกกว่าห้าสิบแห่ง แต่เลนคานสามารถอันเชิญได้แค่ประเภทสองเท่านั้น
เนื่องจากเป็นประเทศที่นับถือโบสถ์ใหญ่เป็นหลัก
การนับถือโบสถ์ใหญ่ก็แปลว่าไม่ได้ทำการบูชาพวกเทพ
การอันเชิญผู้กล้าจึงต้องใช้จอมเวทจำนวนมากในการทำพิธีแทน
แต่เรื่องความสำเร็จก็ไม่ได้น้อยหน้าอีกสองประเทศคู่แข่งเลย
ประเทศที่สองคือประเทศที่อันเชิญชินกุ สมาพันธรัฐคิน
เป็นประเทศที่อยู่ติดกับเขตแดนของเผ่าปีศาจ
หรือก็คือประเทศที่อยู่ริมสุดของแผนที่ทางทิศตะวันออก สมาพันธรัฐคิน
ขึ้นชื่อเรื่องมีคนทรงที่ใช้ติดต่อกับเทพเป็นจำนวนมาก
ทำให้มีการอันเชิญผู้กล้าออกมาได้บ่อยๆ
ส่วนประเทศที่สามคือ จักรวรรดิปาสูน่อน ซึ่งยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย
เพียงแต่เป็นชื่อที่เคยผ่านตามาจากในหนังสือเท่านั้น
ภาพรวมเป็นที่ที่ไม่ค่อยน่าอยู่ เพราะมี
การปกครองที่โหดร้าย
แถมไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับการต่อสู้กับเผ่าปีศาจเท่าไรด้วย
ตอนนี้ก็เหลือแต่จัดการกับชินกุซะ แล้วจากนั้นค่อยไปคิดบัญชีกับสมาพันธรัฐคินกับเมดิซต่อ
ส่วนวิธีรับมือกับชินกุนั้น
ผมเตรียมการเสร็จไปตั้งแต่ตอนหลอกชวนคุยไปแล้ว
ด้วยวิธีอะไรน่ะเหรอ…ฮ่าๆๆ
ผมยกเลิกสถานะจอมมารออกไงล่ะ แต่ใช้ผ้าพันคอสารพัดนึก
ทำให้เห็นผมอยู่ในสภาพของจอมมาร ทันทีที่เริ่มต่อสู้กัน ชินกุก็ใช้ Justice Duel ออกมาอย่างที่คิด
แต่ขอโทษนะ ที่ต้องโดนลดพลังไปหารให้อีกฝ่ายน่ะไม่ใช่ผม แต่เป็นชินกุต่างหาก
ก็ผมตอนนี้น่ะมีเลเวลแค่ 20 เอง
ผมเปิดดูหน้าต่างแสดงข้อมูลของตัวเองไปด้วย
ค่าพลังเพิ่มขึ้นมาจนน่าตกใจเลย
แถมรู้สึกแข็งแรงขึ้นถึงจะไม่เท่าตอนอยู่ในสถานะจอมมาร แต่ก็ให้ความรู้สึกของการเป็นยอดมนุษย์เลยล่ะ
“นี้แก!”
ชินกุเองก็เหมือนจะรู้ตัวแล้ว
ว่าพลังตัวเองไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลง
“แย่หน่อยนะ ถ้าเป็นจอมมารคนอื่นแกอาจจะสู้ได้สูสี
แต่กับข้าน่ะความยุติธรรมใช้ไม่ได้ผลหรอก”
เอาล่ะ จากนี้ผมมีสองตัวเลือก หนึ่งคือใช้ เบอเซิกโหมดเพิ่มพลังเป็นสองเท่า
แล้วเข้าไปกระทืบให้รู้ผลในทันที หรือเปลี่ยนกลับไปอยู่ในสถานะจอมมาร
เพื่อเพิ่มเลเวลอีกหนึ่งพัน และค่าพลังที่บวกทับมาอีกมหาศาลดี
แล้วผมก็เลือกใช้เบอเซิกโหมด เพราะอยากจะลองอยู่พอดี
ว่าผลกระทบที่ได้รับนั้น จะช่วยฟื้นฟูค่าความหื่นที่ลดลงอยู่ได้ไหม
พอเบอเซิกโหมดเริ่มทำงาน พลังที่มากเป็นเท่าตัว
ก็ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองจะบินได้เลย ที่สำคัญค่าความหื่นฟื้นแล้วจ้า!
แบบนี้ผมก็สร้างลูปพลังแบบโกงๆ ขึ้นมาได้แล้ว
แต่แค่นั้นยังไม่พอหรอก จะจัดการศัตรูน่ะ
ต้องจัดการแบบถอนลากถอนโคน ผมจึงใช้พลังที่เหนือกว่าเข้าไปประชิดตัว
และเริ่มต่อสู้โดยระวังไม่ให้อีกฝ่ายใช้สกิลอย่างอื่นออกมา
บางครั้งผมยอมโดนโจมตีจน Hp ลดไปบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก
ทว่าเป้าหมายของผมไม่ใช่แค่นั้น เพราะตอนสู้อยู่นั้น จู่ๆ
ดาบเจ็ดปลายของชินกุก็หายวับไป และมาโผล่ในมือผมแทน
“ดะ ดาบของข้า!”
“ไม่ใช่แล้ว ตอนนี้เป็นดาบของข้าต่างหาก”
ผมแสยะยิ้มภายใต้หมวกเกราะจอมมาร
ที่ผมเข้าไปสู้ประชิดตัวจนยอมโดนอัดให้เจ็บตัว ก็เพื่อจะได้ใช้สกิล ขโมย
อย่างไงล่ะแถมชินกุเล่นไม่มีไอเท็มอะไรติดตัวเลย จึงมีโอกาสขโมยได้ดาบสูงทีเดียว
แต่ลองคิดว่าเป็นตัวเองดู ก็อดขำไม่ได้ เพราะถ้ามาขโมยผม
คงได้แต่พวกเครื่องปรุงอาหาร กับพวกโต๊ะเก้าอี้ล่ะมั่ง
“เอาไงต่อดีล่ะคุณผู้กล้าวีรชน”
“สกปรก! วิธีการต่อสู้ของแกมันสกปรกสิ้นดี!”
“สกปรกเหรอ? แล้วไอ้สกิลขโมยพลังของคนอื่นไปหารใช้เนี่ย
สะอาดนักหรือไง มันก็สกปรกเหมือนกันล่ะวะ”
ใช่แล้วล่ะ ถ้าจะให้เป็นการต่อสู้ที่ใสสะอาด ก็ต้องแบบ
Raidศพออร์คนั้นแหละ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด ขนาดยอมลด Hp
ตัวเองลงเพื่อให้ได้เสมอภาคกับอีกฝ่าย
ชินกุน่ะก็เก่งอยู่หรอก สมควรเลยล่ะที่จะเป็นคนที่ปราบจอมมารได้
แต่อย่างเดียวที่ชินกุขาดไป จนเป็นเหตุให้แพ้ให้กับผมก็คือ…สมอง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น