ตอนที่ 86 วิธีโกหกที่ดีที่สุด
ตอนที่ 86 วิธีโกหกที่ดีที่สุด
ผมให้ครีเรน่าเล่าเหตุการณ์หลังจากที่ผมแยกตัวมา
ส่วนใหญ่ก็ตามที่ผมเดาไว้นั้นแหละ
กลุ่มของเธอกลับเข้าไปในป่า เพื่อหาทางออกกลับขึ้นไป
แต่ปาร์ตี้ของเธอถูกศพตีแตกอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่หลบซ่อนตัวในป่า
ก็มีแตกคอกันอีกเพราะส่วนแบ่งมันไม่ลงตัว นักบวชชายที่เป็นตัวตั้งตัวตี
เห็นว่าตัวเองควรจะได้มากกว่าคนอื่น ส่วนเธอไม่เห็นด้วย
เพราะต้องการนำเงินทั้งหมดส่งให้โบสถ์ ตามประสงค์ของพระเจ้า
สุดท้ายเธอกับนักบวชชายตัวหัวโจก เลยถูกอัศวินชายที่หื่นๆ ฆ่าตาย
ตรงนี้แหละที่ผมคิดผิด ตอนแรกผมคิดว่าพวกเธอโดนศพฆ่าซะอีก
ไม่คิดว่าจะหน้ามืดขนาดฆ่ากันเองเลย เป็นตัวอันตรายจริงๆ ด้วยแฮะ
ผมเปิดเรดาร์ขึ้นมาดูอีกที จุดที่มาร์กไว้ยังอยู่
ตัวอัศวินกับนักบวชชายอีกคน ทั้งคู่ยังอยู่ในชั้นนี้
แถมอยู่ไม่ห่างด้วย ถ้าให้เดาพวกนี้คงซ่อนตัวอยู่ในหลุมศพในเขตสุสานแน่ๆ
ขนาดลงทุนไปนอนในหลุมนี้ ยอมให้พวกมันจริงๆ เลย
“งั้นพวกเราไปเยี่ยมพวกนั้นดูหน่อยเป็นไง”
ผมหุบยิ้มไม่อยู่ แค่นึกว่าพวกมันจะทำหน้าอย่างไง
ตอนเห็นหน้าครีเรน่าอีกครั้ง ก็แทบจะห้ามใจไม่อยู่ อยากวิ่งหาตอนนี้เลย
ราก้าเองก็คงเข้าใจความคิดผม เลยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง
แล้วหยิบเหรียญเงินเล็กสองเหรียญ ซึ่งเป็นทั้งหมดที่เธอมีออกมา
“ข้าพนันหมดตัว ว่าเจ้าสองคนนั้นเยี่ยวแตกแน่ๆ”
“ได้ ผมพนันว่ามันคงตรงเข้ามาสับเลย”
“บะ แบบนั้นฉันก็ตายอีกรอบสิ!”
“ไม่ต้องกลัว เธอกินยาชุบชีวิตผมไปตั้งสองขวด
ผมไม่ปล่อยให้เธอตายฟรีๆ แน่ ใช่เธอน่ะต้องใช้หนี้ผมอีกนาน”
พอโดนผมพูดจี้ใส่ ครีเรน่าก็รู้ตัวว่าเธอกลัวผิดคนแล้ว
ที่น่ากลัวนะคือผมต่างหาก
ผมเดินนำทุกคนลัดเลาะหลบพวกศพ ไปยังที่อยู่ของสองหนุ่มตัวดี
และตามคาดพวกมันลงไปนอนในโลงจริงๆ ด้วย
“เอ๋ หลุมนี้ยังไม่ได้กลบดินเลยนี่น่า
แบบนี้พวกศพก็นอนกันไม่สุขกันน่ะสิ มาช่วยกลบดินกันดีกว่า”
ผมแกล้งพูดเสียงดังและเตะดินลงไปบนโลง ราก้ากับครีเรน่าพอเห็นผมทำ
ก็หุบยิ้มไม่อยู่เหมือนกัน และเข้ามาช่วยกลบดินด้วย
ในที่สุดคนในโลงก็ทนไม่ไหว ต้องรีบเปิดฝาโลงออกมา
“เฮ้ย ศพลุกขึ้นมาแล้ว พวกเราลุยเลย”
ผมพูดด้วยเสียงไร้อารมณ์สุดๆ ยิ่งกว่ายืนอ่านบทละครซะอีก
“ดะ เดี๋ยวๆ พวกเราเอง!”
อัศวินรีบยกมือขึ้นห้าม สีหน้าตื่นตกใจที่เห็นผมมาก
“เหอะ ไม่ใช่ศพหรอกเหรอ รีบๆ เป็นศพสักทีสิ”
เป็นศพเมื่อไร ผมจะพลิกชั้นนี้ล่าพวกมันเลย
“อย่าพูดแบบนั้นสิ
การได้เจอกันอีกครั้งต้องเป็นประสงค์ของพระเจ้าแน่ๆ”
“…เหรอ”
ผมรู้สึกได้เลยว่าครีเรน่าที่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง
กำลังสั่นด้วยความโกรธอยู่ ใจเย็นๆ เวลาปล่อยมุกน่ะ จะให้ฮ่ามันต้องยิงให้ถูกจังหวะ
“พะ พาพวกเราไปด้วยนะ”
นักบวชที่อยู่ในอาการกลัวขี้หดตดหาย รีบทะลุปล้องร้องขอออกมา
“เรื่องดิ พวกแกเป็นฝ่ายฉีกสัญญาเองนะ
เรื่องอะไรต้องมาดูแลพวกแกด้วย”
“พวกเราผิดเองล่ะ แต่ตอนนี้เงินนั้นไม่อยู่กับพวกเราแล้ว”
ไอ้อัศวินเวรนี้ จนถึงตอนนี้ยังไม่หายงกอีก ไม่ตายไม่รู้สำนึกสินะ
“เหรอ แล้วตอนนี้เงินอยู่ไหนล่ะ”
“อยู่กับอีกสองคน พวกมันขโมยเงินแล้วหนีไปแล้ว!”
ครีเรน่าท่าทางจะถึงขีดสุดแล้ว โดนฆ่าไม่พอยังจะมาโดนใส่ร้ายอีก
เธอเลยกระโดดพรวดออกมาจากข้างหลังผม
“ไอ้เจ้าพวกบาปหนา! กล้าดีอย่างไงถึงมาใส่ร้ายเรา”
พอเห็นครีเรน่าเจ้านักบวชก็ขี้แตกเยี่ยวราดทันที
แต่เจ้าอัศวินกลับชักดาบออกมา
“ศพ! พระเจ้ามอบพลังให้กับข้าด้วย!”
โกหกกันเห็นๆ มันรู้ว่าครีเรน่าไม่ใช่ศพหรอก
แต่คิดจะฆ่าปิดปากอีกรอบ แต่ผมน่ะอ่านขาดยิ่ง
กว่า เลยเตะเข้าให้ตรงหว่างขากะเอาให้ไข่แตกไปเลย
อัศวินเลยล้มลงหน้าเขียวแล้วนํ้าลายฟูมปากไปเลย
“ข้าชนะ”
ราก้ายื่นมือมาทางผมด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“เดี๋ยวสิ ผมก็ทายถูกเหมือนกันนะ”
“แต่เจ้านั้นมันราดก่อน”
“ก็บอกแล้วไงว่าเดี๋ยว เธอพนันว่าทั้งสองคน
แต่นี้คนเดียวแถมไม่ใช่แค่เยี่ยวราด แล้วยังขี้แตกด้วย เพราะงั้นผมชนะ”
“เข้มงวดซะจริง งั้นเอาเป็นเสมอกันก็ได้”
“เสมอตรงไหน!”
แต่ราก้าจับจุดอ่อนผมได้ เลยคว้ามือผมไปจับหน้าอกเธอ
“โอเค เสมอกัน!”
ผมเปลี่ยนผลทันที ถ้ารู้ว่าจะได้จับหน้าอกแบบนี้
ผมยอมเสียพนันไปแต่แรกแล้ว
แต่ด้วยที่ผมเตะไข่ไอ้อัศวินไปแรงมาก เลยต้องจับมันกรอกยาฟื้นพลัง
ไม่งั้นคงได้นอนจุกแบบนี้ทั้งคืนแน่ แต่ผมไม่ประมาทให้ราก้ายึดอาวุธมันมาไว้แล้ว
ที่สำคัญผมยังแอบสลับกระเป๋านักผจญภัยของมันด้วย
คือผมคิดวิธีโกงได้อีกอย่าง
นั้นก็คือการเอาไอเท็มใส่กระเป๋าAจนเต็ม แล้วเอากระเป๋าA ใส่ในกระเป๋าB
มันก็นับพื้นที่ไปแค่หนึ่งเท่านั้น แถมกระเป๋าBที่ว่ายังเป็นกระเป๋าจอมโกง
ที่ไม่มีลิมิตเรื่องนํ้าหนักด้วย ด้วยเหตุนี้ในกระเป๋าจอมโกงของผม
เลยมีทั้งกระเป๋านักผจญภัยเล็ก กลาง ใหญ่
ที่ให้พวกฟรานไปซื้อมาตอนแวะกันก่อนลงดันเจี้ยนมา
ตอนนี้เงินก็ได้คืนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แถมยังแบบที่จับมือใครดมไม่ได้อีก สนุกล่ะงานนี้
“ท่านโรมะเจ้านี้ฟื้นแล้ว”
ราก้ารายงานขึ้นมา ขณะที่ผมกำลังคลีนนิ่งให้นักบวชชายอยู่
เพราะผมไม่อยากยืนดมกลิ่นฉี่กลิ่นขี้มันหรอก
ส่วนครีเรน่ากำลังหักห้ามใจไม่ให้ลงมือกับพวกมัน จนต้องยืนกำหมัดแน่น
“ระ ระวัง! รีบฆ่าเจ้าศพนั้นเร็ว!”
พอฟื้นขึ้นมาเห็นครีเรน่า เจ้าอัศวินก็ตะโกนขึ้นมาอีกรอบ
“เฮ้ย ถ้ายังไม่เลิกบ้า รอบนี้จะโดนหนักกว่าตะกี้อีกนะ”
พอโดนผมเตือนไป เจ้าอัศวินเลยเริ่มเงียบปาก
แต่มันก็มองหาทางหนีทีไล่ไปด้วย แต่มันไม่กล้าหรอก
ไม่งั้นจะหนีมานอนในโลงแบบนี้เหรอ ทางรอดเดียวของมันก็คือผม เพราะงั้นจากนี้ไปคือ
ภารกิจเลีย มันจะต้องเลียผมอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ตัวเองรอด
“ขอโทษด้วย! ฉันหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ แต่ตอนนี้ตาสว่างแล้ว
ได้โปรดช่วยฉันด้วยเถอะ”
แค่ฉันเหรอ?
“ก็ได้ ถ้าคืนเงินมาสัญญาก็ยังอยู่ตามเดิม”
“งะ เงิน ฉันไม่ได้ถือเงินไว้นะ! ชะ ใช่ ตอนที่พวกเราวิ่งหนีพวกศพ
เผลอทำกระเป๋าตก สงสัยเงินจะหล่นไปตอนนั้นแน่ๆ”
โห! เชื่อเลย จนถึงตอนนี้ยังไม่ยอมเลิกโกหกอีก
นี้มันคิดว่าผมเป็นเด็กอมมือหรือไงนะ ราก้ากับครีเรน่าเองก็คงดูออก
ถึงได้ทำหน้าหงุดหงิดแบบนั้น
“งั้นเหรอ ถ้าเงินหล่นไปแล้วก็ช่วยไมได้นะ
เอาเป็นถือว่าไม่เคยมีเงินก้อนนั้นล่ะกัน พวกนายตามผมกลับไปค่ายได้ แต่ว่า…”
“แต่ว่า?”
ทุกคนทำหน้าประหลาดใจ ราก้ากับครีเรน่าก็ด้วย
“ขอถามหน่อย ระหว่างตายแล้วจบเรื่อง กลับมีชีวิตอย่างยากทุกข์เข็น
นายจะเลือกอะไร”
“มีชีวิตสิ! ยังไงก็ไม่ยอมตายหรอก”
อัศวินตอบเป็นคนแรก ส่วนนักบวชชายทำท่าอึกอักเหมือนลังเลที่จะตอบ
ดูท่าจะเข้าใจที่ผมต้องการจะสื่อแล้ว
ใช่แล้ว ผมไม่ชอบฆ่าใคร เพราะผมไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา
หรือจะให้อภัยใครก็ได้อย่างพระเอกใจพระ และโทษของสองคนนี้ ต้องได้รับการลงทัณฑ์
แต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ผมเลยจะให้โอกาสรอดพอๆ กับโอกาสที่จะตาย
ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกมันเองแล้ว
จากนั้นผมก็พาทุกคนกลับค่ายพัก แต่เพราะต้องเดินอ้อมพอสมควร
เพื่อเลี่ยงไม่ต้องสู้กับพวกศพ ทำให้ผมกลับมาถึงค่ายพักเอาตอนเกือบเช้าพอดี
ระหว่างทางผมให้ราก้าตามป้องกันครีเรน่าไว้
ส่วนผมตามประกบสองหนุ่มไว้เอง แค่มองก็รู้แล้ว
ถ้ามีช่องเมื่อไรเจ้าอัศวินจะต้องฆ่าครีเรน่าแน่ๆ เพราะถ้า
กลับไปถึงค่าย ครีเรน่าก็จะเอาเรื่องนี้ไปบอกต่อทุกคน
ไม่ต้องรอให้เรื่องไปถึงโบสถ์ใหญ่หรอก บางทีเขาอาจถูกหัวหน้านักบวชหญิง
ขับออกจากสาวกของโบสถ์ใหญ่เลย
แต่จนกลับมาถึงค่าย มันก็ไม่มีโอกาสได้ลงมือ
เพราะผมตามติดยิ่งกว่าวิญญาณร้ายซะอีก และพอมีท่าทางมีพิรุธผมก็จะยื่นดาบไป
วางไว้บนบ่ามันเป็นการเตือน
พอผมกลับมาถึงค่าย
เจ้าเซอร์เบอรัสโคลนก็ทำท่าขู่ใส่แขกแปลกหน้าทันที
“ไม่เอาน่าเจ้าโฮ่ง พวกนี้มากับฉันเอง”
มันฟังผมรู้เรื่องด้วยแฮะ
พอบอกไปเลยกลับไปนั่งเรียบร้อยตามเดิมทันที
เดี๋ยวมื้อเช้าต้องให้รางวัลมันสักหน่อยแล้ว
พวกฟรานคงรู้ตัวว่าผมกลับมาแล้ว เลยตื่นก่อนพวกเนปฟ่ากับพวกโบสถ์ใหญ่
แต่พอเห็นพวกที่มากับผม พวกเธอก็พากันจับอาวุธขึ้นมากันหมด
ผมเลยรีบอธิบายเรื่องให้ฟัง แต่เรื่องคืนชีพได้นี้
ผมให้ราก้ากับครีเรน่าปิดไว้เป็นความลับก่อน โดยบอกว่าพอดีผมผ่านไปเจอ
เลยช่วยพวกเธอจากพวกศพมา
แต่แน่นอนผมแอบกระซิบบอกพวกสาวๆ ไว้ด้วย ว่าให้ระวังตัวไว้
โดยเฉพาะเจ้าอัศวิน ห้ามไว้ใจหรือหันหลังให้เด็ดขาด
ส่วนเงินที่ได้คืนมาผมก็ส่งให้เดเม่ไปเป็นคนเก็บไว้
จากนั้นผมก็ไปเตรียมมื้อเช้า
โดยวันนี้เป็นอาหารที่ไม่ต้องเสียเวลาทำเลย เพราะมันคือซีเรียลใส่นม
ถึงที่โลกเก่าผมมันจะถูกเรียกว่าอาหารเช้าแบบมักง่ายก็
เถอะ แต่นานๆ กินทีก็ไม่เห็นเป็นอะไร แถมผมคิดว่าพวกเด็กๆ
อย่างฟรานน่าจะชอบด้วย
เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาทำเลย
ผมเลยเตรียมอาหารว่างให้กับทุกคนด้วย เพราะการอยู่ในดันเจี้ยนจะต้องใช้พลังงานมาก
ถ้าปล่อยให้ท้องหิวจนไม่มีแรงจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ผมเลยเตรียมพายไส้ไก่ใส่ไว้ในกระเป๋าของทุกคน เอร่าทำท่าแอบหยิบออกมากินก่อน
ผมเลยขู่ไปว่าถ้าแอบกินตอนนี้ จะโดนงดมื้อเช้า เอร่าเลยแข็งใจเอาเก็บใส่ในกระเป๋า
ส่วนมื้อเช้าของเจ้าโฮ่ง ผมเอาไก่ย่างที่เหลือจากเมื่อวาน
ใส่จานให้มันกินไปก่อน เอ่อ เจ้าโฮ่งนี้กลายเป็นชื่อของเจ้าเซอร์เบอรัสโคลนไปแล้ว
เพราะพอผมเรียกเจ้าโฮ่งมันก็จะหันมาทันที แต่ถึงมันจะมีสามหัวแต่
กินเท่ากับตัวเดียวอยู่ดี เพียงแค่กินเร็วขึ้นเท่านั้นแหละ
ท่าทางจะเลี้ยงง่ายแฮะ
ระหว่างที่รอคนอื่นๆ ตื่น
ดอเรียกับยูรินเลยให้ทุกคนเอาอาวุธออกมาซ้อมบำรุง ผมเลยได้โอกาสชวนดาเซสมาซ้อมมือ
เพราะสกิลของเธอเหมือนกับเจ้า Raid ศพออร์ค แต่ถ้าให้ใช้ดาบจริงผมคงตายซะก่อน
เลยใช้แค่ดาบไม้ฝึกกัน
อย่างที่คิดไว้เลยสกิล Flash slash นี้โคตรอันตราย!!
มันเป็นการพุ่งเข้าไปฟันเป้าหมายในระยะสิบก้าวด้วยความเร็วสูง
โดยความเร็วของท่านี้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของค่าพลังด้วย
ยิ่งตัวเองมีความเร็วมากเท่าไร สกิลนี้ก็จะยิ่งมีความเร็วมากขึ้นตาม
แต่เพราะมันทั้งเร็วและรุนแรง
ทำให้มีค่าคลูดาวน์ของสกิลค่อนข้างนาน ยิ่งสกิลเลเวลสูงขึ้นค่าคลู
ดาวน์ก็จะยิ่งนานตาม เริ่มจากเลเวลหนึ่งใช้ค่าคลูดาวน์สิบนาที
ดาเซสสอนเคล็ดลับให้ ว่าถึงท่านี้จะเร็ว
แต่ก็เป็นแค่การโจมตีเป็นเส้นตรง ขอแค่ป้องกันปิดจุดตายของตัวเองเอาไว้
ท่านี้ก็ทำได้แค่สร้างแผลเล็กน้อยเท่านั้น แต่ Slash นี้สิ ที่รับมือยากของจริง
ผมเล่าให้ฟังว่าเจ้า Raid ศพออร์ค ใช้สกิล Slash อย่างไง
ดาเซสถึงกับประทับใจ เพราะเป็นเทคนิกขั้นสูง ที่ต้องผ่านการฝึกมาอย่างหนัก
ถึงจะทำแบบนั้นได้ เพราะถ้าไม่ชำนาญจะควบคุมดาบตัวเองไม่ได้เลย
แต่ก็อีกดาเซสรู้วิธีรับมือเหมือนกัน
ถึงดาบจะเปลี่ยนความเร็วแบบกะทันหันได้ แต่ดาบไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้
ขอแค่มองทิศทางดาบที่จะมาปะทะถึง
ตัว แล้วไปตั้งรับที่จุดปลายทางของการปะทะ เท่านี้ก็ป้องกันได้แล้ว
ผมนี้ปลื้มดาเซสมาก
ไม่คิดว่ามาก่อนเลยว่าเธอจะเก่งถึงขนาดนี้แต่ดอเรียที่มีฝีมือเชิงดาบเหมือนกัน
ก็บอกว่าเธอเองก็สอนผมได้เหมือนกัน ทว่าการต่อสู้วิถีซามูไรผมพอรู้มาบ้างแล้ว
ก็แน่ล่ะมันเป็นวิชาดาบของบ้านเกิดผมนี้ วิถีดาบของซามูไร ถ้าให้พูดตรงๆ คือ
เป็นวิชาดาบแนวรุกไม่เน้นรับ ซึ่งมันไม่เข้ากับผมที่ชอบรับมากกว่ารุก
ผมเลยเรียนรู้จากดาเซสจะเหมาะกว่า
แต่แล้วเพราะเสียงการฝึกของผมไปปลุกทุกคน
ตอนนี้เลยตื่นกันมาหมดแล้ว พอพวกโบสถ์ใหญ่เห็นคนที่แยกตัวไปกลับมา ก็ดีใจกันใหญ่
เพราะนึกว่าสำนึกตัวได้แล้ว แต่พอฟังครีเรน่าเล่าความจริงให้ฟัง
ท่าทีดีใจก่อนหน้านี้ก็ไม่มีเหลือ แต่อัศวินที่หื่นๆ
พยายามพูดทำให้ทุกคนสับสน อ้างเหตุผลยกเมฆสารพัด
ส่วนนักบวชชายปิดปากเงียบและก้มหน้าสำนึกผิด
“เราขอตราอัศวินศักดิ์สิทธิ์คืนด้วย อาโกทัส”
นักบวชหญิงที่เป็นหัวหน้าตัดสินแล้ว ว่าเธอเลือกจะเชื่อครีเรน่า
เพราะการตายของนักบวชอีกคนนั้น ต่อให้มีคำแก้ตัวอย่างไง การกระทำก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
แถมยังมีครีเรน่าเป็นพยายานอีก
การริบตราคืนก็เท่ากับถูกตัดออกจากการเป็นอัศวินของโบสถ์ใหญ่แล้ว
“ส่วนท่าน เมาลอยล์ พอกลับโบสถ์ใหญ่ไปแล้ว
ท่านจะต้องไปเข้ารับการตัดสินโทษอีกครั้ง”
“…ครับ”
“ซิก ลอร์ ระหว่างการเดินทาง พวกนายต้องคุมตัวสองคนนี้ไว้ให้ดี”
“ครับท่านหญิงกรอเรีย”
อัศวินจอมเงียบทั้งสองขานรับคำสั่ง และทำการปลดอาวุธเป้าหมายทันที
“ส่วนครีเรน่า เธอจะต้องศึกษาหลักคำสอนให้ถ่องแท้กว่านี้
จากนี้ไปเวลาว่างเธอจะต้องมาเรียนจากฉันกับมาริน”
“ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ”
ผมไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการตัดสินโทษในครั้งนี้
แต่ใช่ว่าโทษของสองคนนี้จะหมดไปด้วย แต่เอาเถอะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของการลงทัณฑ์
พอเห็นว่าเสร็จเรื่องแล้ว ผมก็เรียกทุกคนมากินข้าว
ตอนแรกนักบวชชายที่ชื่อเมาลอยล์ทำท่าจะแยกไป
แต่พอเห็นว่าพรรคพวกตัวเองเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับทาส ก็ทำท่าอึกอัก
ก่อนจะยอมตามมานั่งด้วยอย่างไม่มีทางเลี่ยง ส่วนอาโกทัสสะบัดตูดไปกินข้าวคนเดียว
ยังทำใจร่วมโต๊ะกับทาสไม่ได แถมยังพึ่งถูกไล่ออกจากโบสถ์ใหญ่ ตอนนี้เขาเลยเหมือนกับหมาหัวเน่าไม่มีผิด
แต่เรื่องของอาโกทัสเริ่มสนุกตอนนี้ล่ะ
เพราะตอนมันจะหยิบเอาเสบียงออกมา
ก็รู้ตัวแล้วว่าเงินที่ตัวเองเก็บเอาไว้ได้หายไปแล้ว แถมในกระเป๋าก็ว่างเปล่า
ไม่มีแม้แต่เสบียงเก็บเอาไว้
“เฮ้ย!”
มันลุกพรวดขึ้นมาจ้องหน้าผม
“มีอะไรเหรอ”
ผมถามกลับไป แต่อาโกทัสมันพูดไม่ได้หรอก
ขืนพูดก็เท่ากับยอมรับว่าก่อนหน้านี้โกหกทั้งหมด
เป็นไงล่ะเจอเรื่องโกหกของตัวเองย้อนมาเล่นงานแบบนี้ ขำไม่ออกล่ะสิ
“คะ คือ…สงสัยเสบียงของฉันจะหล่นไปพร้อมกับเงินน่ะ”
“เหรอ แย่หน่อยนะ งั้นเอาเสบียงผมไปกินก็ได้”
ผมหยิบเอาพวกอาหารที่ซื้อจากในเมืองมาให้
เพราะอย่างไงของพวกนี้ผมก็ไม่คิดจะเก็บไว้กินเองอยู่แล้ว
เพราะมีแต่ของไร้รสชาติทั้งนั้น
แต่อาโกทัสก็คอยมองผมอยู่ตลอด คงสงสัยว่าผมจะเป็นคนเอาเงินไปแน่ๆ
แต่โทษทีนะ
ความสามารถในการโกหกมันต่างกัน
วิธีโกหกที่ดีที่สุดก็คือการไม่พูดเรื่องโกหกไงล่ะ
ผมเลี่ยงที่จะพูดอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการโกหก ไม่ได้พูดออกไป
ก็ไม่มีเบาะแส ไม่มีข้อผูกมัด ด้วยการตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้เรื่อง
แบบนี้จะหาข้ออ้างอะไรมาเล่นงานผมได้อีกไม่มีทาง แกน่ะจบเห่แล้ว อาโกทัส
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น