ตอนที่ 145 ชิงตัว
ตอนที่ 145 ชิงตัว
สงครามจบลงแบบมึนๆ เพราะชาวเมืองของกรอซ่า
ไม่รู้เรื่องสงครามที่ไอ้คุณเจ้าเมืองไปทำเลยแม้แต่น้อย แถมไม่ใช่สงครามเล็กๆ
แต่นี้ทำศึกกับทัพผสมที่มาจากเมืองหลวงและโบสถ์ใหญ่
ซํ้ายังมีข่าวเรื่องจอมมารเป็นคนมาไล่ตะเพิดพวกมันไปเอง ทำให้ทุกคนเริ่มคิดว่า
ฐานะของโรมะไม่ธรรมดา
เพราะขนาดทำให้จอมมารออกโรงมาปกป้องด้วยตัวเอง
นั้นทำให้ชาวเมืองรู้สึกให้ความเคารพขึ้นมานิดหนึ่ง
ตอนนี้ความรู้สึกเหม็นขี้หน้า เลยลดลงมาเหลือไม่ชอบขี้หน้าแล้ว
ส่วนเรื่องการแยกตัวออกจากประเทศเลนคาน...เฉยกว่าเรื่องสงครามอีก
เพราะกรอซ่าจะสังกัดประเทศไหนก็ไม่เห็นจะต่างกันเลย
เพราะพวกเขายังคงหากินกับดันเจี้ยนโดยไม่ต้องไปง้อใคร
แถมสินค้าส่วนใหญ่ก็รับมาจากทางใต้
ส่วนที่ได้จากประเทศเลนคานนั้น...มีเพียงภาษีมหาโหดและพวกทหารที่เอาแต่กินเหล้าเมายา
เพราะงั้นวิถีชีวิตของชาวกรอซ่า ก็ยังคงเดินต่อไป
และคิดว่าการประกาศตั้งประเทศใหม่ เป็นเพียงแค่งานเทศกาลอย่างหนึ่งเท่านั้น
“พวกชาาวเมืองกรอซ่ามันโง่เง่ากันขนาดนี้เลยเหรอ!”
ผมทนไม่ไหวเลยต้องตะโกนขึ้นมา เพราะนี้มันจะชิวกันเกินไปแล้ว
ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าชาวเมืองกรอซ่าส่วนใหญ่เป็นพวกบ้าๆ บอๆ และหน้าหนา
แต่นี้คือการตั้งประเทศใหม่เลยนะ
ตัวเองกำลังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้สัมผัสมันได้
แต่พวกแกกลับไม่สนใจอะไรกันเลย!
“ไม่แปลกหรอกค่ะนายท่าน ชาวเมืองกรอซ่าส่วนใหญ่
ก็มีรากฐานมาจากการเป็นนักผจญภัยมาก่อน พวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบแขวนไว้บนเส้นดาย
และพบเห็นผ่านประสบการณ์เฉียดตายกันมาทั้งชีวิต
เรื่องการปรับตัวคิดว่าไม่มีใครเกินชาวเมืองนี้ไปแล้วล่ะ”
เมยอาบอกราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ไม่สิ
เธอเองก็นับอยู่ในประเภทเดียวกับชาวเมืองด้วยนะ!
เอ๋? หรือว่านี้จะมีผมเพียงคนเดียวที่รู้สึกตื่นเต้น…
ส่วนเรื่องการตั้งชื่อประเทศ อาเดไลท์จัดการเสร็จไปแล้ว
ในการประชุมร่วมกันของทั้งสามเมือง ที่จัดขึ้นมาทันทีหลังจากจบศึก
ประเทศอินเวสก้า นี้ไม่ใช่ชื่อประเทศใหม่
แต่มันเคยเป็นชื่อของประเทศโบราณ ซึ่งเป็นรากเหง้าที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศเลนคาน
ซึ่งในสมัยก่อนมันมีอาณาเขตมากกว่าครึ่งหนึ่งของทวีปนี้ ส่วนเจ้าเมืองซาโรและลอร์ดวินเฟนเฮ
ต่างก็สืบเชื้อสายของสายเลือดโบราณนั้นมา
เลยมีสิทธิ์ชอบธรรมที่นำชื่อประเทศนี้มาใช้อีกครั้ง
...ขอโทษด้วยนะครับท่านบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งอินเวสก้า
หนึ่งในสายเลือดของท่านกำลังจะสาปสูญไปแล้วล่ะ
แถมผมเองยังถูกยกให้เป็นราชาไปแล้วล่ะ ตลกไหมล่ะ ทั้งๆ
ที่เมืองหลวงคือวิลเฟนเฮ
แต่ราชาดันเป็นเจ้าเมืองกรอซ่า...เจ้าพวกนี้มันไม่รู้ความสำคัญของเมืองหลวงเลยสินะ!
แต่ช่างเถอะ ผมเป็นราชาแค่ในนามเท่านั้น แต่คนที่มีอำนาจจริงๆ น่ะ
คืออาเดไลท์ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าเมืองทั้งสาม ให้เป็นนายกเทศรัฐมนตรี
ซึ่งมีอำนาจจัดการบริหารเมืองทุกเมือง ในส่วนเจ้าเมืองก็มีอำนาจ
เท่าเดิม
เพียงแต่เรื่องนโยบายหรือแนวทางพัฒนาจะต้องปรึกษาและขอมนุมัติจากอาเดไลท์ก่อน
สรุปก็คือ อาเดไลท์เป็นผู้จัดการใหญ่ ส่วนเจ้าเมืองคือหัวหน้าแผนกนั้นแหละ
ด้วยเหตุนี้ทั้งสามเมืองจะใช้กฎหมายเหมือนกัน เพื่อสะดวกในการค้าขายและการให้ความช่วยเหลือด้วย
กฎหมายนั้น ผมได้ให้แนวทางไป
ส่วนอาเดไลท์เป็นคนเขียนในส่วนรายละเอียดปลีกย่อยร่วมกับเจ้าเมืองอีกสองคน
แนวทางที่ผมให้ไปนั้น อย่างแรกคือ การอยู่ร่วมกัน
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือปีศาจ รวมถึงเผ่าครึ่งสัตว์ด้วย ทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
ภายใต้กฎหมายตัวเดียวกัน มีสิทธิเท่ากัน รับโทษเท่ากัน
อย่างที่สอง นโยบายทาส
โดยผมจะให้มีการลงทะเบียนทาสทั้งหมดที่ผ่านแดนมา ซึ่งพ่อค้าทาสหรือเจ้าของทาสคนใด
มีทาสที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้ครอบครองถึงว่ามีความผิด ส่วนทาสที่ทำการลงทะเบียนแล้ว
จะมีสิทธิ
ในการได้รับการดูแลขั้นพื้นฐาน กรณีที่ได้รับการทารุณกรรม
สามารถมาฟ้องร้องได้ที่กรมแรงงาน ส่วนภาษีทาสผมจะปรับลดลง
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่พ่อค้าทาส ซึ่งต้องมอบการดูแลขั้นพื้นฐานให้กับทาส
ซํ้ายังจะให้การยกเว้นภาษีทาสปีแรกให้ด้วย
อย่างที่สาม นโยบายด้านเศรษฐกิจ
โดยจะให้มีการแข่งขันเรื่องการค้ากันอย่างอิสระ โดยไม่ถูกผูกมัดด้วยระบบกิล
ทั้งนี้เพื่อให้มีการกระจายตัวของสินค้ามากขึ้น ส่วนกิลต่างๆ
ให้พลันตัวเองเป็นโรงเรียนฝึกสอนอาชีพแทน
เพราะกิลคือสถานที่ซึ่งร่วมเอาความรู้แขนงตัวเอง เอาไว้อย่างครบถ้วน
หรือจะยังคงดำเนินงานของกิลต่อไปก็ได้ แต่ห้ามไปรบกวนหรือกดดันผู้ค้ารายใหม่
ให้แข่งขันกันอย่างถูกต้องยุติธรรม กรณีที่พบเห็นการเอาเปรียบ
หรือใช้อำนาจกิลในทางมิชอบ จะโดนลงโทษอย่างหนัก
แน่นอนว่านโยบายทั้งสามที่ผมให้ไป ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมหาศาล
แค่อย่างแรกก็แทบจะทำให้เกิดการจารจลกันแล้ว เพราะเหมือนจู่ๆ
เหมือนจะนับชั้นชนล่างให้ขึ้นมาเสมอกับชนชั้นสูง
ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้จะไปบังคับให้ปรับเปลี่ยนค่านิยมกันแบบทันทีทันใดหรอก
ใครจะคิดแบบเดิมก็ไม่ได้ห้ามสักหน่อย เพียงแค่ลองคุณทำผิดกฎหมายดิ ได้เจอเรียกไปปรับทัศนคติแน่
ทว่าในทางกลับกัน นโยบายข้อแรก ได้เรียกฝูงชนมาจากทั่วสารทิศ
ทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่เห็นช่องทางทำมาหากินกับนโยบายนี้
ทั้งกลุ่มมนุษย์ที่เบื่อหน่ายการกดขี่และเหยียดเผ่าพันธุ์
ทั้งกลุ่มเผ่าครึ่งสัตว์ที่มาพร้อมกับความหวังอันบริสุทธิ์ กระทั่งพวกเผ่าปีศาจที่เฮโลกันมาด้วยความสนุกสนาน
การเติบโตของประชากรในเมืองพุ่งพรวดๆ จนน่าตกใจเลยทีเดียว
นโยบายที่สองถึงจะดูยุ่งยากในการทำ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
พ่อค้าทาสบางคนถึงกับรีบขนทาสปิดกิจการหนีออกนอกประเทศกันแทบไม่ทันเลย
ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนทาส เพราะอย่างไงซะทาสก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ในสังคม
แต่ก็อีก เมื่อมีผลเสีย ก็ต้องมีผลดี
ซึ่งผลดีที่ว่าก็คือทาสขายได้ง่ายขึ้น และทำเงินได้ดีกว่าเดิม
ผู้ซื้อก็พอใจได้ที่ได้ทาสซึ่งสุขภาพดีและดูสะอาด ที่สำคัญคือเต็มใจทำงาน
ส่วนพ่อค้าทาสก็ยิ้มออก เพราะรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมจนเทียบไม่ติด
ซํ้าด้วยนโยบายเดิมที่ผมทำไว้ ทำให้พ่อค้าเริ่มส่งทาสบางคนไปเรียนหนังสือ
หรือทำกิจกรรมที่เสริมความสามารถให้สูงขึ้น เพราะยิ่งทาสทำประโยชน์ได้เยอะ
ก็ยิ่งขายได้ราคาดีขึ้น
นอกจากนี้พวกทาสที่ได้ยินเรื่องนี้ ต่างพยายามหนีมาที่นี้กันหมด
หรือถ้าต้องโทษจนกลายเป็นทาส ก็ขอมารับโทษที่ประเทศอิสเวสก้าดีกว่า
นั้นทำให้ภาวะขาดแคลนทาสหมดไปในเวลาอันสั้น ตรงกันข้าม
ทาสกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของประเทศไปเลยด้วยซํ้า จนภายหลังต้องออกกฏหมายเพิ่ม
ไม่ให้นำทาสออกนอกประเทศ
ส่วนนโยบายที่สาม ดูจะมีปัญหาที่สุด เพราะกิลส่วนใหญ่พากันต่อต้าน
จนถึงขั้นใช้ความรุนแรงกันขึ้นมาเลย ผมเลยส่งลูกน้องไปเยี่ยมบ้านพวกหัวหน้ากิล
เหล่านั้น และพูดจาภาษาดอกไม้กันอย่างสุภาพชน
โดยมีไม้เบสบอลแทนช่อดอกไม้มอบให้กับลูกเมียพวกเขา
“ลูกพี่กูฝากมาบอก พวกมึงจะทำตามดีๆ
หรือให้กูเปิดกิลที่ไม่แสวงหาผลกำไรแข่งกะมึง จะยอมลดผลประโยชน์ลงและอยู่รอดต่อไป
หรือจะยอมฉิบหายย่อยยับไปเลย มึงเลือกเอง”
จากนั้นกิลกว่าครึ่งก็ยอมตกลง
ส่วนอีกครึ่ง...บางกิลหายไปกับเงามืดอย่างเงียบๆ
ส่วนบางกิลหนีหัวซุกหัวซุนออกนอกประเทศไป แต่กิลที่ได้รับผลกระทบก็มีแต่พวกกิลการค้าซะส่วนใหญ่
ส่วนกิลที่ตั้งมาจากพวกนักผจญภัยกลับชอบนโยบายใหม่
เพราะทำให้พวกเขาสามารถจัดหาอุปกรณ์และเสบียงได้ง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง
เสียงสนับสนุนจึงมีมากกว่าเสียงค้าน
ส่วนพวกที่มุดลงดิน ผมก็มุดเป็น องค์กรมืดก็ต้องเจอองค์กรปีศาจ
เมื่อมีอาเดไลท์ยืนอยู่ในด้านแสงสว่างแล้ว
ตัวผมก็ยืนอยู่ในด้านเงามืดได้อย่างสบายใจ
จะว่าไปผมก็ชอบงานในเงามืดมากกว่าแฮะ
แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง
เจ็ดวันหลังจากสงครามที่นักประวัติศาสตร์ตั้งชื่อมันว่า ‘สงครามแห่งความอัปยศ’
ผู้ที่มานั่งอยู่ในห้องรับแขกของผมตอนนี้ก็คือ นักบวชกรอเรีย
และท่านอาร์คบิชอปเรเดีย
…………….
ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดวันก่อน
ในขณะที่กองทัพผสมกำลังโดนบดขยี้อย่างน่าอดสู และทางโบสถ์ใหญ่สาขาหลัก
กำลังดูภาพสดๆ ผ่านทางอุปกรณ์เวทมนต์ ก็เกิดเสียงตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว
ถึงการปรากฎตัวของจอมมาจะอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ไว้
แต่พลังของจอมมารยังอยู่ในการคำนวณอยู่ วิธีการที่ใช้ก็ได้ผล
เวทมนต์แห่งแสงใช้โจมตีจอมมารได้ผลอย่างน่าพอใจ
แต่หลังจากที่จอมมารหยิบเอาหัวยัยแก่ขึ้นมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เหล่านักบวช
อาวุโสถูกสังหารเป็นใบไม้ล่วง ภาพของตาแก่หนีตายวิ่งเหยียบกันดูน่าขายขี้หน้า
“หัวนั้นอะไรกันอาวุธเหรอ? มันคืออะไรกันแน่!
ทำไมพวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน”
“หัวนั้นต้องเป็นร่างแยกอวตารของมันแน่ๆ”
“เอ่อ งั้นเจ้าจอมมารอีกคนที่ไล่ฆ่าคนอยู่ใกล้ๆ
นั้นก็เป็นร่างแยกของมันด้วยสินะ”
“ตัวไหนตัวจริงกันแน่?”
“หรือพวกมันไม่ใช่ตัวจริงเลยสักคน!”
ยิ่งเห็นก็ยิ่งมีคำถามที่ไม่มีคำตอบปรากฎขึ้นมามากมายเป็นไปหมด
พวกเขาอยู่ดูจนกันถึงตอนที่กองทัพทั้งหมดถอนทัพกลับ และภาพก็ดับไป
ในห้องตกอยู่ในความเงียบ
เพราะนี้คือความพ่ายแพ้แก่จอมมารแบบที่ไม่มีอะไรจะให้แก้ตัว
แต่พวกโบสถ์ใหญ่ประเมินพลังของฝ่ายเผ่าปีศาจผิดไปอย่างมหาศาล
แต่จะโทษพวกเขาไมไ◌่ด้หรอก เพราะไม่ใช่แค่โบสถ์ใหญ่ แต่โลกใบนี้ถูกลดระดับลงมาก
จาก
นํ้ามือของเวเนซ่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทำให้พวกคนเก่งๆ
ที่มีเลเวลสูงถูกสังหารเรียบ ซํ้าในสงครามแต่ละครั้งก็มีผู้รอดชีวิตมาน้อย พวกที่รอดมาก็เป็นพวกอยู่แนวหลัง
ไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยตาตัวเอง บันทึกและข้อมูลจึงผิดไปจากความเป็นจริงอยู่มาก
นอกจากนี้สกิลส่วนใหญ่หายสาปสูญไปตามกาลเวลา
และผู้ครอบครองถูกสังหารก่อนจะได้ทันส่งมอบให้ลูกศิษย์
โดยเฉพาะสกิลที่ใช้ต่อต้านเผ่าปีศาจ ถูกมุเอมะทำลายกระทั่งเอกสารและบันทึกจนไม่มีเหลือ
ส่วนมุเอมะก็วางตัวเองอยู่ในแนวหลังตลอด หลังจากที่เวเนซ่าตายไป
เธอทำงานในฐานะผู้บริหารเพื่อให้เผ่าปีศาจอยู่รอดต่อไป
และจัดการเฉพาะปัญหาใหญ่พร้อมเก็บรวบรวมหลักฐานที่สำคัญเอาไว้ ไม่แปลกเลย
ที่ฝ่ายมนุษย์จะไม่เคยรู้ถึงระดับความสามารถจริงๆ ของเผ่าปีศาจ
เพราะเคยสู้แต่กับพวกปีศาจระดับล่างๆ ที่ยังเป็นโนวิทไม่มีงานทำกัน
ปัจจุบันระดับของมนุษย์ถูกลดลงเป็นอย่างมาก
เลเวลที่เกินระดับหนึ่งร้อยมีเพียงแค่หยิบมือ ส่วนพวกที่ไปถึง
ระดับสองร้อยได้ยิ่งน้อยจนนับนิ้วได้ ส่วนพวกดันเจี้ยนระดับ Hell
ล้วนแต่ปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีคนที่เก่งพอจะเข้าไปทำการท้าทายได้แล้ว
พอไม่มีการต่อสู้ ดันเจี้ยนก็ขาดแคลนพลังงาน
มุเอมะเลยปิดมันโดยการไล่มอนสเตอร์ออกไปเพื่อรักษาระดับมาน่าในดันเจี้ยนไว้
ส่วนพวกมอนสเตอร์ที่ถูกไล่ออกมา ก็พากันไปหาที่สงบและจำศีล รอเวลาที่ดันเจี้ยนจะเรียกหาพวกมันอีกครั้ง
ดันเจี้ยนที่ยังเปิดบริการอยู่ในปัจจุบัน จึงมีแต่ดันเจี้ยนมือใหม่
ที่ให้ผู้เริ่มต้นเก็บเลเวลกัน แต่มนุษย์ดันคิดกันไปเอง
ว่าระดับของดันเจี้ยนในปัจจุบันคือค่าสูงสุดแล้ว
เลยไม่คิดจะพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นไปกว่านั้น แถมนักผจญภัยถูกยึดเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง
แทนที่จะทำเพื่ออุดมการณ์แบบเมื่อก่อน ซึ่งขอมีเลเวลอยู่ที่ 20-30
ก็มีหาเงินในดันเจี้ยนได้สบายแล้ว จึงไม่คิดจะเสี่ยงตายเก็บเลเวลกันแบบจริงจัง
ถึงจะมีพวกบ้าๆ ที่รวมตัวกันตั้งกิลสำหรับพัฒนาตัวเอง
มีเป้าหมาายที่ความแข็งแกร่ง แต่ก็ไปได้อย่างช้าๆ
เพราะจำนวนคนมีไม่พอ แต่เหตุผลหลักๆ ต้องโทษเวเนซ่า
เพราะเธอใช้ลูกเล่นของสกิลมารแห่งความเย่อหยิ่ง
ทำให้พวกสกิลที่เพิ่มอัตราการเจริญเติบโต อย่างพวกสกิล exp 2 เท่า
ถูกลบออกไปจากระบบ
งานนี้ความซวยตกอยู่ที่มนุษย์เต็มๆ เพราะมนุษย์มีอายุขัยที่สั้นมาก
ถ้าเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่น เลยมีขีดจำกัดเรื่องเวลาในการเพิ่มเลเวลให้ตัวเอง
ซึ่งต่างจากเผ่าปีศาจซึ่งส่วนใหญ่มีอายุยืนยาวกว่าหลายเท่า
นี้คือความชั่วร้ายของจอมมารเวเนซ่าที่โลกยังไม่รู้
แต่พวกเทพก็แลเห็นจุดด้อยข้อนี้ของเผ่ามนุษย์
เลยถึงสติแตกอันเชิญคนมาจากต่างโลกกันอย่างบ้าคลั่งเลย
เพราะมนุษย์ต่างโลกมีอัตราในการเก็บเลเวลที่ไวกว่า
และยังมีความรู้สึกร่วมและแรงจูงใจ แบบแปลกๆ เหมาะในการหลอกใช้งาน
สำหรับโรมะที่มีสถานะจอมมารแล้ว
ที่นี้คือโลกที่อยู่ในโหมดง่ายสุดล่ะ ภัยคุกคามของโรมะมีอยู่ไม่กี่อย่าง
เช่นพวกผู้ใช้สกิลมาร พวกผู้กล้า(ซึ่งปัจจุบันไม่นับแล้ว)
พวกมังกร(ไม่นับแล้วเช่นกัน) พวกเทพ
และพวกที่อยู่จุดสูงสุดของแต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ใช่ว่ามนุษย์จะหมดพิษสงไป
เพราะมนุษย์เป็นพวกเจ้าเล่ห์ ถึงสู้ซึ่งๆ หน้าไม่ได้ ก็จะเล่นลอบกัดแทน
แถมยังได้เรื่องปริมาณของจำนวนประชากรด้วย
แต่จากที่เห็นความสามารถของโรมะแล้ว
เวเนซ่าก็ไม่คิดว่าเผ่ามนุษย์จะมีใครดักตีหัวได้เก่งเท่าโรมะอีกแล้ว
เพราะโรมะคิดว่าตัวเองไม่เก่งด้านต่อสู้
เพราะงั้นจึงมักจะคิดถึงวิธีเล่นงานศัตรูแบบที่เรียกว่า ‘เล่นไม่ซื่อ’
และถึงโรมะจะไม่ชอบใช้อำนาจของจอมมาร แต่ใช่ว่าเขาจะใช้ไม่เป็น
ตรงกันข้ามเพราะเขาตระหนักถึงอำนาจนี้ดีกว่าใคร
เขาเลยพยายามใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และผลลัพธ์ของการทำเช่นนั้นก็ออกมาแล้ว
ด้วยการที่ทำให้ฝ่ายมนุษย์และโบสถ์ใหญ่ตีค่าความสามารถของจอมมารผิดไปอย่างมหันต์
แถมตอนนี้เขายังใช้อำนาจของจอมมาร ฝั่งเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวลงในจิตใจของทุกคน
เพื่อตรึงการเคลื่อนไหวเอาไว้ เพื่อเขาจะได้ใช้ฐานะโรมะเคลื่อนไหว
ในเงามืดได้สะดวกยิ่งขึ้น เขาใช้เทคนิกของนักมายากล
ที่ดึงสายตาของคนดูไปไว้ที่การเคลื่อนไหวหลอก ในขณะที่กลของจริงเริ่มในอีกที่หนึ่ง
เช่นในตอนนี้ ขณะที่พวกนักบวชเฒ่าทั้งหลาย
กำลังอลม่านไปกับการปรากฎตัวของจอมมาร
ก็ไม่ทันไปสนใจกับการหายตัวไปของบรรดานักบวชสาวหรือนักบวชหนุ่มที่ถูกใช้ในการบำเรอพวกมัน
กระทั่งในคุกหรือหอคอยที่ใช้ขังใครบางคนเอาไว้
ตอนนี้ก็กลายเป็นสถานที่ว่างเปล่าไปแล้ว และกว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็ผ่านไปนานเป็นอาทิตย์แล้ว
เรเดียฟื้นขึ้นมาในขบวนรถม้า ที่ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปตามถนน
โดยทิ้งเมืองไว้ด้านหลัง เธอจำได้ว่าถูกเผ่าปีศาจลักพาตัวมา ตอนแรกเธอพยายามขัดขืน
แต่เผ่าปีศาจตัวนั้น ไม่ยอมให้แม้กระทั่งเธอส่งเสียงออกมา แต่ทำให้เธอสลบไปทันที
“พวกแกจะทำอะไรกับฉัน!”
เธอลุกขึ้นมาตะโกนถามทันที ในรถม้าแบบขนส่งสินค้านั้น
นอกจากเธอแล้วยังมีนักบวชอยู่อีกหลายคน
โดยมีเผ่าปีศาจที่ลักพาตัวเธอมานั่งอยู่ด้วย
“พาเธอไปยังที่ปลอดภัย”
ปีศาจตนนั้นตอบ แต่เรเดียไม่สามารถเห็นสีหน้าอีกฝ่ายได้
เพราะมันใส่เกราะสีดำทั้งตัว
“ที่ปลอดภัยอะไรกัน พวกแกลักพาตัวฉันมาไม่ใช่เหรอ”
“...เรื่องนั้น ให้พวกเธออธิบายจะเข้าใจได้ง่ายกว่านะ”
ปีศาจใส่เกราะโยนไปให้พวกนักบวชที่นั่งอยู่เป็นคนตอบแทน
“พวกเธอร่วมมือกับพวกเผ่าปีศาจเหรอ!”
เรเดียตะวาดใส่อย่างโมโห
แต่นักบวชสาวคนหนึ่งหันไปคุกเข่าลงตรงหน้าเรเดีย และกล่าวอย่างเคารพออกมา
“ถ้าท่านเรเดียยังคงอยู่ที่โบสถ์ใหญ่ต่อไป
จะถูกวางยาและล้างสมองให้กลายเป็นของเล่นของของคาร์ดินัลค่ะ”
“ม ไม่จริง”
“ตอนนี้ครอบครัวของท่านเรเดียกำลังเจอปัญหาอยู่ครับ
ทางโบสถ์ใหญ่เลยรอจังหวะที่จะยื่นมือเข้าไป และใช้เงินอุปถัมภ์อย่างลับๆ
โดยแลกกับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของท่านเรเดียไป”
นักบวชชายอีกคนบอกต่อ
“ท ทำไมกัน ก ก็ฉันสร้างผลงานให้กับโบสถ์ใหญ่ตั้งเยอะ
แล้วทำไมพวกเขา”
“...”
ทุกคนปิดปากเงียบ
เพราะรู้อยู่แล้วว่าเนื้อแท้ของโบสถ์ใหญ่ก็เป็นอย่างไง
“ขอโทษที่ต้องบอกตรงๆ แต่โบสถ์ใหญ่มันก็แค่ที่สุ่มหัวกันของพวกตาแก่ตัฒหากลับเท่านั้นแหละ”
ปีศาจใส่ชุดเกราะสีดำเอ่ยขึ้นมา
“หุบปาก! แกมันจะไปรู้อะไร”
เรเดียตรงเข้าไปหาเรื่องอีกฝ่าย
จนมือของเธอปัดโดนหมวกเกราะของปีศาจจนหลุดลงพื้น แต่พอได้เห็น
ใบหน้าที่อยู่ภายในหมวกเกราะนั้น เรเดียก็ถึงกับทรุดและหลั่งนํ้าตาออกมา
“เรื่องจริงใช่ไหม นี้นาย...เอนันโด้ นายยังไม่ตาย!”
แต่ว่าสิ่งที่หล่นตามหมวกไปก็คือหัวของเอนันโด้
แล้วความตื่นตันของรเดียก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรี๊ด
“อย่างที่เห็นครับ ผมตายไปแล้ว
ตอนนี้ผมได้รับความเมตตาจากท่านจอมมาร และคืนชีพขึ้นมาเป็นดูราฮาน”
เอนันโด้บอกพร้อมกับหยิบหัวตัวเองมาใส่เข้าที่
“นี้นาย...เป็นเผ่าปีศาจไปแล้ว”
“ครับ และเรื่องการพาท่านเรเดียหลบหนี
ทั้งหมดก็เป็นเพราะความช่วยเหลือจากเผ่าปีศาจครับ”
“ไม่จริงใช่ไหม”
“...เป็นผมเมื่อก่อนก็คงไม่อยากจะยอมรับเมหมือน
แต่ขณะที่ผมสิ้นชีวิตลงในฐานะมนุษย์ ผมก็คิดได้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตนั้นเอง
ว่าตัวเองจะเป็นอะไรไม่เห็น
สำคัญเลย ถ้ายังอยู่ใต้ฝ่าเท้าไอ้พวกชั่ว
ชีวิตของเรามันก็ไร้ค่าทั้งนั้น”
“แล้วที่นายรับใช้จอมมาร แบบนี้ไม่ยิ่งไร้ค่ากวา◌่าเหรอ
“ไม่ครับ ทั้งจอมมารและเผ่าปีศาจ
ไม่ได้เป็นอย่างที่โบสถ์ใหญ่ล้างสมองพวกเรา ผมเไปเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว
สำหรับท่านจอมมาร...ไว้ท่านเรเดียได้พบเขาแล้วก็จะเข้าใจเอง”
“จะพาฉันไปส่งให้จอมมารสินะ”
“เรียกว่าพาไปพบดีกว่าครับ ส่วนหลังจากพบแล้ว ท่านเรเดียคิดจะทำอะไรต่อไป
เป็นสิทธิ์ของท่านที่จะทำได้ครับ นั้นสิสิ่งที่ทา◌่นจอมมารบอกกับผมมา”
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดต่อ เสียงจากสารถีก็ดังแทรกเข้ามา
“ข้างหน้ามีด่านขนาดใหญ่ มีอัศวินไม่ตํ่ากวา◌่า 20 คน
จะให้อ้อมไปไหม”
“ไม่ต้องฝ่าไปเลย พวกเราต้องไปรับคนอื่นอีก จะให้ท่านจอมมารรอมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
เอนันโด้ออกไปยืนข้างสารถี พร้อมกับใส่หมวกเกราะสีดำและชักดาบออกมา
พวกฮัศวินเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะหยุด เลยชักอาวุธอกอกมา
และตั้งขบวนขวางทางรถม้าไว้ด้วยหอกยาว
ทว่าเพียงพริบตาเดียว เอนันโด้ก็หายไปจากข้างสารถี และมาโผล่กลางวงของเหล่าอัศวิน
ดาบของเขาฟันด้วยการเหวี่ยงเต็มวง
ชุดเกราะของเหล่าอัศวินก็ถูกฟันขาดราวกับเป็นกระดาษ ถึงจะไม่มีใครตาย
แต่ก็มีคนได้รับบาดเจ็บสาหัสไปเหมือนกัน แถมตรงลอยแผล
มันเหมือนมีอะไรกลับฉีกปากแผลเพื่ออกมาจากข้างใน
มือขนาดเหล็กเท่าหัวดินสอจำนวนมากกำลังรุมฉีกบาดแผลอยู่
เล่นเอาพวกอัศวินกรีดร้องด้วยความตกใจ
“ถ้ารีบกลับไปรักษาที่โบสถ์ใหญ่ในตอนนี้พวกเจ้ายังมีโอกาศรอด
รีบไปซะ”
เอนันโด้เก็บดาบ และกระโดดขึ้นรถม้าที่แล่นผ่านมาอย่างได้จังหวะ
“อย่าปล่อยให้ไป!”
แต่ยังมีพวกอัศวินและทหารที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ กระโดดขึ้นหลังม้าเพื่อตามขบวนมา
“ดื้อด้านเกินไปมันจะนำความตายมาหานะ”
เอนันโด้บอกพร้อมกับปล่อยออร่าออกมา เพียงแค่เข้าใกล้
ม้าของพวกที่ตามมา ก็เกิดคลุ้งคลั่งและกำลังกลายสภาพเป็นม้าปีศาจแห่งความมืด
พวกมันหยุดวิ่งและสบัดเอาคนขี่ให้ตกลงมา ก่อนจะเข้าไปขยํ้ากินเป็นอาหาร
“นี่นาย!”
เรเดียแทบไม่อยากเชื่อสายตา
จริงอยู่ว่าเมื่อตอนมีชีวิตเอนันโด้มีฝีมือและทักษะสูงมาก
แต่เทียบไม่ได้กับตอนนี้เลย เขาทำเหมือนกับว่าอัศวินและทหารเป็นเพียงแค่แมลง
ที่เพียงต้องปัดให้พ้นทางด้วยการโบกมือไล่เท่านั้น
“...น่าเสียดายพลังของข้ามีเพียงเท่านี้ มันเทียบไม่ได้เลยกับพลังของเหล่านักรบที่แท้จริงของเผ่าปีศาจ
แต่
ถึงกระนั่นท่านจอมมารก็ไว้ใจข้า ให้มาทำงาน
นี้สินะความภาคภูมิของเผ่าปีศาจ”
สิ่งที่เอนันโด้เอ่ยขึ้นมา เล่นเอาทุกคนนั่งตัวแข็งทื่อในหลายๆ
ความหมาย ตอนนี้เอนันโด้ไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลย จิตใจเขากลายเป็นเผ่าปีศาจโดยสมบูรณ์
แถมฝีมือระดับนี้ยังเป็นเพียงได้แค่ระดับล่าง
ความน่ากลัวของเผ่าปีศาจมันยิ่งกว่าที่ทุกคนคิดเอาไว้ซะอีก
“ไม่ต้องกลัวหรอกครับท่านเรเดีย ข้ายังปกติดี
เพียงแต่ข้าได้เห็นและรู้จักโลกนี้มากขึ้น จะเรียกว่าตาสว่างขึ้นมาแล้วก็ว่าได้
แถมท่านจอมมารเองก็อนุญาตให้ข้าได้ติดตามปกป้องท่านเรเดียเหมือนเมื่อก่อนได้
เช่นนั้นโปรดเรียกใช้ข้าตามที่ท่านประสงค์ เพียงแต่อย่าลืมว่า
ดาบของข้าได้มอบให้กับท่านจอมมารไปแล้ว โปรดระวังในเรื่องนี้ด้วย”
เอนันโด้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน เขาตั้งใจจะทำตามหน้าที่เดิมต่อไป
เพื่อรักษาเกียรติ์และศักดิ์ศรีความเป็นอัศวินเอาไว้
แต่ว่าความภักดีของเขาตอนนี้ถูกมอบให้
เจ้านายใหม่ไปแล้ว
ซึ่งโชคดีของเขาที่เจ้านายใหม่ให้อิสระและเข้าใจในเกียรติ์ของอัศวิน
“...งั้นขอถามนาย จอมมารต้องการอะไรกันแน่”
เรเดียคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกมา
ซึ่งเอนันโด้ขยับหัวขึ้นลงเบาๆ ก่อนจะตอบ
“ความคิดของท่านจอมมารค่อนข้างซับซ่อน
แต่ความต้องการของท่านเรียบง่าย...ท่านจอมมารเพียงต้องการความสบายใจครับ”
คำตอบที่ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างอะไรขึ้นมาเลย
แต่เรเดียก็ต้องอดใจรอ เพราะเอนันโด้บอกว่าถ้าอยากรู้มากกว่านี้
ก็ต้องไปคุยกับจอมมารเอง
เขาเพียงแต่รับคำสั่งมาช่วยเหลือเธอและเหล่าเหยื่อที่น่าสงสารให้พ้นเงื้อมือของโบสถ์ใหญ่
และตามอารักษ์ขาไปจนกว่าจะถึงสถานที่ปลอดภัยซึ่งมีจอมมารรออยู่
ระหว่างทางเอนันโด้ได้ไปแวะกับคนอีกกลุ่มมา
พวกนี้เป็นบักบวชและอัศวินระดับล่าง
ที่หนีออกมาจากโบสถ์ใหญ่และกำลังถูกตามล่าตัวอยู่
“จอมมารให้คุณมาพาพวกเราไปเหรอ”
หัวหน้ากลุ่มที่ชื่อกรอเรียถามกับเอนันโด้
สีหน้าเธอซีดลงเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินชื่อจอมมาร
“ครับ แต่จะให้ถูก คือท่านให้พวกเรามาเชิญคุณไปด้วยกัน
แต่ถ้าคุณไม่ต้องการ พวกเราก็จะไม่บังคับ
แต่ขอเตือนว่าที่อยู่ของพวกคุณตอนนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว
ควรย้ายไปที่อื่นอย่างเร่งด่วน”
“คุณหนูกรอเรีย ขอโทษที่ต้องเสียมารยาทครับ แต่พวกเราคิดว่า
มันคงจะเป็นการดีกว่า ถ้าจะกลับไปหาจอมมารนะครับ”
อัศวินคนหนึ่งในกลุ่มแสดงความเห็นออกมา ซึ่งคนอื่นๆ
ก็มีท่าทีไม่ต่างกัน
“แต่พวกเราเป็คนทิ้งเขามาเอง...เขาคงโกรธฉันอยู่”
“ท่านจอมมารไม่ได้โกรธอะไรหรอกครับ ท่านเข้าใจความรู้สึกของพวกคุณ
ซํ้ายังเป็นห่วงจากใจจริงด้วย”
“เขายังห่วงพวกเราอยู่อีกเหรอ!”
กรอเรียพอได้ยินดังนั้น ก็กลั่นนํ้าตาไว้ไม่อยู่ จนคนอื่นๆ
ต้องเข้ามาช่วยกันปลอบ จากนั้นเธอก็ตกลงร่วมเดินทางไปกับขบวน เพื่อไปพบจอมมารด้วย
“พวกเธอรู้จักกับจอมมารมาก่อนเหรอ”
เรเดียถามกับกรอเรียขณะที่เดินทางไปด้วยรถม้าคันเดียวกัน
“ค่ะ ฉันเลยร่วมเดินทางและอยู่ใต้การดูแลของจอมมารมาพักหนึ่ง”
“...แล้วมันเป็นคนอย่างไง”
“เอ๋?? ไม่ใช่ว่าท่านเรเดียเองก็เคยเจอกับเขามาก่อนแล้ว...อ้อ
ท่านยังไม่ทราบ”
กรอเรียท่าหน้าประหลาดใจขึ้นมา แต่ก็คิดขึ้นได้ซะก่อน
เลยปรับสีหน้ามาเป็นปกติ
“เขาเป็นคนอ่อนโยนมากค่ะ และถึงจะใจดีแต่กลับศัตรูแล้ว
เขาจะกลายเป็นคนที่ไร้ความเมตตาไปทันที”
“...มีคนแบบนั้นด้วยเหรอ?”
พอได้ยินเรเดียพูดแบบนั้น คณะของกรอเรียก็ขำออกมาเบาๆ
พลางคิดว่าตอนที่เจอหน้าจอมมาร เรเดียจะมีสีหน้าแบบไหนออกมา
ทว่าเอาเข้าจริง เรเดียก็เริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่เห็นเส้นทางการเดินทางแล้ว
เพราะมันตรงดิ่งไปที่เมืองกรอซ่า
ยิ่งพอเข้าใกล้เขตกรอซ่าก็ยิ่งมีขบวนรถม้ามาร่วมด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาจากโบสถ์ใหญ่สาขาต่างๆ แน่นอนว่าทุกคนเต็มใจมา
ไม่ได้ถูกลักพาตัวมาอย่างที่โบสถ์ใหญ่กล่าวอ้าง
เมื่อมาถึงเมืองกรอซ่า ทุกอย่างก็ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว
ทุกคนที่หนีมาได้รับการปกป้องด้วยชื่อเจ้าเมืองแห่งกรอซ่า
และได้ที่พักชั่วคราวอยู่ในเมือง มีเพียงแต่เรเดียและกรอเรีย
ที่ถูกเชิญไปพบกับจอมมาร
เอนันโด้เป็นคนนำทางไปจนถึงแค่กำแพงของคฤหาสน์
ซึ่งมันดูแข็งแกร่งกวา◌่กำแพงเมืองซะอีก และเอนันโด้ก็มาส่งถึงแค่ตรงนี้
“หลังกำแพงนี้ไปเป็นเขตปลอดภัยแล้วครับ เขตหลังกำแพงนี้
เป็นเพื้นที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยร่วมกันของ กิลนักผจญภัย เผ่าปีศาจ
และเผ่ามังกร ตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดในโลกไปแล้วครับ”
หลังจากเอนันโด้อธิบายเสร็จ เขาก็ยืนรออยู่ที่ข้างประตู
และพูดคุยกับพวกมอนสเตอร์ ที่ทำหน้าที่เฝ้ากำแพงอย่างเป็นกันเอง ส่วนพวกเรเดีย
พอเข้ามาด้านในแล้ว ก็เจอเมดคนหนึ่งมายืนรออยู่ แต่สายตาเธอเย็นชามาก
ยิ่งตอนจ้องไปที่กรอเรีย ซึ่งสายตานั้นก็ทำให้กรอเรียทำท่ากระอักกระอ่วนขึ้นมาเหมือนกัน
“เชิญทางนี้ค่ะ”
“เดเม่ ทุกคนสบายดีไหมคะ”
กรอเรียพยายามชวนเมดคุย
แต่อีกฝ่ายแสดงท่าทางรำคาญใจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“ทุกคนปลอดภัยดี แต่นอกจากคนที่มีหน้าที่การงานสำคัญแล้ว
ที่เหลือก็กำลังลงดันเจี้ยนเพื่อเก็บเลเวลกันอยู่”
“แล้ว…”
“นายท่านสบายดีค่ะ ถึงเพราะจะมีเรื่องวุ่นวายมาตลอด
เลยทำให้นายท่านไม่ค่อยได้พักผ่อน
แต่พวกเราทุกคนก็ช่วยกันดูแลให้นายท่านมีความสุขอยู่เสมอ”
ถึงจะเป็นการพูดคุยธรรมดา
แต่นํ้าเสียงของเดเม่เหมือนกำลังแดกดันกรอเรียอยู่
ส่วนเรเดียไม่รู้ว่าควรจะวิตกเรื่องที่พวกเธอคุยกันดี หรือจะวิตกกับสถานที่แห่งนี้ดี
เพราะตั้งแต่กำแพงที่เหมือนป้อมปราการสุดแกร่งแล้ว
ยังมีพวกมอนสเตอร์อยู่กันเต็มไปหมด ระหว่างทางที่เดินมานี้ก็ยิ่งทำให้น่าประหลาดใจ
เพราะมีทั้งเผ่าปีศาจ เผ่ามังกร กระทั่งมนุษย์เดินสวนกันไปส่วนกันมา
ราวกับเป็นเรื่องปกติ และนอกจากนั้นถึงตัวเธอจะเคยเห็นคฤหาสน์ของขุน
นางที่สวยงามและใหญ่โตมามาก แต่เทียบกับที่นี้ไม่ได้เลย
ผิดกับป้อมปราการด้านหน้าที่ดูใหญ่โตน่าเกรงขาม
แต่ข้างในนี้ราวกับสวนสวรรค์
มีสวนดอกไม้นานาพันธุ์จนเปลี่ยนพื้นหญ็าให้กลายเป็นสายรุ้ง
และมียังพวกแฟรี่ที่นอนพุงกางอยู่บนดอกไม้ด้วย ลานนนํ้าพุที่จากเดิมเป็นแบบธรรมดา
ตอนนี้ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นรูปปั้นสูงกว่าห้าเมตร ที่มีการแกะสลักแสนวิจิตร
พร้อมกับกลไกที่ทำให้นํ้าพุมีการแปรรูปอยู่ตลอดเวลา และที่ฐานของรูปปั้น
กลางบ่อนํ้าพุ กำลังมีนางเงือกนอนอาบแดดอยู่
มองไปทางไหนก็มีแต่ความสงบสุขและสวยงาม
จนเรเดียไม่มั่นใจว่านี้คือที่อยู่ของจอมมารจริงๆ เหรอ
ข้างในคฤหาสน์มีอากาศที่เย็นสบายและกลิ่นหอม
ถึงจะไม่มีการตบแต่งให้ดูหรูหรา แต่มันสะอาดตาและให้ความรู้สึกที่ภูมิฐานอยู่
เดเม่พาทั้งสองไปทิ้งไว้ในห้องรับแขก
ก่อนจะเดินออกไปตามจอมมารเข้ามา
กรอเรียหันไปมอเรเดียเพื่อสังเกตพฤติกรรม
แต่เรเดียไม่ได้ใส่ใจสายตาที่จ้องมอง
เพราะเธอกำลังสนใจจานซึ่งใส่ขนมที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“สิ่งนั้นเรียกว่าเค้กค่ะ หวานอร่อยมาก ลองชิมดูสิคะ”
กรอเรียแนะนำ
“เธอเคยกินมาแล้วเหรอ!?”
“ค่ะ ตอนอยู่ที่นี้ได้ทานของหวานทุกวันเลย”
“ของหวาน?”
“ค่ะเป็นของกินที่ไว้ทานหลังมื้ออาหารหลัก หรือทานเล่นช่วงดื่มชา”
“...ไม่พิษใช่ไหม”
“ไม่มีแน่นอนค่ะ เอ่อ แต่ว่าระวังติดนะคะ
มีลูกน้องฉันบางคนถึงกับลงแดงไปเลยพอไม่ได้ทานอีก”
พอได้ยินเรเดียก็ถึงกับกลืนนํ้าลายดังเฮือก
เพราะเธอไม่เคยเจออาหารที่อร่อยขนาดทำให้คนลงแดงได้มา
ก่อน มาถึงขั้นนี้แล้วถึงน่าจะกลัว แต่ก็น่าลองเหมือนกัน
เธอเลยตักมันเข้าปากเพื่อเป็นการชิม
จากนั้น...นํ้าลายไหลท่วมออกมาราวกับนํ้าตก
เพราะต่อมกระตุ้นการต้องการอาหาร มันเรียกร้องให้รีบยัดเค้กเข้าไปเพิ่มอีก
เค้กหนึ่งชิ้นอันตรธานหายเข้าไปในปากของเรเดียในพริบตาเดียว
ซึ่งกรอเรียเองก็เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน เลยไม่แปลกใจอะไร
และส่งเค้กของตัวเองให้เรเดียไปด้วย
“อ อร่อย! ฉันไม่เคยทานอะไรอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย
ความหวานกับความนุ่มที่ลงตัวนี้มันอะไรกัน!”
“ที่อร่อยกว่านี้ก็มีอีกนะคะ”
“มีอร่อยกว่านี้อีกเหรอ! น น่ากลัว
จอมมารช่างเป็นคนที่น่ากลัวอะไรแบบนี้”
กรอเรียถอนหายใจออกมา
เพราะไม่ทันไรเรเดียก็โดนขนมหวานล้างสมองไปซะแล้ว แต่ก็โทษไม่ได้หรอก
เนื่องจากมันอร่อยจริงๆ
แต่ขณะนั้นเอง ก็มีคนเดินเข้ามาในห้องรับแขก เป็นโรมะกับเมยอา
กรอเรียก้มหน้าลงทันที หน้าของเธอแดงจนถึงใบหู
ส่วนเรเดียรีบเช็ดปากและกลับมานั่งตัวตรง แต่เธอสัมผัสได้เลยว่า
คนที่เข้ามาเป็นผ่าปีศาจระดับสูง
“พวกเธอมาถึงแล้ว ดีจังที่ปลอดภัยกันดีอยู่”
“ข ขอบคุณค่ะ”
กรอเรียตอบแบบตะกุกตะกัก ส่วนเรเดียขมวดคิ้วและถามออกมา
“นายเหรอจอมมาร...ว่ามา นายต้องการอะไรจากพวกฉัน”
เรเดียยังไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของโรมะ เลยจำไม่ได้ว่าเป็นเขา
แต่อีกฝ่ายเพียงหยิบตอบ ก่อนจะยื่นมือออกมาดึงเอาริบบิ้นที่คอเธอออก
มันคือไอเท็มต้องคำสาปที่ทำให้เธอทรมานอยู่พักใหญ่ พึ่งมีช่วงหลังๆ เนี่ยล่ะ ที่เธอเริ่มปลงแล้ว
จึงหลุดจากการทรมานมาได้ ทว่าคนที่จะถอดมันออกได้มีเพียงแต่คนเดียวเท่านั้น
“จำผมไม่ได้แล้วเหรอ ท่านอาร์คบิชอป”
เสียงนี้ยิ่งทำให้เธอมั่นใจ เรเดียเลยลุกขึ้นยืนและชี้หน้าจอมมาร
“แก! ไอ้โรมะ!”
“ครับ โรมะเองครับ”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น