ตอนที่ 70 ปิกนิก

ตอนที่ 70 ปิกนิก
“ที่นี้คือที่ไหนกัน?”
เรโมริก้ามองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง แต่พอเห็นฝูงปีศาจอยู่รอบตัวเธอก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที
“ท่านจอมมารกลับมาแล้วววววว!”
เสียงตะโกนดังลั่นเลย พวกปีศาจที่สังเกตเห็นผม รีบวิ่งเข้ามาหาทันที บางส่วนก็รีบไปแจ้งพวกมุเอมะ
“ท่านจอมมาร!?”
พอเรโมริก้าได้ยินที่พวกปีศาจตะโกนกัน ก็รีบมองซ้ายมองขวาหาตัวจอมมารใหญ่เลย แต่ตอนนั้นเองคลูนิสก็ปรากฏตัวออกมาด้านข้างผมด้วยการวาปร์มาแบบในทันที
“ท่านจอมมารเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”
“หือ!? มีเรื่องอะไรเหรอ”
“ก็ตอนนี้ทุกคนติดเมนูอาหารที่ท่านเอามาให้พ่อครัวทำ จนไม่ยอมกลับไปกินอาหารแบบเดิมแล้วครับ!”
“เอ่อ แย่จริงด้วยแฮะ ขืนให้กินเมนูซํ้าๆ กันทุกวันเบื่อตายเลย ไว้เดี๋ยวผมจะเอาสูตรเมนูใหม่ๆ มาเพิ่มให้ล่ะกัน”
“ขอเมนูที่ไม่ใช้เส้นทำนะครับ เพราะตอนนี้แป้งของพวกเราแทบจะหมดอยู่แล้ว”
“งั้นเมนูที่ใช้ข้าวล่ะเป็นไง”
“ถ้าข้าวไม่มีปัญหาครับ พวกเรามีกักตุนไว้เยอะ”
“โอเค งั้นเดี๋ยวเอาข้าวหน้าหมูทอดไปก่อนเลย แล้วเดี๋ยวผมสอนวิธีทำให้ข้าวกลายเป็นแป้งให้ด้วย”
“ข้าวกลายเป็นแป้ง!! ทำได้ด้วยเหรอครับ”
“ได้สิ แถมแป้งที่ทำจากข้าวจะเป็นแป้งที่มีคุณภาพสูงเลยล่ะ เหมาะใช้ทำพวกขนมปังมาก”
“เช่นนั้นขอเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวเลยนะครับ”
“อย่าพึ่ง ไว้เดี๋ยวฉันสอนการปลูกพืชหมุนเวียนให้ก่อน เพราะข้าวจะต้องใช้แร่ธาตุจากดินเยอะ ทำให้ดินเสื่อมเร็ว ตอนนี้ฉันให้มุเอมะดูเรื่องถั่วที่เหมาะจะเอามาปลูกอยู่ ถ้าไปได้สวย เราจะได้ทั้งข้าวทั้งถั่วเลย”
“สติปัญหาของท่านจอมมารแม้แต่กระผมก็ตามไม่ทันจริงๆ น่าละอายยิ่งนัก”
“การที่ผมรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ ไม่ใช่ว่าผมจะฉลาดกว่าหรอกนะ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่คลูนิสรู้แต่ผมไม่รู้เหมือนกัน”
“ช่างเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่อะไรแบบนี้ กระผมจะขอจดจำจนวันตายครับ”
“อย่าเยอะ เอ่อ คุยเพลินจนเกือบลืมเลย ที่มานี้ก็ว่าจะพาเธอคนนี้มาแนะนำให้มุเอมะรู้จักน่ะ”
ผมหงายมือไปทางเรโมริก้า ที่เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าจอมมารที่ทุกคนพูดถึงอยู่ กำลังยืนอยู่ข้างๆ เธอนี้เอง
“เป็นไปไม่ได้! ท่านโรมะเนี่ยนะจอมมาร!”
“อืม เชื่อยากจริงๆ ด้วย งั้นผมขอใส่เกราะก่อนนะ”
ผมเปลี่ยนสถานะเป็นจอมมารเต็มตัว พร้อมกับเกราะที่ประกอบเข้าร่างผม อย่างพอดิบพอดีทุกส่วน แถมพลังฟื้นขึ้นมาจนเกือบจะเต็มแล้วด้วย แค่ใส่เกราะเฉยๆ ยังรู้สึกถึงพลังที่ล้นทะลักออกมาเลย พวกปีศาจทุกตัวพร้อมใจกันคุกเข่าลงด้วยความยำเกรงทันที
“สมเป็นท่านโรมะ! แค่ไม่กี่วันก็ฟื้นพลังขึ้นมาได้ขนาดนี้แล้ว สุดยอดไปเลยครับ”
พวกปีศาจต่างพากันอวยผมยกใหญ่ เอ่อ ถึงอวยไปผมก็ไม่มีอะไรให้หรอกนะ นอกจากเมนูอาหารใหม่ๆ น่ะ
เรโมริก้าเองก็พลอยคุกเข่าไปด้วย แถมตัวสั่นหน้าซีดอีกต่างหาก
ดูท่าแรงกัดดันตอนเป็นจอมมารจะสูงเกินไปแฮะ ผมเลยถอดเกราะออกดีกว่า แต่ถึงอย่างนั้นเรโมริก้าเองก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นมา
“ขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ ดิฉันไม่รู้ว่าท่านโรมะคือจอมมาร ได้ทำเสียมารยาทกับท่านจอมมารไปตั้งหลายอย่าง ได้โปรดให้อภัยด้วยเถอะค่ะ”
“หยุดก่อนครับ ผมไม่ได้จะกล่าวโทษอะไรสักหน่อย แค่พามาคุยกันต่อที่นี้ต่างหาก เพราะถ้าให้คุณรู้ฐานะที่แท้จริงของผม มันจะมีประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายมากกว่าน่ะ”
“ขอบคุณค่ะ!”
“ท่านโรมะ”
เสียงมุเอมะเรียกผม เธอเดินเข้ามาพร้อมกับมิริน ผมเลยดึงทั้งคู่เข้ามาจูบทักทายไปคนละที
“เอ๋? พาฟรานมาทำไมเหรอคะ? ไหนว่าไม่อยากให้เธอรู้ตัวจริง”
“ไม่ใช่ๆ นี้ไม่ใช่ฟราน แต่เป็นเรโมริก้าเธอเป็นแม่ของฟรานน่ะ”
แล้วผมก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ทั้งคู่ฟัง ขณะย้ายที่ไปคุยกันที่ห้องรับแขก โดยมุเอมะได้ทำการจัดแต่งใหม่ ให้มีความคล้ายคลึงกับที่คฤหาสน์เลย ส่วนเรโมริก้าพอเจอมุเอมะก็ยิ่งสั่นหนักกว่าเดิม เพราะชื่อเสียงของมุเอมะนั้นโด่งดังในฝ่ายมนุษย์มาก
เธอปรากฏตัวในสงครามใหญ่ๆ บ่อยยิ่งกว่าจอมมารซะอีก และก็เป็นคนพลิกสถานการณ์ได้ทุกครั้ง มุเอมะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้กองทหารฝ่ายมนุษย์ ไม่เคยบุกเข้ามาในดินแดนเผ่าปีศาจได้ เลยต้องใช้วิธีส่ง
หน่วยเล็กหลายๆ หน่วย อย่างปาร์ตี้ผู้กล้า ผ่านเข้ามาทางดันเจี้ยนหลายๆ แห่ง เพื่อปราบจอมมารแทน
ฉายาของมุเอมะที่พวกมนุษย์ใช้เรียกเธอก็คือ มหาทมิฬไร้พ่าย
ผมไม่ค่อยแปลกใจหรอก ก็สกิลที่เธอมีส่วนใหญ่เป็นบัพแบบกองทัพทั้งนั้น ถ้าคิดจะปราบจอมมารโดยเจาะผ่านมาทางเธอไม่มีโอกาสชนะได้เลย…เดี๋ยวดิ แบบนี้ก็เหมือนจอมมารอ่อนกว่ามุเอมะอีกไม่ใช่เหรอ!!
คิดดูดีๆ แล้ว การคงอยู่ของจอมมารมัน….เหมือนกับคอร์ของดันเจี้ยนเลยนี้หว่า! ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ แค่คอยจ่ายพลังหล่อเลี้ยงทุกคนพอ เป็นความจริงที่โหดร้ายจริงๆ!
กลับมาสู่หัวข้อพูดคุยกับเรโมริก้าดีกว่า
“เข้าใจแล้วค่ะ ทางฉันไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเรโมริก้าจะย้ายมาอยู่เผ่าปีศาจ แต่อยากให้ทำความเข้าใจหลักการของพวกเราซะก่อน ถึงจะบอกว่าอยู่ฝ่ายปีศาจ แต่คุณต้องไม่มองมนุษย์เป็นศัตรูนะคะ เพราะแนวทางของท่านโรมะคือการอยู่ร่วมกัน”
มุเอมะพูดจาเป็นงานเป็นการได้ดีกว่าผมซะอีก ดีล่ะที่ให้เธอคุยแทน
“อยู่ร่วมกันเหรอคะ!”
“ค่ะ แต่ว่าไม่ได้เป็นแบบทันทีทันใดหรอกนะคะ การปรับตัวเข้าหากันต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เรื่องพวกนี้ท่านโรมะกับฉันคิดไว้หมดแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ขอแค่คุณยึดถือแนวทางของพวกเราได้ก็พอแล้ว”
“ได้ค่ะ ฉันเองก็ไม่อยากทำร้ายใครถ้าไม่จำเป็นเหมือนกัน”
“แต่ว่าอย่าลดการระวังตัวลงนะคะ ฝ่ายมนุษย์เองก็มีพวกเลวๆ อยู่เยอะ โดยเฉพาะทางโบสถ์ใหญ่กับพวกพระราชา พวกนี้คอยสร้างกระแสความเกลียดชังให้กับทุกคน จนเหมือนโดนล้างสมองกันเลย”
มิรินคอยเตือนในมุมมองของฝ่ายมนุษย์
“ใช่ค่ะ! พวกโบสถ์น่ะแย่มาก ถ้ามีอะไรไปสั่นคลอนอำนาจของพวกนั้นเข้า ก็จะรีบหาเรื่องทำลายอีกฝ่ายทันที”
พอพูดถึงโบสถ์ใหญ่ เรโมริก้าก็ของขึ้นมาทันที
“ส่วนเรื่องการประทับตราเผ่าปีศาจ คงต้องขอเลื่อนไปก่อนนะคะ เพราะถ้าเรโมริก้าจะอยู่กับท่านโรมะ ก็ไม่ควรให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นเผ่าปีศาจ”
“เข้าใจแล้วค่ะ คงไม่เหมาะจริงๆ ถ้าจะมีปีศาจไปอยู่ในเมืองของมนุษย์ตอนนี้”
เรโมริก้าเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว แต่มุเอมะก็ยิ้มแล้วส่งแหวนที่คล้ายๆ แบบของผมและมิรินออกมาให้
“แหวนวงนี้จะใช้สื่อสารกับฉันได้โดยตรง และยังใช้วาปร์มาที่ปราสาทจอมมารได้ทุกเวลา แถมยังใช้เป็นตัวแทนของตราเผ่าปีศาจระดับสูงได้ด้วย แล้วไม่ต้องห่วงว่าจะถูกมนุษย์ดูออกนะ ถ้าไม่ใช่เผ่าปีศาจจะมองไม่เห็นแหวนวงนี้”
“คราวนี้ก็อยู่กับผมได้อย่างสบายใจแล้วสินะครับ”
“ค่ะ ขอบคุณท่านจอมมารมากเลยค่ะ”
“เอ่อ เลิกเรียกผมแบบนั้นเถอะ เดี๋ยวเรียกจนติดปากจะแย่เอา”
“นะ นั้นสินะคะ ท่านโรมะ”
“ขอให้ไว้ใจในเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ของคฤหาสน์ได้เลยค่ะ แต่ถ้าจนตัวจริงๆ ก็ให้ใช้แหวนกลับมาที่นี้ได้คะ”
มุเอมะยํ้าเรื่องนี้กับเรโมริก้า แต่ทำไมมุเอมะมั่นใจขนาดนี้เนี่ย คงไม่ใช่แอบส่งใครไปเฝ้าแถวๆ คฤหาสน์หรอกนะ
ผมคุยทำความเข้าใจกับเรโมริก้าอีกหลายๆ เรื่อง ดูเธอจะเห็นด้วยกับแนวทางของผมเป็นอย่างดี จริงๆ ผมเสนอให้เธออยู่ที่นี้ แล้วไปเยี่ยมฟรานได้ตลอดเวลาที่ต้องการ แต่เธอขอไปอยู่ที่คฤหาสน์แทน เพื่อจะได้ช่วยปกป้องผมและฟรานได้
“เข้าใจแล้วว่าท่านโรมะต้องการใช้ชีวิตแบบนักผจญภัย แต่ทำไมถึงปิดตัวจริงไว้กับฟรานซิสก้าด้วยล่ะคะ”
“ฟรานติดภาพลักษณ์ของผมที่เป็นนักผจญภัยนะครับ ผมกลัวว่าถ้าเปิดเผยตัวจริงออกไป ไม่ใช่แค่ฟรานหรอก ทุกคนอาจจะรับไม่ได้ แล้วพาลคิดว่าผมหลอกลวงพวกเธอมาตลอด ตอนนี้ผมพยายามปรับทัศนคติของพวกเธอ ให้คุ้นเคยกับการเปิดใจรับพวกมอนสเตอร์ก่อน หลังจากนั้นผมก็จะเริ่มขยายไปที่เผ่าปีศาจ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย วันใดวันหนึ่งถ้าความลับผมแตกขึ้นมา พวกฟรานจะสามารถเปิดใจพูดคุยกับผมได้”
“แบบนี้เอง สมแล้วที่เป็นท่าน คิดอ่านอะไรได้เหนือชั้นจริงๆ แต่ท่านโรมะคิดมากเกินไปหน่อยหรือเปล่าคะ ดูฟรานซิสก้าตอนนี้สิ ขนาดยอมทิ้งฉันเพื่อจะได้อยู่กับท่าน ต่อให้ท่านโรมะเป็นอะไรที่แย่ยิ่งกว่าจอมมาร ฉันก็เชื่อว่าฟรานก็จะเปิดใจรับและรักท่านไม่ต่างไปจากเดิมแน่”
“อย่าใช้คำว่าทิ้งสิครับ ฟรานเองก็เจ็บปวดที่ต้องเลือกนะ เพราะงั้นผมเลยต้องเปิดเผยตัวเองเพื่อที่จะให้คุณได้อยู่ด้วยกันกับฟรานไงล่ะ แล้วก็นะ...เพราะผมเองก็รักฟรานมาก ถึงแม้จะเป็นอย่างที่คุณพูด แต่ว่าผมไม่อยากจะให้มีแม้จะเพียงแค่ 1% ในโอกาสที่จะผิดพลาดเด็ดขาด การโดนฟรานเมินหน้าหนี คงเป็นอะไรที่ผมรับไม่ได้แน่”
ขากลับผมชวนมิรินกลับพร้อมกันเลย แต่เธอบอกว่าจะขออยู่ค้างที่นี้ เพราะเวทมนต์ใหม่ฝึกยากกว่าที่คิดไว้ เลยต้องให้มุเอมะคอยให้คำแนะนำด้วย เหตุผลที่เธอยอมค้างที่นี้ได้ เพราะว่าอาหารการกินแทบจะไม่ต่างไปจากที่ผมและเดเม่ทำเลย ก็แน่ล่ะเมนูอาหารของที่ปราสาทจอมมาร ถูกเปลี่ยนเป็นเมนูอาหารที่ผมทำไปหมดแล้ว
พอกลับมาถึงผมกับเรโมริก้าก็เข้าไปบอกทุกคนตามที่เตี๋ยมกันไว้ จนทำให้ฟรานกับเดเม่ดีใจมาก ส่วนอาเดไลท์ดูจะโล่งอกขึ้นมา หลังจากเสร็จเรื่องแล้ว ผมก็เลยเข้าครัวไปทำมื้อเที่ยง
วันนี้ผมอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศนิดหน่อย เลยทำอาหารแบบหยิบกินได้ง่าย เช่นไก่ทอด ไข่ม้วน แซนวิช และเมนูใหม่ เฟรนฟราย ผมรีบทำชุดหนึ่งแล้วจัดใส่กล่อง แล้วส่งม้าเร็วอย่างดาเซสไปส่งให้มอเรียที่กิล
แต่เล่นส่งดาเซสเทียวไปเทียวมาแบบนี้ ลำบากดาเซสจริงๆ ไว้พรุ่งนี้ผมทำเป็นข้าวกล่องให้กับมอเรียก่อนออกจากบ้านดีกว่า
จากนั้นผมก็ทำส่วนที่เหลือและจัดใส่ตระกล้า เดเม่ที่มาช่วยผมทำ ก็ทำหน้าสงสัยว่าทำไมจัดใส่ตระ
กล้าแทนที่จะเป็นจาน ผมก็เฉลยด้วยการเรียกทุกคนในบ้านมารวมตัวกัน รวมถึงพวกไรโมดอลด้วย
พี่น้องโรสลินเปลี่ยนชุดแล้ว เป็นชุดสำรองที่พวกไรโมดอลทำไว้ ถึงจะดูคับไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าของเดิมที่ใส่ ส่วนของเรโมริก้า ดันไปเอาชุดของฟรานมาใส่ แถมยังคล้ายๆ กับที่ฟรานใส่อยู่ เลยแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร พอมากันครบแล้ว ผมก็ประกาศออกไปทันที
“พวกเราไปปิกนิกกันเถอะ!”
“ปิกนิก???”
มีแต่เครื่องหมายคำถามบนใบหน้าทุกคน ผมเลยต้องอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ออกไป สรุปก็คือกินข้าวนอกบ้านแบบปูเสื่อนั่งกินสบายๆ ส่วนสถานที่ที่ผมเลือกไว้ก็คือ หน้าดันเจี้ยนนํ้าตกนั้นเอง
“น่าสนุกดีจัง!”
พวกผู้หญิงดูตื่นเต้นกันใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ไรโมดอล แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมซาคุยะต้องตื่นเต้นไปด้วย ทั้งๆ ที่น่าจะคุ้นเคยกับการปิกนิกอยู่แล้ว
“คะ คือที่โลกเก่า ฉันไม่เคยได้ออกไปปิกนิกเลยน่ะ ครอบครัวฉันงานยุ่งเลยไม่มีเวลา”
นั้นคือคำอธิบายของซาคุยะ งั้นจะตื่นเต้นก็ไม่แปลกล่ะนะ
ผมให้ทุกคนช่วยกันขนของกันไป คนล่ะชิ้นสองชิ้น ส่วนอุปกรณ์ที่หนักๆ หรือใหญ่ไป ผมก็ใส่ไว้ในกระเป๋านักผจญภัยแล้ว
พอไปถึงบ้างก็คนร้องว้าวออกมา เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยมาแถวนี้กัน ผมเลือกลานหินกว้างๆ ที่ติด
กับธารนํ้า และไม่ใกล้นํ้าตกจนเกินไป ไม่งั้นเดี๋ยวละอองนํ้าจะมาทำให้เปียกหมด
ผมให้สาวๆ ลงไปเล่นนํ้ากันก่อน ส่วนผมกับพวกไรโมดอลก็จัดเตรียมพื้นที่ โดยผมให้พวกไรโมดอลปูผ้าที่ลานหิน ส่วนหนึ่งก็ปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปขึงผ้าทำเป็นร่มเพื่อบังแดด ส่วนผมก็นำพวกถังแช่กับตระกล้าอาหารออกมาจัดเตรียมไว้
พอเสร็จแล้วก็เรียกสาวๆ ขึ้นมาจากนํ้า พร้อมกับใช้สกิลพ่อบ้านทำให้เสื้อผ้าพวกเธอแห้งได้ในทันที ทุกคนมานั่งล้อมวงแต่พอไม่เห็นมีจานกับช้อนส้อมก็เริ่มทำหน้าสงสัยกันขึ้นมาอีก
“ปิกนิกน่ะต้องกินด้วยมือถึงจะอร่อย อาหารคราวนี้เลยเป็นแบบที่ใช้มือหยิบกินได้เลย”
ผมอธิบายพร้อมกับหยิบกินเป็นคนแรก แล้วทุกคนก็เริ่มทำตาม พูดถึงรสชาติอาหารมันค่อนข้างธรรมดามาก แต่พอมากินแบบนี้มันกลับทำให้อร่อยขึ้นมาได้ เพราะทุกคนพึ่งเล่นนํ้ากันมาเหนื่อยๆ เลยหิวเป็นพิเศษ คนเราน่ะเวลาหิวกินอะไรก็อร่อย แถมปิกนิกคือการกินอาหาร 5 ส่วนและดื่มดํ่าบรรยากาศอีก 5 ส่วน เพราะงั้นไม่มีทางที่จะไม่อร่อยหรอก
แต่ว่ามีอาหารอย่างหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาขึ้นมา เฟรนฟรายไงล่ะ แรกๆ ไม่มีใครกล้าหยิบมันขึ้นมากิน ด้วยรูปร่างเป็นแท่งเล็กๆ ซึ่งพวกเธอไม่เคยเห็นมาก่อน
พอได้ฟรานที่เป็นหน่วยกล้าตายในการชิมอาหารเป็นคนเริ่ม บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที เพราะฟรานไม่พูดไม่จา เอาแต่หยิบเฟรนฟรายกินแบบไม่หยุด
ปาก คนอื่นเลยรีบลองดูบ้าง และก็ต้องมีสภาพแบบเดียวกับฟราน จนกลายเป็นสงครามแย่งชิงเฟรนฟรายกันไปแล้ว
คือผมทำมามากพอสมควรนะ ถึงจะให้เป็นเพียงแค่อาหารทานเล่น แต่มันกลายเป็นอาหารหลักและหมดไปในพริบตาเดียว
“มะ หมดแล้ว!”
ทุกคนทำหน้าราวกับโลกจะแตก เมื่อตะกล้าที่ใส่เฟรนฟรายทุกใบอยู่ในสภาพว่างเปล่า เลยพากันหันมาจ้องผมด้วยดวงตาเป็นประกาย
“พอๆ เฟรนฟรายกินเยอะไปไม่ดี”
ทุกคนทำท่าซึมลงไปทันที แต่ก็ยอมเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นกันแทนแล้ว
“นายท่านค่ะ ตะกี้พวกเราหยุดกินเฟรนฟรายไม่ได้เลย ทำไมเหรอคะ? หรือว่าเป็นเวทมนต์?”
“อืมใช่ เวทมนต์ล่ะ แถมเป็นเวทมนต์ที่ใครๆ ก็ใช้ได้ด้วยนะ”
ว่าแล้วผมก็หยิบเอาขวดใส่เกลือออกมา และเทลงบนมือของเดเม่ไปหน่อยหนึ่ง
“นี้มัน…เกลือ ที่นายท่านกำซับให้ใส่ลงไปในซุปอย่างระวังทุกครั้งสินะคะ”
“มันจะให้รสเค็มน่ะ ถ้าใส่เยอะไปก็จะเค็มจนกินไม่ได้ แถมถ้ากินเกลือเยอะเกินไปก็จะส่งผลเสียกับร่างกาย แต่เกลือจะมีคุณสมบัติพิเศษ คือการกระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้นของเรา”
“กระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้น???”
ดูเหมือนจะเป็นศัพท์ที่ยากเกินไปแฮะ
“สรุปคือ มันช่วยทำให้อาหารที่ไร้รสชาติอร่อยขึ้นมาได้ไงล่ะ แต่อย่างที่เตือนไปทุกครั้ง ต้องใช้มันอย่างระวังนะ เกลือจะทำให้หิวนํ้า พอกินนํ้ามากๆ ก็จะอิ่มท้องจนกินอาหารไม่ลง จำไว้นะเดเม่ หลักการการทำอาหารก็คือความสมดุล ไม่ใช่แค่ทำให้ผู้กินอิ่ม แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพ ความชอบ และความพึงพอใจด้วย”
“หนูไม่รู้เลยว่าการทำอาหารจะลึกลํ้าถึงเพียงนี้”
“การทำอาหารน่ะไม่ยากหรอก แต่จะทำอาหารให้อร่อยนี้สิที่ยาก”
“ค่ะ! ขอบคุณที่สอนหนูค่ะนายท่าน”
เรโมริก้าที่มองดูผมคุยกับเดเม่ ก็หันไปสะกิดฟราน
“นี้ๆ เดเม่ดูสนิทกับท่านโรมะจังนะ แต่ปล่อยให้ไปรบกวนแบบนั้นจะไม่เป็นอะไรเหรอ”
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะท่านแม่ นายท่านเป็นคนใจดีมากๆ แล้วเดเม่เองก็อยากจะเป็นเมดที่เพียบพร้อมเร็วๆ จะได้ปรนนิบัตินายท่านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เลยพยายามเรียนรู้ทุกอย่างจากนายท่านอยู่ค่ะ”
“ดีจังนะ เดเม่ท่าทางก็เปลี่ยนไปมาก จนแม่จำแทบไม่ได้เลย แถมดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลาด้วย”
“ไม่ใช่แค่เดเม่ค่ะ พวกเราทุกคนมีความสุขที่สุดเลย”
ฟรานยิ้มบอกจนเรโมริก้าต้องลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู
แต่จู่ๆ สีหน้ายิ้มแย้มของฟรานก็เปลี่ยนไป เป็นเย็นชาจนดูหนาวเหน็บ เธอจ้องไปที่เดเม่ที่กำลังนอนหนุนตักผมอยู่
“นายท่านกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ”
“อ้อ ก็ให้เดเม่นอนหนุนตักไง ปิกนิกน่ะกินเสร็จแล้วที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการนอนหนุนตักนะ”
“มะ มีกิจกรรมแสนวิเศษเช่นนี้อยู่ด้วยเหรอคะ! ละ แล้วหนูเองก็ทำได้ใช่ไหมคะ!”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ มานี้สิ”
ผมตบไปที่ตักอีกข้างที่ว่างอยู่ ฟรานพุ่งเข้ามาราวกับวาปร์มาเลย เธอนอนตักและถูหน้าไปกับต้นขาผมด้วย จั้กจี้แฮะ
“พวกเราด้วยสิ!”
ดาเซสนำทีมพาคนอื่นตามเข้ามา
“เอาแบบนี้ ผลัดกันคนล่ะสิบนาทีล่ะกัน ระหว่างนี้ก็ไปเล่นนํ้าหรือกินของหวานรอกันไปก่อน อ่ะจริงสิ ของหวานวันนี้พิเศษสุดเลยนะ”
ใช่แล้ว เพราะมันคือคัพเค้กไงล่ะ ของหวานที่สาวๆ ชอบกัน แต่ถึงจะเอาของหวานมาล่อ แต่เดเม่กับฟรานไม่ยอมขยับจากตักผมเลยแฮะ แถมเดเม่เองก็หลับไปแล้วด้วย ดีแล้วๆ
โรสลินกับจามิร่า รับคัพเค้กที่โมอาส่งให้ไป แต่พวกเธอเหมือนกำลังตกอยู่ในความฝันตั้งแต่เริ่มปิกนิกกันแล้ว ไม่สิ เอสเตอร์ก็ด้วย ทั้งสามนั่งตาลอยเหมือนคนโดนวางยาไม่มีผิด แล้วพอขยับมือเอาคัพเค้กเขาปากไปแบบไม่ทันรู้ตัว พวกเธอทั้งสามก็หงายหลังล้ม
ตึงและหมดสติไปเลย เอ่อ มีสี่รายนี่น่า เรโมริก้าเองพอกินคัพเค้กเข้าไป ก็สลบตามพวกโรสลินไปติดๆ
พวกสาวๆ เลยจับพวกที่สลบไปมานอนเรียงกัน และปล่อยให้พักกันไปก่อน ดูเหมือนจะยังไม่ชินกับมวลความสุขและความอร่อยระดับนี้
พอมีคัพเค้กเพิ่มเข้ามา ปาร์ตี้นํ้าชาของอาเดไลท์ก็ดูมีสีสันขึ้นมาทันที เธอเลยเป็นคนที่ดูพึงพอใจกับของหวานคราวนี้มากที่สุด
อ้าว มีสลบไปอีกคนแล้ว เป็นยัยเอร่าล่ะ แต่คราวนี้ไม่ใช่อร่อยจนหมดสติ แต่เป็นเพราะกินมากไปจนจุกต่างหาก


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ