ตอนที่ 69 ครอบครัวพร้อมหน้า

ตอนที่ 69 ครอบครัวพร้อมหน้า
พวกผมกลับมาถึงบ้านช้าที่สุด เพราะเสียเวลากับการประมูลและเรื่องของปีเตอร์อยู่ แต่พอกลับมาถึงก็แทบจำทางเข้าบ้านตัวเองไม่ได้
ตรงส่วนประตูหน้า ตอนนี้มีบานประตูเหล็กซี่มาติดไว้แล้ว ตรงกำแพงถึงจะยังไม่เสร็จดี แต่พวกไรโมดอลก็ช่วยกันอย่างแข็งขัน และเพราะผมยังไม่ได้ให้ยูรินทำตัวล็อค ประตูเลยเปิดเข้าออกได้อย่างอิสระ พวกไรโมดอลพอเห็นผมกลับมา ก็วิ่งมารวมกลุ่มตั้งแถวกัน และโค้งคำนับให้ มีแต่ผมกับเอร่าที่ได้ยินเสียงทักทายอย่างยินดีของพวกเธอ
พอเข้ามาแล้วก็เจอกับถนนที่ยาวประมาณ 200เมตรก่อนจะไปถึงลานนํ้าพุหน้าคฤหาสน์ ตัวถนนกว้างประมาณสิบเมตร ใหญ่พอให้รถม้าสวนกันได้สบาย ตลอดทางถูกทำเป็นนั่งร้านที่สูงเกือบสี่เมตร และมีพวกไม้เลื้อยนานาพันธุ์ปกคลุมทุกส่วน ให้อารมณ์เหมือนเดินลอดอุโมงค์ที่ทำจากต้นไม้เลย แต่ก็ไม่ได้ปิดทึบจนหมด
ทุกๆ ห้าเมตรจะเปิดเป็นช่องให้มองออกไปเห็นทุ่งหญ้าด้วย
พอพ้นเขตถนนมาแล้ว ตรงรอบลานนํ้าพุก็มีพุ่มไม้ทรงเตี้ยที่ตัดแต่งเรียบร้อยเต็มรอบขอบทาง พอมองเลยออกไปก็จะเห็นสวนดอกไม้ที่ถูกขั้นด้วยทางเดินอย่างเป็นระเบียบและสวยงาม ผมให้เต็มสิบเลย
โมอากำลังอยู่กับพวกไรโมดอลอีกกลุ่มหนึ่ง กำลังช่วยกันตัดแต่งกิ่งพุ่มไม้ให้เรียบเสมอกันอยู่ และพอเห็นผมก็พากันหยุดมือทันทีและรีบเดินเข้ามาหา
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ”
“กลับมาแล้วครับ นี้มันสวยมากเลยโมอา ผมชอบสุดๆ เลยล่ะ”
“จริงเหรอค่ะ! ดีใจจังที่ท่านโรมะชอบ กำลังกังวลอยู่เลยว่าทำเกินไปหรือเปล่า”
“ไม่เลย! ฉันก็ชอบเหมือนกัน”
เอร่าเองก็รีบเข้ามาสนับสนุนใหญ่ ก็เล่นเดินอ้าปากค้างมาตั้งแต่ตอนมาถึงแล้ว
“ว่าแต่ทำไมทำกันเร็วจัง”
“ทุกคนช่วยกันน่ะค่ะ พึ่งจะกลับไปพักกันตะกี้นี้เอง ทุกคนอยากให้ท่านโรมะเห็นตอนกลับมา เลยตั้งใจทำกันใหญ่เลย แล้วคุณเอสเตอร์ก็ตื่นลงมาช่วยทำด้วยนะคะ พวกคุณดอเรียก็พึ่งกลับมาก่อนนายท่านได้สักพักหนึ่ง”
“ขอบใจนะโมอา พักงานไว้เท่านี้แล้วเข้าบ้านไปพักเตรียมทานมื้อเที่ยงกันเถอะ”
ผมจับมือเธอไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเอร่าก็จับไว้ เลยไม่มีช่องให้เธอปฏิเสธได้
“เอ่อ แล้วจะให้พวกข้าอยู่ที่ไหนเหรอ”
“เรื่องนั้นไว้ก่อน ตอนนี้เข้าบ้านไปด้วยกัน ผมจะแนะนำทุกคนให้รู้จัก”
ผมหันไปมองดูเรโมริก้าที่ตามหลังผมมาติดๆ ดูเธอตื่นเต้นเล็กน้อย และมองไปรอบๆ อย่างสนใจ ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นน้องสาวล่ะมั่ง เพราะฟรานจะดูนิ่งสงบดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่า
พอผมเปิดประตูบ้านออก เสียงฝีเท้าของทุกคนก็ดังมาจากรอบๆ ด้าน เสียงทักทายดังมาไม่ขาดสาย
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะนายท่าน”
เดเม่เดินมาถึงหลังดาเซสที่อยู่ใกล้ที่สุดเพียงไม่กี่วินาที
“กลับมาแล้ว”
พอผมทักไป ก็เห็นเดเม่ยืนตัวแข็งไปแล้ว เพราะเธอเห็นเรโมริก้าเข้า จะว่าไปเดเม่ก็เป็นคนรับใช้ของบ้านฟราน คงไม่แปลกที่จะรู้จักคนในครอบครัวด้วย
“เดเม่ไม่ใช่เหรอนั้น? นี้เจ้าเองก็อยู่ที่นี้ด้วยเหรอ ดีจริงๆ”
เรโมริก้าเริ่มยิ้มออกเมื่อเห็นเดเม่ ส่วนเดเม่เองก็นํ้าตาไหลออกมาราวกับเปิดก๊อก เธอร้องไห้ไม่หยุดโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
“นายท่านยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ!”
เป็นเสียงของฟรานที่ฟังดูสดใสเช่นเคย โดยเธอเดินมาพร้อมกับยูริน
“ฟรานซิสก้า!”
พอได้เห็นหน้าฟรานเท่านั้น เรโมริก้าก็พุ่งใส่ราวกับขีปนาวุธ ตรงเข้าไปส่วมกอดกับฟรานทันที
“มะ ไม่จริง! ก็ตอนนั้น!”
ฟรานดูจะตกใจไม่ใช่น้อย เธอจับหน้าอีกฝ่ายลูบไปมา เพราะคิดว่าเป็นแค่ภาพลวงตา
“นั้นเป็นคำพูดของทางนี้ต่างหาก”
“ทะ ท่านแม่ค่ะ!”
ฟรานพอรู้ว่าอีกฝ่ายมีตัวตนจริงๆ ก็ร้องไห้โฮออกมาและส่วมกอดอีกฝ่ายไว้แน่นจนเริ่มแยกไม่ออกแล้วสิว่าคนไหนคือฟราน
“อืมๆ ครอบครัวเดียวกันจริงๆ ด้วย…ดะ เดี๋ยวนะ ตะกี้เรียกว่าแม่เหรอ!!!”
“ค่ะนายท่าน นี้ท่านแม่ของหนูเอง บารอนเนสเรโมริก้าค่ะ!”
ผมเองก็ยังอึ้งๆ ตามเรื่องราวแทบไม่ทัน แต่เห็นเรโมริก้ากอดทั้งฟรานและเดเม่ไว้จนกลม ต่างพากันร้องไห้ทั้งดีใจทั้งคิดถึง ผมเลยปล่อยให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันไปก่อน พลางแนะนำสมาชิกใหม่สามคนให้ทุกคนรู้จัก
“อีกแล้วเหรอคะเนี่ย แล้วรอบนี้หมดเงินไปเท่าไรคะนายท่าน”
เมยอาถามขณะหยิบเอาสมุดบัญชีขึ้นมาเตรียมจน
“เอ่อ ทั้งหมดก็”
ผมไม่กล้าบอกออกไปตรงๆ อ่ะ เลยไปกระซิบบอกแทน แต่พอได้ยินตัวเลขที่ผมบอกไป เมยอาก็เป็นลมล้มทั้งยืนไปเลย
ส่วนพวกโรสลินค่อนข้างตื่นๆ เพราะทุกคนเข้าถึงตัวพวกเธออย่างรวดเร็ว โดยไม่มีหวาดกลัวที่พวกเธอเป็นยักษ์เลย
“ยักษ์เหรอ! พึ่งเคยเห็นเนี่ยล่ะ”
ดาเซสเข้าไปจับต้นแขนของอีกฝ่ายดู แต่แล้วทำไมต้องทำคอตกด้วยล่ะ? หรือคิดว่าเป็นยักษ์แล้วต้องลํ่า พอไม่ใช่อย่างที่คิดเลยผิดหวังงั้นเหรอเนี่ย
กลับกันพวกโรสลินไม่เคยเห็นเซนทอร์กับจิ้งจอกเก้าหางมาก่อน เลยดูสนใจดอเรียกับกินมาก สุดท้ายก็ตกเป็นทาสหางนุ่มๆ ฟูๆ ของกินไปอีกราย
ระหว่างที่ผมกำลังมองภาพพวกนี้ด้วยความอิ่มเอิบใจอยู่ เอสเตอร์ก็มาสะกิดแขนเสื้อผม
“เอ่อ เรื่องข้อเสนอยังอยู่ไหม”
“ไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้นะ”
ผมไม่ได้รีบเร่ง แต่อยากให้เอสเตอร์ตัดสินใจให้ดีก่อน แต่เธอรีบส่ายหน้าทันที
“แสบตาเลยล่ะ”
“แสบตา?”
“อืม แสงที่เห็นที่นี้ สดใสจนแสบตาเลย ที่นี้เป็นที่ที่ดีจริงๆ”
“ขอบใจ ว่าแต่มีของต้องไปเก็บไหม”
เอสเตอร์ส่ายหน้าอีกรอบ
“โอเค งั้นก็เรื่องห้อง…ยูริน ฝากเอสเตอร์ไปอยู่ด้วยได้ไหม”
“ไม่มีปัญหา นอนคนเดียวรู้สึกเหงาๆ ด้วย”
“ส่วนเสื้อผ้าก็”
ผมเรียกระดมพลเหล่าไรโมดอลทันที และให้ทำการวัดตัวของพี่น้องโรสลินกับเอสเตอร์ไปพร้อมๆ กัน ส่วนของเรโมริก้า ยังไม่รู้ว่าจะเอาไงต่อ เลยพักไว้ก่อน แต่ถ้าเกิดจะอยู่ด้วยก็ไม่ต้องวัดตัวอยู่ดีเพราะไซส์เธอเท่ากับฟรานอยู่แล้ว
พวกไรโมดอลได้ผ้ามาใหม่จากดอเรียพอดี เลยบอกว่าเดี๋ยวจะตัดชุดใหม่ให้ทุกคนด้วย
ส่วนงานเรื่องก่อสร้างผมให้ดาเซสเลื่อนเป็นหัวหน้าไซส์งาน โดยมีจามิร่าเป็นลูกมือ ส่วนโรสลินร่างกายอ่อนแอกว่า ผมเลยให้เธอไปช่วยงานโมอาแทน แต่ไม่รู้ว่าจะหนักเกินไปหรือเปล่า โมอายิ่งเป็นประเภทไม่ยอมอยู่เฉยซะด้วย ว่างเป็นต้องหยิบจับอะไรขึ้นมาทำตลอด เป็นคนขยันและสู้งานมากๆ เลยล่ะ
“ถึงตัวจะสูงไปสักหน่อย แต่น่าจะได้อยู่ ถามให้ชัวร์ก่อนดีกว่า โรสลีนเธอกับพี่สาวจะตัวโตขึ้นกว่านี้อีกหรือเปล่า”
“ไม่แล้วค่ะ ข้ากับพี่สาวอายุเลยเกณฑ์ที่ร่างกายจะเติบโตแล้ว”
“ดี งั้นดาเซสฝากสองคนนี้ขึ้นไปเลือกห้องบนชั้นสองหน่อยสิ”
“ได้เลย ตามมาสาวๆ”
ดาเซสเดินนำไปอย่างอารมณ์ดี แต่พวกโรสลินยังหันซ้ายหันขวาทำตัวไม่ถูก
“ไม่ใช่ว่าพวกเธอถามหาที่พักหรอกเหรอ?”
ผมถามพวกเธอกลับเพราะยังไม่เห็นเดินตามดาเซสไป
“ค่ะ แต่จะให้พักในบ้านเลยเหรอคะ…ขะ ข้าเป็นแค่ยักษ์ให้นอนนอกบ้านก็ได้”
“ไม่ เป็นยักษ์แล้วจะไม่รู้สึกร้อนรู้สึกหนาวหรือไง อยู่ในบ้านนี้แหละแล้วไม่ต้องเถียงด้วย ที่นี้ผมเป็นเผด็จการ”
พอผมบอกแบบนี้ออกมา แทบทุกคนก็หัวเราะออกมา เพราะทุกคนรู้ว่าถ้าผมเป็นเผด็จการอย่างที่บอกจริงๆ ก็คงไม่เรียกประชุมบ้าน เพื่อฟังความเห็นของพวกเธอกันหรอก แต่สำหรับคนมาใหม่อย่างพวกโรสลิน คำว่าเผด็จการยังใช้ได้ผลเสมอ
เดเม่ที่เห็นโมอาเดินเข้าห้องครัวเพื่อไปเตรียมนํ้าชา ก็รีบตามไปแต่ผมห้ามไว้ เวลาแบบนี้เธอควรอยู่กับฟรานและเรโมริก้าด้วย แต่ผมให้พวกเธอย้ายไปคุยกันต่อที่ห้องนั่งเล่น
ผมจับใจความได้ว่า ตอนถูกกวาดล้าง บ้านของฟรานถูกเผา เธอเห็นแม่อยู่กลางกองไฟเลยนึกว่าตายไปแล้ว ส่วนเรโมริก้าก็เห็นตอนฟรานถูกฟันจนแขนขาด ก็นึกว่าไม่รอดเหมือนกัน เธอโกรธจัดที่ลูกสาวเพียงคนเดียวถูกฆ่า เลยรวบรวมแวมไพร์ที่เหลือเปิดศึกเลือดล้างเลือดกับโบสถ์ใหญ่
ถึงผลออกว่าเป็นว่าฝ่ายแวมไพร์พ่ายแพ้ แต่ถ้านับในแง่ความเสียหายแล้ว หมู่บ้านแวมไพร์หนึ่งแห่ง แลกกับสามพันชีวิตของทางฝ่ายมนุษย์กับโบสถ์ใหญ่สาขาหลัก ถูกทำลายจนหาเสาสักต้นยังไม่เจอไป 4 แห่ง ผมรู้แล้วว่าทำไมทางโบสถ์ถึงยอมปล่อยขายเรโมริก้า เพราะความเสียหายครั้งนั้นมันแทบจะทำให้โบสถ์ใหญ่ล่มสลายเลย
ตอนที่ฟรานเล่าให้ฟังว่าเจออะไรมาบ้างหลังจากนั้น เรโมริก้าโกรธจนดวงตาเปล่งแสงสีแดงออกมา แต่ก่อนจะบุกเข้าเมืองไปกวาดล้างเพื่อระบายแค้น ฟรานก็ห้ามเอาไว้ และบอกว่านั้นมันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ตอนนี้เธอมีความสุขๆ มาก ชนิดที่ความโชคร้ายในอดีตเทียบไม่ได้กับความสุขในตอนนี้เลย เดเม่พยักหน้าเห็นด้วยกับฟรานอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ขอบคุณมากค่ะ ไม่เพียงแค่ช่วยฉันไว้ แต่ยังช่วยลูกสาวของฉันกับเดเม่ไว้ด้วย แถมยังเลี้ยงดูเป็นอย่างดี พระคุณนี้เรโมริก้าคนนี้จะไม่มีวันลืมเลยท่านโรมะ”
“ไม่เป็นไรครับ แต่ขอถามเรื่องสำคัญก่อน…หลังจากนี้จะเอาอย่างไงต่อครับ”
“ท่านแม่ค่ะ! หนูอยากอยู่กับนายท่านต่อไป!”
ฟรานรีบลุกขึ้นบอกเป็นคนแรก แต่ผมยกมือห้ามเธอไว้ เรื่องนี้ต้องให้เรโมริก้าที่เป็นแม่ตัดสินใจเท่านั้น
“…ฉันได้ยินมาว่าจอมมารตัวจริงฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว แถมคนนี้ยังทั้งเก่งและมีวิสัยทัศน์ไกล ถ้าเป็นเขาจะต้องนำพาเผ่าปีศาจให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้แน่ๆ…ฉันจะพาฟรานกับเดเม่ไปเข้ากับเผ่าปีศาจ แต่พันธะทาสนี้…”
“ถ้าพันธะทาสไม่มีปัญหาหรอก ถ้าจะไปผมจะให้เอร่าทำลายพันธะให้ครับ”
“แน่ใจแล้วเหรอ ท่านพึ่งเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับฉัน และยังต้องเสียทาสคนสำคัญไปถึงสองคนนะ”
“เงินผมไม่แคร์ ที่ผมสนมีเพียงแค่ความสุขของผู้หญิงของผมเท่านั้น จริงอยู่ผมกับฟรานและเดเม่คงเสียใจถ้าต้องแยกจากกัน แต่ผมคิดว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อยู่กับครอบครัวตัวเอง ถ้าพวกเธออยู่กับผม ก็จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของฮาเร็ม แต่ถ้าอยู่กับคุณพวกเธอจะเป็นคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว ที่ไม่มีอะไรมาทนแทนได้”
“ไม่ค่ะ! ขอให้หนูอยู่กับนายท่านเถอะค่ะ หนูเข้าใจในความหวังดีของนายท่าน ที่อยากให้หนูได้อยู่กับครอบครัว แต่ทุกคนที่นี้เองก็เป็นครอบครัวของหนูเหมือนกัน แล้วก็…ถ้าขาดนายท่านไปหนูไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้แน่”
“ขอโทษนะค่ะนายหญิง แต่หนูเองก็ขาดนายท่านไปไม่ได้เหมือนกัน หนูก็ขออยู่ที่นี้ต่อไปค่ะ”
เดเม่หันไปโค้งขอโทษกับเรโมริก้าอย่างเสียใจ ผมรู้สึกไม่ดีเลย ที่ตัวเองกลายเป็นโซ่ที่ผูกรั้งพวกเธอไว้แบบนี้ แต่ระหว่างคิดหาคำพูดเพื่อกล่อมพวกฟรานอยู่ เรโมริก้าก็ถอนหายใจและพูดออกมาซะก่อน
“เดี๋ยวก่อนสิ ที่แม่พูดไปตะกี้ นั้นมันที่คิดไว้ก่อนจะมาเจอกับฟรานน่ะ ยังพูดไม่ทันจบเลย อย่าพึ่งพร้อมใจกันทิ้งแม่ไปแบบนี้สิ แม่ก็น้อยใจเป็นนะ”
เรโมริก้ากอดอกและสะบัดหน้าใส่ แม้แต่ท่าทางงอนก็เหมือนเด็กแฮะ
“งั้นท่านแม่จะอยู่ที่นี้ด้วยกันใช่ไหมคะ!”
ฟรานเริ่มยิ้มออก แต่เรโมริก้าส่ายหน้า
“แม่ยังไม่ได้ตัดสินใจ จริงอยู่ท่านโรมะเป็นคนดี แถมที่นี้เองก็น่าอยู่มาก เพียงแค่ยังไงที่นี้ก็ยังอยู่เขตปกครองของมนุษย์ ถ้าคิดถึงความปลอดภัยในอนาคต
แล้ว แม่คิดพวกเราควรอาศัยอยู่ในเขตของเผ่าปีศาจมากกว่า”
สมแล้วที่มีวัยวุฒิมากกว่าผม เธอคิดอ่านรอบคอบมาก
“ขอโทษด้วยค่ะ แต่ขอฉันพูดอะไรหน่อยได้ไหม”
อาเดไลท์ที่เงียบฟังมาตลอดแทรกขึ้นมา ผมเองก็อยากฟังความเห็นเธอเหมือนกัน
“เชิญเลยค่ะ”
“ฉันเข้าใจถึงความเสี่ยงของแวมไพร์เป็นอย่างดีค่ะ แต่ถ้าเป็นที่นี้ ฉันเชื่อมั่นหมดใจเลยว่า โรมะจะต้องปกป้องพวกคุณได้อย่างแน่นอน ถึงจะเป็นมือของโบสถ์ใหญ่ก็เถอะ แถมการอยู่ในเมืองใหญ่ที่อยู่ในสายตาของ
มนุษย์ พวกโบสถ์ใหญ่ต้องไม่กล้าลงมือทำอะไรพละการ ไม่งั้นความศรัทธาได้ดิ่งฮวบแน่”
“ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผลดี แต่มันมาจากความเชื่อของเธอเท่านั้น แต่ทางฉันอยากได้อะไรที่จับต้องได้มากกว่า”
“งั้นช่วยอยู่ต่อไปอีกสักระยะได้ไหมคะ ถ้าได้สัมผัสด้วยตัวเอง คุณต้องเข้าใจได้แน่”
อาเดไลท์พยายามช่วยพูดให้เต็มที่ ผมล่ะซึ้งใจจริงๆ แต่ปล่อยให้เธอลำบากคนเดียวไม่ได้ ถึงเวลาที่จะทำให้ปัญหามันจบสักที
“อาเดไลท์ซังพอแค่นั้นเถอะครับ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง ขอบคุณมากนะ”
ผมหันไปยิ้มให้อาเดไลท์ แต่เธอก้มหน้าลงคงเพราะผิดหวังที่ไม่อาจช่วยผมได้ล่ะมั่ง
“เรโมริก้าซัง ไปเดินเล่นกับผมสักเดี๋ยวได้ไหมครับ บางทีเดินไปคุยไป อาจทำให้ผ่อนคลายขึ้นก็ได้”
ผมชวนเรโมริก้าออกไปที่สวน ตอนแรกทุกคนก็ตามมาด้วย แต่ผมขอคุยกันตามลำพัง ทุกคนเลยอยู่รอภายในบ้านด้วยสีหน้าเป็นกังวลกัน
“ขอโทษด้วยค่ะท่านโรมะ ทั้งหมดเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของฉันคนเดียวแท้ๆ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ คนเป็นแม่ต้องคิดถึงความปลอดภัยของลูกมาก่อนสิ่งอื่นใด”
“เช่นนั้นแล้ว ท่านโรมะเองก็ไปเข้ากับเผ่าปีศาจพร้อมกับพวกฉันเถอะค่ะ ฝ่ายมนุษย์น่ะสิ้นหวังไปแล้ว ท่านก็เห็นจากผู้กล้าที่ชื่อปีเตอร์แล้ว พวกผู้กล้าน่ะล้วนแต่เป็นพวกละโมบโลภมาก ทางโบสถ์ใหญ่เองก็ห่วงแต่อำนาจของตัวเอง ผู้นำแต่ละประเทศก็เอาแต่กอบโกย
ผลประโยชน์ แต่ตอนนี้ทางเผ่าปีศาจเริ่มมีการรวมกันอย่างลับๆ แล้ว ฉันได้ยินข่าวลื่อว่าในอีกไม่กี่ปีจากนี้ ท่านจอมมารจะตั้งประเทศของเผ่าปีศาจขึ้นมาด้วย”
“ขนาดโดนจับตัวไว้ ยังรู้ข่าวได้ไวดีจังนะครับ”
“แม้แต่ในโบสถ์ใหญ่ก็มีลูกน้องของฉันคอยส่งข่าวให้น่ะค่ะ แต่ท่านโรมะก็รู้เรื่องนี้แล้วเหรอคะ!?”
“ครับ รู้คนแรกเลยล่ะ”
ผมหันไปมองซ้ายมองขวา จนแน่ใจว่าไม่มีใครมองอยู่ เลยยื่นมือออกไปหาเรโมริก้า
“ช่วยจับมือผมไว้ด้วยครับ”
“คะ?”
เรโมริก้าทำหน้าสงสัยแต่ก็ยอมจับมือผมไว้ พริบตานั้นผมก็วาปร์มาที่ปราสาทจอมมารทันที



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ