ตอนที่ 130 ความไม่สมเหตุสมผล
ตอนที่ 130 ความไม่สมเหตุสมผล
ขณะที่ริกะกำลังสูบสกิลของเป้าหมายมา เธอก็ต้องขมวดคิ้ว
“สองสกิล!? เจ้านี้มีสำนึกแห่งศาสตร์อยู่สองสกิล
แถมยังใส่ไอเท็มปกปิดสกิลไว้อีก…ถ้าเป็นสกิลเคาเตอร์ล่ะก็ อันตราย”
ริกะทำหน้าครุ่นคิด เพราะรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ
“ถ้าเจ้านี้รู้จักสำนึกแห่งศาสตร์ก็น่าจะถูกเราสูบสกิลมารราคะมาได้ง่ายๆ
หรือว่าจะได้มาโดยบังเอิญ
ถ้าเป็นกรณีที่ได้มาโดยบังเอิญก็ไม่น่าจะเป็นสกิลที่ซับซ้อนอะไร
แต่ว่า…ถ้าเป็นโรมะคงพูดว่า ขอปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า”
“Multi Skill”
เมื่อเปิดใช้ Multi skill จะสามารถใช้สกิลที่มีทั้งหมดออกมาได้
โดยข้ามขั้นเงื่อนไขได้สองอย่าง
1. ข้ามเวลาชาร์ดขณะปล่อยสกิล ถ้าเป็นสกิลเวทมนต์
จะปล่อยออกไปได้ทันทีโดยไม่ต้องร่าย
2. สามารถใช้สกิลที่มีผลทับซ้อนกันได้
โดยไม่ยกเลิกผลของสกิลเดิมออกไป
แต่ Multi Skill นำมาซึ่งข้อเสียอย่างหนึ่ง สกิลที่ใช้ไปแล้ว
จะติดสถานะปิดตัว ไม่สามารถใช้ซํ้าได้อีก
เมื่อยกเลิกสกิลถึงจะกลับมาสู่สถานะคลูดาวน์
รวมถึงสกิลที่ยังไม่ได้ใช้งานก็จะอยู่ในสถานะคลูดาวน์ทั้งหมด
“ตาเหยี่ยว! มองทะลุ! ตาทิพย์! ล็อคเป้า!”
ริกะใช้สกิลออกมาพร้อมกันสี่อย่างเปลี่ยนให้ตาของเธอข้างหนึ่ง มีผลของสกิลสี่อย่าง
ตอนนี้เธอเลยมองได้ไกลเป็นกิโลโดยภาพยังคมชัดเหมือนมองดูใกล้ๆ
ซํ้ายังมองทะลุต้นไม้ได้ และมองเห็นการ
เคลื่อนไหวของเป้าหมายล่วงหน้าหนึ่งวินาที
กับเพิ่มความแม่นยำในการเล็งเป้าหมายอีก
“หยดวารี! อัศจรรย์ไร้ลักษณ์! ลมหายใจเจ้าหญิงนํ้าแข็ง!”
คราวนี้บนพื้นหญ้าก็เต็มไปด้วยแอ่งนํ้าสูงท่วมข้อเท้า
จากนั้นก้อนนํ้าจำนวนมากก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมา และเปลี่ยนรูปร่างตามที่ริกะต้องการ
จากนั้นก็มีสายลมพัดมาวูบหนึ่ง ก้อนนํ้าทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนเป็นกระสุนนํ้าแข็ง
ซึ่งกระสุนนี้มีความพิเศษสามอย่างในตัว รวมผลต่อเนื่องทำให้เป็นกระสุนที่ไม่สามารถทำลายได้ง่ายๆ
“กระสุนดาวตก! กระสุนรวมศูนย์! กระสุนทำลายเวท!
กระสุนทำลายสิบเท่า!”
จากนั้นกระสุนนํ้าแข็งก็หมุนควงด้วยความเร็วสูง
ถ้าเป็นกระสุนนํ้าแข็งที่สร้างมาจากเวทมนต์ธรรมดาคงละลายไปหมดแล้ว
และในกระสุนนํ้าแข็งทุกนัด มีผลของพลังทำลายของสกิลทั้งสี่อัดแน่นเอาไว้
“…จะเสริมพวกสถานะพิเศษหรือธาตุเพิ่มลงไปดีไหมนะ ช่างเถอะ
ถ้ารอดมาได้ก็ยังเหลือสกิลอีกเป็นพันๆ ให้เล่น!”
พอสะบัดมือออกไป ไอคอนเรืองแสงก็ปรากฏขึ้นในกลางอากาศรอบตัวเธอ
ทั้งหมดเป็นชื่อสกิลที่เธอมีนับพันๆ อย่าง ซึ่งล้วนแต่เป็นสกิลที่สูบมาด้วยสกิลมารริษยาทั้งนั้น
……………
ตัวผมที่สกิลหายไปเกือบหมดในเวลาไม่ถึงนาที ถึงกับยืนแทบไม่ติดพื้น
ในหัวพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้น นี้ไม่ใช่การปิดกั้นการใช้สกิล แต่เป็นการขโมยไปเลย
แหวนที่นิ้วแตกไปแล้วเป็นการยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
แต่คนที่ขโมยสกิลได้ที่รู้ก็มีแค่คนเดียว
แต่เจ้านั้นต้องสัมผัสตัวก่อนถึงจะขโมยได้ แต่นี้ไม่มีใครแตะถูกตัวผมเลย ไม่ได้
จะมาคิดเสียเวลาว่าโดนขโมยไปได้อย่างไงก็เสียเวลาเปล่า ตอนนี้กำลังโดนล้อมอยู่
ถ้าไม่รีบฝ่าออกไปต้องแย่แน่
“ท่านโรมะ สกิลของท่านโรมะ!”
มอเรียเหมือนจะรู้แล้ว
“อืม มีคนที่มีความสามารถขโมยสกิลได้อยู่แถวนี้!
ระวังตัวกันไว้ด้วยนะ”
…เดี๋ยวสิ มีอะไรแปลกๆ
“นอกจากผมแล้ว ไม่มีใครโดนขโมยสกิลเลยเหรอ?”
“ของฉันปกติดีค่ะ”
“ของหนูก็ปกติค่ะ”
“ไม่ผิดแน่ เงื่อนไขการขโมยสกิลต่างออกไป ไม่ใช่การสัมผัสตัว
งั้นเป็นอะไรกันล่ะ?”
อะไรบ้างอย่างที่มีแต่ผมเท่านั้นที่ต่างจากคนอื่น เพศเหรอ!?
หรือเพราะจำกัดจำนวนเป้าหมายที่ขโมยได้
แต่เล่นขโมยได้จากระยะไกลแบบนี้จะขี้โกงกันเกินไปแล้ว
แต่ตอนนี้พวกผมรีบมุ่งหน้าเข้าไปโจมตีอีกฝ่ายก่อน
เพราะถ้าปล่อยให้ล้อมได้จะยิ่งแย่ ทว่าพอผม
ชักดาบศิลาเย็นออกมา มันก็ถูกบางอย่างพุ่งมากระทบ พอผมก้มลงไปดู
ก็เห็นดาบศิลาเย็นแตกกระจายไปต่อหน้าต่อตา
“อันตราย!”
เอสเตอร์ตะโกนเตือน แต่เหมือนจะช้าไปแล้ว เพราะยังไม่ทันสิ้นเสียง
ผมก็โดนบางอย่างอัดทะลุหัวไหล่ไปทิ้ง รูขนาดเกือบเท่ากำปั้นเอาไว้
ทั้งๆ ที่ไม่ใช่จุดตาย แต่ Hp ของผมลดเหลือไม่ถึง 4%
แต่ผมรู้แล้วว่าตัวเองโดนอะไรเข้าไป
“กระสุน! อีกฝ่ายใช้การโจมตีระยะไกลประเภทกระสุน!”
แถมพลังของมันน่าเหลือเชื่อมาก ขนาดทำลายดาบศิลาเย็นได้ในนัดเดียว
ตอนแรกผมคิดว่าพลัง
ทำลายระดับนี้ ไม่น่าจะยิงได้ต่อเนื่อง แต่ที่ไหนได้
ยังไม่ทันมีเวลาหยิบยาฟื้นพลังออกมา ละลอกต่อไปก็มาถึงแล้ว
มิรินกระโดดออกมาข้างหน้าพร้อมกับใช้เวทมนต์กางม่านป้องกัน
แต่กระสุนกลับทะลุมันเข้ามาง่ายๆ เหมือนเจาะทะลุกระดาษเปียกเลย
มิรินโดนเข้าไปเต็มอก Hp ของเธอหมดไปในครั้งเดียว
ผมพุ่งเข้าไปรับร่างของเธอเอาไว้ และกำลังจะตะโกนขอยาชุปชีวิตจากเดเม่
แต่การโจมตียังไม่หยุด แถมเป้าหมายเหมือนจะเล็งมาที่ผมโดยเฉพาะ
เดเม่ขยับตัวปาอาวุธลับออกไปแบบสุดแรง
ถึงจะมีการตอบสนองที่ฉับไวจนมองวิถีกระสุนของอีกฝ่ายออก
แต่พลังทำลายเทียบกันไม่ติด เดเม่เลยใช้ความ
แม่นยำปาอาวุธลับออกไป เพียงแต่ให้เฉียดใส่จนเบี่ยงวิถีออกไปเท่านั้น
ดีสุดที่ทำได้ในการป้องกันก็คือวิธีนี้
แต่อีกฝ่ายโจมตีมาไม่หยุด
เดเม่เองก็ไม่มีเวลาจะหยิบยาคืนชีพออกมาให้ ผมเลยต้องรีบค้นกระเป่าของมิรินเอง
ถึงพยายามไม่รนรานแต่มือก็อดสั่นไม่ได้ แต่เพราะมิรินหมดสติไปแล้ว
ผมเลยต้องป้อนเธอแบบปากต่อปากแทน ทันทีที่ยาชุบชีวิตเข้าไปในร่ายกาย Hp
ที่หมดไปแล้วก็เริ่มฟื้นขึ้นมา
“ดอเรียฝากดูแลมิรินด้วย!”
ผมบอกขณะที่ฟื้นพลังตัวเองไปด้วย แต่พอหันไปมองทางเดเม่
ปลายนิ้วของเธอเริ่มแตกและมีเลือดไหลออกมา เล่นโจมตีแบบสุดกำลังอย่างต่อเนื่อง
ไม่แปลกที่ร่างกายจะรับไม่ไหว
“เรโมริก้าออกไปจัดการเจ้าคนโจมตีระยะไกล!”
“รับทราบ!”
เรโมริก้าวิ่งหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
ถึงการส่งเรโมริก้าที่เป็นกำลังหลักออกไปจะเป็นเรื่องที่เสี่ยง
แต่เจ้าคนที่โจมตีระยะไกลอันตรายมาก ต้องรีบจัดการเป็นอย่างแรก
ถึงแม้มันจะเป็นลดกำลังในการตีฝ่าออกไปของทางนี้ก็ตาม
เรโมริก้ารู้ว่างานของตัวเองสำคัญแค่ไหน
ถ้าไม่รีบหยุดอีกฝ่ายทุกคนต้องตายหมดแน่
เธอเลยวิ่งสุดกำลังและใช้การดมกลิ่นเพื่อหาตัวเป้าหมาย
พอรู้ตำแหน่งเธอก็พุ่งทะยานออกไปในพื้นที่โล่งตรงหน้าทันที
“เด็ก!?”
เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นหน้ากัน ต่างก็ทำหน้าประหลาดใจด้วยกันทั้งคู่
“ไม่ใช่เด็กนะ!”
แถมยังเถียงออกมาเหมือนกันอีก
แต่เรโมริก้าอยากจะรีบกลับไปช่วยพวกโรมะ
เลยเปิดฉากโจมตีก่อนด้วยการใช้สกิลโจมตีทันที
การโจมตีด้วยสกิลรุนแรงจนพื้นดินแยกออกไปทั้งสี่ทิศ
แต่เรโมริก้ากำลังเป็นฝ่ายต้องถอยห่างออกมาเอง เพราะจุดที่มือเธอสัมผัสตัวริกะ
ไม่สามารถสร้างรอยแผลอะไรให้เธอได้เลย
“…เป็นสายป้องกันเหรอ พลังป้องกันเท่าไรกันแน่เนี่ย”
เรโมริก้ามองดูอีกฝ่าย ซึ่งไม่ได้ใส่เกราะเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะใช่สายป้องกันอย่างที่คิดไหม
แต่ขนาดรับการโจมตีรุนแรงขนาดนั้นไป กลับไม่สะดุ้งสะเทือนเลย
คนที่มีพลังป้องกันขนาดนี้ เรโมริก้าไม่เคยเจอมาก่อน
‘ทางนั้นเองก็มีคนมีฝีมืออยู่เหมือนกัน
รู้แบบนี้ซื้อข้อมูลจากซารีมาเพิ่มซะก็ดีหรอก’
ริกะคิดในใจแบบไม่สบอารมณ์ เพราะข้อมูลอีกฝ่ายน้อยเกินไป
ทำให้เธอเปิดเงื่อนไขใช้สกิลมารริษยาไม่ได้
แถมสกิลมารริษยาเป็นสกิลที่ต้องผ่านเงื่อนไขถึง 4 อย่าง ถึงจะเปิดใช้งานได้
ยิ่งกลับศัตรูที่ไม่เคยเจอมาก่อน เธอจะเปิดเงื่อนไขได้แค่ 1-2 อย่างเท่านั้น
“ตรวจสอบ”
ริกะใช้สกิลตรวจสอบกับเรโมริก้า แต่ก็ต้องขมวดคิ้วอีกรอบ
เพราะรายชื่อสกิลของเรโมริก้าเป็นภาษาที่เธออ่านไม่ออกมันเป็นภาษาโบราณที่มีใช้กันแต่ในเผ่าแวมไพร์
ยิ่งถ้าไม่ได้ศึกษาด้านภาษามาก่อนอย่างโรมะ สกิลตรวจสอบก็เป็นสกิลไร้ประโยชน์ไปเลย
‘ช่างเถอะ อย่างไงสกิลจากพวกที่เลเวลตํ่ากว่า 500
ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอยู่แล้ว จัดการไปเลยดีกว่า’
ริกะเลิกสนใจจะใช้สกิลมารริษยา และหันมาใช้การโจมตีแทน
ริกะมีรูปแบบการต่อสู้แบบปักหลักแล้วปล่อยสกิลถล่มใส่อีกฝ่าย
เพราะตัวเธอไม่มีทักษะด้านการต่อสู้ หรือกระทั่งการเคลื่อนไหวเลย นั้นเป็นอีกเหตุผลที่เธอไม่ใช่อาวุธ
สกิลนับสิบอย่างถูกปล่อยออกไปพร้อมกัน เล่นเอาเรโมริก้าตะลึงไปเลย
เรโมริก้ารีบกรีดข้อมือตัวเองและปล่อยเลือดออกมา
ให้กลายเป็นโล่รับการโจมตีแทน บางสกิลที่ทะลุผ่านมาได้ก็ลดความรุนแรงไปเยอะ
“Multi Skill เหรอ!”
“รู้จัก Multi Skill ด้วยเหรอ ไม่เบาๆ”
ริกะยิ้มเยาะ ขณะที่เรโมริก้าเริ่มงงเอง
เพราะศัตรูตรงหน้ามีพลังป้องกันเหนือสายป้องกันซะอีก แถมยังมี Multi Skill
ซึ่งเป็นความสามารถของอาชีพสายเวทในระดับ Lv เกิน 500 ขึ้นไป
แต่สกิลที่ปล่อยออกมาตะกี้ไม่ใช่สกิลเวทมนต์ และที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ Lv ของอีกฝ่าย
จากความแรงของสกิลที่โดนไปตะกี้
บอกได้เลยว่าตัวริกะมีเลเวลไม่ถึง 100 ด้วยซํ้า
แต่ทำไมถึงมีสกิลระดับ Lv 500 ได้
ข้อมูลที่ตัวริกะแสดงออกมามันขัดแย้งกันไปหมด
เป็นใครก็งงเมื่อมาเจอแบบนี้
แต่ในเมื่อไม่สามารถอ่านเทคนิกการต่อสู้ของอีกฝ่ายได้
เรโมริก้าก็ตัดสินใจดับเครื่องชนด้วยพลังทั้งหมดที่มี
เธอเปลี่ยนร่างไปสู่วัยรุ่นเพื่อเพิ่มค่าพลังให้สูงขึ้น
ถึงจะสิ้นเปลื้องพลังไปเป็นจำนวนมากก็ตาม
การต่อสู้ของทั้งคู่รุนแรงจนพื้นที่โล่งกลางป่าขยายตัวออกไปหลายเท่า
เวลาสกิลปะทะกันทีก็เกิดการระเบิดพัดเอาต้นไม้โค่นลงไปเป็นแทบๆ แต่ไม่ว่าจะใส่กันรุนแรงแค่ไหน
ผลการต่อสู้ออกมาในรูปแบบที่กินกันไม่ลง
………………
สถานการณ์ไม่ดีเลย ถึงการระดมยิงด้วยกระสุนจะหยุดไปแล้ว
แต่ตอนนี้พวกผมกำลังถูกนักผจญภัยรุมอยู่ พวกนี้มีกันสามสิบคน
จัดทีมเป็นสามทีมคอยล้อมและโจมตีกดดันมาไม่หยุด
นี้ขนาดเอสเตอร์บอกว่าเป็นจุดที่สามารถเจาะฝ่าไปได้ง่ายที่สุดแล้ว
แต่กำลังคนของผมเสียเปรียบอย่างชัดเจน
ดอเรียตอนนี้นอกจากต้องดูแลมิรินแล้ว
ยังต้องคอยปกป้องคนที่สู้ไม่ได้อย่างเมยอาและโมอา
ทำให้สู้ได้ไม่เต็มที่เดเม่เองก็แทบหมดแรงจากการป้องกันกระสุนก่อนหน้านี้
แถมต้องคอยระวังเพราะไม่รู้ว่าเรโมริก้าจะจัดการอีกฝ่ายได้ไหม
มอเรียกับฟรานกำลังถูกทีมหนึ่งรุมอยู่จนแทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน
ส่วนผมกับราก้าสู้แบบตัวๆ ก็แทบไม่ไหวแล้ว
ทางจามิร่าโดนพวกนักเวทระดมยิงเวทใส่จนขยับไปไหนไม่ได้ แต่ที่ยังตรึงกำลังได้อยู่
เพราะกินกับเอสเตอร์
กินใช้ภาพลวงตากับไฟป่วนอีกฝ่าย
และใช้เวทของอาชีพชาแมนเพิ่มพลังให้กับพวกผมไปด้วย
ส่วนเอสเตอร์ด้วยพลังนัยน์ตาปีศาจของเธอ ทำให้หลายคนติดสถานะกลัว จนขยับตัวไม่ได้
และมีคนดวงซวยสองคนที่ตายเพราะสกิลนี้
แต่พวกผมตรึงสถานการณ์ไว้ได้ไม่นานนัก เพราะยาฟื้นพลังหมดไปแล้ว
และมาน่าของกินกับเอสเตอร์ก็จวนหมดแล้วด้วย
ผมกับราก้าพยายามเข้าไปหาเอสเตอร์ แต่พวกนักผจญภัยมาขวางไว้
คงรู้แล้วว่าเอสเตอร์มีความสำคัญในการต่อสู้ครั้งนี้มาก เลยพยายามกันเธอออกไปกลุ่ม
งานนี้พวกผมงัดทุกอย่างที่มีออกมาใช้กันจนหมด ทั้งสกิลติดอาวุธ
ทั้งไอเท็มที่เก็บเอาไว้ ถูกขนมาใช้จนไม่มีเหลือ
แต่ที่ทำได้ก็เพียงลดจำนวนอีกฝ่ายไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือก็มีสภาพพอๆ
กับพวกผม แต่ทางนั้นยังได้เปรียบเรื่องจำนวนคนอยู่ดี
การต้องสู้กับนักผจญภัยที่เลเวลสูงแถมต่อสู้กับด้วยระบบปาร์ตี้
เป็นอะไรที่รับมือได้อยากกว่าการรบในรูปแบบสงครามซะอีก
เพราะพวกเขาจะคอยสนับสนุนกันเอง ทั้งทดแทนจุดด้อยเสริมพลังในจุดเด่น
แต่ทางผมไม่ใช่จะด้อยกว่า ต้องบอกว่าเหนือกว่าด้วยซํ้า
ถึงแม้เลเวลจะน้อยกว่าพวกนักผจญภัยเป็นเท่าตัว
ทว่านี้คือจุดที่พวกผมทำกันได้ดีที่สุดแล้วในสภาพไม่พร้อมแบบนี้
สุดท้ายการยื้อก็จบลง เอสเตอร์หมดแรงจนทรุดลงไปกับพื้น
เปิดช่องให้พวกนักผจญภัยคนหนึ่งตรงเข้าไปจัดการกับเธอ
ผมพยายามสุดชีวิตที่จะเข้าไปช่วย แต่กลับโดนหอกแทงจนบาดเจ็บซะเอง
“เอสเตอร์!”
ผมตะโกนเรียกสุดเสียง ขณะที่ดาบของนักผจญภัยกำลังฟันใส่ลงมาที่เธอ
เอสเตอร์เพียงแค่หันมายิ้มแห้งๆ ให้ แต่ก่อนที่ดาบจะตัดผ่านร่างของเธอ
มันก็อันตรธานหายไปซะก่อน
“ฟู่! มาทันพอดี”
ผมหันไปมองทางเสียงที่พูด
เลยเห็นปาร์ตี้ของปีเตอร์ยืนอยู่อีกด้านของวงล้อม ในมือของเขามีดาบที่พึ่งใช้ Grab
ฉกไป
“พวกนายมาได้อย่างไง?”
“อย่าพึ่งถาม ตอนนี้ลุยกันก่อน!”
“หัวหน้าพวกเรามาช่วยแล้ว ไม่ต้องกลัว!”
แล้วเด็กซ่าทั้งสามตัวก็วิ่งนำออกมา ตรงเข้ารุมนักผจญภัยคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
ถึงเลเวลจะน้อยอยู่ แต่เจ้าสามคนนี้ลงมือประสานกันได้ดี
จะเก่งอย่างไงก็รับการโจมตีจากสามทางพร้อมกันไม่ไหว แถมพอจะเหวี่ยงอาวุธโจมตีกลับ
จู่ๆ อาวุธก็ดันหายไปจากมือ
“ด ดาบเขี้ยวอสูร!”
ปีเตอร์ที่ฉกดาบไปร้องขึ้นมา
“นั้นมันของดีนี่น่า!”
“พวกเรารวยแล้ว!”
“รีบเก็บเข้ากระเป๋าเร็วเข้า!”
ขณะที่พวกนักผจญภัยคนอื่นๆ มองพฤติกรรมของพวกนี้แล้ว
ก็คิดเหมือนกันขึ้นมา ‘โจรชัดๆ’
แต่ถึงจะทำตัวเยี่ยงโจร
แต่ปาร์ตี้ของพวกเด็กซ่ากลับสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ Grab ของปีเตอร์
ที่ทั้งคอยฉกอาวุธ และฉกเอาตัวแนวหลังของอีกฝ่ายมารุมกระทืบ
พวกนักผจญภัยถึงกับเหวอกันไปเลย ที่จู่ๆ แถวหลังถูกย้ายไปแนวหน้า
แถมพวกเด็กซ่าทั้งสาม
ก็รุมกระทืบได้อย่างชำนาญตีนมาก เข้าขากันจนไม่ต้องใช้คำพูด
เมื่อแถวหลังถูกทำลายไป แรงกดดันพวกผมก็ลดลง ทำให้ทำการโต้กลับได้
จนในที่สุดพวกนักผจญภัยที่เหลือห้าคนสุดท้ายก็ตัดสินใจหนีกัน
แต่พวกผมไม่มีเวลามาดีใจ เพราะกลุ่มอื่นกำลังเข้ามาแล้ว
และน่าจะเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่าเดิม เลยรีบโกยกันสุดฝีเท้า
แต่ขณะที่วิ่งหนีกัน ผมก็หันมองไปในป่า
ซึ่งบางครั้งจะมีเสียงดังน่ากลัวออกมาให้ได้ยิน
‘…ใครกันนะที่สู้กับเรโมริก้าได้ถึงขนาดนี้’
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น