ตอนที 139 เส้นทางต่อไป

ตอนที 139 เส้นทางต่อไป
พอกลับมาถึงคฤหาสน์ ก็เจอบรรยากาศมาคุทันที สาเหตุนั้นเป็นเพราะเวเนซ่าได้กลับมาแล้ว ไม่ใช่แค่เธอแต่อลิซาเบธเองก็หาทางกลับมาได้แล้วเหมือนกัน เห็นว่าโดนส่งไปถึงดินแดนนํ้าแข็งเหนือสุดของโลก ขนาดกรินฟินยังบินไปรับเธอไม่ได้ เธอเองก็เกือบจะตายที่นั้นแล้วเหมือนกัน แต่ถึงจะไม่ใช้เหตุนี้ทั้งคู่ก็เป็นอริที่จ้องจะฆ่ากันอยู่แล้ว
“…อลิซาเบธ นั่ง”
ผมเข้าไปแยกทั้งสองคนด้วยการสั่งอลิซาเบธ พอได้ยินคำสั่งผม อลิซาเบธนั่งแผละลงไปกับพื้นทันที เธอทำหน้างงๆ แบบไม่รู้ตัว นี้ล่ะผลของการเป็น
ทาสเซ็กส์ ร่างกายของเธอจะตอบสนองต่อคำพูดของผมโดยไม่รู้ตัว
“ด เดี๋ยวสิ!”
อลิซาเบธยังตั้งท่าไปหาเรื่องกับเวเนซ่าทั้งๆ ที่ยังนั่งอยู่ ผมเลยต้องจัดการเธอ
“ถอดเสื้อผ้าออกซะ”
ในไม่กี่วินาทีอลิซาเบธก็เหลือแต่กางเกงในฝักทองแล้ว
“เดเม่ฝากเรื่องอาหารเช้าทีนะ ผมต้องจัดการยัยนี้ก่อน”
“ค่ะ นายท่าน”
แล้วเดเม่กับโมอาก็เดินเข้าไปในครัว แตคนที่เหลืออยู่ดูต่อ จะว่าไปอลิซาเบธเองก็ขาดการมีเช็กส์กับ
ผมมาพักใหญ่แล้ว ที่ยังไม่คลั่งเพราะสัญชาตญาณการอยู่รอดมันคอยกดดันไว้อยู่ ผมเองก็อยากหาที่ระบายอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อคืนถ้าไม่นับที่ซารีดูดให้ ผมเสร็จไปรอบเดียวเอง เพราะผู้หญิงพวกนั้นทำกันไม่ค่อยเป็นแถมเสร็จกันเร็วมาก
“เมยอาช่วยหน่อยสิ”
ผมเรียกเมยอา เพราะเธอมีดิลโด้เก็บไว้ แน่นอนเธอใช้มันเล่นกับโมอาบ่อยๆ
เมยอาถอนหายใจ ก่อนจะหยิบดิลโด้ออกมาจากกระเป๋า และจัดการติดตั้งไว้อย่างชำนาญ โดยไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออก
ส่วนผมจองประตูหลังไว้ เพราะผมสามารถใส่เข้าไปได้สุด ส่วนอลิซาเบธนั้นถึงจะทำหน้าขัดขืน แต่กลับตั้งท่ารอพร้อมรบก่อนใครเพื่อนเลย ทั้งหอยทั้งตูด
ปล่อยนํ้าหล่อลื่นออกมาจนเยิ้ม ผมเลยเสียบเข้าไปก่อน หูรูดก็ยังคงรัดแน่นเช่นเคย ส่วนภายในนิ่มและอุ่นสบาย ผมยังดันดุ้นเข้าไปต่อจนสุด ก่อนจะกดเอวของอลิซาเบธลงไป เพื่อให้ดุ้นปลอมของเมยอาที่นอนรออยู่เข้าไปบ้างจากด้านหน้า
ผมรู้ว่าอลิซาเบธเป็นพวกชอบเร่งเครื่องตั้งแต่ต้น เลยไม่มีการค่อยๆ มาสอย แต่ผมยัดเต็มเหนี่ยวสาวสุดลำตั้งแต่เริ่ม เสียงดังป๊าบๆ เหมือนโดนตีก้น อลิซาเบธร้องเสียงหลงแบบไม่เป็นภาษาออกมา และถึงแม้เธอจะเสร็จพวกผมก็ยังไม่หยุด แต่เมยอาพึ่งเคยทำกับอลิซาเบธครั้งแรก ก็แสดงสีหน้ายับยู่ยี๋ออกมา
“เบาๆ หน่อยสิคะนายท่าน นี้มัน…เสียวเกินไปแล้ว!”
แค่ปกติหอยของอลิซาเบธก็เป็นหอยคุณภาพดีอยู่แล้ว แต่เพราะดุ้นผมที่เสียงตูดอยู่ ยิ่งบีบพื้นที่หน้าด้านทำให้ถํ้ากระซับบีบแน่นกว่าเดิม แถมยังรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของดุ้นผมด้วย เมยอาเลยทนไม่ไหวเสร็จตามอลิซาเบธไปอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากเมยอาเสร็จรอบสองไป เธอก็ถอยออกมาพลางบอกว่าไม่ไหวแล้ว ก่อนจะส่งไม้ต่อให้คนอื่นทำแทน คราวนี้ดาเซสขอลองบ้าง เพราะเธอไม่เคยใช้ดุ้นเทียมมาก่อน อ้อ แต่อันนี้เป็นรุ่นตัวสมบูรณ์แล้วนะ เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเสพติดความรู้สึกของเพศชายจนเบี่ยงเบน
ระหว่างที่ทำกับอลิซาเบธอยู่ วาเนซ่าก็เดินเข้ามาหาผม พร้อมกับพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาด้วย ผมไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน อายุประมาณ 16-17 การ
แต่งตัวก็เหมือนกับเจ้าหญิงจากประเทศไหนสักที่เลย แต่ผมรู้ว่าเธอคือเผ่าปีศาจจากสัมผัสพิเศษ
เด็กสาวคนนั้นยืนหน้าซีด ขณะจ้องดุ้นผมที่กำลังสอยตูดของอลิซาเบธด้วยความเร็วสูง พอเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นไปแล้ว เวเนซ่าเลยถอนหายใจและแนะนำตัวให้แทน
“เธอคนนี้ชื่อ ซานูน่า.เวก้า”
“ซานูน่า…เวก้า”
ผมว่าชื่อนี้ฟังดูคุ้นๆ อยู่ แต่พอคิดว่ามีสายสัมผัสกับเผ่าปีศาจ มันก็ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ทันที
“ขุนพลปีศาจ ซานูน่า.เวก้าคนนั้นน่ะเหรอ!”
“ค ค่ะฉันเองค่ะ ด ได้โปรดเรียกฉันว่าซานูน่าด้วยเถอะค่ะท่านจอมมารที่เคารพยิ่ง”
ซานูน่าพอตั้งสติได้ ก็รีบก้มลงกราบพร้อมกับกล่าวออกมา ท่าทางเธอขี้กลัวหน่อยๆ แฮะ ต่างจากที่ได้อ่านมาในบันทึกลิบลับเลย พูดกันตามตรง ทีแรกผมคิดว่าเธอเนี่ยล่ะ ที่มีโอกาสจะก่อกบฏได้มากสุดแล้วในบรรดาขุนพลปีศาจ
เพราะในบันทึกจากทุกแหล่งกล่าวตรงกัน ว่าขุนพลเวก้า คือปีศาจที่โหดเหี้ยมที่สุด จำนวนคนที่ถูกเธอฆ่ามีมากจนสร้างภูเขาได้ เธอเป็นเหมือนมือขวาของจอมมารเวเนซ่า นอกจากนั้นไม่ยอมฟังคำสั่งหรือเข้าพวกกับใครแล้ว แม้แต่ในบรรดาขุนพลปีศาจ ยังไม่มีใครกล้ายุ่งกับเธอ
ตอนที่เธอถูกรุมสังหารด้วยกับดักของมนุษย์ ไม่มีขุนพลปีศาจคนไหนไปช่วยเหลือเธอเลย เพราะเธอเป็นอันตรายแม้แต่กลับพวกเดียวกัน
เนื่องจากเธอเป็นราชินีซักคิวบัส อำนาจของเธอใช้สะกดเพศชายให้ลุ่มหลงได้ เอาแค่อำนาจในการสะกดของเธอก็มากกว่าเผ่าแวมไพร์อย่างเรโมริก้าซะอีก เธอสร้างกองทหารจากทาสที่เธอสะกด และรบเฉกเช่นทหารเดนตายที่ไม่กลัวเกรงสิ่งใด ขนาดที่ว่าโดนตัดแขนขาดทั้งสองข้างยังสามารถกระโดดงับคอหอยอีกฝ่ายได้ คนใดที่ตกอยู่ใต้อำนาจสะกด จะไม่มีทางหลุดพ้นไปได้ แม้แต่กลายเป็นวิญญาณไปแล้ว เพราะงั้นยิ่งมีลูกน้องที่โดนสะกดตายมากเท่าไร เธอจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จากการสูบวิญญาณที่เป็นทาสเธอ
ขุนพลเวก้า สามารถสร้างกองทัพจากศูนย์ ไปถึงหลักหมื่นหลักแสนได้ในวันเดียว ถึงจะเป็นในเขตแดนศัตรู นั้นทำให้เธอไม่ต้องพึ่งพาเผ่าปีศาจเลยสักนิด
แต่พลังของเธอก็มีจุดอ่อนอยู่ เพราะพลังสะกดของเธอใช้กับผู้หญิง หรือผู้ชายที่ถูกตอนไม่ได้ เพราะงั้นมนุษย์เลยใช้จุดนี้สร้างกับดักไว้เล่นงาน ด้วยการส่งกลุ่มผู้ชายที่ถูกตอนเข้าไปในเมืองที่ขุนพลเวก้าใช้เป็นฐาน ทำทีว่าโดนสะกดจิตอยู่ และรอโอกาสเล่นงานตอนเธออ่อนแอที่สุด
ทว่าก่อนตายเธอก็ได้สร้างตำนานไว้ ด้วยการเปลี่ยนทั้งเมืองให้กลายเป็นดันเจี้ยน และสาปผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในรัศมีโดยรอบ ให้กลายเป็นมอนสเตอร์ ดันเจี้ยนแห่งนั้นถูกเรียกว่า มหาดันเจี้ยนเวก้า ความยากไม่ทราบ เพราะไม่เคยมีคนรอดชีวิตออกมาได้ ว่ากันว่า
เพียงแค่ก้าวเข้าไปก็จะถูกสาปแล้ว และถ้าไม่กลับออกมาก่อนครบวัน จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นมอนสเตอร์ไปทันที ด้วยเหตุนี้มันเลยถูกทิ้งร้างในฐานะดันเจี้ยนที่ห้ามทำการสำรวจ
สรุปคือ ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นหัวหน้าหรือมีอันดับสูงนักในบรรดาขุนพลปีศาจ แต่ความน่ากลัวของเธอคืออันดับหนึ่งเลย…แค่คิดถึงชื่อเสียงของเธอก็แทบทำให้ผมหดเลย
“อ อืม ลุกขึ้นเถอะ”
ผมรีบให้เธอลุกขึ้นขณะหันไปทางเวเนซ่า
“นี้เหรอคนที่เธอบอกว่าจะไปพามา”
“ถูกต้องแล้ว ยัยนี้น่ะเหมาะสำหรับการฝึกสำนึกแห่งศาสตร์สายราคะ นอกจากนี้ยังมีฝีมือใช้เป็นบอดี้การ์ดให้นายได้ด้วย”
“เรื่องฝึกพอเข้าใจได้ แต่เรื่องบอดี้การ์ดนี้ไม่ต้องหรอก ผมมีของผมอยู่แล้ว”
พอผมบอกไปเวเนซ่าก็ทำหน้าประหลาดใจขึ้นมา
“เอ๋? หรือว่ามุเอมะยังไม่ได้บอกนาย”
“บอกเรื่อง?”
“ตอนนี้เธอกำลังจะเปิดดันเจี้ยนจำลองขึ้นมา”
“ดันเจี้ยนจำลอง?”
“เป็นดันเจี้ยนที่จอมมารรุ่นแรกสร้างไว้น่ะ มันเป็นต้นแบบของดันเจี้ยนของโลกนี้เลยก็ว่าได้ แต่ที่ถูกเรียกว่าดันเจี้ยนจำลอง เพราะวิธีทำงานมันต่างจากดันเจี้ยนทั่วไป”
“ต่างกันตรงไหนเหรอ?”
“ตรงที่มันไม่มีคอร์ และจะเริ่มทำงานเมื่อบรรจุพลังเวทลงไปจนเพียงพอแล้ว เพราะไม่มีคอร์ มันจึงไม่มีการดูดซับพลังงานใดๆ ทั้งสิ่ง ค่าประสบการณ์ในการอัพเลเวลจากมอนสเตอร์ในนั้น จึงให้มากกว่าดันเจี้ยนปกติหลายเท่าตัว มันเป็นสถานที่ไว้อัพเลเวลแบบโกงๆ ของเผ่าปีศาจน่ะ”
“แบบนี้เอง…แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องบอดี้การ์ด?”
“เจ้าโง่นี้ หลังจากเกือบตายมาแล้ว ยังไม่รู้สึกตัวอีกเหรอ ว่าพวกสาวๆ ของนายน่ะไร้ความสามารถแค่ไหน”
ทุกคนมีการตอบสนองต่อคำดูถูกของเวเนซ่าทันที แต่ก็ไม่มีใครเถียงออกมา เพราะที่เธอว่ามามันคือความจริง
“จริงอยู่ว่ายุคนี้ไม่ค่อยเหลือพวกเหนือมนุษย์แบบยุคฉันแล้ว แต่มนุษย์น่ะไม่ชอบสู้แบบซึ่งๆ หน้าอยู่แล้ว แถมยังมีเวทมนต์อันเชิญผู้กล้าอีก ฉันบอกไม่ได้หรอกนะ ว่าจะไม่มีการอันเชิญคนที่เก่งกว่าอลิซาเบธออกมา แล้วพวกเทพก็ยังประมาทไม่ได้ พวกนั้นยังมีเก็บไพ่ตายที่นายยังไม่รู้ไว้อีก ที่สำคัญ…นายยังไม่เคยเจอพวกผู้คุมระบบ”
“ผู้คุมระบบ!”
ผมเจอคำใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ไม่คิดเหรอว่าโลกนี้มันแปลกๆ เหมือนที่ผู้กล้าจากต่างโลกชอบเรียกว่าอะไรนะ…ระบบเกมส์เหรอ?”
“จะว่าไปก็ใช่นะ”
“แล้วคิดไหมว่าใครเป็นสร้างระบบนี้ขึ้นมา”
“…”
“ตัวตนของผู้คุมระบบนะ อยู่เหนือทุกสิ่งในโลกนี้ และจะปรากฏตัวออกมา เมื่อมีสิ่งที่จะหักล้างหรือทำลายระบบ ฉันเคยเจอพวกนั้นครั้งหนึ่ง ตอนที่คิดค้นสกิลใหม่ขึ้นมา ซึ่งมันมีพลังขนาดที่เรียกผู้คุมระบบออกมาทันทีเลยล่ะ แต่พวกนั้นเพียงแค่ทำลายสกิลนั้นทิ้งและ
จากไปทันที ถึงจะแค่พริบตาเดียวฉันก็รู้ทันทีว่า ตัวตนของพวกนั้นน่ะอยู่เหนือกว่าทุกสิ่งบนโลกนี้ จากนั้นฉันเลยไม่สร้างสกิลที่ทำลายระบบอีกเลย”
“เดี๋ยวสิ ถ้าพูดถึงสกิลที่ส่งผลต่อระบบ มันอยู่อยู่ไม่ใช่เหรอ ทั้งสกิลของจอมมาร หรือกระทั่งสกิลมารทั้ง 7 น่ะ”
ผมแย้งขึ้นมาทันที แต่เวเนซ่ายิ้มแบบขมขืนออกมา
“ที่นายคิดแบบนั้นแปลว่ายังไม่เคยใช้สกิลระดับทำลายล้างขอจอมมารมาก่อน ซึ่งฉันดีใจนะที่นายคิดได้ก่อนจะใช้”
“…ว่าแล้วเชี่ยว มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ”
“ถูกแล้ว เวทมนต์ทำลายของจอมมาร ล้วนแต่เป็นเวทมนต์ทำลายตัวเอง เมื่อนายใช้ สิ่งแรกที่เวทมนต์จะทำลายก็คือนาย จริงที่ว่าสกิลบางอย่างอาจส่งผลวงกว้าง แต่นั้นก็หนีไม่พ้นการทำลายตัวเองอยู่ดี ส่วนสกิลมารทั้ง 7 ถึงจะดูอิสระและมีพลังทำลายสมดุลของระบบได้ แต่ก็ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขมากมาย หรือไม่ถ้าไปถึงระดับนั้นได้สุดท้ายก็โดนแบบฉัน ที่เจอผู้คุมระบบออกมาขัดขวางอยู่ดี”
“แบบนี้สถานะจอมมารก็แทบไม่มีอะไรดีเลยสิ”
“ไม่หรอก ถึงสกิลส่วนใหญ่จะมีไว้แค่โชว์ แต่นายก็รู้ข้อดีของจอมมารแล้วไม่ใช่เหรอ”
“อืม สกิลโจมตีค่าพลังโดยตรง ซํ้ายังเพิ่มพลังตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด”
เรียกได้ว่าคุณสมบัติของจอมมารถูกตั้งขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ว่า มีพลังเหนือกว่าทุกคนในทุกกรณี
“ฮุๆๆ นอกเรื่องไปซะไกล เรื่องผู้คุมระบบไม่ต้องไปคิดถึงให้มากนักหรอก ทางนั้นไม่ใช่ทั้งมิตรหรือศัตรู แต่เราไม่เข้าไปยุ่งกับระบบของโลกนี้ ทางนั้นก็เพียงแค่เฝ้าดูเงียบๆ แต่ที่น่าห่วงคือการคงอยู่ของพวกเทพ กับสิ่งที่ระบบสร้างขึ้นมาต่างหาก”
“ผมเคยไปสวรรค์มาแล้ว พวกนั้นไม่น่าจะใช้ปัญหาหรอก”
ผมบอกไปตามตรง แต่เวเนซ่าส่ายหน้า
“เทพน่ะ เป็นผู้ใช้งานระบบได้อย่างเสรีที่สุดนะ ถึงเจ้าพวกนั้นจะกากเกรียน แต่สามารถใช้ระบบสร้างอะไรแปลกๆ ออกมาได้เสมอ อย่างการอันเชิญคน
จากโลกเนี่ย เริ่มต้นก็มาจากพวกเทพที่ใช้ระบบสร้างขึ้นมา”
“…พอจะเข้าใจแล้ว งั้นแบบนี้การกวาดล้างพวกนั้นน่าจะเหมาะสมสุดสินะ”
“เจ้าโง่นี้ ไม่ได้ฟังเลยเหรอ ถ้านายไปยุ่งกับระบบแล้วจะเจอกับอะไร พวกเทพน่ะได้เป็นถึงผู้ใช้งานระบบเชี่ยวนะ จะเล็กน้อยแค่ไหน แต่คิดว่ามีความสัมพันธ์กับผู้คุมระบบอยู่บ้างล่ะ”
“ไม่มั่ง คราวก่อนผมก็ไปขู่ไว้ซะเยอะ ไม่สิ หลายๆ อย่างที่ไม่สมควรก็ทำไปแล้ว แต่ก็ไม่เห็นผู้คุมระบบโผล่มาเลยนะ”
“นั้นเพราะทางนู้นประเมินแล้วว่านายไม่ใช่ภัยคุกคามไงล่ะ ที่นายว่าจัดการพวกเทพได้เนี่ย จัดการ
ได้แค่ไหน พวกนั้นมีสกิล Immortal of heaven อยู่นะ หรือก็คือตราบใดที่ยังอยู่บนสวรรค์ พวกนั้นก็ฆ่าไม่ตาย”
“ยุ่งยากจังแฮะ แต่เท่านี้ก็ชัดเลย ถึงว่าพวกนั้นไม่ยอมลงมาจากสวรรค์เพื่อเก็บเลเวลกัน”
“เรื่องเก็บเลเวลส่วนหนึ่งฉันว่าเป็นเพราะเผ่าเทพเป็นพวกขี้ขลาดโดยกำเนิดด้วยล่ะ”
แต่จะว่าไปเอร่านี้ก็ถือเป็นพวกนอกคอกแล้วสินะ นอกจากพลังแล้วไม่มีอะไรเหมือนเทพเลยสักนิด ไม่แปลกใจเลยทำไมแม้แต่เทพด้วยกันเองยังพากันรังเกลียด
“กว่าจะไปกังวลถึงขั้นนั้น มาห่วงเรื่องใกล้ตัวอย่างผู้ใช้สกิลมารกันก่อนดีกว่า ถึงปกติผู้ใช้สกิลมารจะชอบแบบต่างคนต่างอยู่ก็เถอะ แต่ใช่ว่าจะไม่เคย
ปะทะกันมาก่อน แถมกรณีนี้อีกฝ่ายรวมกลุ่มกัน เพื่อล่าผู้ใช้สกิลมารคนอื่นอย่างชัดเจน ซํ้ายังขยายออกไปเป็นกิลแล้วด้วย คราวนี้คงไม่มาคนเดียวแน่”
“ก็เลยจะให้พวกเราไปเก็บเลเวลในดันเจี้ยนจำลองสินะ”
“นั้นแหละ อธิบายมายืดยาวก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ อย่างตํ่าทุกคนต้องมีเลเวลให้ถึงระดับเหนือขีดจำกัด นั้นก็คือระดับ 500 ขึ้นไป แล้วก็ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งปีด้วย เพราะดันเจี้ยนจำลองจะปิดตัวลงหลังจากครบหนึ่งปี เพื่อซ่อมแซมตัวเองไปอีกนานเลย และถ้าใครไปไม่ถึงระดับเหนือขีดจำกัดล่ะก็ ฉันคงอนุญาตให้มาทำหน้าที่บอดี้การ์ดนายไม่ได้หรอก”
“Lv 500 ในหนึ่งปีเหรอ งานยากใช่เล่นนะเนี่ย”
“เดี๋ยว คนที่จะเข้าไปในดันเจี้ยนจำลองน่ะ มีแต่พวกสาวๆ ไม่เกี่ยวกับนายนะ”
“หา!”
“ในหนึ่งปีนี้มีสามสิ่งที่นายต้องทำ”
“…อะไรบ้างล่ะ”
ถึงผมจะไม่ชอบที่เวเนซ่าเป็นคนทำกำหนดการให้ แต่เธอเป็นรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์ ผมควรจะฟังเธอให้มาก
“อย่างแรกคือฝึกสำนึกแห่งศาสตร์ ซึ่งนอกจากต้องเอามารราคะกลับมาแล้ว ยังมีอีกสามสกิลที่นายต้องฝึกเอามาได้ให้ อย่างที่สองนายต้องผ่านเงื่อนไขผู้พิชิตเผ่าพันธุ์ เพื่อเปิดทางไปสู่ระบบคลังแสงแห่งเทพศาสตรา และอย่างที่สามนายต้องเพิ่มแต้ม Lust
Mastery โดยอย่างตํ่าสุด นายต้องเรียกอัสโมเดียสออกมาให้ได้สองครั้ง”
“อย่างแรกพอเข้าใจได้ แต่อย่างที่สองนี้เงื่อนไขไม่ยากไปหน่อยเหรอ”
“ปกติแทบจะเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้เลยล่ะ แต่โชคดีที่นายได้กุญแจนำทางมาแล้ว”
“กุญแจ? ผมได้มาตอนไหน”
“มีอยู่ไม่ใช่เหรอ การ์ด High orc warrior”
“…อ่ะ!”
ผมนึกอยู่พักหนึ่ง เกือบลืมไปแล้วว่ามีมันอยู่ด้วย
“การ์ดที่นายมีอยู่คือกุญแจในการพิชิตเผ่าออร์ค ส่วนรายละเอียดไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
“งั้นคำถามสุดท้าย ทำไมผมต้องเรียกตัวอันตรายอย่างอัสโมเดียสออกมาสองรอบด้วยล่ะ รอบแรกยังพอเข้าใจได้ว่าเพื่อเอาสกิลมารราคะคืนมา แต่รอบสองทำไปเพื่อ?”
“เอ่อ เรื่องนี้ถึงฉันจะไม่มั่นใจว่านายจะพิชิตอัสโมเดียสได้หรือเปล่า แต่ถ้าทำได้ ในรอบสองนายจะสามารถขอพรจากเธอได้”
“ขอพร?”
“ใช่ ขอพร ถึงจะเป็นพรจากจ้าวปีศาจก็เถอะ แต่มันจะมีประโยชน์กับนายแน่นอน”
“แล้วเดี๋ยวนะ เหมือนจะข้ามอะไรไป…ใช่ ไม่เห็นได้ยินมาก่อนเลยว่าต้องพิชิตอัสโมเดียสด้วย”
“ขืนบอกก่อนนายก็ไม่ยอมทำน่ะสิ”
“…โอเค ตัดออกจากรายกายไปได้เลย”
เวเนซ่าพึ่งทำหน้านึกขึ้นได้ว่าหลุดปากไปแล้ว เลยรีบร้อนรนอธิบายใหญ่
“พรนะสุดยอดเลยนะ ดีกว่าเก็บเลเวลอีก ไม่สิ ดีกว่าทุกอย่างเลย”
“งั้นขอคำถามเดียว…เคยมีใครพิชิตจ้าวปีศาจได้ไหม ตัวไหนก็ได้”
“…”
เวเนซ่าหันหน้าไปทางอื่นทันที
“นี้เธอ! แม้แต่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้ใช่ไหม!”
“ไม่ใช่นะ แค่ไม่อยากลองเฉยๆ ก็ตัวที่ฉันจะเรียกออกมาน่ะ ลูซิเฟอร์เลยนะ! ถ้าแพ้นี้ฉันโดยขยี้เละแน่”
“อ้อ แล้วอัสโมเดียสนี้ ปลอดภัยสินะ”
“ไม่หรอก ถ้านายแพ้ นายจะโดนเธอควบคุมไปตลอดกาล”
“มันแย่กว่าอีกไม่ใช่เหรอฟ่ะ!”
ระหว่างที่ผมเถียงอยู่กับเวเนซ่า ซานูน่าก็ยกมือขึ้นมาแบบสั่นกลัว
“ข ขอโทษที่ต้องแทรกการสนทนาของท่านจอมมารทั้งสองค่ะ ต แต่ว่าขืนไม่หยุดเธอได้ตายแน่ค่ะ”
ซานูน่าชี้นิ้วไปที่อลิซาเบธที่สลบไปในสภาพน่าเวทนา ทั้งตาเหลือกทั้งทั้งนํ้าฟูมปากทั้งฉี่ราด
ผมเองก็ลืมไปเลย ระหว่างที่คุยไปก็สอยไม่หยุดจนเสร็จไปสองรอบแล้ว
ไม่ไหวจริงๆ ด้วยแฮะ พอไม่มีสกิลมารราคะแล้วควบคุมตัวเองลำบาก ถึงจะเสี่ยงไปสักหน่อย แต่อย่างไงก็ต้องเรียกอัสโมเดียสออกมาแล้ว


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ