ตอนที่ 119 ซากิโซบะกับสงครามครั้งประวัติศาสตร์

ตอนที่ 119 ซากิโซบะกับสงครามครั้งประวัติศาสตร์
ส่วนงานของผมตอนนี้คือการเข้าเมือง เพื่อไปหาลุงออกัส ในฐานะคนปาร์ตี้เดียวกันนะ ผมอยากให้สิทธิพิเศษกับลุง ให้ไปตั้งร้านที่โรงแรมของผมได้ก่อนใคร จริงๆ ก็มีร้านของยูรินแล้ว แต่มาคิดๆ ดู ถ้ากิจการไปได้ดี แล้วมีแขกมาตามที่คาด ลำพังยูรินคนเดียวรับไม่ไหวหรอก เลยจะให้ลุงออกัสไปเปิดร้านช่วยอีกแรง
ส่วนมีสองร้านแบบนี้จะไม่แย่งลูกค้ากันเหรอ ผมไม่ห่วงเรื่องนั้น เพราะถึงจะเป็นร้านอาวุธเหมือนกัน แต่ต่างกัน ของยูรินเน้นไปที่การซ่อมบำรุงและรับทำอาวุธชุดเกราะตามใบสั่ง จึงจัดได้ว่ามีแต่ของพรีเมี่ยม แต่ของลุงออกัสจะเป็นแบบรับซื้อและเอามาขายต่อ เลยจะมีของหลากหลายให้เลือกและราคาถูกกว่ามาก
แต่ดูเหมือจะมาเร็วไปหน่อย ร้านลุงออกัสเลยยังไม่เปิด แต่ผมว่าลุงแกตื่นแล้วล่ะ เลยอ้อมไปหลังบ้าน ซึ่งก็ตามคาด ลุงแกกำลังปฏิบัติกิจหลังตื่นนอนกับเมดารินอยู่
แย่แฮะ จะไปขัดกลางคันก็ไม่ดี จะปล่อยให้เสร็จก่อนเดี๋ยวก็หมดแรงจนไม่ได้คุยงานกัน…ทางไหนก็ไม่มีดีทั้งนั้นแหละ เอาไงดีล่ะเนี่ย
ระหว่างที่คิดอะไรไม่ออก จู่ๆ ก็มีตัวช่วยมาซะอย่างนั้น เพราะที่ด้านหน้าร้านกำลังมีเสียงเคาะเรียกดังมา จนลุงออกัสต้องหยุดกิจกามช่วงเช้าไว้เท่านั้น ฟังจากเสียงเรียก…พวกเนปฟ่าล่ะมั่ง
“เจ้าพวกเด็กบ้านี้อีกล่ะ เมื่อวานก็ทนนั่งฟังทั้งวันแล้วนะ”
ลุงออกัสแต่งตัวพลางบ่นไปด้วย ซึ่งเมดารินก็เพียงหัวเราะเบาๆ ผมใช้จังหวะนี้อ้อมกลับไปที่หน้าร้านซะเลย
“อ้าว! โรมะ”
เนปฟ่าเห็นผมไวมาก อุตสาห์เตรียมคำทักทายเนียนๆ แล้วไว้ แต่ช่างเถอะ
“พวกเธอก็มาหาลุงออกัสด้วยเหรอ”
“ช ใช่ แล้วโรมะล่ะมีธุระอะไรกับลุงเหรอ?”
“เดี๋ยวสิเฮ้ย ใครเป็นลุงกันไม่ทราบ ฉันยังไม่แก่สักหน่อย”
ลุงออกัสเปิดร้านออกมาโวยใส่ ก่อนจะพาพวกเราเข้าไปนั่งคุยกันในร้าน
“เนปฟ่าคุยธุระก่อนเลยเถอะ ธุระของผมมันค่อนข้างยาว”
ผมให้เธอพูดก่อน เพราะผมไม่ได้รีบอะไรมาก แต่ถ้ากลับไปทันมื้อเที่ยงได้จะดีมาก”
“ถ้าโรมะมาอยู่ที่นี้ ธุระฉันก็เสร็จแล้วล่ะ”
“หา?”
“ฉันว่าจะมาชวนลุงออกัสไปกินข้าวเที่ยงที่คฤหาสน์นายพอดีเลยน่ะ”
“แบบนั้นก็ได้อยู่หรอก แล้วลุงล่ะว่างไหม”
“หึ ฉันต้องทำมาหากินนะ จู่ๆ จะปิดร้านไปได้ไง ยิ่งตอนนี้มีของแปลกๆ ที่เนปฟ่าเอามาขายให้อีก เนี่ยล่ะช่วงทำกำไรเลยนะ”
เรื่องไอเท็มดรอปที่ได้จากการล่า ผมให้พวกอาวุธและของส่วมใส่กับเนปฟ่าไปเป็นส่วนใหญ่ เพราะเธอไม่รู้เรื่องราคาวัตถุดิบอย่างอื่น ถ้าเอาไปขายเองมีหวังโดนโกงแน่ ส่วนไอเท็มที่ได้ไป สงสัยเอามาขายต่อให้ลุงออกัสล่ะมั่ง…แบบนี้ก็ขายได้ไม่เต็มราคาน่ะสิ
เอ๋ เอาเรียกว่าอะไรนะ? ส่วนลดมิตรภาพ? ช่างเถอะคุยธุระดีกว่า
“ปิดร้านเถอะลุง เพราะผมกำลังเสนอลาภก้อนโตให้ แบบถ้าพลาดแล้วจะเสียใจเลยล่ะ”
“…ถ้านายพูดแบบนั้น”
ลุงออกัสไม่ถามอะไรเลยแฮะ ดูท่าเครดิตผมจะดีเอาเรื่อง
“เดี๋ยวฉันไปชวนเมดารินก่อน รอแปบหนึ่ง”
แล้วออกัสก็หายไปที่ด้านหลังร้าน ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับเมดาริน ซึ่งพอเธอเห็นผมก็ยิ้มหวานให้ทันที ด เดี๋ยวสิ นี้ต่อหน้าแฟนเธอนะ ระวังการแสดงออกหน่อย!
ผมช่วยลุงออกัสปิดร้าน แล้วเดินไปที่คฤหาสน์ผมพร้อมกัน ระหว่างทางก็คุยอะไรกันไปด้วย ดูเหมือนเนปฟ่ากับซีเอ้จะมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยนให้ฟังหมดแล้ว ลุงออกัสเลยเป็นฝ่ายซักผมมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่ผมไปมีปัญหากับพวกโบสถ์ใหญ่
“อาจจะฟังดูเหมือนเด็กที่ใช้แต่อารมณ์ แต่ผมถือคติว่าจะไม่เป็นเหยื่อของสังคม ถ้าใครแรงมาผมแรงกลับ ใครร้ายมาผมจะร้ายยิ่งกว่า เรื่องจะให้ผมงอมืองอเท้ายอมก้มหัวให้พวกโบสถ์ใหญ่ แบบนั้นผมทำไม่ได้หรอก”
ผมตอบสิ่งที่คิดออกไปตามตรง ถึงแม้จะทำให้ออกัสรู้สึกกลัวผมขึ้นมา แต่เขาน่าจะเข้าใจความหมายอีกนัยหนึ่งได้ ว่าถ้าใครดีกับผม ผมก็จะดีกับคนนั้นด้วย ขอแค่ไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับผมก็สามารถคบหากันได้อย่างไร้กังวล
“แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ โบสถ์ใหญ่ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลเท่าไร”
ใช่ มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้โบสถ์ใหญ่เคลื่อนไหวไม่ได้ หลักๆ เลยคือการปรากฏตัวของเรโม
ริก้าศัตรูคู่อาฆาต แค่จากศึกครั้งก่อนสภาพของโบสถ์ใหญ่ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีเลย แถมพันธะทาสก็มีผมเป็นเจ้าของ ทำให้จุดอ่อนของเรโมริก้าที่โบสถ์ใหญ่สร้างไว้หายไป ถ้าเลือกจะสู้ตอนนี้ทางนั้นก็เตรียมล่มสลายได้เลย
แต่ถ้ารอจนฟื้นตัวได้ ก็สายไปอยู่ดี เพราะผมได้เริ่มสายเกราะป้องกันตัวขึ้นมาแล้ว ทันทีที่โบสถ์ใหญ่สาขากรอซ่าสร้างเสร็จ ทางนู้นก็จะมาอ้างเหตุผลที่จะโจมตีผมไม่ได้ ก็ผมถือว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนโบสถ์ใหญ่อยู่ แต่ถ้าบ้าเลือดไม่สนใจเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ผมก็คงต้องใช้ไพ่ใบสุดท้ายที่ไม่อยากจะใช้เลย นั้นก็คือเอร่า…ผมจะใช้เธอปลุกระดมพวกลัทธิเทพขึ้นมาฟัดกับโบสถ์ใหญ่ ให้มันกลายเป็นสงครามศาสนาเต็มรูปแบบไปเลย
แต่ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนผมใช้ประโยชน์จากเอร่า และตัวเธอเองก็คงไม่ชอบวิธีการนี้เหมือนกัน เพราะงั้นถ้าไม่ถึงที่สุดของที่สุดแล้วจริงๆ ผมจะไม่ใช้วิธีนี้เด็ดขาด
“…อย่างไงก็ตาม ผมไม่ลากทุกคนเข้ามาในสงครามของผมด้วยหรอก เพราะงั้นทำตัวตามปกติเถอะครับ”
“ถ้าจะสู้กับโบสถ์ใหญ่ ฉันจะสู้ด้วย”
เนปฟ่าขึงขังขึ้นมาทันที ซีเอ้ก็ชูมือขึ้นมาอีกคน เล่นเอาลุงออกัสกับเมดารินทำหน้าปั้นยาก จะเชียร์ก็ใช่ที่จะห้ามก็ไม่ถูกจังหวะ เลยได้แต่ยืนดูอยู่ตรงกลาง
“แน่ใจเหรอ ถ้าสู้กับองค์กรใหญ่ขนาดนั้น แทบจะก้าวออกจากบ้านไม่ได้เลยนะ”
พอถูกผมเตือนเนปฟ่าก็เริ่มเหงื่อตก
“ปล่อยให้ผมสู้คนเดียวเถอะ เพราะผมถนัดรับมือกับของแบบนี้มากกว่า”
“พอที ยิ่งฟังนายพูดแล้วฉันยิ่งกลัวแทน”
ลุงออกัสรีบห้าม แต่ลุงเองไม่ใช่เหรอที่ยกหัวข้อนี้ขึ้นมาคุยน่ะ
จากนั้นผมก็คุยเรื่องดันเจี้ยนลูปันชั้น 12 ที่แท้จริง เพื่อเป็นการเกริ่นนำไปถึงธุรกิจที่จะคุยด้วย ลุงออกัสได้ฟังมาจากเนปฟ่าแล้วรอบหนึ่ง เลยไม่ประหลาดใจเท่าไร แต่ดูจากสีหน้าคงเริ่มรู้ตัวแล้ว ว่ากำลังจะโดนลากไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับที่ชั้นนั้นแน่
ผมหยุดเรื่องไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะตอนนี้มาถึงคฤหาสน์แล้ว ลุงออกัสกับเมดารินพึ่งเคยมาครั้งแรก เลยตกใจมาก ไม่สิ พวกเนปฟ่าเองก็ตกใจ เพราะมันต่างไปจากเดิมทุกครั้งที่เธอมา
ผมปล่อยให้ทุกคนชมดูรอบๆ ได้อย่างอิสระ แต่ไม่มีใครกล้าก้าวออกนอกทางเดิน เพราะกลัวมอนสเตอร์ที่เดินกันเพ่นพ่าน และหันมาก้มหัวทักทายให้ตลอด ดูเหมือนจะมีมอนสเตอร์เข้ามาช่วยงานของโมอาในการดูแลสวนมากขึ้นแฮะ ส่วนกำแพง...ยังไม่เลิกสร้างกันอีกเหรอฟ่ะ!
สภาพกำแพงตอนนี้ดูจากโครงสร้างที่ถูกต่อเติม ผมว่ามันเหมือนกำแพงปราสาทแล้ว เพราะมันมีช่องทางเดินอยู่ตรงกลางกำแพงสองชั้น และข้างนอกก็เตรียมจะขุดคูนํ้าแล้วด้วย แต่ผมเข้าใจธรรมชาติของมอนสเตอร์นะ ถึงจะรักสงบอย่างไง แต่สัญชาตญาณของพวกนั้น ก็บอกให้ต้องสร้างพื้นที่สำหรับรับมือกับศัตรูได้ทุกเมื่อ
แถมงานก่อสร้างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะพวกแฟรี่เนี่ย แค่โบกมือครั้งเดียวอิฐก้อนโตนับร้อยๆ ก้อน ก็พุ่งเข้าไปเรียงตัวเป็นกำแพงขึ้นมาแล้ว เวทมนต์ของพวกนี้สามารถควบคุมวัตถุได้ตามใจนึก ทั้งสามารถยกของมีนํ้าหนักมากได้ และยังใช้งานที่ละเอียดอ่อนอย่างการผูกเชือกหรือร้อยด้ายเข้าเข็มได้ ทำงานก่อสร้างได้ดีกว่าพวกยักษ์ซะอีก แถมนี้มีกันเป็นร้อยๆ ตัวเลยกินก็น้อย สร้างบ้านอยู่กันเองตามต้นไม้หรือห้องใต้หลังคา ตัวเล็กบินได้เหมาะสำหรับงานสอดแนม…แฟรี่นี้มันสุดยอดไปเลยไม่ใช่เหรอ!
ผมทำเป็นไม่สนใจงานก่อสร้างสุดเริ่ดลํ้าของพวกมอนสเตอร์ และรีบพาพวกลุงออกัสตรงเข้าไปที่คฤหาสน์ แต่พอมาถึงลานนํ้าพุ ก็พากันผงะอีกรอบ เพราะในลานรูปวงเวียนทรงกลม เต็มไปด้วยพวกทาสที่
ใส่เครื่องแบบเหมือนกัน กำลังยืนเรียงแถวและโค้งตัวกล่าวคำต้อนรับออกมาอย่างพร้อมเพรียง
ให้คิดดูว่าเสียงของคนร้อยกว่าคนตะโกนออกมาพร้อมกัน มันจะดังแค่ไหน แถมยังยืนกันเป็นวงเหมือนระบบเสียงเซอราวน์รอบทิศทางแบบในโรงหนัง งานนี้ซีเอ้ถึงกับกลัวจนเข่าอ่อนไปเลย
“เครื่องแบบตัดเสร็จแล้วเหรอเนี่ย เร็วกว่าที่คิดอีกแฮะ แต่พวกนายช่วยเลิกทำแบบนี้ทีได้ไหม มันทำให้แขกของผมกลัวนะ”
“ขออภัยนายท่านเป็นอย่างสูงครับ/ค่ะ!”
“แต่การต้อนรับนายท่านกลับมาบ้าน เป็นหน้าที่ของพวกเราครับ/ค่ะ”
ดูมีมารยาทและทักษะต้อนรับมันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ไม่ต้องเอามาใช้กับผมพร้อมกันแบบนี้ได้ไหม ไว้เดี๋ยวค่อยๆ แก้กันไปล่ะกัน
“เดี๋ยวผมจะเตรียมมื้อเที่ยง แผนกคนครัว ตามผมมาด้วย”
“ครับ/ค่ะ!”
คนครัวขานรับอย่างหนักแน่น และก้าวออกมาเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเดินตามหลังผมมาห่างๆ …นี้เดเม่สอนอะไรพวกนี้เนี่ย ทำไมระเบียบมันเปะยิ่งกว่าพวกทหารซะอีก แถมนี้แค่ครึ่งวันเองนะ
พอเปิดประตูบ้านเข้าไป พวกสาวๆ ก็ออกมาต้อนรับผมอย่างอบอุ่นเหมือนเช่นเคย พวกเนปฟ่าคุ้นเคยกับภาพแบบนี้แล้ว แต่ลุงออกัสสิ พึ่งเคยเห็นกองทัพสาวงามแบบนี้เป็นครั้งแรก เลยมองตาค้างเลย
แต่พวกสาวๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคงชินแล้วที่มักจะถูกมองด้วยสายตาแบบนั้น ที่สำคัญถ้าเป็นแขกของผม พวกเธอจะปิดกั้นความเป็นศัตรูไว้ได้เป็นอย่างดี
พอแนะนำตัวเสร็จ ผมก็ฝากให้พวกสาวๆ ต้อนรับแขกแทน ส่วนผมแยกไปทำมื้อเที่ยงโดยมีเดเม่ตามมาช่วย
เครื่องแบบของคนครัวนั้น จะแตกต่างจากคนอื่น ตรงที่ชุดจะมีสีขาวทั้งตัวและมีผ้ากันเปื้อนผูกไว้ ต่างจากชุดของแผนกอื่นที่จะมีสีนํ้าเงินสำหรับผู้ชายและสีคลีมสำหรับผู้หญิง แถมคนครัวยังมีหมวกผ้าใส่ด้วย เหตุเพราะป้องกันผมล่วงใส่อาหารระหว่างทำ เสื้อเองก็เป็นแขนยาวเพื่อป้องกันนํ้ามันกระเด็นใส่ แต่ถ้าชินแล้วแบบผม ใส่แขนสั้นจะดีกว่า เพราะมันทำให้รู้สึกถึงอุณหภูมิระหว่างปรุงอาหารได้ง่าย
เมนูวันนี้คือยากิโซบะ ผมเลยฝากยูรินให้สร้างกระทะสี่เหลี่ยมไว้แล้ว ถึงบอกว่าจะเป็นกระทะ แต่มันเป็นแผ่นเหล็กที่ต่อกันยาวหลายเมตร แต่นี้เป็นแค่ส่วนของการฝึกทำอาหาร เดี๋ยวพอทำเป็นกันแล้ว ผมจะย้ายไปที่โต๊ะหลักที่ใช้ทำ ซึ่งจะเป็นแบบนั่งกินหน้าเคาเตอร์แบบเดียวกับตอนกินซูซิ แต่ก่อนจะเริ่มสอน โมอาก็พาเด็กสองคนเข้ามาหาผม
“ท่านโรมะคะ เด็กสองคนนี้อยากจะเป็นคนครัวด้วยค่ะ”
เด็กที่โมอาพามา เป็นเด็กสาวทั้งคู่ อายุพึ่งจะ 7 ขวบได้ ตัวเล็กนิดเดียว ดูไม่ค่อยมีแรงด้วย พวกคนครัวคนอื่นๆ ก็มองด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่า คงไม่ไหวหรอก
“เอาสิ น่าจะมีพวกผ้ากันเปื้อนสำรองอยู่ ไปเอามาใส่ได้เลย”
แต่ผมมองต่าง การใช้แรงงานเด็กที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผมก็ตีความต่างออกไป ถ้าเป็นการบังคับขู่เข็นให้ทำ แบบนั้นผมว่าคือการใช้แรงงานเด็ก แต่ถ้าเด็กอยากทำเองล่ะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจำเป็นส่วนตัว หรือต้องการไขว่คว้าอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง ผมเรียกมันว่าการสนับสนุนนะ
ถ้ามาเกี่ยงกันว่าอายุน้อยแล้วไม่ต้องทำงาน ผมว่ามันทำให้เสียเวลาอันมีค่าไปโดยใช่เหตุ ยิ่งได้ฝึกฝนการทำงานตั้งแต่เด็ก กว่าจะโตขึ้นก็มีความเชี่ยวชาญระดับสูงแล้ว แบบนั้นไม่ยิ่งทำให้ได้เปรียบเหรอ การที่บุคลากรมีความสามารถสูงแต่อายุยังน้อย ก็เท่ากับว่ามี
อายุการใช้งานที่มากขึ้น แล้วมีเหตุอะไรที่ผมต้องปฏิเสธเด็กพวกนี้ด้วย
และผมก็เห็นความเอาจริงเอาจังในสายตาของเด็กสองคนนี้ แบบเดียวกับที่เดเม่มีตอนที่เริ่มมีไฟอยากทำอะไรขึ้นมา
แต่เพราะเด็กสองคนนี้เตี้ยกว่าโต๊ะ ผมเลยเอาลังไม้มาต่อเป็นแท่นให้ขึ้นไปยืนแทน
จากนั้นก็เริ่มการสอน เลยเริ่มจากการใช้มีดก่อนเลย เพราะทุกคนยังจับมีดไม่เป็น ถึงบางคนจะบอกว่ามีประสบการณ์ทำอาหารมาแล้ว แต่นั้นมันของโลกนี้ซึ่งใช้ไม่ได้ ขืนให้จับมีดแบบนั้นมีหวังได้นิ้วขาดกันบ้าง ส่วนของพวกเด็กผมให้ใช้มีดที่ทำจากไม้ไปก่อน
แล้วมาก็ถึงส่วนที่ยาก นั้นก็คือการลวกเส้น ถ้าลวกเส้นนานเกินไปมันก็จะเละ ถ้าลวกเร็วเกินไปเส้นก็
จะแข็ง แถมไม่มีที่จับเวลาอีก เพราะงั้นจะต้องอาศัยความรู้สึกและความชำนาญในการลวกเส้น แต่ในครั้งแรกผมจะเป็นคนกะเวลาให้เองก่อน ไว้ทำไปนานๆ มันจะซึมซับไปเอง
หลังจากลวกเส้นแล้ว ผมก็สาธิตวิธีปรุงอาหารด้วยการผัดให้ดู แต่รอบแรกผมทำเร็วไปหน่อยทุกคนเลยมองตามไม่ทัน รอบสองเลยต้องทำแบบสโลโมชั่น แต่ผมก็บอกไปด้วย ว่ายิ่งทำอาหารได้เร็วแค่ไหน รสชาติของอาหารก็จะยิ่งดี
เดเม่ไม่มีปัญหาอะไร สามารถทำตามจนออกมาเหมือนผมได้ในทันที แต่คนอื่นนี้ออกมาเละเทะไปหมด ยิ่งของพวกเด็กถึงกับผัดไหม้จนไฟลุกเลย
พอเห็นว่าตัวเองทำพลาด พวกเด็กก็พากันนํ้าตาไหล แต่กัดฟันไม่ร้องไห้ออกมา ยิ่งพอเห็นผมเดินเข้ามาหา ทั้งคู่ก็พากันตัวสั่นขึ้นมา
“…อย่ากลัวความผิดพลาดของตัวเอง การผิดพลาดหนึ่งครั้งก็เท่ากับว่าเรารู้วิธีทำให้ผิดพลาดได้หนึ่งอย่าง* คนเราจะเก่งได้อย่างไงถ้าไม่รู้จักความผิดพลาดเลยสักอย่าง”
*เป็นคำพูดที่ดัดแปลงมาจาก โทมัส อัลวา เอดิสัน ที่เขาเคยตอบคนที่เคยดูถูกเขาว่า ‘ผมไม่ได้ล้มเหลว แค่ผมรู้วิธีที่ทำให้ผิดพลาด 700 วิธี’
จากนั้นผมก็ชี้ไปที่ซากิโซบะที่ไหม้ แล้วบอกต่อ
“ความผิดพลาดคราวนี้คือเพราะผัดนานเกินไป ลองดูใหม่อีกครั้งนะ”
พอได้ยินที่ผมบอก เด็กทั้งสองคนก็ปาดนํ้าตาทิ้งแล้วเริ่มทำใหม่ทันที ไม่ใช่แค่พวกเด็ก แต่คนครัวคนอื่นๆ ที่เห็น ต่างก็เริ่มทำใหม่อีกครั้งอย่างตั้งใจ ขนาดผมเป็นคนสอนยังรู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นของทุกคนเลย
มันเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้ ว่าโลกนี้เวลาสอนทาสจะใช้วิธีรุนแรงเสมอ เช่นการทุบตี ยิ่งถ้าทำพลาดก็จะลงโทษอย่างรุนแรง
แต่ผมกลับสอนด้วยคำพูด พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจไปด้วย ซึ่งพวกทาสไม่คุ้นเคย แต่นั้นยิ่งทำให้พวกเขาอยากจะตอบสนองต่อคำพูดของผมให้ได้ เลยทุ่มเททั้งตัวและวิญญาณทำออกมาให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ผมต้องรู้สึกผิดหวังในตัวพวกเขา
ถึงแม้จะพลาดอีกผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกว่าผิดตรงไหน แล้วให้ลองใหม่ไปเรื่อยๆ มันเป็นธรรมดาของการทำอาหารอยู่แล้ว จะทำอาหารให้เก่งก็ต้องทำบ่อยๆ ผ่านการพลาดแล้วพลาดอีกแบบนี้แหละ
ทว่าแค่ผ่านไปสามรอบ ทุกคนก็ทำซากิโซบะออกมาได้น่ากินไม่แพ้ของผมแล้ว แม้แต่เด็กสองคนนั้นก็ทำออกมาได้แล้วเหมือนกัน…จะว่าไป สมัยผมหัดทำครั้งแรก กว่าจะออกมาได้ขนาดนี้ก็ทำเละไปเยอะเลย อนาคตพวกนี้น่าจะทำอาหารเก่งกว่าผมอีกนะเนี่ย
แต่หลังจากทำเสร็จแล้วเนี่ยล่ะสำคัญ เพราะมันคือขั้นตอนการชิมอาหารที่ตัวเองทำ ผมให้ทุกคนกินซากิโซบะที่ตัวเองทำ และรีแอ็กชั่นที่ออกมาไม่ใช่แค่เพราะมันอร่อย แต่มันคือความรู้สึกภูมิใจในอาหารของตัวเอง สิ่งนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับคนทำอาหารยิ่ง
กว่าคำเยิ่นยอจากคนอื่นซะอีก เพราะลิ้นของเรามันไม่โกหกตัวเองหรอก
ตอนนี้บางคนถึงกับคุกเข่าลงไปร้องไห้ เพราะปราบปลื้มกับความสำเร็จของตัวเอง
“ตอนนี้ยังดีใจเร็วไปนะ ตอนฝึกทำอาหาร กับตอนทำอาหารต่อหน้าคนอื่น มันต่างกันมาก แต่ขอให้จำความรู้สึกตอนนี้เอาไว้ ทุกครั้งที่เกิดความไม่มั่นใจก็ให้คิดถึงมันซะ เอาล่ะ เตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเที่ยงได้ จากนี้ไปจะเป็นของจริงแล้ว”
พอบอกจบผมก็ตบมือหนึ่งครั้ง ทุกคนก็รีบจัดเตรียมวัตถุดิบใส่ลังที่เตรียมไว้ทันที สีหน้าของทุกคนตอนนี้…ดูเป็นคนครัวขึ้นมาหน่อยแล้ว
แล้วผมก็พาทุกคนไปยังโต๊ะทำอาหารที่ยูรินกับคนอื่นๆ ช่วยกันเตรียมไว้ ซึ่งคราวนี้ตั้งไว้ที่ด้านหน้า
หอพัก โดยที่โต๊ะคราวนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า คนทำอาหารจะยืนอยู่ด้านใน และให้คนทานนั่งอยู่รอบโต๊ะด้านนอก
“อย่าแตะส่วนที่เป็นเหล็กนะ มันร้อนมาก”
ผมเตือนพวกที่ทำท่าอยากรู้อยากเห็น แต่จนถึงตอนนี้ก็มีแต่พวกสาวๆ กับพวกลุงออกัสเท่านั้นแหละ ที่นั่งประจำที่แล้ว แต่พวกทาสยังไม่มีใครกล้านั่งเลย
“นั่งสิ”
ผมชี้นิ้วแบบสั่ง แต่พวกทาสพากันส่ายหน้า…ขนาดส่ายหน้ายังทำพร้อมกันเลย นี้พวกนายเป็นหุ่นยนต์หรือไงฟ่ะ
“ให้พวกเราร่วมโต๊ะกับนายท่านและนายหญิงไม่ได้หรอกครับ/ค่ะ”
พวกทาสเรียกพวกสาวๆ ของผมรวมๆ ว่านายหญิง ยกเว้นบางคน อย่างซาคุยะพวกเขาจะเรียกว่าหัวหน้า และดาเซสจะเรียกว่าอาจารย์หญิง ส่วนฟรานกับเดเม่ จะถูกเรียกว่าคุณหนู ยูรินก็ถูกเรียกว่า นายช่างใหญ่ แถมพวกนี้ความจำดีมากแค่วันเดียวก็จำหน้ากับจำชื่อคนจากคฤหาสน์ได้หมดแล้ว เพราะงั้นถึงจะเป็นทาสเหมือนกัน แต่พวกทาสใหม่ก็จะให้ความเคารพพวกฟรานเป็นเหมือนนายอีกคนหนึ่ง
แต่รอบนี้ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรขึ้นมา เดเม่ก็ชิงพูดไปซะก่อน
“พวกนาย…กล้าขัดคำสั่งของนายท่านเหรอ”
เธอบอกพร้อมกับจ้องใส่ด้วยแววตาเย็นยะเยือก พวกทาสเลยรีบเข้ามานั่งกันอย่างสั่นกลัว
…เอาเถอะ ครั้งแรกก็ประมาณนี้แหละ ครั้งต่อๆ ไปเดี๋ยวชินกันไปเอง
ผมคิดในใจพร้อมกับพยักหน้าให้พวกคนครัวเริ่มทำอาหารได้ ยากิโซบะน่ะต้องทำตรงหน้าคนกินแบบนี้แหละถึงจะอร่อย เพราะการได้เห็น ได้ยินเสียงและดมกลิ่น มันจะยิ่งเรียกความอยากทานให้มากขึ้น
แต่ด้วยจำนวนคนเยอะแบบนี้ ลำพังพวกไรโมดอลคงบริการไม่ทั่วถึง เลยเอาพวกแฟรี่มาช่วยด้วยอีกแรง พวกแฟรี่เองก็คงไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ เลยดูท่าทางสนุกกันใหญ่
พวกทาสเอาแต่จ้องเครื่องดื่มที่เสริฟให้ จนถูกเดเม่จ้องใส่อีกรอบ ถึงจะยอมยกดื่มกัน แต่แค่มองก็รู้
แล้วว่าพวกนั้นรู้สึกอย่างไง ถึงจะพยายามเก็บซ่อนรีแอ็กชั่นไว้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
วันนี้ผมจะทำแค่ในส่วนของพวกสาวๆ และลุงออกัสเท่านั้น ส่วนที่เหลือผมจะให้เป็นหน้าที่ของคนครัว เพื่อเป็นการฝึกทำอาหารไปในตัว เพราะของจริงจะต้องทำเยอะกว่านี้อีก แต่ผมก็คอยจับตาดู ว่าคนไหนเริ่มไม่ไหว ก็จะปล่อยให้ไปพัก และทำแทนในส่วนนั้นให้
ก็เหมือนออกกำลังกายนั้นแหละ ใช่ว่าวิ่งแค่วันเดียวจะแข็งแรงขึ้นมาได้สักหน่อย แต่มันต้องวิ่งทุกวัน ทำอาหารก็เหมือนกัน มันเป็นงานที่ใช้แรงกายเยอะต้องทนกับความร้อนด้วย ถ้าไม่ชินอาจถึงขั้นสลบหน้าเตาเลย เพราะงั้นต้องฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตคนทำอาหารก็เป็นแบบนี้
ส่วนคนกินก็มองดูอย่างสนใจ เพราะการปรุงอาหารมันก็ถือเป็นอาหารตาอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ตอนได้กลิ่นเนี่ยสิ ทุกคนเริ่มกลืนนํ้าลายกันคนละอึกสองอึก
จริงๆ ซากิโซบะต้องใช้ตะเกียบนะ แต่พวกทาสคงไม่ชิน ผมเลยเตรียมส้อมไว้ให้ แต่พวกสาวๆ นี้ใช้ตะเกียบจนเหมือนเป็นอวัยวะอย่างหนึ่งของร่างกายไปแล้ว ถ้าจะบอกว่าพวกเธอใช้ตะเกียบคีบแมลงวันได้ ผมก็ไม่แปลกใจแล้วล่ะ
เพราะผมทำเร็วกว่าคนอื่น เลยเริ่มเสริฟให้สาวๆ ก่อน ทุกคนพยายามไม่จ้องดูพวกเธอกิน แต่ก็มีแอบเหลือบๆ มาเป็นบางครั้ง ยิ่งตอนที่พวกเธอปลดปล่อยรีแอ็กชั่นออกมานี้ บางคนถึงกับต้องปาดนํ้าลาย ลุงออก้ากับเมดารินที่พึ่งเคยกินอาหารฝีมือผม
เป็นครั้งแรก ถึงกับลุกขึ้นยืนและแหกปากร้องออกมา แต่ผมทำเป็นไม่สนใจ และพูดไปบอกกับพวกยูรินแทน
“ยากิโซบะน่ะกินกับเบียร์ก็เข้ากันนะ จะลองไหม”
ผมลืมไปว่าไม่น่าถามเลย ต่อให้ไม่เข้ากันเธอก็ดื่มอยู่ดีนั้นแหละ แถมยิ่งไปเปิดช่องให้พวกขาดื่มหันมามองผมตาเป็นประกายเลย
“ก็ได้ๆ ไหนใครจะเอาเบียร์บ้าง”
พวกขาดื่มยกมือขึ้นพร้อมกัน ทีแบบนี้ล่ะพร้อมเพรียงกันจริง
“พวกนายก็ด้วย ถ้าใครดื่มเป็นก็ยกมือขึ้นเลย ไม่ต้องเกรงใจ”
พวกทาสมีลังเลอยู่บ้าง แต่พอมีคนหนึ่งยกมือขึ้น ที่เหลือก็ค่อยๆ ยกตาม ถึงบางคนไม่เคยดื่มมาก่อน แต่ก็อยากลองดู คริสติน่าเลยให้ไรโมดอลกับแฟรี่เปลี่ยนมาเสริฟเป็นเบียร์ให้กับคนที่ยกมือ
ลุงออกัสกับเมดารินเองก็เป็นขาดื่มเลยไม่พลาดอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ต้องตกใจอีก เพราะเบียร์ที่เอามาแสริฟมันเย็นมาก ปกติเคยดื่มแต่เบียร์อุ่นๆ พอเจอเบียร์เย็นเลยตกใจกัน แต่ผมว่าเบียร์เย็นๆ มันอร่อยกว่าเป็นไหนๆ เรื่องนี้คอเหล้าอย่างยูรินยืนยันด้วยตัวเองแล้ว
พอเสร็จของส่วนพวกสาวๆ แล้ว ผมก็ทำให้พวกแฟรี่ด้วย แค่ใส่จานเดียวก็กินกันได้ทุกตัวแล้ว ก่อนจะเดินตรวจดูว่าคนอื่นๆ เป็นอย่างไงบ้าง บางคนถึงจะมีอาการเกรงเพราะกดดันหรือตื่นเต้นไปหน่อย แต่ลำดับขั้นตอนการทำอาหารก็ไม่ผิดเพี้ยนไปเลย
พวกเด็กคนครัวทั้งสองคนก็อาสาทำส่วนของเด็กคนอื่นๆ ให้ ดูตั้งใจมากทั้งคนทำทั้งคนกิน
ด้านพวกทาสที่พอได้ลองกิน ก็ไม่สามารถหยุดมือตัวเองได้อีกเลย พวกเขากินกันจนแทบลืมรักษามารยาท แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร จะกินมูมมามกันไปหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่อร่อยก็พอแล้ว
“ใครไม่อิ่มจะขอเพิ่มจานที่สองได้นะ แล้วอย่ากลัวที่จะขอ เพราะถ้ากินไม่อิ่มก็จะไม่มีแรงทำงาน ร่างกายก็จะทรุดโทรมลงไปด้วย ที่นี้มีกฎง่ายๆ กินให้อิ่ม นอนให้สบาย แล้วทำงานให้เต็มที่”
“ครับ/ค่ะ!”
พวกทาสขานรับและพากันยกมือขอต่อจานสองกันทันที
และไม่ใช่แค่คนกินหรอกที่รู้สึกดีใจกับอาหารที่อร่อย แต่คนทำเองก็ดีใจที่เห็นคนอื่นกินอาหารที่ตัวเองทำอย่างเอร็ดอร่อยแบบนี้
หลังจากกินกันเสร็จแล้ว ผมก็เสริฟของหวานต่อ ของหวานทำยากกว่าอาหาร ผมเลยยังไม่ได้สอนคนครัว เลยให้ไปนั่งกับคนอื่นด้วย
ซากิโซบะเป็นอาหารที่ค่อนข้างรสจัดและหนักท้อง ของหวานผมเลยเลือกอันที่เบาๆ หน่อย เลยหยิบเอาไอศกรีมแท่งออกมา
ไอศกรีมแท่งนั้นจะไม่ใส่ไข่และนํ้าตาลจะน้อยกว่าไอศกรีมแบบถ้วยทำยังถือเดินกินได้อีก พออธิบายให้ฟังแล้ว ก็ให้ทุกคนมาต่อแถวหยิบกันไปคนละแท่ง ผมทำไว้หลายรสเลยมีสารพัดสีเลย ส่วนใหญ่เลยเลือกหยิบเอาสีที่ตัวเองชอบไป
แต่พวกเด็กๆ ไม่เคยกินไอศกรีมมาก่อน ไม่สิ ก่อนมาอยู่ที่นี้ก็ไม่รู้จักว่าของหวานคืออะไรด้วยซํ้า พอเอาเข้าปากเลยตกใจจนเผลอทำหลุดมือไปเลย แต่ดีนะผมเห็นทัน เลยห้ามไว้ได้ก่อนที่เด็กคนนั้นจะก้มลงไปเลียมันที่พื้น แล้วหยิบเอาแท่งใหม่ไปให้ แต่เด็กทำท่ากลัวผม คงคิดจะว่าจะโดนตำหนิ ผมเลยต้องลูบหัวให้อีกฝ่ายหายกลัวก่อน
เรื่องการเก็บของตกพื้นกินนี้เป็นเรื่องปกติมากสำหรับทาส การกินอาหารบนโต๊ะต่างหากที่แปลก แต่หลังจากนี้ผมจะต้องเปลี่ยนทัศนะคติพวกนี้ใหม่ เพราะการเก็บของตกพื้นกินมันไม่ดีต่อสุขภาพน่ะสิ
ลุงออกัสเห็นที่ผมปฏิบัติกับทาสแล้ว ก็ถอนหายใจออกมา
“รู้แล้วล่ะว่าทำไมพวกทาสถึงได้รักและเคารพนายถึงขนาดนี้”
“แปลกเหรอ?”
“แปลกสิ โคตรแปลกจนผิดปกติเลยล่ะ”
“ช่างเถอะ ผมแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วสบายใจก็เท่านั้น”
“นั้นแหละที่ว่าแปลก ปกติมีเงินขนาดนี้ ต้องเอาไปใช้หาความสุขใส่ตัวสิ แต่นี้นายกลับเอาเงินมาลงกับทาส ให้กินอาหารดีๆ แถมตัวเองต้องมาเหนื่อยทำอาหารเองอีก”
“ถ้าเรื่องทำอาหารน่ะไม่เหนื่อยหรอก ดีซะอีกได้ทำทุกวันฝีมือจะได้ไม่ตก แล้วที่ว่าอาหารดีๆ เนี่ย ผมไม่เห็นด้วยนะ ถ้าต้องมาเตรียมอาหารแยกกัน
เสียเวลาแย่เลยแบบนั้น ไหนๆ จะทำ ก็ทำกินด้วยกันหมด ประหยัดดีออกไม่เสียเวลามากด้วย”
“วิธีคิดนายนี้สุดโต้งเหมือนเคยเลย แต่ไม่ขอบ่นหรอก เพราะฉันเองก็ชอบแบบนี้เหมือนกัน อาหารนายเองก็สุดยอดไปเลย รู้แล้วว่าทำไมพวกเนปฟ่าถึงอยากมากินที่นี้”
เนปฟ่าที่โดนพาดพิงสะดุ้งเฮือกแล้วรีบหันหน้าหนีทันที แต่ผมเห็นหูแหลมๆ ของเธอแดงแป๊ดเลย
“จะมาบ่อยๆ ก็ได้นะ ไม่เป็นการรบกวนหรอก ปกติที่นี้ก็ไม่ค่อยมีแขกมา…”
พูดจบไม่ทันไร ก็มีเสียงดังขึ้นมาที่ทางเข้า สักพักก็มีแฟรี่ตัวหนึ่งบินมารายงาน ผมยกมือห้ามไว้ก่อนเลยเพราะได้ยินเสียงมาแต่ไกลเลยรู้ว่าเป็นใครที่มา
“แขกผมเองพาเข้ามาเถอะ”
พอแฟรี่นำทางแขกมาถึง พวกนั้นก็ร้องโวยกันขึ้นมาทันที
“กินมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้วเหรอ! เห็นไหมข้าบอกแล้วให้รีบมา”
โกร่าเป็นคนแรกที่ร้องโวย เสียงเธอราวกับฟ้าผ่าจริงๆ แถมยังท่าทางโกรธจัดด้วย หรือว่าจะโมโหหิวล่ะเนี่ย
“อย่ามาโทษฉันนะ พวกเธอเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าขอเวลาแต่งตัวสวยๆ ก่อนน่ะ”
ทีโมทีหันไปว่ากลับ จะว่าไปวันนี้พวกเธอก็แต่งตัวสมหญิงมากๆ เลย โดยเฉพาะโกร่าเนี่ย ผมแทบ
หลุดหัวเราะออกมา เพราะชุดกระโปรงยาวบานๆ มันไม่เข้ากับเธอเลยสักนิด
“เลิกเถียงกันได้แล้ว”
คายุนดุใส่จนยอมเงียบกัน แต่บลูมวิ่งเข้ามาหาผมทันที พร้อมกับยื่นของบางอย่างให้
คราวนี้เป็นกำไลข้อมือที่ทำมาจากทอง ผมตรวจสอบดูมันเป็นไอเท็มป้องกันระดับ Super Rare เลย แถมเป็นของทำมือที่มีเพียงชิ้นเดียว ส่วนราคาก็หลายเหรียญทองคำขาวเลย
“ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ แล้วก็ไม่ต้องเอาของมาให้ผมทุกครั้งแบบนี้ก็ได้ ผมรู้สึกเกรงใจน่ะ”
“ไม่เป็นไร แค่อยากให้น่ะ”
“นั้นแหละผมถึงยิ่งลำบากใจที่จะรับไว้ อีกอย่างอุปกรณ์ที่ทำจากทองน่าจะเหมาะกับเผ่าดวาฟอย่างเธอมากกว่านะ”
ว่าแล้วผมก็ใส่กำไลทองนั้นให้บลูมไป เธอหน้าแดงจัดและวิ่งหนีไปซ่อนหลังคายุนทันที
“โรมะอย่าหว่านเสน่ห์ใส่บลูมสิ บลูมเองก็เหมือนกัน แก่รุ่นป้าแล้วยังมาทำท่าเขินอายเป็นเด็กสาวไปได้”
คายุนตำหนิทั้งหมดทั้งบลูม แต่อย่าตำหนิไปลูบเป้าผมไปด้วยสิ ความน่าเชื่อถือมันหายไปหมดเลยนะ
“แฮะๆ ท่าทางยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงกันมาสินะ งั้นนั่งก่อนสิ”
“จะดีเหรอ”
ทีโมทีทำท่าเกรงใจ อืม เธอเป็นคนเดียวด้วยที่ทำท่าเกรงใจเป็นในกลุ่มของโกร่า เพราะคนอื่นไปหาที่นั่งกันแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ วัตถุดิบยังเหลืออีกเยอะ นั่งรอแปบหนึ่งนะ”
แต่พอผมหันไป ไม่รู้ทำไมพวกสาวๆ ต้องมานั่งด้วย…จะกินอีกเหรอ!
เจริญอาหารก็ดีหรอก แต่กลัวจะติดเป็นนิสัยน่ะสิ แบบเวลาผมเข้าครัวทีไรพวกเธอต้องมานั่งพร้อมหน้ากันรอกินทุกที
รอบนี้ผมเลยทำจานเล็กให้พวกสาวๆ และจานพิเศษที่มากเป็นสามเท่าของปกติให้กับพวกโกร่า
เพราะกลุ่มนี้กินกันอย่างกับปอบลง ส่วนคนที่อิ่มแล้วอย่างลุงออกัสก็นั่งชนแก้วชดเบียร์ไป เฮ้ยๆ อย่าเมาแต่หัววันสิ
“จริงสิ ไหนๆ พวกโกร่าก็มาแล้ว ขอคุยธุระด้วยกันหน่อยนะ”
“ได้อยู่แล้ว มีอะไรให้พวกข้าช่วยบอกมาเลย จะไปตบกะโหลกแยกสมองใคร บอกมาคำเดียว”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่สนใจจะมาทำธุรกิจด้วยกันไหม”
“ธุรกิจ?”
“ใช่ ธุรกิจ”
“โทษที แต่ข้าไม่เข้าใจความหมายของมันหรอก เรื่องแบบนี้ต้องไปคุยกับพ่อค้าไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากหรอก เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังเอง”
แล้วผมก็เล่าเรื่องโรงแรมที่จะสร้างบนชั้น 12 ให้ฟัง ซึ่งพอได้ฟังพวกโกร่าก็หยุดมือที่โกยยากิโซบะเข้าปากไว้ทันที
“เอาจริงเหรอ”
ลุงออกัสถามเป็นคนแรก
“จริงสิ ผมเตรียมแผนงานทั้งหมดไว้แล้ว เหลือแค่ก่อสร้างตัวโรงแรมเสร็จก็พร้อมเปิดทำการเลย”
“แล้วจะให้พวกข้าไปทำอะไรล่ะ บอกก่อนนะเรื่องงานก่อสร้างพวกข้าไม่รับ”
“ไม่ใช่หรอก สำหรับพวกโกร่า ผมจะจ้างพวกเธอเป็นผู้คุ้มครอง คอยดูแลความปลอดภัยของแขก
แต่แน่นอนว่ารายได้มันไม่ดีเหมือนกับลงดันเจี้ยน เพราะงั้นไม่ต้องทำเป็นงานประจำก็ได้ แค่แวะมาพักตอนไปลงดันเจี้ยน อย่างไงพวกเธอก็คิดจะไปลุยที่ชั้น 12 อยู่แล้วใช่ไหม”
“ก็จริงนะ แทนที่จะเที่ยวไปเที่ยวมา ก็พักที่โรงแรมของโรมะซะเลย สะดวกจริงๆ ด้วย”
ทีโมทีพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าจะทำ”
ส่วนคายุนตกลงเป็นคนแรก
“ง งั้นข้าขอไปเปิด Workshop ที่โรงแรมได้ไหม!”
บลูมรวบรวมความกล้าขอออกมา
“ได้อยู่แล้ว นั้นแหละที่กำลังต้องการเลย”
“ไม่เอา!”
มีคนค้านแฮะ เป็นยูรินที่โดดขึ้นมายืนบนเก้าอี้แล้วร้องค้านออกมา
“ทำไมเหรอยูริน”
“นายช่างใหญ่มีคนเดียวก็พอ”
“ว่าไงนะยัยหนู”
อ้าว บลูมก็ของขึ้นแฮะ บุคลิกเปลี่ยนเลย
ทั้งคู่กระโดดลงไปยืนบนพื้น และยืนเผชิญหน้ากัน แต่ยูรินตัวสูงกว่าเลยเหมือนยืนข่ม แต่บลูมอาวุโสและมีนมโตกว่า เลยเป็นเหมือนกำลังที่ยูรินข้ามไปไม่ได้
แถมเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานช่างพวกดวาฟจะไม่ยอมให้กันเลย งานนี้บรรยากาศเลยเหมือนพร้อมจะใส่กันได้ทุกวินาที ผมเลยห้ามออกไป
“อย่าทะเลาะกัน เรื่องนี้ผมก็คิดไว้แล้ว”
พอได้ยินที่ผมห้าม ทั้งคู่เลยยอมถอยคนละก้าวและกลับขึ้นมานั่งฟังที่เดิม
“ยูรินถ้าเรื่องความสามารถในการทำงาน บลูมน่ะเก่งกว่าเธอนะ”
ผมพูดไปตามตรงนั้นเล่นเอายูรินนํ้าตาซึมออกมาเลย
“เพราะแบบนั้นผมเลยจะให้พวกเธอเปิด Workshop รวมกัน”
แต่นั้นแหละทั้งคู่หันมาส่งสายตาไม่พอใจทันที
“ฟังก่อน ที่ให้เปิดร่วมกันเพราะยูรินจะได้เรียนรู้จากบลูมได้ ส่วนบลูมเองก็เป็นสายต่อสู้ใช่ไหม สกิลงานช่างบางอย่างเธอก็ไม่มี เช่นพวกหลอมสกัด”
“…ก็จริง”
“ทำงานร่วมกันก็ไม่ได้หมายความว่าทำงานอย่างเดียวกัน แต่อยากให้ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน คอยช่วยเหลือในจุดที่อีกฝ่ายขาดไป และที่สำคัญพวกเธอสองคนมีเวลาว่างเฝ้าร้านตลอดเหรอ?”
“ม ไม่”
ทั้งคู่ตอบไม่ค่อยเต็มเสียง
“เห็นไหม เพราะงั้นก็ผลัดกันเฝ้าร้านซะสิ ไว้ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยแยกร้านกันออกมา ผมกันพื้นที่ให้แล้ว รับรองไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบหรอก”
“ตามที่นายท่านว่า”
“อืม เอาอย่างที่โรมะบอก”
ในที่สุดก็ยอมตกลง แต่ยังไม่ยอมจับมือกันแฮะ คงต้องใช้เวลาทำความสนิทสนมกัน แต่เป็นดวาฟคอเหล้าเหมือนกัน สนิทกันไม่ยากหรอก
“เฮ้ โรมะ มีสองคนนี้เปิดร้านแล้ว จะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ”
“ลุงก็ต้องเปิดร้านด้วย”
แล้วผมก็อธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงต้องมีร้านของลุงด้วย เขาเลยพยักหน้าตามแบบเห็นด้วย
“เข้าใจล่ะ แบบนี้ข้าก็ขอรับซื้อโดยตรงได้เลย แถมได้ปล่อยในราคาถูกลงด้วย”
“ต้องไปขอจากกิลนักผจญภัยหรือกิลการค้าก่อนหรือเปล่า”
“ไม่ต้องหรอก อาวุธเป็นสินค้าอิสระสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี”
ฟังดูอันตรายก็จริง แต่โลกนี้มีอันตรายรอบตัว ก็ถือว่าถูกต้องแล้วล่ะ
“แล้วโรงแรมจะเสร็จเมื่อไรล่ะ”
“ตามที่กะเอาไว้ก็ไม่เกินสองอาทิตย์ ไม่สิ อาจจะเร็วกว่านั้นอีก”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ!”
“ก็มีพวกช่างก่อสร้างระดับโปรอยู่ด้วยนี้”
ผมชี้ไปที่พวกแฟรี่ ซึ่งทุกคนมองสักพักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ากัน
“ง งั้นข้าจะช่วยเรื่องก่อสร้างด้วยอีกแรง”
บลูมเสนอตัว
“ไม่ได้ ข้าดูแลอยู่”
แต่ยูรินไม่ยอมอีกแล้ว
“ไม่ต้องทะเลาะกันเลย ทำทั้งคู่แหละ ผลัดกันไปคนละรอบก็ได้ อ่ะ จริงสิ! ยูรินเรื่องงานก่อสร้างปล่อยให้บลูมจัดการเถอะ แล้วเธอมาช่วยผมสร้างชักโครกแทน”
“จะใช้ติดตั้งในโรงแรมเหรอ”
“ใช่เลย”
“งั้นต้องวางระบบท่อใหม่นะ”
“ไม่มีปัญหา เธออธิบายให้บลูมเข้าใจด้วยก็พอ”
จากนั้นยูรินก็หยิบเอาพิมพ์เขียวขึ้นมา และจัดการแก้ไขในทันที พร้อมกับอธิบายให้บลูมฟังไปด้วย สมกับเป็นดวาฟสื่อสารกันเข้าใจได้ในไม่กี่คำ
“พวกฉันก็สนใจเหมือนกันนะ!”
เนปฟ่าโดนเข้าร่วมวงด้วยแฮะ อันนี้ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลย
“อืม…เนปฟ่ากับซีเอ้เองก็หน้าตาดีซะด้วย สนใจมาเป็นพนักงานต้อนรับไหม”
“สนๆ! ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็เถอะ แต่ฉันจะทำ”
…จะไหวไหมเนี่ย เอาเถอะ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวค่อยให้ไปช่วยงานร้านลุงออกัสเหมือนกับเมดารินแทน ไม่ก็เปิดร้านขายไอเท็มให้ดูแลกัน
“แล้วโกร่ากับทีโมทีล่ะ จะร่วมงานด้วยกันไหม”
“ก็ได้ แต่ข้ามีเงื่อนไข”
“ว่ามา”
“ขอกินฟรีอยู่ฟรีแทนค่าจ้าง”
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวให้ห้องพักแบบครอบครัวไปเลย”
“งั้นเป็นอันตกลง”
โกร่าแยกเขี้ยวแล้วยื่นมือมาจับกับผม ส่วนทีโมทีก็พยักหน้าให้และอมยิ้มออกมา ส่วนผมก็สบายใจ
ที่มีพวกโกร่าอยู่ด้วย ถ้าเป็นพวกเธอก็ไว้ใจเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยได้แน่ เพราะนักผจญภัยล้วนแต่เกรงใจปาร์ตี้ของเธอกัน อย่างน้อยก็คงไม่กล้าก่อเรื่องในพื้นที่ที่พวกเธอพักอาศัยอยู่แน่
“เอาล่ะ กินอิ่มแล้ว เรื่องงานก็คุยจบแล้ว งั้นต่อไปก็มาเย็ดกันเถอะ”
พอโกร่าพูดออกมา พวกผู้หญิงก็ถึงกับพากันสะดุ้ง เพราะไม่ชินกับวิธีการพูดออกมาแบบตรงๆ ของโกร่า
“อืม…นั้นสินะ หลังจากเปิดแท่นวาปร์และเริ่มงานก่อสร้างแล้ว ก็คงไม่ว่างอีกนานเลย งั้นช่วงนี้มากอบโกยให้เต็มอิ่มก่อนก็ดี”
ผมเห็นด้วยเลย เลยหันไปฝากงานทำความสะอาดและเก็บของให้กับพวกทาส ซึ่งพวกนั้นถึงกับตั้งแต่ยืนตรงรอรับคำสั่งกันเลยทีเดียว
และไม่ใช่แค่ผมกับปาร์ตี้ของโกร่า แต่พวกสาวๆ ก็เข้าร่วมการทำศึกครั้งนี้ด้วยอย่างพร้อมหน้า เลยเป็นมหาสงครามเซ็กส์หมู่ครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำเอาคฤหาสน์เกือบพัง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ