ตอนที่ 45 ทัณฑ์ฮาราคีรี

ตอนที่ 45 ทัณฑ์ฮาราคีรี
พอกลับมาถึงก็พบว่าเอแคลร์หมดไปแล้ว แถมทุกคนยังเข้าไปสำรวจในครัวเพื่อดูว่าผมซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่ ถึงได้ทำขนมอร่อยๆ แบบนี้ออกมาได้
“ดอเรีย มาเลือกห้องสิ”
“ห้อง? หมายถึงคอกม้านะเหรอ แบบไหนข้าก็อยู่ได้ทั้งนั้น”
“เปล่า หมายถึงห้องจริงๆ”
ผมบอกพลางพาดอเรียเข้าไปดูห้องที่ว่างอยู่บนชั้นสอง การขึ้นบันไดไม่มีปัญหา แต่ประตูห้องเตี้ยเกินไปสำหรับเธอ ผมเลยว่าจะให้ยูรินมาทำให้ใหม่ ให้กว้างและสูงกว่านี้เพื่อให้ดอเรียเข้าออกสะดวก และเพราะเป็นเซนทอร์เลยไม่ได้นอนเตียง ผมจึงเรียกทุกคนมาช่วยกันขนฟอนิเจอร์ออก และปรับแต่งห้องให้เหมาะสำหรับเซนทอร์ โดยเตียงก็จะเป็นฟูกนิ่มๆ วางแบบเอียงๆ ให้เอียงตัวลงไปนอนได้ ส่วนโต๊ะเป็นแบบขาสูง ไว้พอดีกับเวลาเธอนั่งลงกับพื้น
ดอเรียมองดูห้องของตัวเองด้วยความประทับใจจนพูดไม่ออก
“ชอบไหม”
“อย่าถามแบบนั้นสิ ไม่เคยมีใครทำดีกับข้าแบบนี้มาก่อน ข้ารับไม่ไหวหรอก”
“พี่สาวไม่ต้องคิดมากหรอก นายท่านน่ะทำดีกับสาวๆ ก็เพื่อแค่หลอกฟันเท่านั้นแหละ”
เมยอาที่จิกกัดกันตรงๆ แบบไม่มีปรานีเลยแฮะ
“มะ ไม่เป็นไร ขะ ข้าก็ชอบให้เขาฟัน”
แต่คำตอบของดอเรียเล่นเอาเมยอาถึงกับหัวทิ่ม
“ชะ เช่นนั้นข้าขอตัวไปขนของส่วนตัวมาไว้ที่นี้ได้ไหม”
“เอาสิ ก็บอกแล้วไงที่นี้เป็นบ้านเธอแล้ว”
พอผมบอกแบบนั้นดอเรียก็ยกตัวผมขึ้นไปกอด ก่อนจะวางตัวผมลงและวิ่งควบออกจากบ้านและหายวับไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนผมก็เตรียมตัวไปลงดันเจี้ยนกันต่อ ส่วนคณะที่ไปก็เหมือนเดิมคือ ฟราน เดเม่และยูริน ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายไปทำงานของตนต่อ
ดาเซสกลับไปก่อกำแพง เธอบอกว่าไม่เหนื่อยเลย เหมือนเล่นตัวต่อของเล็กมากกว่า ส่วนโมอาก็เริ่มทำสวนแล้ว ผมสั่งเธอให้ใส่หมวกแล้วห้ามทำงานเกินหนึ่งชั่วโมง กลัวเธอเป็นลมน่ะ พึ่งหายป่วยมาจะให้ทำงานหนักเลยก็ใช่ที่ ส่วนมิรินกับเมยอาเข้าเมืองไปหาซื้อหนังสือกัน เห็นว่าจะทำห้องอ่านหนังสือที่ชั้นหนึ่ง ให้เป็นห้องสมุดด้วย ผมก็อนุญาตทันที เอร่าก็ปล่อยไปเถอะ พอกินอิ่มแล้วก็นอนกลางวันต่อเลย ชีวิตยัยนี้เรียบง่ายกว่าแมวอีกแฮะ
และแน่นอนระหว่างพวกผมก็แวะทำพิธีกรรมสามเหลี่ยมแห่งความลับกันอีกเช่นเคย วันนี้ยูรินใส่กระโปรงยีนสั้นๆ มาเลย คงกะว่าจะให้ผมมุดได้แบบฟรานล่ะมั่ง
ตอนเข้าเมืองไม่มีคนมารุมแล้ว การไล่แขกของฟรานเมื่อวานได้ผลดีจริงๆ แต่ก็ยังมีมารอดูพวกเธออยู่อีกหลายกลุ่ม ราวกับเป็นของขึ้นชื่อประจำเมืองไปแล้ว
ผมแยกกับพวกฟรานกลางทาง เพราะผมกับเดเม่จะไปซื้อลูกธนูกับเกราะให้เธอก่อน และผมจะแวะตรวจสอบอาวุธตามร้านแถวๆ นั้นด้วย เผื่อมีอันที่มีสกิลล็อคอยู่ จะได้ซื้อมาปลดสกิลแล้วปล่อยขายในราคาแพง ส่วนพวกฟรานล่วงหน้าไปที่กิลก่อน เพื่อเอามื้อเที่ยงไปส่งให้มอเรีย พร้อมกับตรวจดูเควสรอผมไป
ผมตรงไปแวะร้านของออกัสเจ้าเก่า
“เอ๋? วันนี้ร้านปิดเหรอเนี่ย หรือว่าเมื่อคืนจะดื่มกันหนัก”
ผมแปลกใจที่เห็นร้านปิด เลยลองเดินไปด้านหลังดูเพื่อลุงแกตื่นแล้ว แล้วผมก็ได้ยินเสียงรอดมาจากหน้าต่าง เลยยื่นหน้าไปดู ที่ผมเห็น
คือออกัสกำลังมีเซ็กส์กับเมดารินอยู่ ลุงแกนอนทับแล้วทำท่าวิดพื้น ส่วนเมดารินแค่นอนอ้าขาเฉยๆ
พวกนี้เป็นแฟนกันหรอกเหรอ เสียดายแฮะ ผมเล็งเมดารินไว้ตั้งแต่เจอหน้าแล้ว แบบว่าถูกซะตาด้วย แต่ช่วยไม่ได้คนมีเจ้าของแล้วก็ต้องปล่อยไป
แต่นี้คือเบสิกของโลกนี้เลยสินะ ลุงแกไม่มีเทคนิกอะไรใส่แล้วกระแทกอย่างเดียวไม่มีผ่อนเหมือนอยากจะรีบๆ ให้เสร็จ ส่วนเมดารินจะไม่ค่อยมีอารมณ์เท่าไร นอนเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกลียดอะไร แต่เธอมองมาเจอผมพอดี ตอนแรกนึกว่าจะโดนกรี๊ดใส่ซะอีก แต่เธอกลับเงียบแฮะ…สงสัยชอบให้มีคนดูล่ะมั่ง งั้นขอดูต่อให้จบเลยนะครับ
ตอนนั้นเองที่ผมพึ่งรู้ตัวว่า กางเกงตัวเองโดนถอดลงไปกอง เป็นฝีมือเดเม่นั้นเอง เธอเห็นดุ้นผมแข็งขึ้นมา เลยจัดการใช้ปากช่วย ตอนนี้ผมเลยยืนดูเมดารินกับออกัสมีอะไรกันโดยมีเดเม่บ๊วบให้ หืม เดเม่ใช้ปากเก่งดีเหมือนกันแฮะ สงสัยดูฟรานทำจนชินตาไปแล้ว
พอดูๆ ไปสักพัก เมดารินก็ชูสองนิ้วให้ผมซะงั้น แถมเริ่มร้องครางและส่ายเอวรับออกัสไปด้วย ผิดแล้วล่ะเธอ อย่างที่ผมคิดไว้เลยไปกระตุ้นแบบนี้ออกัสก็แตกสิ ผู้ชายโลกนี้เช็กส์ออฟชั่นตํ่านะ อย่าไปหวังอะไรมากเลย
เมดารินดูผิดหวังอย่างที่คิด คงกำลังอารมณ์ขึ้นแล้วจู่ๆ ก็โดนปล่อยให้ค้าง ออกัสพอเสร็จก็พลิกตัวกลับไปนอนต่อเลย ฮู ได้เห็นนมเมดารินเต็มๆ เลย เป็นสาวทรงโตเหรอเนี่ย หัวนมใหญ่ไปหน่อยแต่เซ็กซี่ดี เธอยังมองมาที่ผม เลยยิ้มให้เธอก็พยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นมา ตอนแรกนึกว่าจะไปใส่เสื้อผ้า ที่ไหนได้
เธอไปเลื่อนเก้าอี้มาใกล้ๆ หน้าต่างที่ผมอยู่ แล้วขึ้นไปนั่งถางขาแล้วตกเบ็ดให้ผมดูต่อซะงั้น เธอเร้าร้อนมาก ใช้สองนิ้วซึ่งใหญ่กว่าของออกัสเป็นเท่าตัว ใส่เข้าไปในรูตัวเองแล้วชักเข้าออกอย่างเมามัน เอวเธอเด้งไม่หยุด ซี๊ดปากครวญคราง
แต่พยายามไม่ให้เสียงดังคงกลัวออกัสตื่น ผมดูแล้วก็ตื่นเต้นเลยเผลอหลุดปากออกไป
“เล่นหัวนมด้วยสิ”
แต่เมดารินก็ทำตามที่ผมบอก เธอบี้หัวนมตัวเอง เลยทำให้ซี๊ดซ๊าดหนักกว่าเดิมอีก ท่าทางจะเสียวหนัก ผมสนุกตามเลยเล่นกับเธอสักหน่อย
“ทีนี้บีบปุ่มคริด้วย”
พอผมบอกไปรอบนี้เมดารินทำหน้างงๆ สงสัยจะไม่รู้จักปุ่มคริตอลิส ผมเลยต้องค่อยๆ บอกทางเธอ จนนิ้วเธอคลํ่าไปถึง
“ตรงนั้นแหละ เล่นเบาๆ นะ”
เมื่อได้ยินนั่นนั้นเมดารินก็ค่อยๆ เขี่ยปลายนิ้วใส่ปุ่มคริ แต่เพียงแค่แตะถูกตัวเธอก็เหมือนโดนไฟฟ้าซ็อด เกร็งตัวจนเป็นสะพานโค้งพ่นหอยนํ้าออกมาจากหอยชุดใหญ่ ผมเลย
กระแทกเอวใส่ปากของเดเม่แล้วเสร็จไปพร้อมๆ กับเธอ ส่วนเมดารินนั่งหอบหมดแรงอยู่บนเก้าอี้ คงได้ปลดปล่อยหมดแล้ว ผมเลยกลับออกมาจากด้านหลังร้าน และไปซื้อของที่ร้านอื่นแทน
ลูกศรที่ซื้อคราวนี้ผมซื้อแบบไม้สองซอง (ซองหนึ่งยี่สิบดอก) แบบเหล็กหนึ่งซอง และแบบเหล็กกล้าหนึ่งซอง จริงๆ จะให้ยูรินหลอมลูกศรให้ก็ได้หรอก แต่ผมอยากดูก่อนว่าแบบไหนเหมาะจะใช้งานอย่างไง และทนมือทนไม้เดเม่ได้ไหม เลยซื้อคละๆ กันไปโดยซื้อแบบไม้มากหน่อยเพราะถูก ใช้เก็บเลเวลได้ไม่ต้องเสียดาย
ส่วนเกราะหลังจากปรึกษามิรินที่มีประสบการณ์นักผจญภัยสูง เธอบอกว่าอย่างเดเม่ใส่แค่เกราะหนังแบบนักธนูซึ่งปิดช่วงหน้าอกเพื่อป้องกันสายธนูดีดใส่ก็พอแล้ว เพราะนักธนูต้องแบกนํ้าหนักของลูกธนูอยู่แล้ว เลยไม่ควรไปเพิ่มนํ้าหนักที่เกราะอีก ส่วนใหญ่นักธนูเก่งจะใช้สกิลในการหลบ
หลีการโจมตีแทน ยอมตัวเปล่าแต่แลกกับการแบกลูกธนูได้เยอะขึ้นประมาณนั้น แต่ที่ขาดไม่ได้คือถุงมือสำหรับจับลูกศร กับรองเท้าพื้นยาง เพราะนักธนูต้องยืนตั้งหลักให้ดี ถ้าลื่นก็พลาดทันที
ระหว่างที่ให้เดเม่เลือกแบบถุงมือกับรองเท้า ผมก็เดินไปตรวจสอบดูของต่างๆ แต่ไม่เห็นอันที่มีสกิลล็อคเลย บางทีของทำมืออาจจะไม่มีสกิล ต้องเป็นของดรอปเท่านั้นถึงจะมีเหรอ? เพื่อให้มั่นใจ ผมไปเดินดูอีกสองร้าน ซึ่งก็ไม่เจออยู่ดี เลยมั่นใจได้ว่าที่คิดน่ะถูกต้องแล้ว
หลังได้ของครบแล้ว ผมก็ไปที่กิลเพื่อสมทบกับฟรานทันที แต่พอเข้ามาในกิล ก็พบพวกฟรานกำลังโดนล้อมอยู่ที่บอร์ด ส่วนมอเรียที่กำลังพยายามเข้าไปช่วย กำลังโดนผู้ชายอีกสองคนจับตัวไว้รู้สึกคุ้นๆ หน้า ที่แท้ก็ไอ้พวกปาร์ตี้ชายล้วนที่เคยเจอตรงชั้นสองของลูปัน
ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ใครมันบังอาจมาแตะตัวผู้หญิงของผม เท่ากับประกาศสงครามกับผม
ผมตรงไปหาสองคนที่จับตัวมอเรียทันที
“สัมผัสแห่งราคะ -100%”
ใช่ สัมผัสแห่งราคะสามารถปรับความแรงให้ติดลบได้ ผมทดสอบมาแล้ว ในกรณีที่ติดลบ จะทำให้อีกฝ่ายหมดความรู้สึก แต่ว่าไม่ใช่แค่การนกเขาไม่ขัน
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวด้วยพลังแห่งราคะ เมื่อขาดสิ่งนั้นไป แรงกระตุ้นในการชีวิตจะลดตํ่าลง เหมือนสัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์ เพราะงั้นมันเลยต้องพยายามเอาตัวรอดให้ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าขาดเป้าหมายในการสืบพันธุ์ไป ก็หมดความรู้สึกในการดิ้นรนมีชีวิตไปด้วย
ตอนนี้ทั้งสองคนที่โดนลบราคะทั้งหมดออกไป ไม่ต่างจากอะไรกับพวกไมสเตอร์ลีดในเหมือง ไม่สิ แย่กว่าอีก พวกนั้นยังพอเหลือสัญชาตญาณและตอบสนองได้บ้าง แต่นี้เป็น
เพียงแค่ก้อนเนื้อที่ไม่ตอบสนองอะไรเลย พูดตรงๆ นะ แย่กว่าตายอีก
“ไม่เป็นอะไรนะ”
ผมดึงมอเรียเข้ามาสบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่า”
มอเรียมองอย่างสับสนว่าควรจะให้ผมเข้าไปช่วยฟรานก่อนดี หรือควรจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองคนที่จับตัวเธอไว้ ที่ตอนนี้ยืนตาลอยนํ้าลายยืดไม่มีสติ
“พวกมันไม่เป็นอะไรหรอก แค่ขาดแรงขับเคลื่อนในการมีชีวิตไปเท่านั้น แล้วรอตรงนี้กับเดเม่นะ”
ผมส่งตัวมอเรียให้กับเดเม่และเข้าไปหาพวกฟรานที่โดนอีกสามคนล้อมไว้อยู่ คนอื่นๆ เหมือนอยากจะเข้ามาช่วยเหมือนกัน แต่คงไม่อยากมีเรื่องในกิล ไม่งั้นจะโดนยึดบัตรทันที เผลอๆ ถ้าทำรุนแรงอาจถึงขั้นโดนตั้งค่าหัวได้
ฟรานนั้นเลยขีดความอดทนไปแล้ว ดีที่ยูรินล็อคตัวไว้อยู่ ไม่งั้นไอ้พวกสามคนนี้ได้ไปดูดจู๋ให้ยมบาลแน่
“เกิดอะไรขึ้น”
ผมแทรกตัวเข้าไปขวางกลางไว้ และหันไปถามยูริน
“พวกเลว จะมาเอาตัวพวกเราไป”
ยูรินตอบสั้นๆ แต่อธิบายทั้งหมดเคลียร์เหมือนเดิม
“แกมาก็ดีแล้ว ยกทาสของแกให้พวกข้าซะดีๆ”
“ทำไมต้องยกให้ด้วยล่ะ?”
รอบนี้ผมไม่พลาดแบบครั้งก่อนแล้ว เลยอุ้มฟรานขึ้นมาไว้บนแขนเลย
“แกมีทาสตั้งหลายคนนี้ ส่งมาให้พวกเราคนสองคนไม่เห็นเป็นอะไรเลย เดี๋ยวจ่ายเงินให้ก็ได้”
“เอ่อ ฟังภาษาคนไม่ออกเหรอ ผมถามว่าทำไมต้องยกให้ด้วย ตอบให้ตรงคำถามสิ”
“อย่ามาปากดีนะโว้ย! พวกข้าเป็นนักผจญภัยรุ่นพี่ ไอ้พวกหน้าใหม่อย่างแกนะแค่ทำตามที่บอกไปก็พอแล้ว”
ก็มีอยู่เหมือนกันนะ ไอ้พวกโง่จนสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเนี่ย
แต่ตอนนั้นเองมอเรียก็เข้ามาด้านหลังผมแล้วกระซิบบอก
“เขาคนนี้เป็นลูกชายของหัวหน้ากิลผู้พิชิตแดนเหนือค่ะ เลยไม่เกรงกลัวใครทำตัวละลานไปทั่วเพราะถือว่ามีพ่อให้ท้ายอยู่”
“กิลใหญ่เหรอ?”
“ค่ะ มีอิทธิพลมาก สมาชิกมีหลักพัน พวกระดับผู้บริหารเป็นนักผจญภัย Rank 60 ทั้งนั้น มีเส้นสายกับพวกขุนนางด้วย”
“แค่นั้นเหรอ”
“…ค่ะ อ่ะขอโทษค่ะ ลืมไปว่าเป็นท่านโรมะ”
มอเรียพึ่งนึกได้ว่าโรมะพึ่งประกาศจะไถ่ตัวเจ้าหญิงไปเมื่อเช้านี้เอง นั้นหมายถึงเขาพร้อมจะเป็นศัตรูกับประเทศเลย กะอีกแค่กิล มันไม่อยู่ในสายตาอยู่แล้ว
“อืม ไม่อยากสร้างศัตรูเพิ่มหรอกนะ เอาเป็นว่าต่างคนต่างไปแล้วจบดีไหม”
ผมไม่อยากเอาความพวกมัน เพราะพวกมันยังไม่ได้แตะต้องฟราน แค่ถึงว่าโดนหมาเห่าใส่ล่ะกัน
แต่ว่าบางทีความใจดีก็มีแต่ยิ่งทำให้เสียใจ
“แกนี้มันปากดีจริงๆ ไม่สั่งสอนคงไม่สำนึกสินะ แน่จริงก็ตามพวกข้ามาข้างนอกสิ”
ต้องตามไปสินะ ดีกว่าปล่อยให้พวกมันตามไปราวีทีหลังอีก
แล้วผมกับพวกฟรานก็ตามพวกมันออกไปนอกกิล แต่ตอนที่มันเดินผ่านเพื่อนอีกสองคนที่ยืนนํ้าลายยืดอยู่ มันก็
ทำท่างงๆ แบบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนตัวเอง แต่พอเรียกแล้วไม่ยอมตอบ มันเลยปล่อยไว้แบบนั้นเลย ส่วนไอ้สองตัวเนี่ย ไว้เดี๋ยวเย็นๆ ค่อยมาคืนพลังราคะให้พวกมันสักหน่อยล่ะกัน เอาแค่ระดับที่นกเขาไม่ขัน เป็นโรคซึมเศร้า มีแนวโน้มฆ่าตัวตายคงพอ
น่าแปลกที่ไม่มีใครตามออกมาดู คงเพราะกลัวโดนลูกหลงแล้วโดนกิลใหญ่หมายหัวล่ะมั่ง อืม ดีล่ะ แบบนี้ก็เท่ากับว่าไม่มีพยานรู้เห็นสินะ
พวกมันพาผมเดินข้ามมาอีกด้านของถนน เข้าไปตรงตรอกแคบๆ ซึ่งรู้แล้วทำไมมันพามาที่นี้ เพราะมันยังมีพรรคพวกดักรออยู่อีกฝูงหนึ่ง ประมาณเจ็ดคน รวมแล้วก็สิบคน นี้กะว่าผมไม่ยอมตกลงก็จะลากตัวมาให้พวกนี้ยำตรงนี้อยู่ดีสินะ
แต่พวกผมไม่มีใครสักคนที่เกิดกลัวขึ้นมา ไม่แปลกหรอก เดเม่กับฟรานน่ะ เคยเจอมาหนักกว่านี้ เลยไม่กลัวอะไรง่ายๆ
อยู่แล้ว ส่วนยูรินอยู่มานานจนเห็นพวกเดนมนุษย์พวกนี้มาจนคุ้นเคยแล้ว
ส่วนผมกำลังคิดอยู่ว่าจะเอาไงกะพวกมันดี เรื่องฆ่าคงต้องตัดทิ้ง เพราะไม่รู้พวกมันมีค่าหัวเปล่า เกิดไม่มีผมจะกลายเป็นคนผิดซะเอง ต้องระวัง
ส่วนจะลบราคะมันทิ้งก็ได้อยู่หรอก แต่พวกมันยังไม่ได้ทำอะไรผิดจนถึงต้องทำแบบนั้น ไม่เหมือนไอ้สองตัวนั้นที่บังอาจแตะถูกตัวมอเรีย
พอตรวจสอบดูเลเวลพวกมัน ก็พอๆ กับพวกผมเลย มีเก่งๆ อยู่สองคน เลเวลยี่สิบกว่า ไม่ถึงกับสู้ไม่ได้ แต่ไม่อยากมีปัญหาถึงต้องใช้กำลังตัดสินอ่ะ
“ข้าจะบอกอีกทีนะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวส่งทาสของแกมาซะ”
“ไม่อ่ะ”
“พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ! อยากตายใช่ไหม รู้ไหมพ่อข้าคือใคร”
“เอ่อ ไปหาหมอดีกว่าไหม สมงสมองไปหมดแล้วล่ะนั้น ชื่อพ่อตัวเองยังจำไม่ได้แบบนี้”
“มึง! กวนตีนใช่ไหม”
“เฮ้ยเดี๋ยว!”
พวกมันคนหนึ่งร้องทักขึ้นมา พลางมองไปที่ฟรานกับเดเม่
“ใช่ๆ ไม่ผิดตัวแน่ นี้มันยัยแวมไพร์อัปลักษณ์ที่ร้านค้าทาสสาขาใหญ่นี่น่า”
“เอ่อ จริงด้วยว่ะ จำแทบไม่ได้เลย แมร่งทำไมสวยขึ้นได้แบบนี้ว่ะ ตอนนั้นกูนึกว่าเอาอยู่กับถุงขยะซะอีก”
“ฮ่าๆๆ ถ้ารู้ว่าสวยแบบนี้ตอนนั้นกูเอาแมร่งหลายๆ รอบแล้ว”
“ไงจ๊ะน้องเมด จำดุ้นพี่ที่เสียบเข้าเสียบออกจนน้องร้องขออีกได้ไหม”
…จบ พวกมันเลือกโทษรุนแรงสุดให้กับตัวเองแล้ว
ผมหันไปมองทั้งฟรานและเดเน่ ผิดคาดที่พวกเธอไม่พุ่งเข้าไปฆ่าพวกมันในทันที พวกเธอกำลังยืนตัวสั่นและร้องไห้อยู่ กลับเป็นยูรินที่เหมือนอยากจะเข้าไปฆ่าพวกมันมากกว่า แต่ผมเข้าใจ พวกเธอกำลังอับอายอยู่ ผมได้มอบเกียรติและศักดิ์ศรีให้กับพวกเธอไปแล้ว แต่การคงอยู่อย่างสง่างามของพวกเธอกำลังถูกเจ้าพวกนี้ดูหมิ่นอยู่
เรื่องราวในอดีตผมไม่สนใจหรอกนะ เพียงแต่การที่พวกมันนำมาพูดต่อหน้า เพื่อเป็นการทำร้ายจิตใจ อันนี้สิที่ผมทนไม่ไหม
“…ฟราน เดเม่ ฉันรู้ดีว่าตอนนี้พวกเธอรู้สึกอับอายแค่ไหน แต่ขอแค่แปบเดียว ช่วยทนอีกแปบ แล้วทำตามคำสั่งของฉันก่อนได้ไหม”
“ได้ค่ะ/ตามแต่ที่นายท่านสั่งค่ะ”
ทั้งคู่ขานรับผม และรีบปาดนํ้าตาออก ดีมาก พวกเธอเป็นเด็กดีจริงๆ
“เชอะ เป็นพวกทาสขยะพวกนั้นเองเหรอ ไอ้เราก็นึกว่าทาสสะสมซะอีก เล่นผ่านพวกมึงมาหมดแล้วแบบนี้ กูก็หมดอารมณ์สิวะ”
ไอ้ตัวหัวหน้าที่ลูกชายเจ้าของกิลใหญ่พูดแล้วถุยนํ้าลายลงพื้น
“เอาจากเจ้านั้นก่อน ฟรานใช้ Mind control สยบมันซะ”
“รับทราบค่ะ!”
นัยน์ตาของฟรานเปลี่ยนเป็นสีแดงและส่องประกายออกมา แต่ทว่าแทนที่จะเป็นการควบคุมจิตใจ มันกลับทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าเธอคุกเข่าลง
“ฟราน?”
ผมเองไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน พวกมันยังพอมีสติอยู่ แต่ฝืนบังคับร่างกายตัวเองไม่ได้ บางคนถึงกับดวงตาไร้แววไปแล้ว
“…สกิลสวามิภักดิ์ทำงานแล้วค่ะ”
ฟรานตอบเหมือนตัวเองกำลังพยายามทำความเข้าใจอยู่เหมือนกัน
“อ้อ เข้าใจล่ะ ต้องใช้ Mind control ก่อนสินะ สวามิภักดิ์ถึงจะทำงาน ถึงว่าเป็น Passive แต่ไม่เห็นแสดงผลอะไร แต่ว่านี้ได้ผลกับทุกคนเลยเหรอ ไม่นึกว่าจะติดร้อยเปอเซ็นเลยนะเนี่ย”
“ฆ่าพวกมันเลยไหม”
ยูรินเดินออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉียบแต่จิตสังหารเธอโคตรรุนแรงเลย ผมเลยคว้าตัวไว้
“อย่าไปทำอะไรที่มันมีเมตตาแบบนั้นสิ”
ใช่การฆ่าคือความเมตตา ต้องทรมานมันสิถึงจะเป็นการลงทัณฑ์ ใช่ ผมจะลงทัณฑ์พวกมัน
“ควบคุมพวกมันได้ไหมฟราน”
“ไม่เชิงเป็นการควบคุมค่ะ แต่เป็นการออกคำสั่งแบบเบ็ดเสร็จ คนที่สวามิภักดิ์ต่อฉันแล้ว จะต้องเชื่อฟังคำสั่งอย่างมิอาจขัดขืนได้”
“โหดกว่าที่คิดไว้อีก!”
ผมตะลึงเลย นี้มันยิ่งกว่าล้างสมองอีกนะ แต่เล่นสั่งอีกฝ่ายได้ตามใจนึกแบบนี้ ขืนมีคนที่มีสกิลแบบนี้สักสิบคน ครองโลกได้สบายๆ เลยนะ
“งั้นถามพวกมันก่อน”
ผมกระซิบข้างหูฟราน ให้เธอถามพวกมัน
“พวกแกมีกันอีกหรือเปล่า ไปตามมาให้หมด”
“พวกเรามีกันเท่านี้ครับ”
ทุกคนประสานเสียงตอบ ดูจากสีหน้าบางคนที่พอมีสติ ดูเหมือนจะตกใจจนหน้าซีดเลย ที่ปากตัวเองขยับไปเองได้
จากนั้นผมก็ให้ฟรานสั่งพวกมันแก้ผ้า ก็ในเมื่อพวกมันสร้างความอับอายให้คนอื่น พวกมันก็ต้องได้รับความอับอายแบบที่สุดด้วยเช่นกัน
จริงๆ ผมจะให้พวกมันเล่นรถไฟด่วนแบบตูดต่อจู๋กัน แต่ดุ้นพวกมันเล็กอย่างกะเข็ม แค่ใส่ยังเข้าไม่ถึงรูตูดเลย เลยต้องเปลี่ยนให้ใช้แขนทะลวงตูดคนข้างหน้าแทน มันพวกทุกคนยืนเรียงเป็นแถวตอน คนข้างหลังใช้มือเสียบตูดคนข้างหน้าจนถึงศอกต่อๆ กันไปจนถึงคนสุดท้าย
เสร็จแล้วผมก็ให้ฟรานสั่งพวกมันให้ไปเดินรอบเมืองหนึ่งรอบ ไอ้คนข้างหน้าก็โบกสองมือพร้อมกับแหกปากไปด้วยว่า อยากโดนข่มขืนตูดจังครับ ข่มขืนตูดผมที ส่วนพวกที่ต่อแถว
ก็ใช้มือที่ว่างโบกมือให้กับฝูงชนที่มามุ่งดูไปด้วย ส่วนไอ้คนสุดท้ายกลัวมันจะสบาย เลยให้เอามือที่ว่างยัดตูดตัวเองแทน
แต่แค่นี้มันยังไม่สาสม เลยยังมีชุดคำสั่งต่อจากนั้นอีก คือหลังจากวนครบรอบเมืองแล้ว ให้พวกมันนั่งคุกเข่าเรียงกัน และทำการฮาราคิรีดุ้นตัวเองซะ จากนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันรักษาต่อดุ้นคืนได้ ก็ให้เอาดุ้นที่ตัดเข้าปากเคี้ยวแล้วกินไปด้วยซะ แบบนี้พวกมันจะได้ไม่เหลือทั้งศักดิ์ศรีและไปทำอะไรใครไม่ได้อีก
เหตุการณ์นี้ถูกกล่าวขวัญในภายหลังว่า เป็นหนึ่งในเรื่องสยองขวัญประจำเมือง โดยเรียกกันว่า เทศกาลประหารดุ้น
กลับมาที่พวกผม พอฟรานสั่งจนพวกมันเริ่มเดินขบวนเสียบตูดกันไปแล้ว ผมก็ดึงฟรานกับเดเม่เข้ามากอด
“ร้องไห้ได้แล้ว ผมอนุญาต”
พอบอกไป ทั้งคู่ก็ร้องไห้โฮออกมาทันที ผมกอดพวกเธออย่างทะนุทะนอม
ฟรานกับเดเม่ตะโกนออกมาอย่างเจ็บปวด พวกเธอกลัวมาก กลัวผมเห็นตัวตนในอดีตของพวกเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะผมดึงพวกเธอขึ้นมาจากนรก พวกเธอก็คงไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เจ้าพวกมันพูด แต่ตอนนี้มันต่างไปแล้ว พวกเธออยากจะรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้เอาไว้ กลัวว่าเมื่ออดีตถูกเปิดเผยขึ้นมา ผมจะรังเกลียดพวกเธอและทิ้งพวกเธอไป นั้นคือสิ่งที่ทำให้พวกเธอเจ็บปวดที่สุด
“ฟราน เดเม่ ตอนผมเจอพวกเธอครั้งแรก แค่เห็นสภาพก็รู้แล้วว่าพวกเธอเจออะไรมา เพราะงั้นไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ถ้าผมรังเกลียดก็คงไม่ยื่นมือออกไปและดึงพวกเธอออกมาหรอก
อดีตก็คืออดีต แต่ดูพวกเธอตอนนี้สิ พวกเธอทั้งน่ารักและสง่างาม ผมภูมิใจในตัวพวกเธอมาก แค่ที่พวกมันขุด
เรื่องในอดีตมาพูด มันไม่ได้สะกิดให้ความภูมิใจในตัวพวกเธอของผมมีรอยด่างได้หรอกนะ ใช่ไหม”
“นะ นายท่านค่ะ!”
ทั้งคู่ถึงจะสะอื้นอยู่ แต่ก็หยุดร้องไห้แล้ว
“ฟราน กับเธอแล้วผมประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ดวงตาของเธอมีแววของนักสู้ ถึงแม้จะโชคร้ายแค่ไหน ดวงตาของเธอก็ยังมีแววที่จะไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต ซํ้ายังไม่ยอมปล่อยมือจากเดเม่ เธอไม่ยอมหนีเอาตัวรอด แต่เธอพยายามจะฉุดรั้งคนที่เธอห่วงใยขึ้นมาด้วย นั้นคือความสูงศักดิ์ในจิตวิญญาณของเธอไงล่ะฟราน จากนี้ไปขอให้เธอเติบโตขึ้นมาอย่างสง่างาม เป็นหญิงสาวที่ภาคภูมิในจิตวิญญาณของตัวเองเถอะนะ”
บอกพอเสร็จฟรานก็กอดผมไว้แน่น และกรีดร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้ายราวกับการปลดปล่อยตัวตนในอดีตของตัวเองออกไป
“ส่วนเธอเดเม่ ขอบอกตามตรง ครั้งแรกที่เห็นเธอ ผมนึกว่าสิ้นหวังซะแล้ว แต่ว่าเธอก็กลับยืนยัดขึ้นมาด้วยตัวเองได้”
“ไม่ใช่ค่ะ! เพราะนายท่านต่างหาก เพราะได้นายท่านช่วยไว้หนูถึงมีวันนี้ได้”
“ผิดแล้ว ผมไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลยเดเม่ สิ่งที่ทำก็แค่ดึงพวกเธอขึ้นมา แต่ถ้าพวกเธอไม่ก้าวออกไปด้วยตัวเอง สุดท้ายพวกเธอจะกลับจมลงไปที่เดิม ที่มีวันนี้ได้เพราะเธอได้เลือกให้กับตัวเองแล้ว เธอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยการเชิดหน้าขึ้น ดูตัวเองสิตอนนี้สิเดเม่ เมดผู้เพียบพร้อมทั้งมารยาทและความงดงาม ภูมิใจกับมัน เหมือนที่ผมภูมิใจในตัวเธอสิ”
“ค่ะนายท่าน!”
ถึงพวกเธอจะกลับมายิ้มแย้มได้ตามเดิมแล้ว แต่ผมยังห่วงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะสร้างความกังวลใจให้พวกเธอหรือเปล่า เลยตอกตะปูลงไปอีกตัวดีกว่า
“และเพื่อจะให้พวกเธอลืมเจ้าพวกสารเลวนั้น คืนนี้ผมจะต้องขอจัดหนักหน่อยล่ะนะ เธอด้วยนะเดเม่”
“อ่ะ เอ๋!? นะ หนูนึกว่านายท่านรังเกียจหนูซะอีก”
“อ่ะ อะไรทำให้คิดแบบนั้นล่ะ”
“ก็…นายท่านไม่ยอมทำหนูสักที”
“อ้อ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ผมแค่อยากให้เธอพร้อมก่อนก็แค่นั้น”
“พร้อมค่ะ! ตอนนี้ก็พร้อม เริ่มได้เลยค่ะ!”
เดเม่ร้องบอกด้วยแววตาเป็นประกาย
“จะ ใจเย็นสิ บอกแล้วไงไว้คืนนี้”
“ค่ะ! จะตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ!”
จริงจังกับเรื่องนี้เกินคาดแฮะ แต่แล้วยูรินก็สะกิดผม
“อย่าลืมข้าสิ”
“ไม่ลืมหรอก ผมยังติดใจที่เธอขย่มผมเมื่อคืนอยู่เลย แต่คืนนี้ผมขอเอาคืนบ้างล่ะนะ”
พอผมทักเรื่องนี้เข้า ยูรินก็หน้าแดงขึ้นมาทันที สงสัยตอนนั้นจะเมาจริงๆ แฮะ
ส่วนฟรานนั้นเช็ดหน้าเช็ดตาแล้ว ก็จัดชุดตัวเองแบบไม่ให้มีจุดผิดพลาด และหันมายิ้มให้กับผมเมื่อดังเช่นทุกที
“ไปกันเถอะค่ะนายท่าน”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ