ตอนที่ 142 แยกตัว

ตอนที่ 142 แยกตัว
คนที่มาหาผมแต่เช้าก็คือ ครีเรน่า
แต่กว่าผมจะนึกชื่อเธอออก ต้องใช้เวลาอยู่นาน เธอคือใครน่ะเหรอ ในความทรงจำของผมเธอคือนักบวชสาว ที่มีขนหอยยาวรกและเป็นสาวน้อยที่มีหน้าบ้านนอก ซึ่งผมต้องใช้…ยาชุบชีวิตของเจ้าหญิงโชไปถึงสองขวด ว่าแต่ผมจะบอกดีไหมนะว่ายาชุบชีวิตที่เธอดื่มไป มันทำมาจากอะไร
ทว่าไม่ใช่แค่ครีเรน่า แต่มีอีกคนกลุ่มหนึ่งที่มาแทบจะในเวลาเดียวกัน นำมาโดยทาฮากริม กลุ่มของเธอมีกันกว่าสิบคน ผมเลยให้เดเม่พากลุ่มของทาฮากริมไปรอที่ห้องรับแขก ก่อนจะให้ไปตามอาเดไลท์กับอลิซาเบธมาด้วย ส่วนเมยอายังไม่ได้ออกไปทำงาน ผมเลยให้เธอเข้ามาฟังด้วย
ผมพาครีเรน่ามาที่ห้องนั่งเล่น และเริ่มให้เธอแจ้งข่าว เพราะเธอทำงานเป็นสายให้กับผม
ข่าวของครีเรน่าทำให้ผมรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน เพราะหลายๆ อย่างไม่เป็นไปอย่างที่ผมคิดไว้ อย่างแรกเลย เอนันโด้โดนตัดสินประหารชีวิตแล้ว ทีแรกเขาแค่โดนสั่งลดขั้นและขังไว้ในคุก แต่พอเรื่องที่ผมกลายเป็นเจ้าเมือง และยังเป็นเผ่าปีศาจอีก ทำให้เอนันโด้ได้รับขอหาเพิ่ม และถูกตรีตราว่าหาคบหากับพวกนอกรีต นั้นเลยทำให้เขาถูกประหารไปเมื่อวานนี้
เรื่องนี้ผมรู้สึกผิดมาก เพราะตัวเองเป็นสาเหตุให้เอนันโด้ต้องตาย และบอกตามตรง ผมเสียดายฝีมือของเขา คนแบบนั้นถ้ารู้จักใช้งาน จะกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่ามากทีเดียว
ส่วนเรื่องของอาร์คบิชอปเรเดีย เธอมีความผิดในฐานะปฏิบัติงานผิดพลาด และเป็นเหตุให้คนมากมายต้องเสียชีวิต เลยถูกออกจากตำแหน่งกลับไปเป็น High Priest และยังถูกขังไว้ให้หอคอยสำนึกตน แต่พอมีข่าวที่ผมเป็นเผ่าปีศาจ โทษของเรเดียก็ลดลง เพราะสิ่งที่เธอทำคือการต่อต้านเผ่าปีศาจอย่างถึงที่สุด เธอจึงได้รับการคืนตำแหน่งกลับไปเป็นอาร์คบิชอป แต่ยังต้องโดนขังไว้ในหอคอยเป็นเวลาอีกหนึ่งปี ที่แย่ก็คือกองทัพที่เธอรวบรวมมา ตอนนี้ถูกพวกนักบวชเฒ่าแย่งชิงไปหมดแล้ว ถึงกลับมาทำงานได้ เธอก็ไม่เหลืออะไรอยู่ดี
แต่คนที่โดนโทษหนักสุดก็คือพวกกรอเรีย หลังจากแยกกับผมแล้ว กรอเรียไม่ได้กลับไปที่โบสถ์ใหญ่ แต่กลับไปที่บ้านเกิดแทน เนื่องจากศรัทธาของเธอเกิดรอยร้าวขึ้นมา เธอไม่รู้ว่าจะเชื่อในคำสอน หรือจะเชื่อในสิ่งที่ตาตัวเองเห็นดี เธอจึงอยากจะใช้เวลาคบคิดในเรื่องนี้ แต่ทางโบสถ์ใหญ่ไม่ยอม และกล่าวหาเธอหนักมาก จนถึงขั้นให้ความร่วมมือกับเผ่าปีศาจ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกรอเรียไม่ยอมบอกข้อมูลของผมออกไปด้วย ทำให้โบสถ์ใหญ่โกรธมาก ตอนนี้เธอได้หลบหนีไปกับกลุ่มของเธอ ยังไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหน
นอกจากนี้ทางโบสถ์ใหญ่ได้ประกาศว่าผมเป็นคนนอกรีตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันมีผลอย่างไงน่ะเหรอ…ก็ประมาณว่า ผมเป็นบุคคลที่ใครๆ ก็สามารถฆ่าได้โดยไม่ผิดกฎหมายไงล่ะ เจอที่ไหนฆ่าที่
นั้น แล้วคุณจะได้รับการยกย่องในฐานะนักบุญ…ศาสนานี้เป็นเรื่องเข้าใจยากจริงๆ
แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมเท่าไร เพราะได้คุยกับทางซารีแล้ว ว่าถ้าเกิดผมกลายเป็นพวกนอกรีต ทางกิลนักผจญภัยจะมีการปฏิบัติอย่างไร โดยที่ซารีบอกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผมยังใช้บริการและติดต่อเรื่องธุรกิจกับทางกิลได้ตามปกติ เพียงแต่เธอจะไม่สามารถช่วยส่งคนมาอารักษ์ขาผมได้ ไม่งั้นจะเป็นการช่วยเหลือแบบออกนอกจาก จนคนอื่นๆ จะกล่าวหาได้ว่ากิลนักผจญภัยอยู่ฝ่ายเดียวกับเผ่าปีศาจ
ส่วนชาวเมืองก็ไม่ได้นับถือโบสถ์ใหญ่เป็นศาสนาหลัก ตรงกันข้ามยิ่งช่วงนี้ได้เอร่าไปสำแดงเดชให้เห็น เลยยิ่งเรียกเรตติ้งทะลุเพดาน จุดที่เคยให้เอร่าไปนั่งล้างคำสาป ตอนนี้ก็มีชาวเมืองช่วยกันสร้างเป็น
รูปปั้นเสมือนจริงสูงห้าเมตร เพื่อไว้คอยสักการะอีกต่างหาก
อนึ่ง รูปภาพที่เอร่าเคยวาดและส่งเข้าประมูล จากเดิมที่เป็นสิ้นค้าหลุดประมูลขายไปในราคาไม่กี่รีล มาตอนนี้มันถูกนำกลับมาประมูลใหม่ ราคาก็พุ่งสูงขึ้นไปเป็นหลายสิบหลายรีลเลยทีเดียว แต่เพราะมันเปลี่ยนมือเจ้าของไปแล้ว เอร่าเลยไม่ได้สักรีลจากงานนี้ นั้นทำให้เธอแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นเลือด
และเพราะตัวอาเดไลท์นับถือลัทธิเทพอยู่แล้ว จึงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนทำให้ลัทธิเทพกลับมาเฟืองฟู และกลายเป็นศาสนาหลักของในเมืองกรอซ่าไป แถมทุกคนยังหันมานับถือสายเทพเอร่าอีก ว่าไงดีล่ะ ชื่อเสียงของอาเดไลท์กับเอร่า สองคนนี้ชาวเมืองรู้จักมากกว่าเจ้าเมืองที่เป็นเผ่าปีศาจซะอีก เพราะงั้นถ้ามีใครถามเรื่องผม ชาวเมืองก็ทำท่าไม่ค่อยสนใจ และจะบอกไปเพียงว่า ‘แล้วทำไมล่ะ?’
อย่าร้องไห้เลยตัวเรา! นี้แหละงานของผู้อยู่เบื้องหลัง…
เอาเป็นว่าในกรอซ่าชีวิตผมค่อนข้างปลอดภัย ถึงจะมีพวกเกลียดขี้หน้าผมอยู่เยอะ โดยเฉพาะถนนการค้า แต่เขาก็เกลียดผมในฐานะเจ้าของโรงแรมยูโทเปีย หรือในฉายาพ่อครัวหมาบ้า ทว่าในฐานะเจ้าเมืองผมเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง
เรื่องที่ผมถูกโบสถ์ใหญ่ประกาศให้เป็นคนนอกรีต เลยไม่ได้อยู่ในหัวข้อความสนใจของชาวเมืองกรอซ่า ข่าวเรื่องนักผจญภัยหนุ่มโดนสไลม์พรากพรหมจรรย์ไป ยังเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจกว่าเลย
ทว่าข่าวที่ครีเรน่านำมาบอกยังไม่หมดแค่นั้น เพราะตอนนี้โบสถ์ใหญ่ได้ตั้งกองทัพเตรียมมาบุกโจมตีผมแล้ว แถมยังเป็นกองทัพผสม ที่ได้รับความ
ช่วยเหลือจากเมืองหลวงด้วย จำนวนไม่แน่ชัด ทว่ามีชื่อหนึ่งที่หลุดออกมา ซึ่งเป็นชื่อที่ผมยังจำได้
คุราร่า นักบวชที่เป็นเพื่อนของมิริน ซึ่งพวกเธอเคยอยู่ในปาร์ตี้ผู้กล้ามาก่อน
ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว แถมยังมาในฐานะรองแม่ทัพของโบสถ์ใหญ่ด้วย คุราร่าเองไม่ได้สกิลกับสายของคุราร่า เลยไม่ทราบรายละเอียดมากนัก
แต่จากที่ได้ยินมา หลังจากที่ปาร์ตี้ผู้กล้าถูกทำลาย(ด้วยนํ้ามือผม) ทางโบสถ์ใหญ่ก็โยนความผิดไปให้คุราร่ารับผิดชอบ เธอถูกลงโทษสถานหนักถึงขั้นถูกทรมานนานเกือบเดือน และจากมุมมองของครีเรน่า เธอค่อนข้างมั่นใจว่าคุราร่าถูกทางโบสถ์ใหญ่ล้างสมองแล้ว เพราะท่าทางเธอดูแปลกๆ ไปอย่างเห็นได้ชัด
ผมไม่แปลกใจอะไร เพราะจากที่ลองเชิงเธอดูคราวก่อน ก็พอรู้แล้วว่าคุราร่าเป็นคนหัวอ่อน แต่ยึดมั่น
อุดมการณ์ในการเสียสละตัวเอง ซึ่งนั้นมันผิดมหันต์ แต่พวกโบสถ์ใหญ่คงใช้จุดอ่อนตรงนั้นในการควบคุมเธอเอาไว้…จะว่าไปนี้ก็เป็นความผิดของผมเช่นกัน ก็ผมเป็นคนทุบปาร์ตี้ผู้กล้าของเธอทิ้ง ทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับตัวเธอ
“สงสัยต้องกวาดล้างโบสถ์ใหญ่จริงๆ ซะแล้วล่ะมั่ง”
ผมพึมพำออกมา แต่คำพูดของทำให้ครีเรน่าถึงกับยืนตัวแข็ง เพราะการทำลายโบสถ์ใหญ่ ก็หมายถึงผมพร้อมจะสละชีวิตคนนับหมื่นนับแสนแล้ว
อ้อ ใช่ ว่าจะไปมาตรวจดูก่อนดีกว่าว่ายัยนี้โกหกอะไรผมหรือเปล่า
ว่าแล้วผมก็จับครีเรน่าถอดเสื้อผ้าออก ตอนแรกเธอขัดขืนผมมอยู่หรอก แต่พอคิดได้เธอก็เลิกขัดขืนไป เพราะตอนนี้ผมมไม่ใช่แค่กุมความลับของเธอ
เอาไว้ แต่เธอไม่มีที่ไปแล้ว ถ้าผมเริ่มสงครามกับโบสถ์ใหญ่ ตัวเธอจะหมดทางเลือกทันที มีแต่ต้องมายืนอยู่ข้างผมเท่านั้น
ผมเริ่มใช้อ่านใจขณะมีเช็กส์ สกิลนี้เหมาะใช้กับการตรวจหาความจริงมาก อย่างเมื่อวานที่ลองใช้กับอาเดไลท์แล้ว ก็ทำให้ผมรู้อะไรหลายๆ อย่าง เช่นว่า…อาเดไลท์เป็นผู้หญิงหื่นกามแบบสุดๆ แต่เธอก็รักผมมากด้วยเช่นกัน ผมฟังความในใจของเธอไปยังรู้สึกเขินขึ้นมาเอง และยังรู้ด้วยว่าเธอมีแผนจะอุ้มท้องลูกของผม ถึงแม้จะต้องต่างงานกับคนอื่นก็ตาม
กับครีเรน่าสิ่งที่อ่านในใจเธอมาได้ก็คือ
‘เยส! สุดยอดพะยะค่ะ!’
‘แรงอีกสิ! ฉันเป็นของเล่นของแกไม่ใช่เหรอ เอาฉันแรงๆ สิ!’
‘พระเจ้าคะ นี้เป็นรางวัลของฉันสินะ โอย! เสียวสุดๆ ไปเลยเจ้าค่า!’
นั้นคือสิ่งที่อยู่ในใจ ขณะที่ครีเรน่านอนนิ่งเป็นปลาตายไร้การตอบสนอง
…เอาเถอะ ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นล่ะกัน
จากนั้นผมก็เริ่มยิงคำถามใส่เธอ และรอฟัง
คำตอบที่อยู่ในใจเธอไปด้วย อืม เหลือเชื่อนิดหน่อย เธอไม่ได้โกหกผมแม้แต่คำเดียว จะว่าไงดีล่ะ ผมว่าครีเรน่าเป็นผู้หญิงที่น่าสนุกดีเหมือนกันนะ ถึงการแสดงออกของเธอจะดูน่ากระโดดถีบ แต่ในใจเธอเป็นอีกคนหนึ่งเลย เช่นว่า
‘โธ่เอ่ย ทำไมโง่แบบนี้ เราน่าจะปากแข็งแล้วให้เขาทำโทษ เราก็จะโดน XXX แล้วก็ OOO และยัง #$@^ อีก อ่า! อ๊า! แค่คิดก็ฟินแล้วเจ้าค่ะ!’
ผมเกือบหลุดหัวเราะออกมาหลายครั้งขณะแอบอ่านใจของครีเรน่า
เอาล่ะๆ จริงจังล่ะ ข้อมูลที่ได้มา สรุปคือยัยนี้ไม่มีเจตนาร้ายกับผมเลยแม้แต่น้อย มีแต่เจตนาไปทางเสื่อมอย่างบริสุทธิ์ใจ
หลังจากเสร็จการสอบปากคำของครีเรน่าแล้ว ผมก็รีบไปพบพวกทาฮากริมต่อ เพราะปล่อยให้พวกเธอรอมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ดีที่โมอาค่อยรับแขกให้ขณะที่เดเม่ไปตามพวกอาเดไลท์มา ตอนนี้ความสามารถด้านรับแขกของโมอา เทียบเท่ากับเดเม่แล้ว นอกจากเรื่องทำอาหารแล้ว ที่เหลือเธอสามารถทำหน้าที่แทนเดเม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จริงๆ ผมจะเลื่อนให้เธอเป็นเมด แต่เธอชอบหน้าที่เดิมอยู่แล้ว เลยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร
พอผมเข้ามาในห้อง สายตาทุกคนก็ละจากโมอา และหันมาทางผมพร้อมกับลุกขึ้นพร้อมกัน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยกลางคน ทำให้ผมรู้สึกตึงเครียดนิดหน่อย
“ขอโทษที่ให้รอนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ! พวกเรามารบกวนเวลาของท่านโรมะ โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อน เป็นความผิดของทางเราเองค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันแบบนั้นก็ได้ครับ ทำตัวตามสบายเถอะ ว่าแต่ท่านเหล่านี้คือ”
ผมหันไปยังกลุ่มผู้ติดตามของเธอ ทาฮากริมเลยทำท่าเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ เลยรีบแนะนำให้ผมรู้จัก ซึ่งผมเดาถูกอยู่สองคน ซึ่งก็คือพ่อและแม่ของฮาทากริม
พ่อของทาฮากริม ลอร์ดแห่งวิลเฟนเฮ มีลักษณะให้ความรู้สึกเหมือนทหารมากกว่าอัศวิน ท่าทางน่ากลัวแต่ก็แฝงไว้ด้วยท่าทางเฉลียวฉลาด ตรงกันข้ามกับแม่ของทาฮากริม เธอเป็นหญิงสาวที่ดูสุภาพเรียบร้อย แต่แววตาเธอค่อนข้างแข็งกร้าว และท่าทางเธอเป็นพวกข่มสามีอย่างชัดเจน
พอแนะนำตัวเสร็จ ผมก็เชิญทุกคนนั่งลง ถึงทุกคนจะมีอายุมากกว่าผม แต่พวกเขาให้ความเคารพผมมากทีเดียว
จังหวะนั้นเองที่อาเดไลท์กับอลิซาเบธเข้ามาพอดี ผมเลยแนะนำสองคนนี้ให้ทุกคนรู้จัก พวกเขาค่อนข้างประหลาดใจกับตำแหน่งหน้าที่ของทั้งสองคน เพราะไม่คุ้นเคยกับชื่อตำแหน่งแบบนี้ ผมเลยต้องอธิบายน่าที่การทำงานแบบย่อๆ ที่แต่ละคนดูแลรับผิดชอบให้ฟัง ทุกคนเลยพยักหน้าทำความเข้าใจได้
โดยเฉพาะลอร์ดแห่งวิลเฟนเฮ เขาขอให้ผมอธิบายเพิ่มอีก เพราะดูจะสนใจการจัดสรรตำแหน่งแบบใหม่นี้มาก
อย่างอลิซาเบธที่รับหน้าที่หัวหน้ากระทรวงกลาโหม ถ้าในโลกนี้ก็จะตรงกับตำแหน่งแม่ทัพ แต่การทำงานค่อนข้างต่างกัน เพราะอลิซาเบธสามารถคิดได้เองว่าจะบริหารจัดการกองทัพอย่างไง โดยทำเรื่องเสนอไปยังเมยอาเพื่อคำนวณงบประมาณ ถ้าผ่านก็ถึงจะส่งไปให้อาเดไลท์อนุมัติอีกที
ซึ่งถ้าเป็นแม่ทัพของโลกนี้ จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ การติดสินใจและการวางแนวทางของกองทัพ เป็นหน้าที่ของราชาเท่านั้น แม่ทัพมีหน้าที่แค่สั่งการและนำรบเท่านั้น หน้าที่บำรุงดูแลกองทัพก็เป็นหน้าที่ของทหารพลาธิการ ซึ่งก็มีขอบเขตทำได้เพียงแค่เท่าที่ราชากำหนดไว้
ถึงจะดูว่าไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายก็ต้องให้ผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นคนตัดสินใจ แต่ต่างกันที่เนื้อหาสาระและคุณภาพของการบริหาร เนื่องจากไม่มีใครรู้เรื่องทหารดีกว่าทหาร คนนั่งเก้าอี้ไม่เคยเห็นสนามรบ จะไปคิดแทนคนที่ออกไปตายไม่ได้ เพราะงั้นการที่ผู้นำสายตรงของแต่ละกระทรวงจะรู้ ว่าในหน่วยของตัวเองต้องการอะไร
ส่วนแผนกการคลังมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ไม่ให้มีการใช้เงินเกินความจำเป็น และหาจุดที่บกพร่องเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ก่อนจะส่งแผนงานที่ถือว่าสมบูรณ์แล้วไปให้ผู้มีอำนาจใหญ่สุดตัดสินใจ แบบนี้นอกจากคุณภาพแล้วยังสามารถทำให้งานเร็วขึ้นอีก
พออธิบายไปแบบนี้พ่อของทาฮากริมก็หายใจฟืดฟาดด้วยความตื่นเต้น จนทาฮากริมต้องสะกิดเตือน เพราะที่มาไม่ใช่เพื่อจะมานั่งเรียนการบูรณาการจัดการด้านการบริหาร
เมื่อตั้งสติได้แล้ว พ่อของทาฮากริมก็กระแอ่ม และถามผมออกมาตรงๆ
“ท่านโรมะเป็นคนของเผ่าปีศาจจริงๆ เหรอครับ”
ตรงตามที่คาดไว้ เขามาเพราะเรื่องนี้เอง
“ใช่ครับ”
ผมเลยให้คำตอบที่เตรียมไว้ออกไป ถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่ต้องโกหกกันอีก ที่เหลือก็ให้พวกเขาตัดสินใจเองว่าจะเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจกันต่อ หรือจะยกเลิกสัญญาและหันมาเป็นศัตรูกับผม
“ผมก็คิดไว้แล้วว่าเรื่องนี้อาจทำให้พวกคุณลำบากใจ เพราะฉะนั้นถ้าจะยกเลิกสัญญาที่ทำไว้ ทางผมก็จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายอะไร ถือซะว่าเป็นการฉีกสัญญาที่มีความเห็นพ้องตรงกันของทั้งสองฝ่าย”
พอผมพูดเรื่องฉีกสัญญาพวกทาฮากริมก็พากันหน้าเปลี่ยนสีขึ้นมา และรีบลุกขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
“อย่ายกเลิกสัญญานะ!”
“ไม่ๆ พวกเราไม่ได้จะมาเพื่อยกเลิกสัญญาครับ”
ทุกคนรีบปฏิเสธกันใหญ่ ผมเลยได้แต่พยักหน้ารับและรอให้ทุกคนสงบลง พ่อของทาฮากริมเลยเป็นตัวแทนพูดขึ้นมา
“คือที่ถามเพราะต้องการยืนยันเฉยๆ ครับ แต่ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบไหน พวกเราก็ไม่มีความคิดที่จะตีจากท่านโรมะเลยครับ คือพูดแบบนี้ท่านอาจจะตกใจ แต่ผมอยากให้ท่านไปเห็นประชาชนของวิลเฟนเฮในเวลานี้เหลือเกิน เพราะทุกคนล้วนแต่มีความสุขที่
ไม่ต้องส่งคนในครอบครัวไปแทนภาษี ซํ้าภาวะอดอยากก็กำลังหายไป
สีหน้าแบบนั้นของประชาชน คนที่เป็นผู้ปกครองแบบผมยังแทบจะลืมไปแล้วเลยครับ ทุกคนเลยพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าถ้าต้องโดนช่วงชิงสัญญานี้ไปจนต้องกลับไปเป็นแบบเดิม จะขอสู้ตายไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครเลยครับ”
“นั้นผมถือว่าเป็นมติของวิลเฟนเฮได้เลยใช่ไหมครับ”
“ถูกต้องแล้วครับ!”
พ่อของทาฮากริมยิ้มตอบทันที
ผิดคาดแฮะ ผิดไปไกลเลย แบบนี้สภาพความเป็นอยู่ของวิลเฟนเฮ อาจจะแย่กว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก ถึงกับกล้าทำสงครามเพื่อรักษาสถานะความเป็นอยู่ใน
ปัจจุบัน แต่ก็ดีแล้ว แบบนี้ผมจะได้ไม่ต้องทำศึกหลายด้าน
“ที่พวกผมมากันวันนี้ เพื่อจะมายืนยันสถานะของท่านโรมะให้ชัดเจน และจะได้บอกการดำเนินการของพวกเราที่ได้เตรียมเอาไว้ให้ทราบครับ”
“…การดำเนินการ?”
“ครับ กรณีถ้าเป็นแค่ข่าวลื่อ พวกเราจะได้ช่วยแก้ไขให้ถูกต้อง แต่กรณีที่ท่านโรมะเป็นเผ่าปีศาจก็จะขอแยกตัวจากประเทศเลนคานครับ”
“แยกตัว! คิดดีแล้วเหรอครับ นั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยนะครับ”
“เรื่องนี้ขออนุญาตให้ผมเป็นอธิบายได้ไหมครับ”
ชายชราที่นั่งอยู่ด้านหลังเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างสุภาพ ผมเลยปล่อยให้เขาได้อธิบายโดยไม่ขัด เขาเลย
ลุกขึ้นมาเอาแผนที่มาวางลงตรงหน้าผม ซึ่งในแผนที่มีการวงจุดสำคัญไว้หมดแล้ว
จากนั้นเขาก็อธิบายถึงผลดีของการแยกตัวออกมา อย่างแรกวิลเฟนเฮใกล้กับประเทศทางตอนใต้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะประเทศทางใต้ไม่ถูกกับประเทศเลนคาน ส่วนอย่างที่สองเพราะไม่มีถนนการเดินทางเลยลำบาก แต่ปัญหาทั้งสองกำลังจะหมดไป เพราะพอแยกตัวออกมาก็เป็นประเทศใหม่ และไม่มีเหตุให้ประเทศทางใต้ปฏิเสธการทำการค้า ส่วนถนนก็อยู่ในโครงการพัฒนาที่อยู่ในสัญญาของผมอยู่แล้ว
ส่วนข้อเสียในการแยกตัว…นอกจากกลายเป็นศัตรูกันแล้ว ก็ไม่เห็นจะต้องเสียอะไรเลย สิ่งที่ได้กลับมาเนี่ยสิ เยอะแยะมหาศาล
ทว่ายังมีอุปสรรคอยู่ เพราะระหว่างกรอซ่ากับวิลเฟนเฮ ยังมีเมืองซาโรขวางกลางอยู่ นอกจากนี้ทางใต้ลงไปซึ่งติดกับชายแดน ยังมีป้อมปราการที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองอีกเมืองอยู่ แต่ชายชราที่บอกว่าตัวเองเป็นเสนาธิการของวิลเฟนเฮ ได้รีบอธิบายให้ผมฟังอย่างตื่นเต้น
“เมืองซาโรตกลงเข้าร่วมกับพวกเราด้วยครับ จริงๆ ท่านเจ้าเมืองอยากจะมาด้วยตัวเอง แต่ถ้ามีคนรู้ จะโดนสงสัยได้ว่าพวกเราเตรียมแยกตัว เขาเลยเก็บตัวเงียบๆ รอฟังคำสั่งจากท่านโรมะครับ”
“เมืองซาโรก็เอาด้วยเหรอ!”
“ครับ ถึงพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในขั้นสิ้นหวังแบบพวกเรา แต่ก็ถือว่ามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ซาโรเป็นเมืองที่อาศัยการเกษตรเป็นหลัก แต่ประชาชนกับอดอยาก เหตุเพราะโดนเก็บภาษีเป็นจำนวนมาก ซํ้ายัง
โดนป้อมราเซเวียสที่อยู่ทางใต้ส่งทหารเข้ามาขูดรีดเป็นประจำ โดยอ้างว่าจะเอาไปใช้เป็นเสบียงเพื่อต่อต้านพวกดินแดนทางใต้ แต่ประชาชนในซาโรก็รู้ดี ว่าเลนคานกับแดนใต้ไม่มีสงครามมาตั้งหลายสิบปีแล้ว พวกมันก็แค่ใช้เป็นข้ออ้างมาปล้นสะดมเท่านั้นเอง เพราะงั้นทั้งเจ้าเมืองและประชาชนต่างอยากปลดแอกจากพวกเลนคานเต็มทนแล้ว ส่วนขอเรียกร้องท่านเจ้าเมืองซาโรมีเพียงข้อเดียว คือหลังจากตั้งประเทศแล้ว อยากให้ท่านโรมะผ่อนปรนภาษีให้ซาโรหนึ่งปี และลดภาษีลงครึ่งหนึ่งอีกสองปี ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนของซาโรได้ฟื้นตัว แต่ถึงท่านโรมะไม่ตกลง เขาก็จะยังให้ความร่วมมืออยู่ดี โดยหวังว่าจะใช้ผลงานในสนามรบเพื่อให้ท่านโรมะได้เห็นใจเขาบ้าง”
“ข้อเรียกร้องของทางท่านเจ้าเมืองซาโรผมเห็นดีด้วยครับ แต่ที่ผมอยากรู้ตอนนี้…พวกคุณคิดไปถึงขั้นไหนกันแล้วครับเนี่ย”
“เอ่อ ก็”
คุณลุงเสนาธิการหันไปมองทางพ่อของทาฮากริม เพื่อให้ตอบคำถามนี้แทนเขา
“ขาดแค่เรื่องชื่อประเทศ กับเรื่องการปกครองครับ พวกเราว่าจะยกให้ท่านโรมะเป็นคนจัดการ”
ผมแทบตกเก้าอี้ นี้พวกเขาคิดจริงจังกันถึงขั้นนั้นเลยเหรอ ไม่ใช่แค่ยอมรับการทำสงคราม แต่มองไปถึงขั้นประกาศตั้งประเทศใหม่กันแล้ว แบบนี้ผมก็ไม่เหลือช่องให้ปฏิเสธได้สิ
“เช่นนั้น ทางเราจะทำสำเนาร่างกฎหมายต่างๆ ไปให้นะคะ แต่คิดว่าควรปรับตามสภาพสังคมและความเป็นอยู่ของชาวเมืองเป็นหลักดีกว่า ไม่ต้องใช้ตามพวกเราทั้งหมดหรอกค่ะ”
อาเดไลท์ดำเนินการไปซะแล้ว…เฮ้ๆ นี้ผมยังไม่ทันได้ตัดสินใจเลยนะ!
“ข้าขอทราบจำนวนทหารที่พวกท่านจะส่งเข้าร่วมสงครามด้วย”
ส่วนอลิซาเบธนี้ก็เตรียมรบแล้วให้ตายเถอะ ไม่มีใครคิดจะค้านสักคนเลยเหรอ
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
มาแล้ว! เมยอาคงไม่เห็นด้วยสินะ ค้านเลย!
“กองเสบียงฉันขอเป็นคนจัดการด้วยตัวเองนะคะ”
เมยอา! ถ้าจะงกให้ถึงที่สุดก็ไม่ควรทำสงครามเซ่!
แย่ล่ะ ทุกคนโดนบรรยากาศพาไปหมดแล้ว จะให้ทำลายบรรยากาศก็คงไม่ดี แถมผมเองก็เห็นด้วยกับการแยกตัวนะ ก็ในเมื่อโดนกดขี่อย่างไม่เป็นธรรม ก็คงจะดิ้นรนเพื่อตัวเองบ้าง แถมโอกาสนี้ก็เหมาะแล้ว ส่วนหนึ่งผมว่าที่พวกเขากล้าแยกตัว คง
เป็นเพราะคำนวณเรื่องที่ผมเป็นเผ่าปีศาจเข้าไปด้วย ซึ่งมันหมายความว่า ถ้าเกิดการรบขึ้น ผมยังสามารถดึงเอาเผ่าปีศาจเข้ามาช่วยได้ ซึ่งก็ไม่ผิดจากที่พวกเขาคิดหรอก แต่เพราะนั้นแหละ ถึงได้อันตรายในหลายๆ ความหมายเลย
“เดี๋ยวก่อนนะทุกคน เรื่องที่ว่าผมเห็นด้วยทุกอย่างก็จริง แต่ช่วยคิดถึงผลลัพธ์ด้วยนะครับ ว่าถ้าทำแบบนี้แล้วผลสุดท้ายพวกคุณจะต้องเกี่ยวข้องเผ่าปีศาจนะครับ”
“ถ้าเรื่องนั้น…พวกเราขอเรียนถามท่านโรมะตามตรงเผ่าปีศาจคิดจะทำอย่างไงกับพวกเราเหรอครับ”
พ่อของทาฮากริมเป็นตัวแทนถามขึ้นมา สีหน้าเขาจริงจังทีเดียว เหมือนเตรียมใจรับกับคำตอบไว้แล้ว
“ไม่ทำอะไรทั้งนั้นแหละครับ นโยบายของเผ่าปีศาจก็คือ การอยู่ร่วมกัน ในเร็วๆ นี้ดินแดนปีศาจก็จะมีการตั้งประเทศขึ้นมาอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ที่นี้ยังอยู่ห่างไกลจากดินแดนปีศาจ คงเอาไปรวมกันไม่ได้เพราะงั้นสบายใจได้เรื่องการโดนกลืนประเทศไม่มีแน่ และผมคิดจะให้ที่นี้เป็นประเทศเป็นกลางซึ่งเปิดเสรีให้กับทุกเผ่าพันธุ์ แต่นั้นแหละครับ ต้องถามพวกคุณ ยอมรับได้ไหมที่ต้องอยู่ร่วมกับเผ่าปีศาจ”
“ตกลงครับ”
“เอ่อ ตัดสินใจเร็วไปไหมครับ”
“ไม่เลยครับ พวกเราคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว และคิดถึงความเป็นไปได้ในหลายๆ ทาง รวมถึงที่ท่านโรมะพูดมาด้วยครับ แต่ค่อนข้างประหลาดใจเหมือนกันครับ ที่ทางเผ่าปีศาจมีนโยบายเช่นนั้น พวกผมนึกว่าจะต้องเหนื่อยในการเจรจาต่อรองกันมากกว่านี้ซะอีก”
เป็นงั้นไป ถ้าเป็นแบบนี้ผมก็จะถือว่าปล่อยเลยตามเลยล่ะกัน
ผมเลยให้ประชุมต่อ แต่ยิ่งฟังผมยิ่งตะลึง เพราะพวกวิลเฟนเฮเตรียมการไปไกลแล้วจริงๆ ถึงขั้นเดินทัพเอาทหารไปซ่อนไว้ที่เมืองซาโรแบบลับๆ ร่วมกับกองทหารของซาโรที่จัดตั้งไว้แล้วเหมือนกัน การเดินทัพจากซาโรมาที่กรอเรีย ใช้เวลาเพียงแค่สองถึงสามวันเท่านั้น
ทหารมีประมาณ 2,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารของเมืองซาโร ก็นะเขตการปกครองวิลเฟนเฮไม่ได้มีกำลังทรัพย์ที่จะมีกองทัพใหญ่ๆ ได้ ส่วนซาโรเองก็ไม่ใช่เมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร จำนวน 2,000 นี้ ผมถือว่าเยอะแล้ว แต่ทางผมสิที่น่าอนาถ เพราะทหารของกรอซ่ามีเพียงแค่ 300 คน แถมเกินกว่าครึ่งเป็นทาสที่ไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน
ส่วนทางกองทัพผสมของเลนคานกับโบสถ์ใหญ่ ถึงจะไม่รู้จำนวนแน่นอน แต่ผมว่าไม่ตํ่ากว่าหมื่นแน่ เพราะพวกนั้นต้องการประกาศศักดาว่าตัวเองเหนือกว่าเผ่าปีศาจ เรียกได้ว่ากะมาบดขยี้ไม่ให้เหลือซากเลย
เท่าที่ฟังจากครีเรน่า กองทัพผสมน่าจะถึงเขตแดนของกรอซ่าให้อีก 6 วันให้หลัง
“6 วันน่าจะอพยพคนได้ทันแบบเฉียวฉิวพอดี”
พ่อของทาฮากริมแสดงความคิดเห็นออกมา แต่ผมส่ายหน้า
“ไม่ต้องอพยพหรอกครับ”
“เอ๋? แต่ว่า”
“ผมจะจบสงครามก่อนจะถึงเมืองน่ะครับ”
“แต่ว่าคนพวกเราน้อยกว่า ใช้แผนป้องกันอยู่หลังกำแพงเมืองน่าจะเหมาะกว่านะครับ”
“ครับ ถ้าเป็นการรบตามปกติก็คงต้องทำแบบนั้น แต่คราวนี้ผมขี้เกียจมาเสียเวลากับเจ้าพวกนั้น เลยว่าจะใช้วิธีที่ต่างออกไปนิดหน่อย”
“วิธีอะไรเหรอครับ?”
“ก็เช่นว่า…เอาหายนะไปปล่อยทิ้งไว้กลางกองทัพพวกมัน”
“…”
“เฮ้! แบบนี้ข้าก็อดสนุกสิ”
ผมอยากหันไปเขกกะโหลกอลิซาเบธจริงๆ แต่มันก็สมกับเป็นเธอดี ผมเลยเพียงแค่หันไปค้อนใส่และพูดต่อ
“ส่วนเธอต้องพาทหารของกรอซ่าไปที่ซาโร”
“เอ๋?”
ทุกคนมีแต่เครื่องหมายคำถามบนใบหน้า
“เพราะทันทีที่สงครามเริ่มต้นขึ้น ทหารจากป้อมราเซเวียสจะต้องบุกเมืองซาโรแน่ และพวกมันจะใช้ที่นั้นเป็นฐานในการบุกกรอซ่า”
“แบบนี้เอง พวกเราเลยต้องป้องกันซาโรไว้สินะครับ”
“เปล่า ไม่ได้จะให้ป้องกันครับ”
ผมปฏิเสธก่อนจะหันไปบอกกับอลิซาเบธ
“อลิซาเบธ เธอถล่มพวกมันได้ตามใจชอบเลยนะ แต่ว่าห้ามเป็นฝ่ายบุกก่อน รอให้มันเคลื่อนทัพมาเอง พวกเราต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม”
“เข้าใจแล้ว หวังว่าพวกมันจะทำให้ข้าได้สนุกกว่าการทำสงครามกับเผ่าปีศาจนะ”
“ค คนเดียวเหรอครับ!?”
ทุกคนมีสีหน้าตกใจขณะหันไปมองที่อลิซาเบธ
“อ้อ เห็นแบบนี้แต่ยัยนี้เป็นถึงผู้กล้าวีรชนเลยนะครับ แถมเป็นคนที่ปราบจอมมารคนก่อนด้วย”
“…”
ไม่มีใครมีคำถามอีกเลย ถึงจะสงสัยว่าทำไมผู้กล้าในตำนานคนนั้น ถึงได้กลายมาเป็นคนของเผ่าปีศาจได้ แต่พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่ถามต่อดีกว่า
“แล้วก็ผมอยากให้พวกคุณแบ่งทหารออกเป็นสองส่วน กลุ่มหนึ่งกระจายกำลังออกคุมพื้นที่กวาดล้างของยัยนี้ และคอยเก็บกวาดพวกที่แตกทัพมา ถ้าเป็นไปได้ก็จับเป็นนะครับ เพราะฆ่าทิ้งไปก็เสียของ จับมาเป็นทาสหรือดองเป็นเชลยศึกไว้เรียกเงินจากพวกเลนคานให้กระอักไปเลยดีกว่า ส่วนอีกกลุ่มก็รอให้ทหารในป้อมราเซเวียสออกมาให้หมด แล้วค่อยเข้าไป
ยึดป้อม ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามส่งสายเข้าไปข้างในก่อน อย่างน้อยจะได้มีคนเปิดประตูให้”
“ค ครับ พวกเราจะจัดการตามนั้นครับ”
พ่อของทาฮากริมยังดูอึ้งๆ อยู่ แต่ก็ยังพอมีสติรับคำผมได้
“ส่วนของแผนการรบมีเพียงเท่านี้ครับ เรื่องการประกาศแยกตัวตั้งประเทศ ไว้หลังจากจบศึกแล้วผมจะขอเชิญทุกคนมาประชุมร่วมกันอีกที เพราะถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ตั้งเมืองหลวงที่เขตปกครองวิลเฟนเฮ”
“หา! ไม่ใช่กรอซ่าเหรอครับ เมืองนี้เจริญและพร้อมกว่า จนเขตของผมจนเทียบไม่ติดเลยนะครับ”
“กรอซ่าเหมาะจะเป็นเมืองหน้าด่านมากกว่าครับ ทั้งตำแหน่งที่ตั้งและลักษณะของเมือง ส่วนที่ซาโรเองก็เมืองเกษตรกรรม ไม่เหมาะใช้เป็นเมืองหลวงอยู่
แล้ว แต่ที่วิลเฟนเฮมีพื้นที่กว้างใหญ่ และถ้าวางผังเมืองให้ครอบคลุมเมืองกับหมู่บ้านในเขตทั้งหมด ก็จะได้เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่รองรับการเติบโตได้แล้วครับ”
“จ จริงเหรอครับเนี่ย!?”
เพื่อพิสูจน์ให้พวกเขาเห็น ผมเลยลากเส้นบนแผนที่เชื่อมโยงหมู่บ้านในเขตของวิลเฟนเฮเข้าด้วยกัน และชี้จุดที่จะสร้างกำแพงเมืองขึ้นมา ถ้าทำตามนี้ล่ะก็ เมืองวิลเฟนเฮจะมีขนาดใหญ่กว่ากรอซ่าถึงสิบเท่าได้ ไม่สิ น่าจะใหญ่กว่าเมืองหลวงของเลนคานด้วย
ถึงจะมีพื้นที่ว่างมากมาย แต่นั้นถ้าได้รับการบุกเบิกแล้ว จะสร้างเป็นรายได้อย่างมหาศาลในอนาคต ที่สำคัญคือการวางผังเมืองและเชื่อมหมู่บ้านทุกแห่งเข้าด้วยกัน จากนั้นค่อยขยายเมืองโดยใช้หมู่บ้านแต่ล่ะแห่งเป็นศูนย์กลาง ยิ่งตอนนี้กิลนักผจญภัยก่อสร้างแล้ว ซํ้ายังมีกิลใหญ่ไปปักหลักอยู่ ในอนาคตก็จะเปิด
เส้นทางค้าขายกับทางใต้ พื้นที่ว่างทุกตารางนิ้วในวิลเฟนเฮจะกลายเป็นทองขึ้นมาในทันที
แต่ผมว่าอย่าพึ่งบอกตัวเลขของรายได้ที่พวกเขาจะได้เลยดีกว่า ไม่งั้นคงมีหัวใจวายตายกันบ้างล่ะ ตอนนี้ผมอยากให้พวกเรามีสมาธิกับการรบ และการจัดตั้งประเทศมากกว่า
หลังจากประชุม กลุ่มของวิลเฟนเฮ ก็แยกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นพวกเสนาธิการพวกเขาตามอลิซาเบธไป เพื่อคุยเรื่องรายละเอียดของกองทัพร่วม ส่วนกลุ่มที่สองเป็นพวกขุนนางที่มีความรู้โดยเฉพาะเรื่องการปกครองกับเรื่องกฎหมาย พวกนี้ก็จะตามอาเดไลท์กับเมยอาไปที่จวนเจ้าเมือง เมื่อปรึกษากันในเรื่องการร่างสัญญาเป็นพันธมิตรกัน และกลุ่มสุดท้ายก็คือครอบครัวของทาฮากริมสามคน ที่ยังอยู่คุยกับผมต่อ
“ผมขอพูดตรงๆ เลยนะครับ”
“ที่ผ่านมานี้ยังไม่ตรงอีกเหรอครับ”
ผมยิ้มแห้งๆ เพราะพวกเขาเล่นคิดเองเสร็จสรรพ จนผมแทบตามไม่ทันเลยด้วยซํ้า คราวนี้ไม่รู้จะมีเรื่องอะไรอีก แต่ผมก็คงได้แต่รับฟังล่ะนะ
“ท่านโรมะ…ช่วยรับยัยหนูของพวกเราไปด้วยเถอะครับ”
“…หา!?”
“คือเรื่องนี้พวกเราไม่ได้ต้องการจะใช้การผูกสัมพันธ์ เพื่อเอาเปรียบในตัวสัญญาหรอกนะครับ แต่พวกเราได้ยินมาว่าท่านโรมะเป็นคนที่คบหาคนอื่นด้วยความจริงใจ พวกเราเลยอยากจะแสดงให้ท่านเห็นถึงความตั้งใจจริงของพวกเรา”
“เอ่อ แต่ว่าทางนี้ไม่ค่อยสะดวกน่ะครับ”
ใช่ ผมมีฮาเร็มอยู่ เพราะงั้นเรื่องแต่งงานเป็นไปได้ยาก เพราะการแต่งงานจะเป็นชนวนทำให้
เกิดความแตกแยกในฮาเร็ม ฮาเร็มคงอยู่ได้เพราะไม่มีที่หนึ่ง แต่ถ้าผมแต่งงานก็จะมีคนที่เป็นที่หนึ่งขึ้น พวกสาวๆ ต้องไม่พอใจแน่ๆ และถ้าให้เลือก ผมเลือกฮาเร็มของผมดีกว่าอ่ะ
“เรื่องฮาเร็มของท่านโรมะพวกเราทราบดีอยู่แล้วครับ ยัยหนูเป็นคนเล่าให้พวกเราฟังหมดแล้ว ท่านโรมะไม่จำเป็นต้องตบแต่งอะไรหรอกครับ แค่รับยัยหนูไปเป็นหนึ่งในฮาเร็มก็พอครับ”
“ไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิครับ ว่าไงดีล่ะ…ถึงผมจะเจ้าชู้ แต่ผมไม่ฝืนใจผู้หญิงนะครับ”
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นยิ่งไม่ต้องห่วงครับ ตั้งแต่กลับบ้านไปยัยหนูพูดถึงแต่ท่านโรมะไม่หยุด จนภรรยาผมเองยังเกือบโดนล้างสมองไปด้วยเลยครับ”
“พ่อค่ะ!/คุณค่ะ!”
ผมหันไปสบตากับทาฮากริม ซึ่งเธอหน้าแดงขึ้นมาทันทีและหันหลบตาผมไป คือผมก็ดูออกหรอกนะว่าเธอมีใจให้ผม แต่ถึงขนาดยอมมาเข้าฮาเร็มผมนี้เกินคาดไปหน่อย เพราะอย่างไงเธอก็เป็นถึงลูกสาวของลอร์ด ซึ่งมีทั้งหน้าตาและศักดิ์ศรี ทว่ามันก็ทำให้ผมเข้าใจความตั้งใจได้จริงๆ นั้นแหละ ถึงขนาดยอมยกลูกสาวให้มาเข้าฮาเร็ม ซึ่งนั้นจะทำให้เธอไม่ได้รับสิทธิพิเศษอะไรเลยงานนี้เลยได้ใจผมไปเต็มๆ
“เข้าใจแล้วครับ ถ้าทาฮากริมเต็มใจ ทางผมจะดูแลเธอเอง รับรองว่าเธอจะไม่ลำบากแน่นอนครับ”
“ได้ยินเช่นนั้นแล้วพวกเราก็เบาใจครับ”
คนพ่อน่ะโล่งใจ แต่คนลูกนี้สิ นั่งอายม้วนจนบีบที่วางแขนแตกละเอียดเลย
“….”
แต่ว่าถึงจะตกลงกับเรียบร้อยแล้ว ทางครอบครัวของทาฮากริมก็ยังไม่มีท่าทีจากไป เหมือนพวกเขามีเรื่องสำคัญที่ยังไม่ได้บอก
“มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะครับ ถึงขั้นนี้แล้วก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วล่ะครับ”
“อ่า ถ้าท่านโรมะกล่าวเช่นนั้น งั้นผมก็ไม่เกรงใจนะครับ”
เอ๋ หรือว่าจะมีเรียกร้องอะไรจากการมอบทาฮากริมให้ผมล่ะเนี่ย
“ท่านโรมะทราบใช่ไหมครับว่าผมมีเพียงแค่ลูกสาวเพียงคนเดียว”
“ครับ ทาฮากริมเคยเล่าให้ฟังแล้ว”
“แล้วแบบว่า…ผมอยากได้ลูกชายไว้สืบทอดตระกูลน่ะครับ”
“อ้อ ครับ”
“…”
“…”
…อึดอัดเฟ้ย! จะอยากบอกอะไรกันแน่เนี่ย
“ค คือว่า ความจริงแล้ว…ผมเป็นโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศน่ะครับ”
“...”
“หมอบอกว่าเพราะผมเครียดมากเกินไป”
“ง งั้นพักผ่อนจากงานสักระยะ น่าจะดีขึ้นนะครับ”
ผมพยายามให้คำแนะนำที่ดีที่สุด แต่เขาก็ส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย
“ผมเคยลองแล้วครับ ขนาดหลบไปอยู่ในป่ากับภรรยากันสองต่อสอง มันก็ยังไม่สู้เลยครับ ไม่ใช่แค่กับภรรยานะครับ แต่ลองกับคนอื่นแล้วก็ไม่ไหวเหมือนกัน”
แย่ล่ะสิ เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้ว แต่ก่อนจะพูดอะไรต่อ ผมก็รีบยกมือห้ามไว้
“ผมว่าผมมีตัวช่วยนะครับ”
แล้วผมก็รีบให้เดเม่ไปปลุกซานูน่าลงมา สักพักคุณซักคิวบัสที่ยังมีท่าทางเมาค้าง ก็เดินโซเซลงมาไม่เหลือสภาพขุนพลปีศาจเลยนะเฮ้ย!
พอผมอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง ซานูน่าก็เดินไปถอดกางเกงของลอร์ดวิลเฟนเฮออกทันที แถมยังจับนกเขาของเขาพลิกไปพลิกมาต่อหน้าลูกเมียเขาอีก เอ่อ แต่จะห้ามก็ไม่ทันแล้วล่ะ
“อืม ไม่ไหวหรอก มันหมดสภาพแล้วล่ะ ถึงจะใช้สกิลทำให้แข็งขึ้นมาได้ ก็ไม่สามารถเสร็จได้อยู่ดี”
“ไม่ไหวจริงๆ ด้วยสินะ”
ค่าความหื่นของลอร์ดที่ผมวัดได้ มันเกือบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว
“แล้วถ้าใช้สกิลยัดความหื่นเข้าไปล่ะ?”
ผมลองถามดูแต่ก็พอเดาผลได้อยู่หรอก
“อย่าดีกว่าค่ะ ถึงมันจะได้ผลแต่คุณภรรยาคงไม่ชอบแน่ และเผลอๆ จะมีผลกระทบระยะยาวกับบุคลิกภาพอีก”
“นั้นสินะ…ขอโทษด้วยนะครับ ผมเองก็ช่วยไม่ไหว”
“…ไม่หรอกครับ ยังมีอีกวิธี”
ท่านลอร์ดกล่าวอย่างมั่นใจ ขณะมองมาที่ผม
“ยัยหนูบอกว่าขนาดมังกรท่านโรมะยังทำให้ท้องได้เลยใช่ไหมครับ”
“เอ่อ นี้คงไม่ใช่”
“ใช่ครับ”
ตอบตัดหน้าผมอีก!
“ถึงจะทำแบบนั้นได้ แต่ลูกก็ไม่ใช่สายเลือดของท่านลอร์ดนะครับ”
“ลูกของภรรยาผมก็ต้องเป็นลูกของผมสิครับ”
…ยอมแพ้กับตรรกะของคนโลกนี้จริงๆ เลย เอาสมองส่วนไหนคิดฟ่ะ!
“แล้วทาฮากริมโอเคเหรอแบบนี้”
“…ขอให้ได้เด็กผู้ชายนะคะ”
นั้นเหรอคือคำตอบ…เดี๋ยวนะ นี้คงไม่ได้จะบอกใช่ไหม ว่าถ้าไม่ได้ลูกชายก็จะต้องให้ผมทำให้จนกว่าจะได้น่ะ
“งั้นมาเริ่มกันเลยเถอะครับ วันนี้เป็นวันตกไข่ของภรรยาผมพอดี”
“…เอาจริงเหรอครับ”
“จริงสิครับ!”
“งั้นก็ได้ครับ แต่ผมไม่รับผิดชอบผลที่ตามมานะครับ”
“ตกลงครับ”
จากนั้นทุกคนก็พากันออกไปรอนอกห้อง แต่พอได้อยู่กันสองต่อสองเท่านั้นแหละ ท่าทางที่เหนียมอายก็หายไปหมด แม่ของทาฮากริมเป็นฝ่ายโจมตีผม!
พวกเราเปิดฉากการรบทันทีโดยไม่มีการเล้าโลม หรือต้องบอกว่าเธอแฉะอยู่ก่อนแล้ว
“ใหญ่จัง! นี้มันยิ่งกว่าที่ยัยหนูบอกซะอีก ข้างในฉันมันจะรับไหวไหมนะ”
ถึงเธอจะบอกเช่นนั้น แต่เธอก็ดันมันเข้าไปในถํ้าของเธอ เพราะเธออายุมากและผ่านมามีบุตรมาแล้ว ข้างในเธอจึงค่อนข้างหลวม แต่สำหรับผมก็ยังถือว่าแน่นอยู่ดีล่ะ อุ๊ ใส่ไปได้ตั้ง 2/3 แนะ แต่เพียงแต่เสียบก็แม่ของทาฮากริมก็ไปถึงสวรรค์ซะแล้ว
ผมปล่อยให้เธอพักแปบหนึ่งก่อนจะเริ่มยกสอง ระหว่างนี้ผมก็ใช้อ่านใจไปด้วย อย่างแรกเลยที่รู้ ข้างในเธอเป็นคนหยาบคายชนิดที่ไม่สามารถนำออกมาบอกเล่าได้เลย แต่เป็นการหยาบคายที่มาจากการเก็บกด ไหนๆ แล้วผมก็ใช้ประโยชน์จากจุดนี้หน่อยล่ะกัน
“มึงนี้ร่านอย่างกะหรี่เลยว่ะ”
แค่นั้นแหละ ข้างในของเธอก็ตอดรัดผมอย่างบ้าคลั่ง อ่ะ เสร็จไปอีกรอบซะแล้ว...กระตุ้นแรงไปหน่อยมั่ง
หลังจากไปเยี่ยมชมสวรรค์สองรอบ สติสตังของแม่ทาฮากริมก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และเริ่มเผยความในใจที่แสนน่ากลัวออกมาเรื่อยๆ
ในใจของเธอใช้สรรพนามเรียกผมว่า ผัวรัก…นั้นทำให้ผมอึดอัดมาก นอกจากนี้เธอยังมีคิดแผน ที่จะ
ไม่ตั้งท้องกับผม เพราะถ้ายังไม่ท้องเธอก็จะยังสามารถมามีอะไรกับผมได้อีกเรื่อยๆ แต่จิตใจเธอต่อสู้กันหนักมาก เนื่องจากใจหนึ่งเธออยากโดนผมแตกในจนแทบขาดใจ แต่ใจหนึ่งก็อยากเลี่ยงการตั้งท้องเพื่อทำตามแผน ตอนนี้มีเช็กส์นี้ในใจคนเรานี้มันก็คิดกันหลายเรื่องเลยนะ
แต่ผมตัดสินใจแล้วล่ะ ว่าจะแตกในให้เธอท้องไปซะ ไม่งั้นขืนลากยากไป มีหวังเธอได้เอาผมเป็นผัวจริงๆ แน่
นอกจากนั้นผมก็ลองถามคำถามบางอย่างไป เพื่อตรวจดูว่าฝ่ายวิลเฟนเฮมีซ่อนแผนอะไรไว้ไหม แต่สรุปว่าไม่มีอะไรเลย พวกเธอจริงใจกว่าที่ผมคิดไว้ด้วยซํ้า
ตอนผมจะเสร็จเลยบริการเธอเป็นการตอบแทนซะหน่อย ด้วยการใช้สกิลเพิ่มแรงฉีดของนํ้าเชื้อ
ความแรงนั้นประมาณปืนฉีดนํ้าได้ ถึงจะไม่เคยวัดระยะจริงๆ แต่นํ้าเชื้อผมคงพุ่งไปได้ไกลถึงห้าเมตรแน่ นํ้าเชื้อถูกฉีดใส่ผนังมดลูกด้านในโดยตรง เพราะผมแทงส่วนหัวประมาณครึ่งหนึ่งเข้าไปในมดลูก เธอถึงกับตาเหลือกและกรีดร้องอย่างเสียสติ เธอเสร็จถี่ๆ จนร่างกายเกร็งค้างขณะที่ท้องเธอบวมขึ้นมานิดหน่อย เพราะนํ้าเชื้อผมอัดแน่นจนเต็มมดลูก แถมผมยังปักดุ้นคาไว้เพื่อปิดมดลูกไว้ไม่ให้นํ้าเชื้อไหลกลับออกมา งานนี้ถึงไม่มีสกิลแต่รับรองว่าท้องแน่ๆ
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ผมก็ทำความสะอาดและแต่งตัวให้เธอ และจับมานั่งที่เก้าอี้เหมือนกับตอนแรก เพียงแต่ตาเธอลอยแบบไม่มีสติอยู่กับตัว พอทุกคนกลับเข้ามาก็ประหลาดใจที่เห็นสภาพแบบนั้น และไม่ว่าจะถามอะไรไปก็จะไร้การตอบสนอง ผมเลยบอก
ว่าต้องให้เธอพักสักหน่อยถึงจะกลับมาเป็นปกติ แน่นอนว่าต้องถึงกับช่วยกันหิ้วปีกเธอไปกันเลย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ