ตอนที่ 88 การอันเชิญสุดสยอง
ตอนที่ 88 การอันเชิญสุดสยอง
ผมให้ทีมรอบเช้าล่าต่ออีกรอบ ก่อนจะพากันกลับค่ายพัก
แต่ผมก็สั่งห้ามบอกเรื่องที่ผมบาดเจ็บให้คนอื่นรู้
ไม่งั้นมีหวังได้คลั่งกันขึ้นมาแน่ แค่พวกมิรินผม
ยังโดนบ่นใส่ตลอดทาง แถมพวกเธอยังโกรธจนไประบายใส่พวกศพ
จนสภาพเละเทะดูไม่จืด
แต่ดีอย่าง พอทุกคนลงมือด้วยความโกรธให้เห็น
ท่าทางของพวกโบสถ์ใหญ่ก็ให้ความเคารพพวกเธอขึ้นมาทันที
คงไม่อยากมีสภาพแบบพวกศพหรอกจริงไหม เพราะงั้นอย่าทำให้พวกเธอโกรธเลยเป็นดี
สรุปผลในรอบเช้า ออกมาดีเลยแฮะ
เลเวลของพวกโบสถ์ใหญ่อัพกันเป็น 24 กันแล้ว ยกเว้นเมาลอย์ลกับครีเรน่า
ที่พึ่งเลเวล 23
ส่วนกลุ่มผมมีกินเนี่ยล่ะที่เลเวลพุ่งกระฉูดเพราะขึ้นมา 5 เลเวลเลย
ตอนนี้จึงมีเลเวล 15 แล้ว
เอร่าเนี่ยสิ พอเลเวลอัพเป็น 10
แล้วความเร็วในการอัพก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เลยพึ่งเลเวล 11 เอง
อาเดไลท์ก็ขึ้นมาพอๆ กับกิน แต่รู้สึกจะช้ากว่าหน่อย เลเวลเพิ่มจาก
9 มาเป็น 13
ส่วนผมกับชีเอ้ขึ้นมาคนละหนึ่งเลเวล ชีเอ้เลเวล 24 ส่วนผม 17
พอใส่แหวนแล้วเลเวลขึ้นเร็วทันตาเห็นเลย
แต่พวกเลเวลแถวบนนี้สิ นิ่งไม่ขยับเลย เลเวลเพิ่มยากจริงๆ ด้วยแฮะ
แต่ผมพึ่งรู้จากมอเรียตอนที่กลับถึงค่าย ว่าสกิลเทรนเนอร์มีผลเฉพาะกับคนที่เลเวลห่างกันไม่เกิน
10 เพราะงั้นพวกดอเรียถึงไม่ได้รับผลจากสกิลเทรนเนอร์
ไอเท็มที่ได้มาก็มีเหรียญเงินรวมๆ กับที่ได้มาเมื่อวาน
ก็เยอะเอาเรื่องนะเนี่ยเกือบพันเหรียญได้แล้วมั่ง นอกจากนั้นก็มี
คริสตัลวิญญาณ 2 ก้อน
การ์ดศพ 2 ใบ(ได้เบิ้ล)
การ์ดศพผมเก็บไว้ก่อน ขืนใช้ตอนนี้เกิดได้แจตพอตแตกแบบครั้งแรก
เดี๋ยวได้เกิดเรื่องอีก
ส่วนอาโกทัสไมได้ก่อปัญหาอะไร
เอาแต่นอนหลับอยู่ในเต็นท์ของพวกผู้ชาย
ก่อนจะเตรียมมื้อเที่ยงผมก็เรียกอาเดไลท์กับเอร่ามาเปลี่ยนอาชีพก่อน
แต่ผมอดขำไม่ได้ เพราะยัยเอร่าดันไม่มีสกิลเปลี่ยนอาชีพ
คือเทพส่วนใหญ่เนี่ย สกิลเปลี่ยนอาชีพ
เป็นสกิลพื้นฐานติดตัวเลยก็ว่าได้ ทว่าในทางตรงกันข้าม
เอร่าก็มีสกิลอื่นที่เทพคนอื่นไม่มีเหมือนกัน
“ให้ฉันเลือกเองเลยเหรอ”
อาเดไลท์หันมาถามผม เธอคงคิดว่าผมเตรียมอาชีพเหมาะๆ
ให้กับเธอไว้แล้ว แต่ไม่ล่ะผมอยากให้เธอสนุกกับสิ่งที่ตัวเองเลือกมากกว่า
ส่วนของเอร่านี้สิ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะเลือกให้จริงๆ แต่สมเป็นเทพ
เพราะหน้าต่างอาชีพที่เปลี่ยนได้มีเยอะจนน่าตกใจ
เท่าที่เห็นก็เกินร้อยอาชีพแล้วล่ะ
ผมหันกลับมาดูทางอาเดไลท์ ซึ่งเธอค่อยๆ
ปิดหน้าต่างอาชีพอันที่ไม่ต้องการออกไปก่อน เลือกได้รอบคอบดีจริงๆ
อ่ะ! อาชีพที่ผมเล็งไว้โดนปิดไปซะแล้ว
หนึ่งในอาชีพที่ผมแอบลุ้นไว้ก็คือ อาชีพคอมมานเดอร์
จะเหมือนกับโลกเก่าผมเปล่าไม่รู้ เพียงแค่คิดว่ามันน่าจะเป็นสายบัญชาการ
ซึ่งในปาร์ตี้ผมไม่มีใครมีอาชีพสายนั้นเลย
อ่ะ! มีอาชีพเจ้าหญิงด้วย ฮ่าดีจริงๆ แบบนี้ถ้าเอาสาวชาวบ้านมาเปลี่ยนอาชีพเป็นเจ้าหญิง
แล้วจะเดินเข้าวังไปได้เลยหรือเปล่านะ อ้อ ไม่ได้สินะ
ที่อาเดไลท์มีอาชีพนี้โผล่ขึ้นมา เพราะเธอมีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงอยู่แล้ว
อย่างน้อยก็ทางสายเลือด แต่ไม่สำคัญหรอกเพราะอาเดไลท์ปิดมันไปแล้ว
หลังจากเลือกอยู่กว่าสิบนาที
ในที่สุดอาเดไลท์ก็เหลือตัวเลือกอยู่เพียงสาม ซึ่งแต่ละอันนี้เล่นเอา
ผมถึงกับกุมขมับ
ถึงขั้นต้องอธิษฐานกันเลยว่าอย่าให้เธอเลือกอาชีพตัวตลก
“อันนี้ล่ะ”
อาเดไลท์วางมือลงไปบนหน้าต่างอาชีพ
ซึ่งอาชีพที่เธอเลือกก็คือ…นักเต้น (Dancer)
ผมนี้ถอนหายใจดังเฮือกเลย เพราะอันนี้ดูดีสุดในสามอันที่เธอคัดแยกมาเลย
อีกสองอาชีพที่ว่าก็คือ ตัวตลก กับ นางโลมขั้นสูง
ส่วนเหตุผลที่เธอเลือกก็แสนธรรมดา
เพราะว่ามันเป็นอาชีพที่ใช้คู่กับอาวุธประเภทพัดได้ ซํ้ายังมีสกิลน่าสนใจหลายอย่าง
ส่วนที่เธอเลือกตัวตลกกับนางโลมขั้นสูง ก็ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน
อาเดไลท์บอกว่า ตัวตลกดีตรงมีสกิลสนับสนุนการใช้อาวุธทุกประเภท
เพียงแต่มันไม่ได้ใช้เป็นอาวุธเนี่ยสิ ส่วนใหญ่จะใช้อาวุธเป็นอุปกรณ์สำหรับการ
แสดงตลกซะมากกว่า ส่วนนางโลมมีสกิลเยอะ
แต่ส่วนใหญ่หนักไปทางสกิลประเภทสายศิลปะ เธอเลยเลือกนักเต้นมาแทน
มีเหตุมีผลดีแฮะ
ส่วนสกิลที่ได้มาตอนเปลี่ยนอาชีพก็คือ
ระบำพัด Lv1 (Active skill)สกิลนี้ส่งผลค่อนข้างประหลาด
คือทำให้เป้าหมายทั้งหมดหันมาสนใจ และระหว่างที่ใช้สกิลนี้
ผู้ใช้จะไม่ตกเป้าหมายโจมตี แถมมันยังทำให้เป้าหมายเสียสมาธิด้วย
งงๆ เหมือนกัน ไว้คงต้องลองใช้ดูถึงจะเข้าใจผลของมัน
แต่ระหว่างที่ผมสนใจอยู่กับอาเดไลท์ ทางเอร่าเองก็เปลี่ยนอาชีพไปแล้ว
ผมเห็นแล้วล่ะ แต่หันไปห้ามไม่ทัน เห็นเอร่าก้มๆ เงยๆ อยู่พักหนึ่ง
ไม่คิดว่าจะเลือกจริงๆ อาชีพที่เธอเลือกก็คือ Summoners
ผมกุมขมับอีกรอบ อาชีพนี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันมีจุดอ่อนที่ยิ่งส่งผลเสียกับเผ่าเทพอยู่
เพราะอาชีพนี้จะไม่เพิ่มค่าพลังให้ตอนเปลี่ยนอาชีพ
และจะไม่มีโบนัสค่าพลังให้ตอนเลเวลอัพ จุดเด่นของเผ่าเทพคือค่าพลังที่สูงผิดมนุษย์
การที่ได้อาชีพที่ไม่เพิ่มค่าพลังให้เนี่ย ถือว่าเสียหายที่สุดเลย
แต่เปลี่ยนไปแล้วก็ช่วยไม่ได้
“แล้วได้สกิลอะไรมาเหรอเอร่า”
“อ้อ สกิลอันเชิญขั้น 1 น่ะ”
“…น่าสนุกดีแฮะไหนลองใช้ดูสิ”
“ได้เลย”
เอร่ายิ้มอย่างมั่นใจและเริ่มการอันเชิญ
ดูเหมือนว่าจนกว่าจะเป็นอันเชิญขั้น 4 จะยังระบุตัวที่จะเรียกออกมาไม่ได้
เลยต้องลุ้นกันอย่างเดียวว่าตัวอะไรจะออกมา
“ทุกคนพร้อมนะ เชิญดูอสูรอันเชิญอันแสนยิ่งใหญ่ของฉันได้เลย!”
ปัง! ตูม!
เสียงเอฟเฟกดังขึ้นพร้อมกับกลุ่มควัน
และการไหลทะลักออกมาของอสูร…ใช่ ไหลทะลักถูกแล้ว
เพราะที่ออกมาจากกลุ่มควันก็คือกองทัพแมงสาป ไม่ใช่แค่สองสามตัว
แต่เป็นกองทัพนับล้าน!
เอร่ายืนตัวแข็งเพราะช็อคไปแล้ว
แต่นั้นเลยทำให้พวกแมงสาปหลุดการควบคุม วิ่งไปทั่วค่ายพัก เล่นเอาแตกตื่นกันยกใหญ่
มีแค่เดเม่กับกินเท่านั้นแหละที่ไม่กลัวแมงสาป
แต่ดอเรียนี้ก็กลัวแมงสาปเหมือนกันเหรอ! เพราะเธอเป็นคนแรกที่วิ่งหนีเตลิดไป
ผมต้องให้กินพ่นไฟจัดการแมงสาป
กว่าความสงบสุขจะกลับคืนมาสู่ค่ายพัก
และผมก็ได้สั่งห้ามเอร่าทำการอันเชิญอสูรอีกเป็นครั้งที่สอง
เพื่อให้ลืมเหตุการณ์อันน่าสยดสยอง ที่ถึงขั้นทำให้เกิดแผลใจได้
ผมเลยต้องทำมื้อเที่ยงที่ดึงดูดความสนใจทุกคนสักหน่อย
“ช่วยไม่ได้แฮะ สงสัยต้องใช้ไม้ตายออกมาแล้ว”
ผมถอนหายใจก่อนจะเดินไปหายูริน เพื่อให้ช่วยทำอะไรให้หน่อย
พออธิบายให้ฟัง เธอก็เข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องเขียนแปลนให้ดูเลย
ส่วนไม้ที่จะเอามาทำ
ยูรินได้เก็บต้นไม้ในป่าที่โดนพวกฟรานตัดมาพอสมควร
เห็นว่าเป็นไม้เนื้อดีที่มีราคาพอสมควร แต่เพราะนํ้าหนักมันเยอะ เลยไม่คุ้มที่จะลงมาตัดเอากลับไป
ที่ผมให้ยูรินทำก็คือ โต๊ะกลมติดสายพานลำเลี้ยง
แต่ตัวกลไกลต้องใช้เวทมนต์ของมิริน สร้างอุปกรณ์เวทมาช่วย
ผมแจ้งทุกคนแล้วว่ามื้อเที่ยงวันนี้จะช้าหน่อย แต่ทุกคนรอได้ไม่มีบ่น
เพราะรู้ว่าอาหารที่ผมทำต้องอร่อยแน่นอน ที่สำคัญทุกคนต้องการเวลาพักให้ลืมภาพกองทัพแมงสาปไปก่อนด้วย
ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าโต๊ะและการเตรียมวัตถุดิบจะเสร็จ
ผมเรียกทุกคนมากินข้าวได้ แต่พอเห็นโต๊ะตัวใหม่ ทุกคนก็ทำหน้างงกันหมด
มีแต่ซาคุยะเท่านั้นแหละที่เดาออกว่าอาหารมื้อนี้คืออะไร
“นะ นี้อย่าบอกนะว่า!”
“ใช่อย่างที่เธอคิดนั้นแหละ เอารีบๆ นั่งเถอะ”
ทุกคนเดินมานั่งกันรอบโต๊ะกลม โดยที่มีผมยืนอยู่ตรงกลาง
ซึ่งเป็นที่ว่างสำหรับพ่อครัว ตรงหน้าทุกคนคือจานเปล่า ถ้วยนํ้าจิ่ม
สายพานลำเลี้ยง และยังมีวัตถุดิบต่างๆ ใส่ไว้ในตู้กระจกให้ดูด้วย
“ใครอยากจะกินอะไรสั่งได้เลยครับ”
“ปลา! ขอปลาก่อน”
ซาคุยะรีบยกมือขึ้นขอทันที
และผมก็ทำซูซิปลาดิบที่ทำมาจากเนื้อปลาสายรุ้ง ซึ่งมีชั้นไขมันคล้ายๆ กับปลาแซลมอน
จัดเรียงใส่จานสองชิ้น และวางลงบนสายพาน พอสายพานขยับเท่านั้นแหละ
ทุกคนก็พากันตกใจจนลุกขึ้นจากเก้าอี้กันหมด
แต่พอเห็นซาคุยะหยิบจานจากสายพาน
และมาจิ่มกับนํ้าจิ่มแล้วเอาเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว ทุกคนก็กลับมานั่งตามเดิม
และเริ่มขอแบบกล้าๆ กลัวๆ
“นะ หนูขอไก่ค่ะ”
เดเม่ลองดูบ้าง และผมก็ทำซูชิหน้าไก่ย่างทาซอสส่งไปให้
คราวนี้แหละทุกคนเลยขอกันใหญ่ จนผมทำแทบไม่ทัน ด้วยที่ทุกคนอาจไม่คุ้นกับการกินแบบดิบๆ
แบบคนญี่ปุ่น ผมเลยเตรียมพวกวัตดุดิบที่ปรุงสุกแล้วไว้ด้วย
อย่างซูซิหน้าสเต็กยังมีเลย
ทุกคนกินกันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน อาหารก็อร่อย
แถมได้เห็นขั้นตอนการทำไปจนถึงขั้นตอนเสริฟลงจานเลย
โดยเฉพาะสายพานที่จะนำจานเคลื่อนไปรอบๆ โต๊ะได้เนี่ย ดึงดูดความสนใจได้ยิ่งกว่าที่คิดซะอีก
ส่วนเดเม่เห็นตอนผมปั้นข้าวไม่ชัด
คือเห็นผมเอาข้าวใส่มือแล้วขยับสองสามครั้ง ก็ออกมาเป็นซูซิแล้ว
เธอเลยขอเข้ามาดูข้างใน ผมก็ให้เธอเข้ามาและทำให้ดูอย่างช้าๆ
ซึ่งพอเห็นเทคนิกปั้นซูซิแล้ว เดเม่ก็ถึงกับส่ายหน้า ก็ไม่แปลกหรอก เทคนิกนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนซํ้าๆ
ถึงจะทำได้
“ซาคุยะเอานี้ไหม”
ผมส่งจานเล็กๆ ที่ใส่วาซาบิไว้ให้
“วาซาบิ! นี้นายไปหามาจากไหน”
ซาคุยะตกใจมากที่เห็นวาซาบิ
“ร้านยาไง พอดีผมเห็นในตำราปรุงยา มีส่วนผสมของยาบางอย่าง
ที่มันเหมือนกับวาซาบิ ผมเลยลองไปถามดู แล้วก็มีอย่างที่คิดไว้จริงๆ”
“นายนี้มันสรรหาของกินได้เก่งจริงๆ รู้ตัวไหม”
“ชมหรือหลอกด่าล่ะนั้น”
จะอย่างไหนก็ไม่รู้ล่ะ แต่ซาคุยะคว้าจานใส่วาซาบิไปแล้ว คนอื่นๆ
พอเห็นซาคุยะผสมวาซาบิใส่นํ้าจิ้ม เลยขอเอาไปลองบ้าง แต่ผมห้ามไม่ทัน
ฟรานเลยตักใส่ไปซะเยอะ แล้วพอจิ่มกินเธอก็นํ้าหูนํ้าตาไหลพรากทันที
ผมเลยต้องสอนวิธีใช้วาซาบิให้ทุกคนฟัง โดยต้องใส่แต่น้อยๆ
โดยเฉพาะนี้เป็นวาซาบิสด ซึ่งมีความเผ็ดขึ้นจมูกมากกว่าแบบอื่น
แน่นอนว่าบางคนไม่ชอบวาซาบิ อย่างฟรานกับเดเม่เนี่ย
ไม่ยอมแตะอีกเลย แต่มอเรียกับยูรินกลับชอบวาซาบิจนตักใส่เป็นช้อนๆ เลย
สายฮาร์ดคอร์สินะพวกนี้
แต่ผลตอบรับดีจริงๆ ทุกคนดูมีความสุขในการกินมาก
โดยเฉพาะซาคุยะเนี่ย กินซะจนไปแข่งกินจุได้เลย
เสียดายวัตถุดิบมีให้เลือกน้อยไปหน่อย เพราะงั้นผมถึงได้ถามหาพวกกุ้งกับปลาหมึกไง
อ้อ มีคนหนึ่งที่ไม่ยอมมากินด้วยเหมือนเดิม อาโกทัสเจ้าเก่า เจ้านี้ยังดื้อไม่ยอมนั่งร่วม
โต๊ะกับทาส ก็เอาตามที่สบายใจเถอะ ผมไม่ชอบบังคับใครอยู่แล้ว
ถึงทุกคนจะอิ่มจนยิ้มแก้มเผละและนั่งซดชากันแล้ว
แต่ผมยังมีของหวานตบท้ายให้อีก วันนี้เป็นพุดดิ้งล่ะ ซาคุยะที่พอเห็นพุดดิ้ง
ก็รีบตะโกนห้ามทันที
“ดะ เดี๋ยว! นี้นายคิดจะให้ทุกคนกินไอ้นี้จริงๆ เหรอ!”
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมเหรอ?”
“ไม่คิดว่ามันจะอันตรายเกินไปหน่อยเหรอ
นายไม่รู้เหรอผู้หญิงน่ะลองได้กินไอ้นี้ไปแล้ว ก็จะขาดมันอีกไม่ได้เชี่ยวนะ”
“งั้นเดี๋ยวผมทำให้กินทุกวันก็ได้”
ใช่ตู้เย็นที่บ้านผมนะอัดแน่นไว้ด้วยพุดดิ้งล่ะ เรื่องที่ผู้หญิงชอบพุดดิ้งน่ะผมรู้อยู่แล้ว
อย่างพวกพี่ๆ ผมก็คลั่งพุดดิ้งกันจนต้องเติมให้เต็มตู้เย็นอยู่ตลอดเวลา
ไม่งั้นพออาบนํ้าเสร็จแล้วไม่มีพุดดิ้งเย็นๆ ให้กิน ได้มีงอแงให้เห็นกันเลยล่ะ
“อะ อันตรายขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
ฟรานเข้ามาถามอย่างหวาดๆ
“ใช่ ยิ่งกว่าของหวานทุกชนิดที่เคยกินกันมาเลยล่ะ”
ซาคุยะทำหน้าซีเรียสตอบ
เล่นเอาทุกคนต้องกลืนต้องกลืนนํ้าลายดังเฮือก
“งั้นฉันขอตายเป็นคนแรก!”
ดาเซสออกมาเป็นหน่วยกล้าตาย และตักพุดดิ้งเข้าปาก
แล้วเธอก็…ได้สิ้นชีพอย่างงดงาม ไม่ถึงกับตายจริงๆ หรอก
แค่เหมือนกับวิญญาณหลุดออกจากร่างเท่านั้นเอง
“ฉันเตือนแล้วไง!”
ซาคุยะหันมาโวยผมทันที
“น่าๆ ใจเย็นๆ ดูนี้สิ”
ผมเอื้อมมือไปดึงถ้วยใส่พุดดิ้งกลับ
แต่ดาเซสเด้งตัวขึ้นมาแย่งมันไปทันที
“เห็นไหม แค่ช็อคไปเพราะความตกใจเท่านั้นแหละ”
“ฉันว่าสักวันนายต้องทำใครตายเพราะของกินแน่”
ซาคุยะว่าผมทีหนึ่ง ก็จะรับเอาพุดดิ้งของตัวเองไปกิน
ทุกคนพอรับไปกินอย่างหวาดๆ ก็มีอาการวิญญาณหลุดออกจากร่างเป็นแถว
แต่พอเริ่มตั้งสติได้แล้ว ทุกคนก็กินกันไป
ยิ้มกันไปแล้วต้องเอามือขึ้นมาบีบหน้าไว้ด้วย
เพราะไม่งั้นคงได้ฉีกยิ้มกันจนถึงหูแน่
ทันทีทันใดนั้น ทุกคนก็พร้อมใจกันรีเควส ให้มีพุดดิ้งเป็นของหวานทุกวัน
เอาเถอะ เดี๋ยวไว้ทำอย่างอื่นมาล่อทีหลังล่ะกัน ให้กินซํ้าๆ
กันทุกวันมันไม่ค่อยดีด้วย
ส่วนของเจ้าโฮ่งผมก็เอาเนื้อกับไก่คลุกข้าวให้มันกิน
แถมด้วยกระดูกให้ไปแทะเล่น ถึงผมจะไม่เคยเลี้ยงสุนัขเพราะที่บ้านมีคนแพ้ขนสัตว์
แต่อย่างที่เขาว่านั้นแหละ ใครให้ข้าวให้นํ้า
สัตว์เลี้ยงมันจะรู้และจะเชื่องกับคนนั้นมากกว่าเจ้าของซะอีก
ตอนนี้ผมเลยไม่ต้องสั่งเจ้าโฮ่งผ่านเอร่าล่ะ แต่สั่งมันได้ตรงๆ เลย
ตอนนั่งพักเพื่อเตรียมตัวออกไปเก็บเลเวลรอบบ่าย
ผมก็เดินไปดูอ่างอาบนํ้าที่ยูรินทำ ซึ่งมันยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก เพราะเล่นสร้างเป็นห้องนํ้าอาบขึ้นมาเลย
ยูรินมารีเควสให้ผมทำชักโครกให้ด้วย เพราะสาวๆ ทุกคนติดการใช้ชักโครกไปแล้ว
แต่นี้เป็นของเฉพาะสาวๆ ของพวกผู้ชายยังไม่มี
ผมเลยขอให้ยูรินทำถังเหล็กให้ เธอก็งงๆ ว่าจะเอาถังไปทำอะไร
“ไว้ให้พวกผู้ชายอาบนํ้าน่ะ”
ยูรินพอจะทำหน้าเข้าใจ เลยพยักหน้ารับงานไป
แต่ตอนกำลังเดินไปรวมกับทีมรอบบ่าย
อาโกทัสก็รีบเข้ามาประกบผมจากด้านหลัง และใช้มีดมาจ่อคอไว้
“อย่าขยับนะโว้ย! ข้าเอาจริงนะ”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น