ตอนที่ 44 คริสตัลวิญญาณ

ตอนที่ 44 คริสตัลวิญญาณ
ผมเข้าครัวเพื่อเตรียมจะทำมื้อเที่ยง แต่ตอนหยิบวัตถุดิบออกมา ก็มีคริสตัลวิญญาณที่ผมแทบลืมไปแล้ว ติดออกมาด้วย เลยเอาไปให้ยูรินดูก่อนจะลืมอีก
“โอ๋!”
ยูรินร้องด้วยความตกใจด้วยสีหน้านิ่งเฉย ทำได้อย่างไงนะ?
“มันคืออะไรเหรอยูริน”
“คริสตัลวิญญาณ หรือเรียกในอีกชื่อว่า หินปลดผนึก ถ้าผนึกลงไปในอาวุธหรือชุดเกราะ มันจะปลดสกิลที่ล็อคอยู่ในของชิ้นนั้นได้”
“งั้นก็ของดีสิ!”
“ดี ราคาก้อนหนึ่งหลายแสนเลย แต่ว่า…ไม่มีคนใช้เท่าไร”
“อ้าว ทำไมล่ะ?”
“เพราะว่ามีโอกาสพลาดสูงมาก ข้าเคยเห็นนายช่างใหญ่ทำการผนึกสิ่งนี้ใส่อาวุธอยู่หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จเลยสักครั้ง”
“โอกาสติดยากงั้นเหรอ…เดี๋ยวนะหรือว่า”
ผมเข้าไปเรียกฟราน พลางให้ไปเอาอาวุธประจำตัวเธอมาด้วย
ผมรับเอาง้าวจันทร์สมุทรมาพร้อมกับใช้ตรวจสอบกับมัน อย่างที่คิดไว้เลย ผมมองเห็นสกิลของอาวุธ มันคือความแตกต่างของเลเวลสกิลตรวจสอบนี้เอง ยิ่งเลเวลเยอะยิ่งเห็นรายละเอียดได้เยอะ และตอนนี้ง้าวจันทร์สมุทรยังเหลือช่องสกิลอีกหนึ่งโดยที่มันขึ้นเป็น ????
“ยูรินเธอผนึกได้ใช่ไหม”
“ได้ เรียนมาจากนายช่างใหญ่แล้ว”
“เยี่ยม งั้นฝากด้วยนะ”
“ดะ เดี๋ยวถ้าไม่สำเร็จไม่ใช่แค่คริสตัลจะหายไปนะ แต่คุณภาพของอาวุธจะตกลงด้วย”
“ไม่ต้องห่วง สำเร็จแน่”
ผมยืนยันอย่างมั่นใจ ยูรินรับไปแบบกล้าๆ กลัวๆ ส่วนวิธีผนึกนั้น แค่วางคริสตัลลงบนอาวุธ และใช้สกิลผนึกออกมาเท่านั้นเอง
“อ่ะ! สำเร็จแล้ว?”
“เห็นไหม ไหนๆ ได้สกิลอะไรมาเนี่ย”
-Deep Breath (Passive skill)
พออ่านดูวิธีใช้ ผมคิดว่าเป็นสกิลที่โหดมากเลย เพราะทุกครั้งที่โจมตีโดนเป้าหมาย มีโอกาสทำให้เป้าหมายติดภาวะขาดอากาศหายใจเหมือนคนกำลังจมนํ้า
“มองเห็นสกิลในอาวุธด้วยเหรอ?”
ยูรินกลับมองผมด้วยความสนใจ ขณะที่ผมส่งง้าวคืนให้กับฟรานที่ดูดีใจที่ได้สกิลเพิ่มขึ้นมาใหม่
“อืม พอดีเลเวลสกิลตรวจสอบผมเป็นเลเวลสามแล้ว”
“หา! เลเวลสาม!?”
“เอ๋ แปลกเหรอ?”
“แปลกมาก สกิลอื่นนอกจากสายโจมตีหรือที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้แล้ว จะเลเวลค้างอยู่ที่หนึ่งตลอด อย่าว่าแต่เลเวลสามเลย แค่เลเวลสองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน”
ดูเหมือนการได้สกิลซํ้ามาของผมจะมีประโยชน์กว่าที่คิดแฮะ ถึงว่าทำไมไม่ค่อยมีคนมีสกิลมองทะลุ ทั้งๆ ที่ถ้ารู้ว่าพอเลเวลสองแล้ว มันจะมองทะลุเสื้อผ้าได้แบบร้อยเปอเซ็นเลย ที่แท้เพราะมันอัพยากนี้เอง
จากนั้นผมก็ตรวจดูอาวุธและชุดเกราะทั้งหมดที่มี เสียดายที่ดาบมัจฉาทั้งของดาเซสและของผมไม่มีสกิล โล่มัจฉากับรองเท้าเหนือนํ้าเองก็ไม่มี
ที่มีสกิล ??? อยู่มีแค่ธนูเงือกกับเกราะมัจฉาเท่านั้น
ผมเลยให้ยูรินใช้คริสตัลอันสุดท้ายกับธนูเงือกก่อน สกิลที่ได้มาคือ
-Auto Lock (Active)
สกิลล็อคเป้าล่ะ มีผลในระยะร้อยเมตร เป้าหมายที่ล็อคเป้าไว้จะสามารถยิงถูกได้ร้อยเปอเซ็นต์ นี้ก็สกิลดีเหมือนกัน เท่ากับระยะยิงหวังผลของยูรินเพิ่มจาก 20 เมตรเป็น 100 เมตรไปเลย
แต่เสียดายธนูเงือกช่องสกิลเต็มแล้ว ส่วนของเกราะมีช่องสกิลแค่หนึ่งซึ่งยังเป็น ??? ไว้ต้องหาคริสตัลเพิ่มซะแล้ว แต่ยูรินก็สะกิดเรียกผมอีกที
“ของที่มีสกิลติดอยู่ จะมีราคาแพงมาก ถ้าเทียบกับอาวุธชนิดเดียวกันแล้ว อันที่มีสกิลติดอยู่ จะแพงกว่าสิบเท่าได้ ยิ่งอันที่มีสกิลมากกว่าหนึ่ง แล้วส่งเข้าประมูล ราคาตํ่าๆ ก็น่าจะสิบล้านขึ้นไป”
“แพงขนาดนั้นเลยเหรอ!”
“อืม แถมง้าวของฟรานมีตั้งสามสกิล พึ่งเคยเห็น น่าลองเอาไปขายนะ”
“ไม่เอา!”
ฟรานรีบปฏิเสธแล้วกอดง้าวไว้แน่นเลย
“ไม่ต้องห่วงฟราน ผมไม่ขายหรอก อันที่ดีที่สุดผมจะเก็บไว้ให้พวกเราใช้เอง ไว้ถ้าได้ของที่ไม่ได้ใช้มา ค่อยเอาไปขาย”
พอได้ยินที่ผมบอกฟรานก็ถอนหายใจโล่งอก ไม่ใช่เพราะเธอถูกใจอะไรมันหรอก แต่เพราะเป็นของที่ผมให้ มันจึงเป็นของสำคัญสำหรับเธอที่จะไม่ยอมให้ใครไปเด็ดขาด
“แต่แบบนี้ก็พอจะได้ลู่ทางทำเงินแล้วสิ ยูรินแล้วจะหาซื้อคริสตัลได้จากที่ไหนบ้าง”
“ร้านทั่วไปไม่มีขาย ส่วนใหญ่แล้วต้องไปที่ร้านประมูลเท่านั้น”
“ร้านประมูลเหรอ ยังไม่เคยไปเลยแฮะ”
“ไม่ไปดีแล้ว พวกหน้าใหม่จะโดนหลอก”
“แล้วยูรินล่ะ”
“เคยไปหลายครั้ง พอรู้จักคนที่ไว้ใจได้”
“โอ๋ ถ้าจะไปก็ต้องพายูรินไปด้วยสินะ”
“อยู่แล้ว”
จากนั้นผมก็กลับไปทำมื้อเที่ยงตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งวันนี้เป็นสปาเกตตี้ เมนูนี้ผมทำบ่อยตอนอยู่บ้าน เพราะพวกพี่ๆ ชอบกินกัน เลยมั่นใจพอสมควรว่าอร่อย
แต่เส้นก็ยังมีปัญหาอยู่ดี เพราะแป้งคุณภาพไม่ดีสักเท่าไร แต่ก็พอถูไถไปได้
ส่วนซอสผมสับไก่จนละเอียด และผัดลงไปกับซอสร่วมกับผักเลย จากนั้นก็หั่นเนื้อเป็นเส้นๆ โรยลงบนหน้าอีกที จากนั้นก็เอาผักที่ต้มจนนิ่มแล้ว มาจัดเรียงบนขอบจานเพื่อความสวยงาม
ให้เข้าไปปลุกให้ดอเรียตื่นมากินด้วยกัน แต่พอเธอฟื้นขึ้นมา ก็ร้องไห้โวยวายใหญ่เลย ก็แน่ล่ะจะมาประลองแต่ดันเสียตัวซะได้
แต่เธอเป็นคนจริงจังเมื่อพูดอะไรไว้แล้วก็ต้องทำตามที่พูด เธอเลยยกดาบให้กับผม
“ดาบน่ะเก็บเอาไว้ ผมต้องการแค่ตัวเธอเท่านั้น”
“ตัวข้า!? แต่ข้าเป็นเซนทอร์นะ”
“อืม”
“ไม่มีทาง มนุษย์น่ะไม่มีทางชอบเซนทอร์แบบข้าหรอก คิดจะจับข้าเป็นทาสล่ะสิ”
“อืม ใกล้เคียงนะ อยากได้เธอมาเป็นทาสเซ็กส์ของผมน่ะ”
“ทะ ทาสเซ็กส์!! มะ ไม่มีทาง ท ท่านแม่บอกว่า ของมนุษย์มันเล็ก ไม่มีทางทำให้พวกเรามีความสุขได้”
“เหรอ แปลว่าที่ทำกับผมไปตะกี้เธอไม่มีความสุขเลยงั้นสิ”
“ไม่!...ไม่ ตะกี้ รู้สึกดีมากเลย ดะ เดี๋ยวสิ! นี้ข้าติดใจของมนุษย์เหรอ? เป็นไปได้อย่างไง!”
“ผมก็ติดใจหอยของเธอเหมือนกัน ถ้าอย่างไงมาอยู่ด้วยกันที่นี้ไหม”
“ที่นี้เหรอ!? หมายถึงจะขังข้าไว้ที่นี้งั้นเหรอ”
“เปล่าๆ เธอมีอิสระจะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจเลย แค่คิดซะว่าที่นี้เป็นบ้าน ที่กลับมาได้ทุกเมื่อเท่านั้นเอง”
“…ฮะ ฮิ กฎของข้าคือดาบอยู่คนอยู่ ในเมื่อดาบของข้าเป็นขอเจ้าแล้ว ตัวข้าก็จะเป็นของเจ้าด้วย ก็ได้ข้าจะอยู่ที่นี้คอยเป็นดาบให้กับเจ้าแล้วกัน”
เป็นพวกปากแข็งเหรอเนี่ย น่าแกล้งดีแฮะ
“งั้นตอนนี้มากินมื้อเที่ยงด้วยกันเถอะ”
“เอ๋? จะให้ข้าร่วมโต๊ะกับมนุษย์เหรอ”
“ทำไมล่ะ”
“ขะ ข้าไม่เคยนั่งโต๊ะอาหารกับมนุษย์ เพราะข้าถูกมองว่าเป็นเพียงแค่มอนสเตอร์”
“แต่ที่นี้ไม่ ดอเรียก็คือดอเรีย คิดแค่นั้นก็พอแล้ว มาสิ”
ผมพาดอเรียมาถึงโต๊ะอาหาร ซึ่งจัดที่กันไว้เรียบร้อยแล้ว ดอเรียไม่กล้าเข้าไป เลยยืนแอบอยู่หลังประตู เลยเป็นดาเซสกับยูรินที่ไปพาตัวเธอเข้ามาอย่างรู้งาน
“ว่าแต่ดอเรียตัวสูงกว่าโต๊ะแฮะ แถมนั่งเก้าอี้ไม่ได้ด้วย จะเอาไงดี”
ผมหันไปปรึกษากับมิรินและเดเม่
“ให้นั่งเบาะดีไหมคะ”
มิรินเสนอ
“โอ้ว ไม่เลว ความคิดดี เดเม่ไปเอาเบาะมาที”
“รับทราบค่ะ”
พริบตาเดียวเดเม่ก็กลับมาพร้อมกับเบาะรองนั่ง และวางลงบนตำแหน่งที่จะให้ดอเรียนั่ง
“พอดีเลย นั่งสบายไหมดอเรีย”
“นะ นี้มันนิ่มมากเลย ดีกว่ากองฟางอีก ให้ข้านั่งบนสิ่งนี้จะดีเหรอ”
“ก็ต้องดีอยู่แล้ว งั้นทุกคนก็นั่งที่เถอะ”
พอประจำที่กันแล้ว ผมกับเดเม่ก็ยกจานใส่สปาเกตตี้ออกมาวางลงตรงหน้าทุกคน
ดอเรียมองซ้ายมองขวาเพื่อดูท่าทางของทุกคน
“ดอเรียไม่ต้องกังวลหรอก ว่าแต่ใช้ส้อมได้ไหม”
“ขะ ขออภัยข้าไม่เคยใช้สิ่งนี้มาก่อน”
“เอ่อ คือว่าฉันเองก็ใช้ไม่เป็นค่ะ แล้วอาหารแบบนี้ก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย”
โมอายกมือขึ้นพลางยิ้มแบบเขินๆ เมยอาเองก็ยกมือขึ้นตามพลางหันหน้าไปทางอื่น
“เหมือนราเม้งใช่ไหมค่ะนายท่าน”
ฟรานเองจับตะเกียบแทนซะแล้ว
คนอื่นๆ ก็พอ
พอดอเรียเห็นว่าไม่ใช่แค่ตัวเองที่ดูแปลก เลยคลายความกังวลลง แถมไม่มีใครมองเธอแบบรังเกียจด้วย นั้นทำให้เธอรู้สึกดีมากๆ
จากนั้นผมก็สอนวิธีใช้ส้อมกับการกินสปาเกตตี้ แรกๆ ก็ไม่ค่อยถนัดกัน แต่พอเริ่มเอาเข้าปากได้แล้วเท่านั้นแหละ ทุกคนเหมือนโดนความอร่อยบีบบังคับให้ใช้ส้อมอย่างชำนาญขึ้นมาทันที ทุกคนกินกันด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับกำลังต่อสู้กับรสชาติตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ยะ หยุดกินไม่ได้ เวทมนต์แบบไหนกันเนี่ย!”
มิรินไม่สามารถหยุดมือที่ถือส้อมไว้ได้เลย
“รสชาติเข้มข้นมากเลยค่ะนายท่าน มีตั้งหลายรสชาติจนอธิบายไม่ถูกเลย”
เดเม่เองก็อร่อยจนต้องรับหลับตาปี๋
“ราเม้งก็อร่อย สปาเกตตี้ก็อร่อย ของที่นายท่านทำอร่อยทุกอย่างเลย”
มีอะไรที่ฟรานไม่ชอบบ้างไหมเนี่ย อยากรู้จริงๆ
“แม่คะ อาหารอร่อยขนาดนี้ หนูว่ามันเกินระดับอาหารของขุนนางอีกนะคะ จะดีเหรอที่พวกเรามานั่งกินกันสบายๆ แบบนี้”
เมยอาจ้องสปาเกตตี้ด้วยสีหน้าคิดหนัก
“ใช่ แม่เองเคยไปช่วยงานในครัวของบ้านขุนนาง ยังไม่เคยเจออาหารที่ทั้งน่ากินและอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย นี้มันอร่อยจนคิดว่าพวกเราไม่คู่ควรเลย”
“พวกเธอสองแม่ลูกเลิกคิดแบบนั้นแล้วกินให้สบายใจดีกว่านะ”
ไม่ไหวเลยจริงๆ คงต้องใช้เวลากว่าสองแม่ลูกจะปรับตัวได้
“เติมอีก!”
เอร่ายื่นจานเปล่ามาให้ผม แต่ในปากยังมีสปาเกตตี้อยู่เต็มเลย แถมยังเลอะปากเต็มไปหมด กินอย่างกะเด็กเลยยัยนี้
ส่วนดอเรียนั้น…แข็งไปซะแล้ว พอเอาสปาเกตตี้เข้าปากไป ก็ค้างอยู่ท่านั้นไม่ขยับเลย
“…นายท่าน ดอเรียสลบไปแล้ว”
ยูรินยื่นหน้าไปมอง ก่อนจะหันมาบอกผม
“ดาเซสปลุกเธอที”
“รับทราบ!”
หลังจากโดนดาเซสปลุกแล้ว ดอเรียก็ลนลานลุกขึ้นมา
“จะ เจ้าเอาอะไรให้ข้ากินเนี่ย!”
“ไม่อร่อยเหรอ”
“อร่อยเกินไปต่างหาก!”
“งั้นก็กินต่อสิ มีให้เติมอีกนะ”
“ได้เหรอ ข้ากินได้อีกเหรอ!”
“อืม คิดว่าเธอต้องกินจุน่ะ เลยทำไว้เยอะเลย”
วันนี้ทุกคนกินเยอะเป็นพิเศษ จนแม้แต่ในจานตัวเองยังไม่เหลือแม้แต่ซอสติดอยู่เลย แบบนี้ยิ่งกว่าเลียจานอีกนะ
ทุกคนกลับไปนั่งพักในห้องนั่งเล่น สีหน้าท่าทางนี้อิ่มเอิบมากๆ เหมือนกำลังตกอยู่ในความฝันกันอยู่
“จะว่าไปทำไมที่คฤหาสน์นี้อากาศมันถึงได้เย็นสบายดีจัง ทั้งๆ ที่ข้างนอกออกจะร้อน”
“ถ้าเรื่องนั้น”
แล้วยูรินก็อธิบายเรื่องอุปกรณ์เวทที่ผมเรียกว่าแอร์ปรับอากาศให้ดอเรียฟัง ซึ่งเดเม่กับโมอาที่ยังไม่รู้เรื่องก็ฟังไปด้วย และพากันทำหน้าตกตะลึงกันอออกมา
“มะ มีสิ่งประดิษฐ์แสนวิเศษแบบนี้ด้วยเหรอ”
“มีไปแล้ว”
ยูรินพยักหน้าตอบ
ดอเรียเงยหน้าดูท่อเหล็กที่ติดอยู่บนเพดานด้วยสีหน้าประทับใจสุดๆ
แต่ตอนนั้นผมก็เอาของหวานออกมา มันคือเอแคลร์ ที่เป็นแป้งทรงกลม ด้านนอกกรอบด้านในนิ่ม ข้างในใส่ไส้ครีมไว้ ผมทำไว้เยอะจนพูนจานเลย พอเอาไปตั้งบนโต๊ะในห้องนั่งเล่น ทุกคนก็รีบคลานมามุงดูมันทันที
“อันตรายค่ะ สัญญาชาติของฉันมันกำลังเตือนแบบนั้น”
มิรินบอกขึ้นเป็นคนแรก
“เห็นด้วย แค่กลิ่นหอมของมันก็ยั่วนํ้าลายซะขนาดนี้แล้ว ขืนเอาเข้าปากไป ไม่พ้นต้องตกเป็นทาสของมันแน่”
ดาเซสนี้จะจริงจังไปไหน
“ขนมหวานของนายท่าน อร่อยจนน่ากลัว”
ฟรานเองก็มองอย่างเกรงกลัว ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แสนร้ายกาจ
“กินไปเถอะน่า ไม่ใช่ยาพิษสักหน่อย นี้ไง”
ผมจับชิ้นแรกขึ้นมา และยัดใส่ปากดอเรียไป พริบตานั้นเธอก็ล้มตึงลงไปกับพื้นห้องทันที
“นั้นไง ถึงตายจริงๆ ด้วย!”
ทุกคนแทบจะประสานเสียงกันออกมา
“ไม่ตายเฟ้ย! ยัยนี้ก็จริงๆ เลย เอะอะก็สลบอย่างเดียว ดาเซสจัดการที”
ผมให้ดาเซสปลุกดอเรียขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้พอตื่นขึ้นมาดอเรียก็นั่งร้องไห้ท่าเดียว
“เลิกทรมานข้าแบบนี้สักที! ไม่ไหวแล้ว ทั้งสปาเกตตี้อะไรนั้น ทั้งขนมชิ้นนี้ มันอร่อยจนแทบจะทำให้ข้าบ้าตายอยู่แล้วนะ!”
“ถ้าอร่อยก็ต้องกินเยอะๆ”
ว่าแล้วผมก็จับยัดเข้าปากดอเรียไปอีกชิ้น คราวนี้ไม่สลบแฮะ แต่อร่อยจนพูดไม่ได้ เอาแต่เคี้ยวไปร้องไห้ไป
“ถ้าไม่รีบจะหมดก่อนนะ”
พอผมบอกไปแบบนั้นราวกับเป็นการเคาะระฆังเริ่มยก ทุกคนพุ่งมือเข้าไปคว้าเอแคลร์แล้วเอาเข้าปากทันที พริบตานั้นทุกคนก็หงายหลังล้มตึงไปแบบเดียวกับดอเรีย
ผมล่ะคิดจริงๆ ล่ะว่าความอร่อยนี้มันฆ่าคนได้จริงๆ ด้วย
ผมปล่อยให้ทุกคนจมไปกับความหวานอร่อยของเอแคลร์ ขณะกลับไปที่ปราสาทจอมมาร และนำมื้อเที่ยงและ
ของหวานไปส่งให้มุเอมะ และจดสูตรอาหารไปให้พ่อครัวทำให้คนอื่นกินอีกที มุเอมะเองพยายามรักษามารยาทเป็นอย่างดี แต่สงสัยจะชอบทั้งสปาเกตตี้และเอแคลร์มาก เลยพูดชมไม่หยุดปากเลย แต่ว่าพอเธอกินเสร็จผมก็รีบลากเธอขึ้นเตียงทันที เพราะไม่ได้มีอะไรกับเธอมาพักหนึ่งแล้ว แถมยังอารมณ์ค้างมาจากดอเรียด้วย วันนี้ผมเลยทำซะจนมุเอมะสลบไปเลย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ