ตอนที่ 134 เหตุการณ์สงบ

ตอนที่ 134 เหตุการณ์สงบ
ตอนนี้ผมอยู่ในห้องทดสอบ พอเข้าก็รู้สึกได้ทันทีว่าชุดเกราะจอมมารมีการตอบสนองกับผม ส่วนคนอื่นไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้เลย เพราะเกราะจอมมารปล่อยพลังด้านลบที่รุนแรงออกมา จึงได้แต่ยืนรอกันอยู่ที่ด้านนอก
ผมเดินไปหยิบมงกุฎราชาปีศาจขึ้นมา ซึ่งตอนนี้มันคือส่วนหมวกเกราะของเกราะจอมมาร และพอใส่มันทุกอย่างก็มืดลง พร้อมกับมีเสียงพูดผ่านมาในความมืด
“อยากให้ข้าช่วยอะไรเหรอ ท่านจอมมาร”
“นึกว่านายรู้อนาคตหมดแล้วซะอีก”
“ฮ่าๆๆ ผิดแล้ว ข้าเห็นเฉพาะปลายทางที่ท่านจะไป แต่ข้าไม่อาจจะเห็นทางที่ท่านใช้เดินไปได้”
“แบบนี้เอง…งั้นจนกว่าจะได้สกิลมารคืนมา พอมีวิธีไหนใช้ผมใช้สถานะจอมมารได้บ้างไหม อย่างน้อยก็อยากจะมีพลังไว้เติมให้ปราสาทจอมมารทำงานอยู่ได้น่ะ”
“ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ข้าจะมอบฟังชั่นพิเศษให้ โดยท่านจะอยู่ในสถานะจอมมารแบบเดิม เพียงแค่จะโดนลดพลังจนเหลือแค่ 1 ใน 10 และสกิลทั้งหมดจะโดนล็อคเอาไว้ นี้คือมากสุดที่ร่างกายของท่านรับไหวในตอนนี้”
“แล้วจะพอเติมพลังให้ปราสาทไหม”
“เกินพอ แต่จำไว้อย่าง การฟื้นพลังของท่านจะไม่ได้รวดเร็วเหมือนเมื่อก่อน เพราะขาดสกิลมารราคะไป ซํ้ายังจำเป็นต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วย และจนกว่าจะได้สกิลมารราคะคืนมา ข้าไม่อาจติดต่อ
ระยะไกลได้แบบเดิม ถ้าท่านต้องการพลังจากเกราะของจอมมาร ต้องมาหาข้าที่นี้เอง”
“เข้าใจแล้ว แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้วล่ะ ขอบใจนะ”
“ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า ตัวตนของข้ามีไว้เพื่อท่านอยู่แล้ว ท่านจอมมาร”
หลังจากนั้นผมก็ไปที่ห้องเครื่อง เพื่อเติมพลังงานให้แกนกลาง งานนี้พวกสาวๆ เลยได้เดินทัวร์รอบปราสาทเลย แต่ท่าทางดูผ่อนคลายลง หลังจากได้เห็นชีวิตประจำวันของเผ่าปีศาจอย่างใกล้ชิด แถมการได้เห็นมอนสเตอร์ระดับตำนานเดินกันยั้วเยี้ยแถมยังกระทบไหล่ได้ เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครเคยคิดฝันมาก่อน
กินเองเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเธอเป็นมอนสเตอร์ดันเจี้ยน และพลังที่แผ่ออกมาจากตัว
ปราสาทจอมมาร มันทำให้เธอรู้สึกสดชื่นและแข็งแรง ตรงกันข้ามกับดอเรีย ที่โดนกลิ่นอายของปราสาทกดดันจนต้องเดินตัวงอ
แต่ผมคุยกับเธอแล้ว ว่าจะไม่บังคับเผ่าเซนทอร์ให้เข้าร่วมหรือสวามิภักดิ์ แต่จะยกที่ดินในแดนปีศาจซึ่งเผ่าเซนทอร์อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ให้เป็นพื้นที่ปกครองตัวเองของเผ่าเซนทอร์ไป โดยแลกกับภาษีเนื้อสัตว์หรือผลไม้บางส่วนที่เซนทอร์หามาได้
นั้นให้ดอเรียดีใจจนนํ้าตาไหลเลย เพราะเผ่าเซนทอร์เป็นชนเผ่าเร่ร่อนมาตลอด ปักหลังสร้างเมืองที่ไหนก็อยู่ได้ไม่ค่อยนาน แถมภาษีที่ผมคิด ก็ไม่ได้ลำบากอะไรกับเผ่านักล่าอย่างเซนทอร์อยู่แล้ว พอผมให้เมยอาร่างสัญญาให้แล้ว ดอเรียก็ขอนำมันกลับไปแจ้งข่าวให้ที่หมู่บ้านเธอทันที แถมเธอไม่ได้กลับไปนานแล้วด้วย เลย
จะถือโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ตัวผมเองก็อยากไปด้วยแต่ติดงานหลายอย่าง เลยส่งตัวแทนไปแทน ซึ่งก็คือ หัวหน้าองค์รักษ์โกรมบิม
ส่วนเรื่องของเวเนซ่า ผมต้องการทำให้ชัดเจน เพราะพวกลูกน้องเก่าแก่ของเวเนซ่าจะได้ไม่สับสน เลยเรียกชุมนุมครั้งใหญ่ และประกาศบนบัลลังก์ให้ทุกคนทราบโดยพร้อมกัน ว่าเวเนซ่าเกษียณจากหน้าที่จอมมารแล้ว แต่ยังเป็นผู้อาวุโสของเผ่าปีศาจอยู่ และจะคอยเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำกับผมแทน
และมุเอมะได้เลื่อนตำแหน่ง จากผู้บัญชาการ มาเป็นราชินีเผ่าปีศาจ และมอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้กับเธอ ทั้งนี้ผมทำไปเพื่อรักษาความมั่นคงของเผ่าปีศาจไว้ เพราะเกิดวันใดวันหนึ่งโดนเล่นงานจน
เสียชีวิตหรือเสียตำแหน่งจอมมารไป มุเอมะก็ยังจะนำเผ่าปีศาจไปยังเส้นทางที่ควรเดินไปได้
เหตุการณ์ที่ผมโดนเล่นงานในครั้งนี้ ถือเป็นความผิดพลาด แต่ในความผิดพลาด ก็ทำให้ผมได้เห็นรูรั่วที่ต้องเข้าไปอุด
นอกจากนี้ผมยังเริ่มคิดถึงแนวทางในการสร้างหน่วยปฏิบัติการลับขึ้นมา โดยคัดเอาเผ่าปีศาจที่เป็นมนุษย์หรือสายพันธุ์ที่ใกล้เคียง ซึ่งสามารถเข้าออกเมืองของมนุษย์ได้อย่างไม่ผิดสังเกต เข้ามาในหน่วยและทำการฝึกซ้อมการปฏิบัติการณ์พิเศษ เช่นเกิดกรณีที่ผมทำอะไรไม่ได้และโดนตามล่าตัวแบบคราวนี้ ทางเผ่าปีศาจก็จะได้ส่งหน่วยปฏิบัติการลับเข้าไปช่วยเหลือผมออกมาได้ โดยไม่มีผลกระทบมาถึงเผ่าปีศาจโดยตรง
แผนกวิทยาการเองก็เริ่มคิดค้นอุปกรณ์เวท ที่ใช้สำหรับปลอมตัวขึ้นมาแล้วเหมือนกัน พูดถึงแผนกนี้แล้ว ผมก็ไปขอฉกเอาแท่นวาปร์ กับอุปกรณ์ใหม่ๆ ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย และยังมีกระซิบบอกให้เริ่มค้นคว้า วิธีเจาะผ่านระบบป้องกันของเมืองกรอซ่าไว้ด้วย เพราะคิดว่าเมืองอื่นๆ ก็น่าจะมีระบบต่อต้านเผ่าปีศาจแบบนี้ติดอยู่เหมือนกัน ถึงจะไม่ได้คิดจะไปบุกเมืองไหน แต่เตรียมการรับมือไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
ส่วนเรื่องแหวนสื่อสารผมได้อันใหม่มาจากมุเอมะ โดยที่คราวนี้อัพเกรตขึ้นมาอีกระดับ ทำให้มีสกิลป้องกันการโจมตีระยะไกลแบบกำหนดจำนวนครั้งไว้ด้วย
เรื่องปีเตอร์กับแก็งค์เด็ก ผมต้องเรียกมาคุยกันนอกรอบ และถามความสมัครใจ เพราะอย่างไงปีเตอร์ก็เป็นผู้กล้า แต่คำตอบกลับผิดคาด ปีเตอร์ยังคง
เป็นสมาชิกกิลของผมต่อไป แต่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของเผ่าปีศาจ เขายังคงยืดถือแนวทางของผู้กล้า โดยจะจับตาดูเผ่าปีศาจอย่างใกล้ชิด ถ้าเมื่อไรเห็นว่าเริ่มเป็นภัยต่อโลกใบนี้ เขาก็จะหันดาบมาหาทันที ซึ่งผมตกลงในการตัดสินใจของเขา ดีซะอีกเหมือนมีผู้ตรวจการคอยจับตาดูอยู่ใกล้ๆ ทำให้เหมือนมีคนคอยเตือนสติและเข้ามาห้ามได้ เมื่อผมทำอะไรนอกลู่นอกทางจนเกินไป
พอทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็เตรียมเดินทางกลับ แต่จริงๆ ผมเสนอให้พวกสาวๆ อยู่พักที่นี้ เพราะมันปลอดภัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะแยะ (มีทั้งสปา บ่อนํ้าพุร้อน เครื่องเล่น จักรยาน) ส่วนเมืองกรอซ่าตอนนี้ถึงกลับไปก็ต้องทนใช้ชีวิตลำบาก
ไปช่วงหนึ่ง กว่าจะฟื้นคืนความสะดวกสบายแบบเดิมมาได้
แต่สาวๆ ทุกคนพร้อมใจจะกลับไปกับผม โดยที่คราวนี้มีเวเนซ่าตามไปด้วย ส่วนอลิซาเบธผมเองก็อยากจะให้ตามไปด้วยนะ แต่สงสัยโดนเวเนซ่าส่งตัวไปไกลสุดขอบโลกเลยล่ะมั่ง เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่กลับมาเลย
เมื่อกลับมาถึงผมก็เข้าจวนเจ้าเมืองทัน ซึ่งมันตั้งอยู่ในยานบ้านพักเศรษฐี และอย่างที่คิด ปัญหามีให้ตามแก้เพียบ อย่างแรกเลย ผมขาดกำลังคน
ทันทีที่รู้มีเผ่าปีศาจมาเป็นเจ้าเมือง พวกขุนนางกับข้าราชการส่วนใหญ่ก็พากันลาออก และเก็บของเดินทางออกนอกเมืองไปแล้ว แถมยังกวาดเอาเงินกับ
ทรัพย์สินของทางการไปจนหมด งานนี้ผมเก็บชื่อพวกมันไว้ตามไล่เบี้ยทีหลัง
นอกจากนี้ทัพอัศวินเองก็ปิดทำการและย้ายออกไปด้วยเช่นกัน ทัพอัศวินถือได้ว่าเป็นกำลังหลักในการป้องกันเมือง ถ้าขาดทัพอัศวินไปเมืองก็เหมือนไร้การป้องกันและจะไม่มีใครมาดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมืองด้วย
ยังดีที่มีพวกคนหนุ่มสาว ที่เป็นขุนนางและข้าราชการบางส่วน ตกลงใจอยู่ต่อเพื่อต้องการเสี่ยงดวงกับผมดู คงเพราะเบื่อหน่ายกับระบบเดิมๆ ที่มีแต่ผลิตคนยากจนดูแลตัวเองไม่ได้ออกมา จนแทบจะล้นสลัมอยู่แล้ว
ผมเลยต้องเปิดประชุมเป็นการเร่งด่วน และให้ปีเตอร์ไปเชิญบรรดาขุนนางมา เพราะเขาเองก็เคยเป็นขุนนางมาก่อน ในแวดวงสังคมเลยพอจะรู้จักมักจี่กัน
ส่วนพวกแก็งค์เด็กผมให้ตามพวกมิรินลงดันเจี้ยนไปอีกรอบ เพื่อไปติดตั้งแท่นวาปร์อันใหม่ที่โรงแรม
ขุนนางที่เหลืออยู่ตอนนี้มีแค่สามตระกูลเท่านั้น และยังเป็นพวกขุนนางระดับล่างๆ ด้วย และพอมาถึงผมก็ขอตรวจสอบทรัพย์สินก่อนเลย ซึ่งพวกเขาก็รู้อยู่แล้วซํ้ายังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ที่ต้องทำแบบนี้เพราะต่อไปจะมีเงินจำนวนมากไหลผ่านมือพวกเขาไป เพื่อทำการซ่อมแซมและพัฒนาเมือง ผมไม่ต้องการให้มีการคอรัปชั่น ถ้ามีการรํ่ารวยผิดปกติ มันจะทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
แต่ผมก็คุยกันแล้ว ว่าถ้าทำงานกับผมพวกเขาจะได้แค่เงินเดือนตามปกติ จะไม่ได้รํ่ารวยแบบขุนนางทั่วไป และยังจะต้องโดนตรวจสอบบ่อยๆ แต่พวกเขากลับยินดีทำงานร่วมกันผม เหตุผลเพราะพวกเขาทั้งสามตระกูลเป็นคนสร้างเมืองกรอซ่าขึ้นมากับมือ เลยมีความปรารถนาทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนอยู่แล้ว
เมื่อได้คนมีใจทำงานมาแบบนี้ ผมจึงมอบหมายตำแหน่งและงานให้ทันที โดยจะแต่งตั้งพวกเขาเป็นหัวหน้ากระทรวงทั้งสามที่ผมจะตั้งขึ้นมาก่อน โดยเลือกเอาที่มีความสำคัญสุดมา ซึ่งก็มีกระทรวงโยธาฯ กระทรวงทรัพยากร และกระทรวงสาธรณสุข
โดยแต่ละกระทรวงจะมีหน้าที่สำคัญที่ต้องทำ กระทรวงโยธาฯ จะรับหน้าที่สร้างกำแพงใหม่รวมถึง
ซ่อมแซมบ้านเรือน และในอนาคตจะต้องวางผังเมืองใหม่กับสร้างถนนด้วย
กระทรวงทรัพยากร ถือว่าเป็นกระทรวงที่งานหนักสุด เพราะต้องดูหลายอย่าง ทั้งพื้นที่การเกษตรและปสุสัตว์ แรงงาน รวมถึงการทำงานของกิลต่างๆ ซึ่งจากนี้ผมจะนับเข้าเป็นทรัพยากรของเมืองด้วย และเมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ผมจะให้นับมอนสเตอร์รอบเมืองกรอซ่า มาเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน
กระทรวงสาธรณสุข มีงานหลักๆ เลยในตอนนี้ก็คือการดูแลคนเจ็บ จัดหายามารักษา หาที่อยู่ให้คนไร้บ้าน และเยียวยาผู้สูญเสีย กระทรวงนี้ต่อไปจะมีงานอีกมากมายที่ผมจะให้พวกเขาทำ
“ผมประทับใจการวางแผนงานของท่านนะครับ แต่ถ้าทำทุกอย่างนี้พร้อมกันหมด ต่อให้พวกผม
ช่วยกันควักทรัพย์สินที่มีทั้งหมดออกมา ก็ไม่เพียงพอจะทำตามที่ท่านสั่งได้หรอกครับ”
ขุนนางกระทรวงโยธาฯ เอ่ยขึ้น เขามีชื่อว่า ลอร์ด เฮนทรัส เขามีลูกน้องราว 200 คน และยังมีทาสแรงงานอย่างเผ่ายักษ์อยู่อีกร้อยกว่าคน ผมได้ยินจากปีเตอร์ว่า ลอร์ด เฮนทรัสเป็นคนที่ดูแลทาสดี อย่างน้อยก็มีการให้อาหารกินอิ่มท้องและไม่มีการทรมานทาส เขาเป็นคนฉลาดและซื่อตรง แต่เพราะซื่อตรงเกินไปหน่อย เลยมักจะทะเลาะเบาะแว้งกับขุนนางคนอื่นๆ ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนและเส้นสายเป็นของตัวเอง
“ถ้าเรื่องเงินพวกคุณไม่ต้องเป็นห่วง”
ผมพยักหน้าให้เดเม่ เธอเลยเดินเข้ามาและเทกระเป๋าลง เหรียญจำนวนมหาศาลไหลออกมาไม่หยุด นี้เป็นเงินส่วนหนึ่งที่ผมหยิบติดมือติดไม้มาจากปราสาท
จอมมาร ปกติก็ไม่คิดจะหยิบยืมเงินของที่นั้นมาใช้หรอก แต่เห็นมุเอมะบอกว่ามันเริ่มจะล้นคลังสมบัติแล้ว
ดันเจี้ยนบางแห่งของเผ่าปีศาจสามารถผลิตเงินเองได้ ในแต่ล่ะวันจะมีเงินเข้ามาเติมในคลังสมบัตินับพันล้านรีล ไม่นับพวกเงินที่ไม่ทราบแหล่งที่มาอีกเพียบ ไม่แปลกที่มันจะล้นคลังสมบัติได้
แถมตอนนี้ทั้งวัตถุดิบและอาหาร ก็ตกอยู่ในมือของเจ้าหญิงโชจนเกือบหมด เพราะงั้นถ้าคิดจะทำอะไร เพียงแต่ชี้นิ้วออกไปก็ทำได้ในทันที
“พวกคุณสามารถเบิกเงินรวมถึงสิ่งของจำเป็นไปใช้ได้เท่าที่ต้องการ แต่ว่าต้องทำบัญชีทุกอย่างมาตามความเป็นจริง และถ้าพวกคุณพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าได้ทำงานกันอย่างจริงจังและซื่อสัตย์ ต่อไปผมจะมอบการดูแลรวมถึงผลประโยชน์จากกิจการต่างๆ ให้ เชื่อเถอะสิ่ง
ที่พวกคุณจะได้จากผม มันมากกว่าเงินที่เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ที่สำคัญมันคือเงินเย็นที่จะนอนกอดได้อย่างเป็นสุข ไม่ใช่เงินร้อนที่ต้องถือไปอย่างกังวลใจ”
พวกขุนนางฟังที่ผมบอกจนอึ้งไปตามๆ กัน
“ขอบคุณที่ท่านเจ้าเมืองคิดถึงพวกเรา แต่ขอเพียงท่านบริหารจัดการเมืองนี้ให้เป็นอย่างที่ควรเป็นได้ พวกเราก็ไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลยค่ะ”
ขุนนางกระทรวงสาธรณสุข ก้มหัวลงและกล่าวทั้งนํ้าตา เธอคือ ลอร์ด ซีคารี ตระกูลของเธอเป็นเจ้าเมืองมาแล้วหลายรุ่น จนเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทางเมืองหลวงได้ส่งตระกูลขุนนางใหญ่เข้ามา และให้ดำเนินงานอย่างลับๆ ทำให้ตระกูลของเธอถูกลดถอนกำลังลง จนทุกวันนี้แทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว เป็นตระกูลขุนนางตกอับก็ว่าได้ เธอมีลูกน้องเพียงแค่สิบกว่า
คน และล้วนแต่เป็นคนรับใช้ ในขุนนางทั้งสามคนเธอมีอายุมากสุดคือราวๆ สามสิบต้นๆ ส่วนอีกสองคนน่าจะพึ่งยี่สิบ สองคนที่เหลือเลยค่อนข้างให้ความเคารพเธอพอสมควร
“แต่ผมไม่รู้ว่างานจัดการทรัพยากรที่ว่า ต้องทำอะไรบ้าง จะไม่เป็นปัญหาเหรอครับ”
ขุนนางกระทรวงทรัพยากรถามขึ้นมาบ้าง เขาคนนี้มียศเป็นถึงท่านเคาท์ มีชื่อว่า เคาท์โอคูลอน เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างอ้วนกลม แก้มนี้อย่างกะซาลาเปา ตัวเตี้ยแถมยังมีบุคลิกไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แต่ปีเตอร์เอาประวัติของชายคนนี้มาให้อ่านแล้ว ผมประทับใจมากทีเดียว เพราะตระกูลของเขาเกือบล่มสลายไปแล้ว แต่เขาที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่นักเรียนอยู่ กลับเข้ามาจัดการบริหารทรัพย์สินและหนี้สินภายในบ้านด้วยตัวเอง
จนรอดพ้นวิกฤตมาได้ ความสามารถด้านการจัดการของเขาเหมาะสมกับตำแหน่งเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่มีปัญหา ช่วงแรกผมจะบอกให้ว่าต้องทำอะไรและทำอย่างไง แต่พวกคุณต้องลงพื้นที่ให้มากๆ การเรียนรู้จากการทำงานจริง จะเป็นประสบการณ์ที่สอนให้คุณทำงานเป็น เชื่อว่าไม่นานพวกคุณจะบริหารงานในกระทรวงของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผมอีก”
พอผมบอกแบบนี้ไปพวกเขาต่างขานรับกันอย่างจริงจัง เพราะคงอยากได้โอกาสพิสูจน์ความสามารถของตัวเองมานานแล้ว
นอกจากนี้ผมยังคืนยศให้กับปีเตอร์ ตอนนี้เขากลับมาเป็นขุนนางอีกครั้งโดยมียศเป็นลอร์ด ที่จริงผมจะให้เขานั่งเก้าอี้กระทรวงกลาโหม คอยจัดการเรื่องกองทัพ แต่เจ้าตัวดันปฏิเสธ บอกว่ายังอยากเป็นนักผจญ
ภัยอย่างเดิม ซึ่งผมก็ค่อนข้างชื่นชมปีเตอร์ ที่เขาไม่หลงไปกับอำนาจและเงินทองแบบเมื่อก่อนแล้ว คนที่ทำผิดแล้วสำนึกได้ และยังพยายามปรับปรุงตัว เป็นคนที่น่ายกย่องที่สุด
ผมเลยต้องมองหาคนใหม่ที่จะมารับหน้าที่ จริงๆ ดาเซสน่าจะเหมาะ แต่ผมอยากจะให้เธอรับผิดชอบเรื่องการสร้างกองอัศวินขึ้นมาใหม่ เพราะอาชีพเธอมาสายนี้อยู่แล้ว หลังจากมองซ้ายมองขวาไปก็ไม่เห็นว่าใครจะเหมาะ ไม่สิ มีอยู่คนหนึ่ง…อลิซาเบธไง ไว้เดี๋ยวถ้าเธอหาทางกลับมาได้แล้ว ค่อยว่ากันอีกที
ส่วนเมยอาก็แน่นอนว่าต้องดูแลกระทรวงการคลัง เพราะผมไม่ไว้ใจใครให้ถือเงินให้เท่ากับเธอและเดเม่อีกแล้ว และจากที่โดนแฮ็ปเงินไปคราวก่อนจากร้านแลกเปลี่ยนเงิน ผมเลยเขียนแผนการ
สร้างธนาคารให้เธอไปจัดการด้วย จริงๆ ถ้าใช้อำนาจไปขู่ ก็คงได้เงินคืนมาหรอก แต่ผมมันเป็นประเภทชอบบู๊ล้างพล่าน ถ้าโดนชกมาหนึ่งหมัด ต้องชกคืนสองหมัด งานนี้ผมเลยกะทำลายระบบของร้านแลกเปลี่ยนเงินด้วยระบบธนาคาร เอาแบบให้ย่อยยับจนไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้อีกเลย
แต่ตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งใหญ่กว่าผมที่เป็นเจ้าเมือง ก็คือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมยกให้อาเดไลท์ไป ตำแหน่งนี้ไม่เคยมีมาก่อน ผมเลยอธิบายไปสั้นๆ ว่า ถ้าเจ้าเมืองคือเจ้าของเมือง นายกรัฐมนตรี คือตำแหน่งผู้บริหารจัดการเมือง มีสิทธิในการตัดสินใจได้ทุกเรื่อง กระทั่งสั่งงานกับเจ้าเมืองก็ได้ หัวหน้าทุกกระทรวงต้องขึ้นตรงกับเธอ
อาเดไลท์เข้าใจความสำคัญของหน้าที่นี้ดี เธอจึงรับมันไว้อย่างเต็มใจ เพราะด้วยอำนาจที่มีในตอนนี้ เธอสามารถช่วยงานและแบ่งเบาภาระของผมไปได้เยอะเลยทีเดียว ที่สำคัญเธอรู้ว่าผมต้องการปูอำนาจให้ จากนี้ไปต่อให้เธอจะไม่ใช่สายเลือดกษัตริย์ ก็จะมีคนจำนวนมากที่หนุนหลังเธอ
ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือ ยังคงทำหน้าที่ตามปกติของตัวเองไป
เจ้าหญิงโชเธอไม่ชอบบรรยากาศในเมือง เลยไปเรียกลูกน้องมาและให้ก่อสร้างคฤหาสน์ขึ้นมาใหม่ ส่วนวังมังกรของเธอถึงจะโดนไฟไหม้ไปแค่บางส่วน แต่เธอก็สั่งให้ทุบทิ้งและสร้างใหม่เหมือนกัน ถ้าสร้างเสร็จเมื่อไร ผมก็ว่าจะย้ายกลับไปอยู่ที่คฤหาสน์เหมือนเดิม
ส่วนเอร่า…ผมลงโทษเธอด้วยการให้ไปนั่งที่ใจกลางเมือง เพราะถ้าเธอสาปได้ ก็ต้องล้างคำสาปได้ ผมเลยสั่งให้เธอไปนั่งล้างคำสาปจนกว่าเมืองจะกลับมาเป็นปกติ และส่งทหารที่จ้างมาชั่วคราวไปเฝ้าไว้ด้วยสี่คนเพื่อไม่ให้เธอหนีได้
เพียงแค่นั่งเฉยๆ นํ้าที่เน่าเสียในเมืองก็ค่อยๆ กลับมาใส แต่ยังต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกลับสู่สภาพปกติได้ ระหว่างนั้นก็มีคนเอาของมาถวายให้เอร่า พร้อมกับสมาชิกลัทธิบูชาเทพได้เพิ่มจำนวนขึ้น เอร่าถูกเรียกว่าเทพธิดาแห่งภัยพิบัติและการชำระล้าง
แต่การถวายของให้และมาคุกเข่าสวดมนต์ต่อหน้าเอร่า ทำให้พลังของเธอเพิ่มขึ้น เห็นว่าพวกเทพจะดูดซับพลังแห่งศรัทธาได้ เพราะงั้นเทพบางคนเลยมา
ช่วยงานเปลี่ยนอาชีพให้กับกิลนักผจญภัย เพื่อสร้างแรงศรัทธาของตัวเองในหมู่นักผจญภัย
เห็นท่าทางสบายอกสบายใจของเอร่าแล้ว ถึงจะทำให้ผมโมโหเพราะมันดูไม่เหมือนการลงโทษ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องดีผมก็ไม่รู้จะไปห้ามทำไม
ในวันถัดมาแท่นวาปร์ก็ถูกติดตั้งและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผมเลยเดินทางไปที่โรงแรมยูโทเปียด้วยตัวเอง โดยมีแค่ฟรานกับเดเม่ตามไปแค่สองคน
แต่พอมาถึงผมก็ต้องแปลกใจ เพราะโรงแรมยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และยังคงมีนักผจญภัยมาใช้บริการแน่นเหมือนเคย มีบางส่วนของตัวโรงแรมที่กำลังมีการซ่อมแซม แต่เพียงแค่พื้นที่เล็กๆ เท่านั้น
ก่อนจะเรียกประชุมพนักงาน ผมเรียกอานูบิส กับพวกสาวๆ มาคุยกันก่อน
ทีแรกผมนึกว่าอานูบิสจะเป็นคนจัดการปัญหาให้ แต่เจ้าตัวบอกว่าแทบไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากตามจับเจ้าพวกคนร้ายที่หนีไปกลับมา แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่สงบลงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยฝีมือนักผจญภัยที่พักที่นี้ และบรรดาพนักงานทุกคน ซึ่งพวกเขามองที่นี้เหมือนเป็นบ้านของตัวเอง เวลาเกิดเรื่องเลยร่วมมือกันจัดการได้อย่างรวดเร็ว
การก่อเหตุที่เกิดขึ้น ก็มีวางเพลิงสองจุด ซึ่งไหม้ห้องพักไปเพียงสามสี่ห้อง ตอนนี้กำลังซ้อมอยู่ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต มีแต่สำลักควันนิดหน่อย แต่แขกส่วนใหญ่ก็เป็นนักผจญภัย พวกนี้อึดอยู่แล้วเลยไม่เป็นไรกันมาก
นอกจากนี้ก็มีพวกคนร้ายที่รวมกลุ่มกันบริเวณลานอาหาร และบุกเข้าโจมตี แต่โดนพวกโกร่าอัดซะจนพิการกันไปเลย และยังมีพวกที่แฝงตัวเข้ามาเป็นแขกพยายามจะจับแขกคนอื่นเป็นตัวประกันแต่ก็ได้พวกยามกับพนักงานช่วยกันจัดการหมด เพราะส่วนใหญ่เป็นแขกประจำที่คุ้นๆ หน้ากันอยู่แล้ว และพนักงานเองก็ต้องจดจำนิสัยของลูกค้าแต่ละคนไว้ คนไหนที่มีพิรุษเลยโดนจับตามองตั้งแต่แรก เรียกได้ว่าทำงานกันดีจนไม่มีช่องให้คนร้ายก่อเหตุได้เลย
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นนักผจญภัยวาปร์มาจากกิลนักผจญภัย พวกนี้เข้ามาบุกโจมตีเพื่อจะจับตัวคนเป็นหลัก แต่แม้ในกลุ่มนักผจญภัยเองก็มีเสียงแตก พวกที่มาด้วยกันบางส่วนกับเล่นงานพวกเดียวกันเอง และยังมีพวกนักผจญภัยที่เป็นลูกค้าเข้าร่วมวงด้วย ถึง
จะมั่วได้ใจ แต่สุดท้ายเหตุการณ์ก็สงบและจับตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้หมด
“ข้าได้สอบสวนพวกมันทุกคนแล้ว ได้ทั้งชื่อคนอยู่เบื้องหลังและกิลที่คอยบงการด้วย”
“ส่งชื่อพวกนั้นให้ผม เดี๋ยวทางนี้จัดการเอง”
อานูบิสพยักหน้ารับพร้อมกับส่งกระดาษที่จดรายชื่อไว้มาให้
“แล้วจะทำอย่างไงกับพวกที่จับมา”
“…ปล่อยพวกนักผจญภัยไป พวกนี้รับเงินมาทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับพวกเรา ส่วนพวกที่เหลือพอแยกได้ใช่ไหมว่าคนไหนมีเจตตาร้าย”
“ของถนัดของข้าเลย”
“งั้นยกให้ จะเอาไปทำอะไรก็ตามสบายเลย”
อานูบิสแสยะยิ้มที่มีเขี้ยวเต็มปาก ก่อนจะหายตัวไป
ต่อไปเนี่ยล่ะงานยาก ผมหันไปมองพวกสาวๆ พลางคิดว่าพวกเธอจะยอมรับได้หรือเปล่า ดาเซสเองก็เป็นอัศวินและนักผจญภัย เป็นศัตรูกับเผ่าปีศาจตั้งแต่แรก ส่วนของซาคุยะก็เป็นผู้กล้า และผมก็เป็นเป้าหมายหลักของเธอ ยูรินเป็นเผ่าดวาฟ ซึ่งเผ่าดวาฟเคยถูกเผ่าปีศาจทำลายบ้านเกิด จนต้องหนีมาอยู่ร่วมกับมนุษย์ ฉะนั้นมีความแค้นฝั่งใจกับเผ่าปีศาจแน่ๆ อยู่แล้ว พวกโกร่ากับพวกเนปฟ่าก็เหมือนกัน โดยจุดยืนแล้วพวกเราเป็นศัตรูกัน ยิ่งลุงออกัสยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเราเป็น
แค่คู่ค้ากันเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนจะยอมย้ายข้างเลย
คริสติน่าสบตาผม เหมือนจะบอกใบ้ว่าจะให้เตรียมการรับมือไว้ไหม เผื่อกรณีที่มีคนโกรธแล้วเข้ามาทำร้ายผม แต่ผมส่ายหน้าและให้คริสติน่ารออยู่เฉยๆ เหมือนกับพวกมิรินและคนอื่นๆ ที่รู้เรื่องแล้ว
พวกสาวๆ รู้แล้วว่าผมกำลังจะพูดเรื่องซีเรียส เลยพากันเงียบและตั้งใจฟัง ผมกลั้นใจเหมือนกำลังจะกระโดดลงนํ้า ก่อนจะเล่าความจริงไปทั้งหมด
ยูรินเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นปิดหูเหมือนไม่อยากจะได้ยิน ผมหยุดเล่าลงและรอเธอทำใจให้ได้ซะก่อนค่อยเล่าต่อ ดาเซสนั่งฟังเฉยๆ ไม่มีการตอบสนองอะไร ส่วนซาคุยะหน้าเปลี่ยนสีไปมาตลอดเวลาที่ผมเล่า
พอเล่าจบดาเซสก็ลุกขึ้นมาเป็นคนแรก เธอตรงมาหาผมอย่างรวดเร็ว ตอนแรกคิดจะโดนต่อยเข้าให้สักหมัดสองหมัด แต่ที่ดาเซสทำคือกอดผมเอาไว้
“คำตอบของฉันชัดเจนพอไหม”
“อืม ขอบคุณนะ แต่จะดีเหรอแบบนี้”
“ฉันรู้แต่แรกแล้วล่ะว่าโรมะน่าจะเกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นถึงจอมมาร แต่ไม่เห็นเป็นไรเลย โรมะจะเป็นอะไรก็ตาม ก็ยังคงเป็นคนที่ฉันสาบานว่าจะรักและภักดีไปชั่วชีวิต”
ระหว่างที่ผมกับดาเซสกอดกันกลม ยูรินก็เดินมากระตุกชายเสื้อ
“ความแค้น…ล้างแค้นไปก็ไม่ได้อะไรคืนกลับมา ขออยู่กับนายท่านเหมือนเดิม”
“ดีใจจังที่ยูรินคิดแบบนี้ และไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเธอต้องการผมจะสร้างเมืองของชาวดวาฟขึ้นมาใหม่”
“จริงเหรอ!”
ไม่ใช่แค่ยูรินแต่บลูมเองก็ดีดตัวลุกขึ้นมาด้วยความตกใจ
“ภูมิลำเนาเดิมของเผ่าดวาฟอยู่ในหุบเขากะโหลกเหล็ก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นดันเจี้ยนและเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนปีศาจ เรื่องปิดดันเจี้ยนและฟื้นฟูพื้นที่ให้ไม่ใช่งานที่ยากหรอก แต่ที่นั้นอยู่ในดินแดนเผ่าปีศาจ พวกดวาฟจะยอมกลับไปอยู่ไหม”
“…นายท่านจะทำร้ายพวกเราไหม”
“นอกจากคนที่ผมต้องไปคิดบัญชีสองสามรายแล้ว เผ่าดวาฟที่เหลือผมไม่มีเหตุผลต้องไปทำร้ายเลย ไม่สิ จะอนุรักษ์ไว้เลยล่ะ”
พวกสาวๆ รู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร สำหรับโลลิค่อนอย่างผม สาวๆ เผ่าดวาฟคือสมบัติของโลกใบนี้ ผมจะไม่ยอมให้สูญเสียไปแม้แต่คนเดียว! แต่ความคิดผมที่ถูกสาวๆ มองทะลุ ทำให้พวกเธอมองผมอย่างเอือมระอาอีกครั้ง
“พวกเราจะได้แผ่นดินแม่คืนมาแล้ว!”
ยูรินหันไปกอดกันกับบลูมทั้งนํ้าตา ที่พวกเธอดีใจผมก็ดีใจด้วย แต่งานนี้มุเอมะคงดีใจด้วยไม่ไหว เพราะนี้เท่ากับต้องสูญเสียดันเจี้ยนใต้ปกครองรวมถึงแหล่งรายได้ไปแห่งหนึ่ง แต่ไว้พอได้เปิดการค้ากับพวกด
วาฟแล้ว น่าจะทำเงินได้พอๆ กับที่ได้จากดันเจี้ยนเดิมนั้นแหละ
พอยูรินตัดสินใจได้แล้ว ผมเลยหันไปมองที่ซาคุยะ เธอทำหน้าครุ่นคิดมาตลอด แต่พอสบตากับผม เธอก็ถอนหายใจออกมา
“ฉันนี้โชคร้ายจริงๆ”
“เอ๋?”
ผมทำเสียงประหลาดใจออกมา
“ก็นอกจากจะโดนขโมยสกิลไปแล้ว ยังจะมาโดนนายขโมยทั้งความบริสุทธิ์และหัวใจไปอีก รับผิดชอบด้วยล่ะนายท่าน”
“แน่นอนอยู่แล้ว ผมจะดูแลเธอไปชั่วชีวิตเลย”
“บ บ้า! อย่ามาพูดแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นสิ!”
ซาคุยะอายจนหน้าแดง และหนีไปหลบหลังดาเซส
เอาล่ะตอนนี้ผมได้สาวๆ คืนมาครบแล้ว มาดูคนที่เหลือกันว่าจะเอาอย่างไง
กลุ่มของโกร่า มีคายุนกับทีโมที ที่ตัดสินใจทันทีว่าจะอยู่ข้างผม ส่วนโกร่าทีแรกทำท่ารับไม่ได้และเดินออกไปจากห้อง แต่สักพักเธอก็เดินกลับมาและตรงมาลูบเป้าผม ก่อนจะร้องไห้โฮออกมา
คือผมว่าผมเข้าใจโกร่านะ ใจเธอไม่อยากยอมรับผม แต่ร่างกายเธอมันโหยหาดุ้นของผม เมื่อเป็นแบบนี้ผมเลยแนะนำโกร่าไปว่าให้วางตัวเป็นกลาง ไม่ต้องช่วยผม แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับผม คบกับแบบคู่นอน
และคู่ค้า โกร่าเลยยอมตกลงตามนั้นด้วยความเต็มใจ และผมค่อนข้างเชื่อใจโกร่า เพราะเธอเป็นคนตรงไปตรงมาและทำตามที่ตัวเองรู้สึก ถ้าเธอคิดจะทำร้ายผม เธอจะไม่ใช่วิธีลอบกัด แต่จะออกมาบอกซึ่งๆ หน้าแทน เพราะงั้นผมถึงอยากจะคบกับเธอต่อไป
ส่วนพวกเนปฟ่าดูจะลังเลยิ่งกว่าใคร เพราะเทียบกันแล้วพวกเราไม่ค่อยสนิทกันเท่าไร ยิ่งหลังจากที่หลับนอนด้วยกันในคืนนั้น เนปฟ่าก็เหมือนพยายามหลบหน้าผมอยู่
แต่เป็นซีเอ้ที่ยกมือขึ้นเพื่อถามอะไรผม ซึ่งที่ซีเอ้สนใจคือการเปลี่ยนฝ่าย ว่าถ้ามนุษย์อย่างเธอไปเข้าเผ่าปีศาจแล้ว จะต้องทำตัวอย่างไงและมีอะไรเปลี่ยนไปไหม
หลักๆ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไรหรอก แต่ที่จะลำบากใจหน่อยก็คือบางครั้งต้องสู้กับมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ผมว่ามันก็ไม่ต่างจากปกติหรอก เพราะมนุษย์เองก็ขัดแย้งและฆ่ากันเองอยู่ทุกวัน ซีเอ้เลยขอสมัครเข้าเผ่าปีศาจทันที แถมยังพูดแทนส่วนของเนปฟ่าด้วย
ว่าเผ่าเอลฟ์ถ้าเข้ากับเผ่าปีศาจจะถูกสาปให้กลายเป็นดาร์คเอลฟ์แบบมุเอมะทันที ซึ่งทำให้วิญญาณจะไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป จะใช้เวทมนต์และสิ่งของของเอลฟ์ไม่ได้อีก จะไม่ได้รับการปกปักษ์จากวิญญาณในป่า พอตายไปก็จะไม่สามารถชุบชีวิตได้ และต้องกลายเป็นมอนสเตอร์ที่แสนน่าเกลียดน่ากลัวแทน นั่นคือสิ่งที่เนปฟ่ากำลังกลัวอยู่
แต่ผมว่าเนปฟ่าคิดเยอะเกินไป ผมไม่ได้ต้องการให้เธอทรยศเผ่าพันธุ์ตัวเอง แค่อยากให้ยอมรับผมและอยู่ด้วยกันไปเหมือนเดิม ใครจะอยู่เผ่าไหนก็ช่าง ผมไม่ได้อยากจะเปลี่ยนให้ทุกคนย้ายมาอยู่เผ่าปีศาจสักหน่อย
พอได้ยินที่ผมบอก เนปฟ่าก็ถอนหายใจโล่งอก แต่สักพักก็ทำหน้าโกรธใส่ เป็นคนที่ผมเดาความคิดไม่ออกจริงๆ แต่ดูจากที่เธอไม่วิ่งหนีเตลิดไป คงอนุมานได้ว่าเธอตัดสินใจอยู่กับผมต่อ
ส่วนลุงออกัส…แอบขี้โกงเล็กน้อย เพราะเขาขอเป็นหุ่นส่วนของโรงแรมแทนค่าปิดปาก แต่จากที่ขอแค่ไม่กี่ % ทำให้คิดได้ว่าแค่ทำกันไปแบบขำๆ แต่เป้าหมายจริงๆ น่าจะเพื่อยกระดับจากคู่ค้ามาเป็นหุ้นส่วนมากกว่า หัวหมอใช่เล่น
ปัญหาคลี่คลายได้ง่ายกว่าที่คิดไว้ซะอีก จากที่คิดไว้ว่าคงมีมากกว่าครึ่งที่แยกตัวไป แต่ตอนนี้ทุกคนตัดสินใจอยู่กับผมต่อไป มันทำให้ผมรู้สึกดีใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา
จากนั้นผมก็เรียกพวกพนักงานเข้ามา จริงๆ ผมตั้งใจจะบอกเรื่องที่ผมเป็นจอมมารให้พวกเขารู้ด้วย แต่พวกสาวๆ ช่วยกันลงความเห็น ว่าบอกไปแค่เป็นเผ่าปีศาจก็พอ เพราะพวกทาสค่อนข้างจริงจังกันมากทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผม ขืนบอกว่าเป็นจอมมาร มีหวังทาสทั่วโลกได้แห่กันเปลี่ยนไปเข้าเผ่าปีศาจกันหมด ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะสร้างปัญหาระดับโลกเลย เพราะทาสมีความสำคัญต่อสังคม มากกว่าที่ตัวทาสเองจะรู้ซะอีก แค่ทุกวันนี้พวกทาสหันมาเข้าลัทธิเมฆาสวรรค์ ก็ทำให้หลายต่อหลายคนกุมขมับแล้ว
ซึ่งพวกทาสเกือบทุกคนรู้ข่าวแล้ว ว่าผมเป็นเผ่าปีศาจ เลยไม่มีการตอบสนองอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงแต่แสดงความสนใจอยากเข้าร่วมเผ่าปีศาจด้วย…เป็นไปตามที่พวกสาวๆ คาดการณ์ไว้เลย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ