ตอนที่ 80 มื้อเที่ยงในดันเจี้ยน
ตอนที่ 80 มื้อเที่ยงในดันเจี้ยน
พอเตรียมตัวเสร็จแล้วพวกผมก็ออกเดินทางกันทันที
ถึงจะเร็วกว่ากำหนดการ ที่จะเริ่มกันตอนหลังมื้อเที่ยง
มอเรียแนะนำให้ผมใช้รถม้า เพราะที่จุดตรวจทางเข้าดันเจี้ยน
มีบริการรับฝากรถม้าอยู่ พอพวกโบสถ์ทำท่ายึกยัก ไม่อยากขึ้นมาบนรถพร้อมกับทาส
แต่พอผมบอกไปว่างั้นก็เดินกันไปเอง พวกนั้นเลยรีบขึ้นมาทันที
แต่พอขึ้นมาบนรถม้าก็ลืมเรื่องไม่พอใจไปเลย
เพราะพวกโบสถ์ใหญ่ไม่คิดว่าบนรถม้าจะกว้างขนาดนี้
พวกเอสเตอร์กับพวกโรสลินก็พึ่งเคยขึ้นรถม้าของผม เลยตื่นเต้นกันใหญ่
ผมให้พวกเธอไปนั่งตรงริมหน้าต่าง จะได้ดูวิวไปด้วย
ผมบอกให้ดาเซสที่เป็นสารถีไปที่กิลกันก่อน
เพราะจะไปลงทะเบียนนักผจญภัยให้กับคนที่ยังไม่มีบัตรกิล และจะได้ซื้อกระเป๋านักผจญภัยเพิ่มให้คนที่ยังไม่มีด้วย
พวกโบสถ์ใหญ่นั่งปิดปากเงียบมาตลอดทาง
ส่วนหนึ่งเพราะตะลึงรถม้าผมที่วิ่งได้นิ่งมาก ไม่รู้สึกถึงแรงสะเทือน
ทำให้นั่งสบาย และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ดื่มอีกต่างหาก แต่พวกผู้ชายนี้สิ
จ้องใส่พวกสาวๆ ของผมกันใหญ่ เพราะพึ่งได้เห็นหน้ากันชัดๆ ล่ะมั่ง
ไม่แปลกล่ะที่จะหลงเสน่ห์ แม้แต่อัศวินสองคนที่ดูเงียบๆ
ยังหน้าแดงและก้มหน้าหลบเลย
“…รถม้าไม่สะเทือนแล้ว”
ยูรินทำคอตก นี้ผิดหวังอยู่จริงๆ ด้วยสินะ!
พอมาถึงกิลผมก็ให้มอเรียพาทุกคนเข้าไปในกิล ตัวเธอจะได้ไปลางาน
และลงทะเบียนให้กับทุกคนด้วย แต่พอทุกคนเห็นมอเรียแต่งตัวแบบนินจามาก็พากันตกใจกันหมด
เพราะต่างคิดว่าเธอรีไทร์ไปแล้ว
เห็นว่าสมัยก่อนมอเรียมีชื่อเสียงในฐานะนักผจญภัยอยู่พอตัว
เพราะอาชีพของเธอหาได้ยาก แถมส่วนใหญ่มีแต่ฆาตกร
เพราะต้องมีคติติดตัวเท่านั้นถึงจะได้อาชีพนี้มา แต่ของมอเรียได้มาเพราะเธอถูกฝึกมาโดยเฉพาะ
และไม่มีคดีติดตัวด้วย
ระหว่างที่กลุ่มของมอเรียลงทะเบียน
กลุ่มของฟรานที่มีเดเม่กับยูรินไปด้วย
ก็ขึ้นไปซื้อกระเป๋านักผจญภัยมาตามที่ผมบอกซึ่งทำให้บรรยากาศภายในกิลดูคึกคักเป็นอย่างมาก
เพราะเต็มไปด้วยสาวงามจนไม่รู้จะมองใครก่อนดีเลย แต่ที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คงไม่พ้น
อาเดไลท์ ซึ่งความสวยของเธอได้ทำเอาหลายๆ คนลืมหายใจไปเลย
แต่พอเห็นอาเดไลท์มารวมกลุ่มกับฟราน ทุกคนพากันทำหน้าเสียดายออกมา
เพราะพวกเขารู้ทันทีว่ากลุ่มผู้หญิงเหล่านี้
ห้ามแตะต้องเพราะเป็นผู้หญิงของเทพดุ้นพิชิตสาวโรมะ
พอทุกคนกลับมาขึ้นรถม้า พวกผมก็มุ่งหน้าไปที่ดันเจี้ยนลูปันทันที
และผมก็แจกกระเป๋าที่ซื้อมาให้ โดยที่ทุกคนจะได้กระเป๋าขนาดกลางไป
ยกเว้นของจามิร่าที่ผมให้แบกใบใหญ่ไปเลย
เพราะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่คงไม่ต้องห่วงเรื่องโดนดักปล้น
และผมยังให้กระเป๋าขนาดกลางกับเนปฟ่าและชีเอ้ไปด้วย
“เอ๋! ให้พวกเราเหรอ!?”
“อืม คราวนี้เป็นการล่าระยะยาว มีพื้นที่เก็บของกันเยอะๆ
หน่อยก็ดี”
พวกเนปฟ่ารับไปด้วยท่าทางเกรงใจ แต่ก็ดูดีใจมาก
เพราะพวกเธอเองก็อยากได้กระเป๋านักผจญภัยของตัวเองมาตั้งนานแล้ว
พอมาถึงทางเข้าดันเจี้ยน ผมก็ทำการฝากรถม้าและเช็คชื่อตรงทางเข้า
แต่ด้วยที่ผมเป็นกลุ่มปาร์ตี้ใหญ่กว่ายี่สิบคน แถมยังมีแต่สาวๆ หน้าตาสวย
เลยเป็นเป้าดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก ขนาดมีคนวิ่งเข้ามาขอเข้าปาร์ตี้ด้วยเลย
แน่นอนว่าไม่ได้มาขอผมหรอก แต่วิ่งไปขอสาวๆ แต่ว่าก็โดนปฏิเสธไปหมด
พวกผมใช้รันเนอร์เวย์ผ่านยาวไปเลย แต่ที่กลางทางของชั้นหนึ่ง
ก็ดันเจอพวกมาดักปล้น แถมเป็นกลุ่มใหญ่กว่าสิบคน ซึ่งมอเรียก็บอกออกมาทันทีว่าเป็น
พวกที่มีค่าหัว พอได้ยินเท่านั้นแหละ
ฟรานกับดาเซสก็แย่งกันออกไปไล่ฆ่าพวกนั้นทันที จนผมไม่ทันได้ออกปากห้าม
พวกนั้นก็เละเป็นศพไปแล้ว
พวกจากโบสถ์ใหญ่ที่พึ่งเคยเห็นการฆ่าคนแบบสดๆ ถึงกับอาเจียนออกมา
แต่สายตาที่พวกมันใช้มองพวกฟรานก็เปลี่ยนไปแล้ว
จากตอนแรกที่พวกมันดูแคลนว่าเลเวลน้อยแบบนี้จะเอามาเป็นตัวถ่วงหรือไง
แต่ฟรานก็พึ่งแสดงให้เห็นว่าถึงอีกฝ่ายจะมีเลเวลมากกว่า ก็ไม่มีผลอะไรแม้แต่น้อย
ดาเซสเองก็เก่งขึ้นมาก ถึงจะไม่ค่อยได้ลงดันเจี้ยนแบบสมัยก่อน
จนเลเวลนิ่งมานาน แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือการฝึกฝนความชำนาญเฉพาะตัว
และการอัพเกรตอุปกรณ์ส่วนใส่
ที่ลืมไม่ได้คือค่าพลังที่เพิ่มขึ้นมาจากการซั่มกับผมทุกวัน
ถึงของดาเซสจะเพิ่มมาเป็นหลัก
หน่วยอยู่ ต่างจากฟรานที่ขึ้นเป็นหลักร้อย แต่มันก็ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นจากเดิม
เอาเป็นว่าคนที่เลเวลเท่ากันหรือมากกว่าไม่เกินสิบเลเวล
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเธอไปแล้ว แม้จะมาเป็นหมู่คณะตาม
“คนนี้มีค่าหัวตั้ง 100,000 รีลค่ะ! ส่วนคนอื่นๆ รวมแล้วได้ประมาณ
500,000 รีล”
มอเรียเข้าไปตรวจดูค่าหัวของพวกโจร ซึ่งบัตรกิลของเธอเป็นแบบพิเศษ
ที่มีข้อมูลจากกิลอัพเดตให้ตลอดเวลา และยังใช้ตรวจดูข้อมูลของคนอื่นได้ด้วย
“ดูเหมือนพวกเราจะได้กำไรแล้วนะ กลับเลยไหม?”
ยูรินหันมาถามผม
“เดี๋ยวสิๆ เป้าหมายไม่ใช่มาหาเงินค่าหัวนะ!”
พวกโบสถ์ใหญ่มองพวกผม ที่กำลังคุยเล่นกันอยู่ด้วยสายตาแปลกๆ คงเพราะยังปรับตัวตามไม่ทัน
จากตอนแรกที่คิดว่าจะโดนปล้นแล้วแน่ๆ แต่พริบตาเดียวก็มีศพกระจายไปทั่ว
และยังมีหน้ามาคุยเล่นกันได้อีก
หลังจากทำการรวบทรัพย์พวกโจร จนไม่เหลือให้แม้แต่กางเกงในแล้ว
พวกผมก็มุ่งหน้าไปตามรันเนอร์เวย์ต่อ
“ฟรานวันหลังพวกเรามาเดินหาโจรกันอีกเถอะ”
“เห็นด้วยค่ะ”
“พอเลยทั้งสองคน ถึงเงินจะดีแต่มันอันตรายนะ”
ผมรีบห้ามปรามไว้ก่อน เดี๋ยวคิดจะทำกันขึ้นมาจริงๆ จะยุ่ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะท่านโรมะ ไว้ฉันจะมาด้วยกับสองคนนี้
รับรองปลอดภัยแน่นอน”
มิรินบอกอย่างมั่นใจ แต่เดี๋ยวสิ ปัญหามันไม่ใช่จำนวนคนนะ!
ผมถอนหายใจและหันไปถามข้อมูลกับมอเรียแทน
สรุปที่ชั้น 8 ที่พวกผมจะไปเริ่มที่นั้นเลย โดยจะข้ามชั้น 6กับ7 ไป
จะมีมอนสเตอร์อยู่ประเภทเดียวก็คือ ศพ พวกนี้ต่างจากซอมบี้ เพราะซอมบี้จะไม่มี
ความคิดเป็นของตัวเอง จะเคลื่อนไหวเข้าหาทุกอย่างที่เคลื่อนไหว
เพื่อจะโจมตีตามสัญชาตญาณ แต่ศพจะสามารถคิดเองได้ เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว และทรงพลัง
ส่วนที่ทำให้ชั้น 8 เป็นพื้นที่อันตราย
เพราะพวกศพจะมีหลากหลายสายพันธุ์มาก ทั้งมนุษย์ ครึ่งคนครึ่งสัตว์
เรียกว่ามีทุกสายพันธุ์ จุดเกิดก็ไม่แน่นอนจะสุ่มไปเรื่อยๆ เลเวลเองก็เหมือนกัน
มีตั้งแต่เลเวลห้าไปจนถึงเลเวลสี่สิบ ซํ้ายังมี Raid อีกสามตัว ที่เกิดบ่อยมาก
และนานๆ ครั้งจะมี Mini Boss ที่เป็นเนโครแมนเชอร์โผล่ออกมาด้วย
แค่ฟังผมก็รู้แล้วว่าทำไมโกร่าถึงเตือนผมไว้
เพราะความยากมันต่างจากพวกมนุษย์หนูแบบก้าวกระโดดเลย
“อ่ะ เดี๋ยวก่อน ไปทางนี้ดีกว่า”
ผมทักดาเซสที่เดินนำหน้า ซึ่งกำลังจะข้ามชั้นห้าที่เป็นบอสหนูไป
“จะแวะบอสก่อนเหรอนายท่าน?”
“ใช่ ว่าจะวอร์มอัพกันก่อนน่ะ”
พอผมบอกไปพวกโบสถ์ใหญ่ก็รีบร้องถามขึ้นมาทันที
“จะใช้บอสราชาหนูซ้อมมือเนี่ยนะ!”
แต่ผมขี้เกียจฟัง เลยพาทุกคนเข้าไปในห้องบอสกันเลย
“เดี๋ยวผมกับยูรินจะเข้าไปชนกับบอสนะครับ ส่วนคนอื่นๆ
ช่วยจัดการตัวลูกน้องมันให้หน่อยนะ เอร่า กิน เอสเตอร์ พวกเธอลองโจมตีใส่บอสดูนะ
คิดซะว่าเป็นการฝึกการใช้อาวุธกับเป้าที่เคลื่อนไหวได้ ส่วน
เนปฟ่า ถ้าจะลองสู้บอสดูก็ได้นะ แต่กะจังหวะใช้เวทให้ดีๆ
อย่าให้มาโดนผมกับยูรินล่ะ”
“รับทราบค่ะ!”
ทุกคนขานรับกับอย่างพร้อมเพรียง
มีแต่พวกโบสถ์ใหญ่เท่านั้นแหละที่ทำหน้าไม่พอใจ
พอเข้าไปในห้อง ผมวิ่งนำยูรินเข้าไปชนกับบอสก่อน
ครั้งก่อนยังไม่ทันได้เห็นฝีมือของมัน ก็ถูกฟรานฆ่าซะก่อน แต่พอมันฟันลงมาผมก็ยกโล่ขึ้นรับ
ผมปลิวเลยล่ะ! แรงมันเหลือเชื่อจริงๆ สมเป็นบอสไม่แปลกหรอกก็ขนาดลอร์ดหนู
ผมยังสู้แรงมันไม่ไหวเลย
ยูรินเข้าไปแทนที่ผมทันที
เธอใช้ความเร็วกับความแข็งแกร่งของถุงมือใหม่ ปัดการโจมตีของดาบคู่ของราชาหนูได้
เรื่องการตั้งรับนี้ยูรินเก่งกว่าผมอีกแฮะ
พอตั้งหลักได้ผมก็เข้าไปช่วยยูรินอีกแรง ช่วยกันรับดาบกันคนละด้าน
รอบข้างก็มีเสียงการต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว
แต่เสียงกลับเงียบไปในเวลาไม่ถึงสิบวินาที คงจัดการกันเรียบร้อยแล้ว ไวจริงๆ!
ทางผมก็มีโอกาสโจมตีใส่ราชาหนูเหมือนกัน แต่ผมกับยูรินแค่จะซ้อมการตั้งรับ
และปล่อยให้แถวหลังคนอื่นโจมตีไปแทน
เอร่ายังยิงไม่แม่น แถมเกือบยิงโดนผมด้วย
คิดผิดหรือเปล่านะที่ให้เธอใช้ธนู ส่วนกินยังไม่ทำอะไรเอาแต่ยืนดูเฉยๆ
เอสเตอร์ที่เป็นคนโจมตีระยะกลาง ลองใช้ดาบกระดูกงูอยู่สองสามรอบ
พอเริ่มจับจังหวะได้ ก็เข้ามาช่วยผม ซึ่งเธอทำได้ไม่เลวเลย
เธอกะจังหวะได้แม่นยำมาก และเล็งไปยังจุดสำคัญของร่างกายอีกฝ่าย
เช่นข้อมือ คอ ต้นขา ใบหน้า ถึงดาบกระดูกงูจะมีพลังโจมตีไม่สูง
แต่ถ้าฟันถูกก็ทำให้ได้แผลเหมือนกัน
ด้วยการโจมตีของเอสเตอร์ทำให้มือข้างหนึ่งของราชาหนูถือดาบต่อไม่ไหวแล้ว
“ดีมากเอสเตอร์!”
พอได้ยินผมร้องชม เอสเตอร์ก็ดีใจและยิ่งมั่นใจในการโจมตีของตัวเอง
“ท่านโรมะ มันจะใช้เวทแล้วค่ะ!”
มอเรียตะโกนเตือนผมมา ถ้าจำไม่ผิด เจ้านี้ใช้เวทพายุได้สินะ
แต่พอผมจะให้สัญญาณถอย ยูรินก็รีบหันมาบอกผม
“นายท่าน เสียบดาบเข้าไปที่ช่องตรงโล่เลย”
ผมสงสัยว่าทำไม แต่ผมเชื่อใจยูริน เลยทำตามที่เธอบอกทันที
ด้วยการเสียบดาบเข้าไปตรงช่องว่างที่อยู่ตรงขอบของโล่
แต่ผมรู้สึกได้เลยว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน
เกิดเสียงเสียดสีอย่างแรงตอนที่ดันดาบเข้าไป
“ตอนนี้ล่ะ ดึงออกมาแล้วฟันใส่มันเลย!”
ยูรินบอกต่อ พอผมก็ดึงดาบที่เสียบเข้าไปจนสุดออกมาจากโล่
ตัวดาบก็ถูกอาบไปด้วยกระแสไฟฟ้าจนเกิดเสียงเปรี๊ยะๆ
ผมฟันใส่ตัวของราชาหนู ร่างของมันก็ถูกไฟช็อตจนหยุดการร่ายเวทไป
ทว่าผมลืมไปว่าดาบที่ใช้
อยู่คือดาบศิลาเย็น เพียงแต่ฟันใส่ทีเดียว
ร่างของมันก็ขาดเป็นสองท่อนและตายไปเลย
“…เอ่อ โทษที เผลอไปหน่อย”
ผมหันไปโทษพวกเอร่า ที่พวกเธอยังซ้อมได้ไม่เท่าไร
แต่ทุกคนกลับรีบวิ่งเข้ามาดูดาบผมทันที
ยูรินเลยได้โอกาสโม้ผลงานตัวเองให้ฟัง นอกจากดาบศิลาเย็นแล้ว โล่ที่ยูรินให้ผมมา
ก็เป็นทั้งฝักดาบในตัวและยังใส่หินสายฟ้าไว้ข้างในด้วย พอดาบเข้าไปเสียดสีกับหิน
ตัวดาบก็จะได้รับไฟฟ้าเข้ามาด้วย
“คะ แค่ดาบเดียวก็ฆ่าราชาหนูได้เลยเหรอ!”
พวกโบสถ์ใหญ่ยืนอ้าปากค้างกันไปเลย อย่าพึ่งตกใจกันเร็วนักสิ
ผมหันไปดูของดรอป รอบนี้ไม่มีมงกุฎเงินดรอปแฮะ แต่ว่าได้การ์ดมาแทน
มอเรียที่เห็นนี้ถึงกับร้องว้าวเลย
“การ์ดราชามนุษย์หนูเป็นของหายากมากค่ะ!
ราคาซื้อขายขั้นตํ่าก็หนึ่งล้านแล้ว”
ผมใช้ตรวจสอบดูว่ามันเพิ่มอะไรให้
แล้วผมก็รู้ล่ะว่าทำไมมันราคาแพงนัก เพราะมันสามารถมอบสกิลประเภท Mastery
ได้หนึ่งอย่างตามอาวุธที่ใช้ หรือใช้อัพเพิ่มเลเวลสกิล Mastery
ที่มีอยู่แล้วได้ด้วย ผมมองไปยังทุกคนเพื่อดูว่าจะให้ใครดี
แต่ทุกคนมีความชำนาญของอาวุธที่ใช้กันอยู่หมดแล้ว
เอสเตอร์เองก็พึ่งได้ความชำนาญของดาบ
กระดูกงูมา ส่วนเอร่าก็…ไม่ไหว ยัยนี้ไม่มีแววรุ่งเลย
ผมเลยยกการ์ดให้กับอาเดไลท์ไป ส่วนหนึ่งเพราะนึกสนุกด้วยล่ะ
เพราะอยากเห็นว่าพัดที่ถูกนับเป็นอาวุธมันจะใช้งานอย่างไง
“จะดีเหรอ?”
อาเดไลท์ดูไม่มั่นใจ คงเพราะราคาของการ์ดค่อนข้างแพง
และเธอก็พึ่งเป็นมือใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ด้วย
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ลองสนุกๆ น่ะ”
“นายเนี่ยนะ”
อาเดไลท์ถอนหายใจก่อนจะใช้การ์ดราชาหนู
ท่ามกลางเสียงร้องอย่างเสียดายของพวกโบสถ์ใหญ่ ถึงบอกไงสัญญาของผมน่ะแอบโหด
เพราะผมกับมอเรีย
มีสกิลเพิ่มโอกาสแรร์ดรอป
การมาล่าครั้งนี้ผลกำไรจะอยู่ที่แรร์ดรอปล้วนๆ เลย
ผมเลยขอสิทธิ์เรื่องไอเท็มดรอปไว้ก่อนเพราะแบบนี้แหละ
ส่วนผลของการ์ดราชามนุษย์หนู ทำให้อาเดไลท์ได้ Fan Mastery lv 1 มา
แต่พอถามไปว่ามีอะไรต่างไปจากเดิมไหม อาเดไลท์ก็กางพัดออก
ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าให้
“รู้สึกเหมือนพอจะทำอะไรได้ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร”
แค่รู้ว่ามีผลผมเองก็ประหลาดใจแล้วล่ะ น่าสนุกจริงๆ ด้วยแฮะ
และผลจากการฆ่าบอสราชาหนู ทำให้คนที่มีเลเวล 1 เพิ่มมาเป็น 2
และเอสเตอร์เลเวลอัพเป็น 4 ส่วนที่เหลือก็ไม่มีใครเลเวลอัพแล้ว
แต่ผมว่าการ์ดใบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะถ้าอาเดไลท์ใช้การ์ดใบใหม่
ความชำนาญการใช้พัดก็จะหายไป เอาไปขายคงคุ้มกว่าจริงๆ
และผมก็ใช้ห้องบอสราชาหนู เป็นที่พักสำหรับมื้อเที่ยง
เรื่องเสบียงผมก็ถามพวกโบสถ์ใหญ่ไปแล้ว ว่าจะให้เตรียมให้ไหม
แต่พวกนั้นปฏิเสธและบอกว่าเตรียมมาเองแล้ว ผมเลยปล่อยไป
ผมดึงโต๊ะกินข้าวออกมาจากกระเป๋า
แต่เป็นแบบไม้ธรรมดาที่ซื้อมาใหม่นะ ไม่ใช่อันที่อยู่ในคฤหาสน์
พวกโบสถ์หัวเราะเยาะผมกัน เพราะเห็นว่าผมพกมาแต่ของไร้สาระ เอ่อ
จะคิดกันอย่างไงก็ตามสบาย ผมเองก็จะทำตามสบายของผมเองเหมือนกัน
ส่วนมื้อเที่ยงผมทำทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เป็นพิซซ่าล่ะ
ผมวางถาดใส่พิซซ่าห้าถาดลงไปบนโต๊ะ ซึ่ง
สามารถใช้มือหยิบขึ้นมาได้เลย เพราะผมตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ
แบบที่ทำขายไว้แล้ว ซาคุยะถึงกับตะลึง และชมผมใหญ่เลยสงสัยเธอจะคิดถึงพิซซ่าสุดๆ
ทุกคนดูแปลกใจกับพิซซ่า เพราะด้วยวิธีกิน และรูปร่างหน้าตาของมัน
แต่พอเห็นซาคุยะที่เริ่มกินเป็นคนแรก ทุกคนก็ทำการเลียนแบบทันที
ส่วนความอร่อยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ได้ทำไว้ขาย
ผมเลยใส่เครื่องไว้เต็มหน้าแบบไม่มีงก
พวกฟรานยังพอว่า เพราะเคยกินอาหารแปลกๆ จากผมมาบ่อยแล้ว
แต่พวกเนปฟ่านี้สิ ถึงกับอุทานออกมาไม่เป็นภาษา และพยายามถามผมทั้งๆ
ที่มีพิซซ่าเต็มปาก
ที่น่าสงสารคือพวกโบสถ์ใหญ่เนี่ยสิ นั่งกับพื้นกัดขนมปังแข็งๆ
แล้วมองพวกผมกินกันตาละห้อย
จริงๆ ผมก็พกของมาเผื่อพอจำนวนคนละนะ แต่ถ้าพวกนั้นดื้อด้านนัก
ผมก็ไม่สนใจจะยุ่งด้วย
พอกินพิซซ่ากันจนอิ่มแล้ว ผมก็ลังเลนิดหน่อยว่าจะเอาของหวานออกมาดีไหม
แต่ทุกคนรู้ดีว่าผมต้องมีของหวานให้หลังมื้อเที่ยง
เลยพร้อมใจกันส่งสายตาเป็นประกายมาทางผมกัน
“เข้าใจแล้วๆ”
ผมยอมแพ้และหยิบเอาไอศกรีมออกมา
โดยวันนี้พิเศษเพราะมีช็อกโกแลตราดอยู่ด้านบนด้วย
ผมพึ่งค้นเจอเม็ดโกโก้เมื่อตอนไปตลอดกับเดเม่คราวก่อน ซึ่งผมใส่ในเค้กเมื่อคืนด้วย
แต่พวกเธอคงไม่รู้กัน
พวกฟรานสนใจช็อกโกแลตที่ราดไว้มาก
เพราะตอนตักขึ้นมามันแข็งแต่พอเอาเข้าปากก็ละลายทันที
แถมหอมหวานมีรสขมแฝงอยู่แต่เป็นความขมที่เข้า
กับความหวาน แต่ผมพึ่งเคยทำช็อกโกแลตจากเม็ดโกโก้ รสเลยยังไม่ดีเท่าที่ควร
คงต้องค่อยๆ ฝึกทำหลายๆ ครั้ง
เนปฟ่ากับชีเอ้ที่ไม่เคยกินไอศกรีม ก็ต้องตกใจที่เห็น
และพอได้ฟังคำอธิบายในการกินจากเดเม่ เธอก็ยิ่งทำหน้าเหมือนเด็กกำลังได้ของเล่น
และพอเอาเข้าปากเท่านั้นแหละ เนปฟ่าถึงกับกรี๊ดแตก แต่ผมกินไม่ค่อยลงแฮะ
แบบว่าพวกโบสถ์ใหญ่นั่งจ้องผมตาไม่กระพริบเลยอ่ะ
“ชีเอ้ วานเอาไปให้พวกนั้นหน่อยสิ”
ถึงจะใจอ่อน แต่ผมไม่อยากลุกเอาไปให้เอง เลยวานชีเอ้ไปแทน
แต่ชีเอ้ยังกินของตัวเองไม่เสร็จ เลยรีบลุกแล้วเอาไปส่งให้แบบส่งๆ
แล้วรีบกลับมากินต่อ แต่พวกโบสถ์ใหญ่คงได้ยินที่เดเม่อธิบายไปแล้ว เลยกินกันได้
อย่างไม่มีปัญหา
แต่แล้วก็มีนักบวชชายคนหนึ่งลุกขึ้นมาโวยวายพร้อมกับปาถ้วยไอศกรีมทิ้ง
“นี้มันอาหารของปีศาจชัดๆ! พวกเราอย่าไปโดนมันหลอกลวงได้นะ!”
ถึงมันจะโวยวายแบบนั้นไป แต่คนอื่นๆ ทำใจยากที่จะวางถ้วยลง
โดยเฉพาะพวกนักบวชหญิง
“เฮ้ย ค่าอาหารผมไม่คิด แต่ค่าถ้วยน่ะ 200 รีลนะ”
ผมหยิบสมุดออกมาจดราคาค่าเสียหายลงไปทันที
เล่นเอาพวกอาเดไลท์กลั้นหัวเราะกันจนหน้าแดง
แต่สุดท้ายพวกโบสถ์ใหญ่ก็พากันวางถ้วยไอศกรีมลง
ด้วยสีหน้าสุดแสนเสียดาย
เอ่อ ถึงผมจะเป็นจอมมาร แต่อาหารที่ทำมันของมนุษย์นะ
ปีศาจมาเกี่ยวไรด้วยฟ่ะ! ไม่สิ เดี๋ยวนี้แม้แต่พวกปีศาจก็หันมากินอาหารของมนุษย์แล้วนะเฟ้ย!
ชีเอ้ดูจะสนใจสกิลคลีนนิ่งของผมมาก เพราะผมใช้ให้เห็นหลายครั้งแล้ว
และมันสะดวกมาก ใช้ทำความสะอาดทุกอย่างได้ในพริบตาเดียว
ผมเลยเก็บกวาดหลังกินเสร็จได้ในทันที ไม่ต้องเสียเวลา
ท่ามกลางเสียงคุยเล่นกันอย่างร่าเริงของสาวๆ
ก็มีกลุ่มก้อนความหงุดหงิดลอยมาจากทางด้านโบสถ์ใหญ่
แต่ไม่ใช่เป็นความรู้สึกที่พุ่งมาทางผมหรอกนะ แต่นักบวชชายที่โวยวายขึ้นมาต่างหาก
ที่กำลังโดนพุ่งเป้าใส่
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น