ตอนที่ 103 สงครามศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 103 สงครามศักดิ์สิทธิ์
“รู้ไหม ปกติเชลยศึกในสงครามจะต้องโดนอะไร”
ผมถามกับเชลยศึกที่จับมาได้ ซึ่งก็เป็นอัศวินทั้งสิบคน
กับนักบวชอีกสองคน ที่ตอนนี้นั่งทำหน้าซีดกันหมด
“อย่าคิดว่าพวกข้าจะกลัวแกนะ! ถ้าโบสถ์ใหญ่รู้เรื่องนี้
จะต้องตามเอาเรื่องแกจนถึงที่สุดแน่”
“ก็เอาสิ ผมน่ะแทบไม่มีอะไรต้องเสีย
ถ้าต้องแลกกับโบสถ์ใหญ่ที่มีอะไรต้องรักษาเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะรักษาหน้าเนี่ย
ถ้ากล้าแลกก็เอาเลย ฮ่าๆๆ”
พูดไปงั้นแหละ เกิดปัญหาบานปลายขึ้นมา
คงต้องใช้อิทธิพลเล่นงานในที่ลับกันสักหน่อย เพราะผมไม่อยากให้สาวๆ
ต้องเป็นอันตรายขึ้นมาเหมือนกัน
“ไอ้สารเลว!”
สงสัยพวกนี้ไม่เคยเจอคนแบบผม คนที่ไม่กลัวอำนาจบาตรใหญ่ของใคร
ไม่กลัวอิทธิพลและกล้าชนทุกรูปแบบ และบอกได้เลยถึงผมไม่ใช่จอมมาร ไม่มีเผ่าปีศาจหนุนหลัง
ผมก็ยังตัดสินใจทำแบบนี้อยู่ดี
ผมล่ะไม่โกรธหรอกเรื่องโดนด่า กลับสนุกด้วยซํ้า
เพราะการที่อีกฝ่ายด่าแปลว่าอารมณ์เริ่มไม่ดีแล้ว พวกที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
ง่ายต่อการปั่นหัวนักแล แต่ในที่นี้มีแค่ผมเท่านั้นแหละที่คิดแบบนั้น กลับพวกสาวๆ
พอเห็นผมโดนด่า ก็พากันของขึ้น
เดเม่เดินตรงเข้าไปหา พร้อมกับชักอีโต้ออกมาจ่อที่ไปปาก
และพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชาจนผมยังรู้สึกหนาวแทน
“นายท่านคะ มีเมนูอะไรที่ใช้ลิ้นเป็นวัตถุดิบไหมคะ”
“ถึงมีผมก็ไม่อยากจะกินลิ้นโสโครกของเจ้าพวกนี้หรอก
เพราะงั้นวางมีดลงก่อนเถอะเดเม่ ผมยังต้องใช้ประโยชน์จากพวกนี้อีก”
ถึงเดเม่จะเก็บอีโต้ไปตามที่ผมสั่ง
แต่ก็ได้ทิ้งความหวาดกลัวไว้กับพวกเชลย จนไม่มีใครกล้าปริปากอีก
จังหวะเดียวกับที่มอเรียและฟรานวิ่งกลับเข้ามาตรงทางขึ้นลงระหว่างชั้น
ซึ่งพวกผมใช้เป็นที่พักชั่วคราว
“มากันแล้วค่ะ ยกกันมาเพียบเลย”
มอเรียรีบรายงานให้ฟัง
“ประมาณกี่คนเหรอ”
“พวกโบสถ์ใหญ่ประมาณ 120 คน นักผจญภัยอีกเกือบ 200 ค่ะ”
ฟรานที่มีสายตาดีเลยสามารถบอกจำนวนได้อย่างแม่นยำ
“พวกนักผจญภัยก็เอาด้วยเหรอเนี่ย อย่างว่าล่ะนะ ถ้ามีเงินให้
เป็นงานอะไรนักผจญภัยก็ทำให้อยู่แล้ว”
ผมถอนหายใจ เพราะไม่อยากทำอันตรายเพื่อนร่วมอาชีพสักเท่าไร
พวกเชลยทำหน้ายิ้มขึ้นมาทันที คงเพราะคิดว่าเพื่อนมาช่วย แล้วคงรอดแน่
ไม่อยากให้พวกนี้ผิดหวังเลย แต่เหตุที่ผมยังเลี้ยงลมหายใจของพวกนี้เอาไว้
ก็เพื่อกรณีแบบนี้แหละ
“ทุกคนเตรียมพร้อมไว้นะ งานนี้ถ้าโชคไม่ดี พวกเราต้องเจอศึกหนักหน่อย”
“ค่ะ!”
ทุกคนขานรับพร้อมกับแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วนทันที
ส่วนหนึ่งคุมตัวประกันตามผมออกไป อีกส่วนปักหลักดูสถานการณ์
ผมดึงตัวนักบวชคนหนึ่งมาไว้เป็นโล่ส่วนตัว และเดินนำออกไป
ด้านนอกอีกฝ่ายตั้งแนวรบได้น่าเกรงขามมาก
โดยใช้พื้นที่ที่ได้เปรียบให้เป็นประโยชน์ ซึ่งแบ่งกำลังคนไปยืนตามขั้นเนิน
พวกที่ใช้ธนูจะอยู่แถวบนสุด ถัดมาก็เป็นนักบวชกับนักเวท
และด้านล่างสุดที่เผชิญหน้ากับผมเป็นกองอัศวินผสมกับนักผจญภัยที่สู้ระยะประชิด
แต่พวกนั้นยังไม่ได้ลงมือ เพราะเห็นผมเอาตัวประกันออกมาด้วย
“เปิดทางซะ แล้วเราจะปล่อยคนของพวกคุณไป”
ผมชิงเปิดฉากต่อรองก่อน เพราะคนที่ยื่นเงื่อนไขก่อนจะได้เปรียบ
“ไม่มีทาง คนของพวกแกน้อยกว่า อย่างไงพวกข้าก็ชนะ
รีบปล่อยคนของเรามาแล้วยอมแพ้ซะ”
“ให้ตายเถอะ จะดื้อกันไปทำไมเนี่ย ผมแค่จะผ่านทางไปเฉยๆ
ไม่ได้จะไปรบกวนอะไรสักหน่อย”
“งั้นทำไมแกถึงไม่เข้ามาในปาร์ตี้กับพวกข้า
การอุทิศตนให้กับผู้รับใช้พระเจ้าเป็นสิ่งที่พวกแกสมควรจะทำอยู่แล้ว”
“แล้วทำไมผมต้องอุทิศตนให้ด้วยล่ะ? มีกฎหมายข้อไหนบังคับไว้เหรอ”
“มันเป็นศรัทธาและหน้าที่!”
“ผมก็มีศรัทธากับพระเจ้านะ แต่ผมไม่ศรัทธาคนที่อ้างชื่อพระเจ้า
ส่วนหน้าที่ผมมีอยู่แล้ว ไม่ต้องยัดเหยียดเพิ่มงานให้เลย”
“พอแล้ว แกมันมารศาสนา! คงคิดร้ายกับท่านอาร์คบิชอปแน่
พวกเราภายใต้สงครามศักดิ์สิทธิ์จงสังหารคนบาปซะ
แล้วพระเจ้าจะอ้าแขนรับพวกเราสู่ทรวงสวรรค์!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นมา จนคำพูดของผมส่งไปไม่ถึงแล้ว จริงๆ
ผมจะบอกไปว่า ถ้าอยากจะไปสวรรค์เดี๋ยวผมพาไปก็ได้นะ แต่ช่างเถอะ
ก็กะไว้แล้วว่าคุยกันไม่รู้เรื่องแน่
แต่ทันทีที่อีกฝ่ายประกาศสงคราม ผมก็ต้องสมบททหาร
และลบความเมตตาไปจากจิตใจ ผมหยิบเอาดาบศิลาเย็นออกมา
พร้อมกับตัดหัวนักบวชที่จับเป็นเชลยทันที และก็โดยหัวที่ตัดไปทางฝังพวกศัตรู
วิธีนี้เป็นวิธีข่มขวัญข้าศึกที่พวกนักรบมองโกเรียชอบใช้
เป็นการประกาศให้ข้าศึกรู้ว่า ถ้าลื้อกล้าจับ
อาวุธหันมาหาอั๊ว ลื้อจะมีสภาพเช่นนี้
ในยุโรปก็มีการข่มขวัญทำนองนี้เช่นกัน
ด้วยการจับเชลยมาเสียบเหล็กปักประจานหน้าเมือง
และมันได้ผล เสียงโห่ร้องเงียบหายไป ท่ามกลางความเงียบ
มีแต่เสียงหลุดอาเจียนออกมา
ไร้คำกล่าว เมื่อเป็นสงคราม ก็ให้อาวุธ เลือด กระดูก และเครื่องใน
มันพูดแทน
ผมใช้ Wall สร้างกำแพงออกมาเป็นรูปครึ่งวงกลม
เป็นกำบังตรงทางเข้าไว้ ถึงพวกนั้นจะได้เปรียบเรื่องชัยภูมิ แต่ผมก็ได้เปรียบเรื่องที่มั่น
เพราะผมยึดทางเข้าออกเพียงทางเดียวไว้ กรณีที่สู้ไม่ได้ ผมก็มีทางให้ถอยกลับ
และยังใช้แผนถ่วงเวลาทำให้เสบียงข้าศึกหมดได้อีก
แต่ผมไม่อยากจะเสียเวลากับพวกงี่เง่า
มันมีอะไรที่ยังมีประโยชน์ให้ทำอีกตั้งมากมาย ผมเลยใช้แผนเชิงรุก
เพื่อจะตัดสินผลของสงครามครั้งนี้ให้เร็วที่สุด
“ฟรานเริ่มได้เลย”
พอผมให้สัญญาณ ฟรานก็ยิ้มรับและหันไปทางพวกเชลย
“Mind control”
พวกเชลยถูกควบคุมจิตใจ พร้อมกับติดสถานะสวามิภักดิ์ทันที
จากนั้นผมก็ให้ฟรานสั่งการพวกมันตามแผนที่ผมเตรียมไว้
“อย่าพึ่งโจมตี นี้พวกข้าเอง!”
เชลยรีบตะโกนบอกขณะวิ่งหลบหนีกันออกไป ตรงรอยแยกของกำแพง
ที่ผมตั้งใจทำทิ้งไว้ ทาง
ฝ่ายศัตรูที่กำลังจะโจมตีด้วยธนูและเวทมนต์
เลยชะงักไปและรีบตั้งขบวนเพื่อมารับพวกเดียวกันกลับไป
พอได้พวกคืนไป มันเลยคิดว่าผมจะยอมแพ้
แถมยังแค้นที่ผมไปตัดหัวนักบวชด้วย เลยสั่งยิงถล่มแบบไม่เลี้ยง
โดยที่ระหว่างนั้นทางผมก็…
“วันนี้ชาอร่อยจัง”
อาเดไลท์ยกมือขึ้นมาทาบที่แก้ม พลางดื่มดํ่าไปกับรสชาติ
ส่วนคนอื่นก็กำลังกินของว่างกันอย่างเพลิดเพลิน
“ได้ชาดีๆ มาจากพวกพ่อค้าที่ชั้น 9 น่ะ รสชาติถูกปากสินะ”
“อืม อร่อยกว่าที่เคยดื่มเป็นประจำซะอีก”
“นายท่านๆ อะ ไอ้นี้มันเรียกว่าอะไรเหรอ!”
โลสลินชี้ไปที่คุกกี้ที่กองอยู่พูนถาด
“คุกกี้ อร่อยนะชิมดูสิ”
ผมเห็นพวกเธอไม่กล้าหยิบ เลยต้องบอกยํ้าไป เพราะไม่มีแม่พิมพ์
ผมเลยใช้เปลือกหอยแทน แต่ก็ออกมาดูน่ากินใช้ได้
พวกสาวๆ นั่งเป็นกลุ่มๆ ดื่มชากินคุกกี้
โดยไม่ได้สนใจเสียงดังโครมครามจากด้านนอกเลย
กำแพงผมสร้างไว้เป็นชั้นๆ คงอีกสักพักใหญ่ กว่าพวกนั้นจะพังได้หมด
Wall เป็นเวทที่มีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ กินมาน่าก็น้อย
คลูดาวน์ก็สั้น เทียบกับอีกฝ่ายที่ต้องเสีย
ทั้งลูกธนูและพลังมาน่าไปเป็นจำนวนมากแล้ว
มันเกินคำว่าคุ้มค่าซะอีก
ส่วนผมแค่ฟังเสียงก็รู้ว่ากำแพงโดนเจาะมาถึงตรงไหนแล้ว
และระหว่างยิงถล่มมาแบบนี้ ทางนั้นก็ส่งหน่วยรบแนวหน้าเข้ามาไม่ได้
ผมถึงไม่ต้องกังวลอะไร และด้วยความคิดที่ว่าทางผมยอมแพ้แล้ว
ทางนั้นเลยไม่ได้เอะใจสักนิดเลย ว่าทำไมทางผมถึงไม่มีการโต้ตอบกลับไปบ้าง
“นายท่านคะ ได้เวลาแล้วค่ะ”
เดเม่เตือนผมที่กำลังเพลินไปกับสวนดอกไม้งามตรงหน้า พวกสาวๆ
เองก็รู้ว่าหมดเวลาอาหารว่างแล้ว เลยลุกขึ้นและช่วยกันเก็บข้าวของอย่างเร็ว
จากนั้นพวกผมก็…
กลับขึ้นมาที่ชั้น 10
พอกำแพงพังลงมา พวกอัศวินและนักผจญภัยก็วิ่งกรูกันเข้ามา
แต่ว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกผม
“มันหนีไปแล้ว! รีบตามไปเร็ว”
พวกมันติดกับดักผมเข้าอย่างจัง
ถ้าไม่ประมาทก็คงไหวตัวกันตั้งแต่เรื่องกำแพงแล้ว
แต่นี้คงคิดว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายไล่บี้ข้างเดียว
พอพวกมันเข้ากันในทางขึ้น ผมก็ให้มิรินใช้เวทไฟอัดใส่เข้าไปเลย
ทางเชื่อมระหว่างชั้น มันเป็นแค่บันไดในพื้นที่ปิด
ไฟหรือนํ้าจะทำให้ได้ผลดีกว่ามากปกติ พวกด้านหน้าที่เห็นเปลวไฟพุ่งเข้ามา
ก็วิ่งหนีจนไปดันพวกข้างหลังจนล้มทับกัน
พวกผมเดินลงมาก็พบศพตามทางมากมาย ต้องบอกอย่างเศร้าแทน
ว่าส่วนใหญ่ถูกเหยียบกันตายมากกว่าโดนไฟครอกซะอีก ใช้สถานที่ที่มีคนอยู่เยอะๆ
สิ่งที่น่ากลัวสุดคือภาวะตื่นตระหนกและเหยียบกันตายเนี่ยล่ะ
สาวๆ รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ เลยหยิบอาวุธกันออกมา
และออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้แนวหน้าของอีกฝ่ายกำลังเสียขบวน
และตกอยู่ในความอลหม่านอยู่ ยิ่งโดนบุกเข้าตีซํ้า
ก็ยิ่งทำให้แตกตื่นกันยิ่งกว่าเดิม
แทนที่จะจับกลุ่มช่วยกันสู้ พวกมันเลยเป็นต่างคนต่างสู้
บางคนก็วิ่งหนี ขาดความเป็นระเบียบและเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน
ตรงกันข้ามกับพวกสาวๆ ของผม ที่ดาหน้าบุกอย่างเป็นพร้อมเพรียง
จากระบบที่ผมใช้ตอนสู้กับมอนสเตอร์ ทำให้ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง
และเข้าใจการเคลื่อนไหวของคนอื่นด้วย
ถึงจะเสียเปรียบเรื่องจำนวน
แต่การเคลื่อนไหวกลับเหนือกว่าอย่าเห็นได้ชัด
ถ้ามีใครพุ่งเข้าไปชน
ก็จะมีอีกคนตามเข้าไปสังหารเป้าหมายที่มือไม่ว่างอยู่ทันที เป็นแบบใช้สองรุมหนึ่ง
เพื่อความเร็วในการเคลื่อนที่มาชดเชยจำนวนคนที่ต่างกัน
พวกที่รอดออกมาจากทางเชื่อมระหว่างชั้นได้ ก็เหลือเพียงไม่กี่สิบคน
จากจำนวนคนเป็นร้อย แถมพอหันกลับมาแทนที่จะได้เห็นพวกตัวเอง
ที่ตามหลังมากลับเป็นพวกผมแทน
แนวหลังที่เห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว เลยสั่งโจมตีไปโดยไม่สนใจคนที่ยังติดอยู่แนวหน้า
ทว่าการโจมตีด้วยธนูและเวทมนต์ไม่อาจเกิดขึ้นได้
เพราะตอนนี้พวกเชลยที่ตกอยู่ใต้การสะกดจิตของฟราน
ได้เริ่มลงมือแล้ว ผมส่งพวกมันแทรกซึมเข้าไป
และรอจังหวะโจมตีจากแนวหลังข้าศึกโดยตรง ศัตรูขาดการระวังหลัง
เลยล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง
ตอนนี้ทั้งแนวหน้าและแนวหลัง ถูกแผนของผมป่วนจนเละไปหมดแล้ว
กับศัตรูที่กระจัดกระจายแบบนี้ ทำให้ทางพวกผมสู้ได้ง่ายขึ้นเยอะ
โดยไม่ต้องงัดเอาไม้ตายมาใช้ให้เสียแรง ชัยชนะก็ตกเป็นของพวกผมในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
หลังจบศึก กว่าครึ่งตกเป็นเชลยของผม
ส่วนที่เหลือเสียชีวิตระหว่างต่อสู้
ถึงตอนนี้พวกมันยังทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ทางผมมีจำนวนคนเพียงแค่สิบกว่าคน น้อยกว่าเป็นสิบเท่า
ไม่นับเลเวลที่โดยเฉลี่ยก็น้อยกว่าด้วย
กับพวกคนจากโบสถ์ใหญ่ ผมเก็บไว้ใช้งานต่อได้ เลยให้ฟรานจัดการใส่
Mind control ไป ส่วนพวกนักผจญภัย ทีแรกผมว่าจะไม่เอาเรื่อง
เพราะพวกนี้แค่ทำตามหน้าที่ เงินมางานเดิน ทว่าพอให้ฟราน Mind control
นักผจญภัยคนหนึ่ง และให้บอกความจริงออกมา ผมก็เปลี่ยนใจทันที
เพราะที่ไอ้เจ้าพวกนี้อึดสู้ ไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน
แต่เพราะพวกมันอยากได้สาวๆ เลยใช้โอกาสนี้สังหารผมและจับตัวสาวๆ
ไปเป็นของเล่นของพวกมัน
ผมเลยจะให้พวกผมได้สมใจอยาก โดยการให้เป็นของเล่นของฟรานไป
เธอจัดการพวกมันให้สวามิภักดิ์ทันที และเพราะเลเวลที่สูงขึ้นกับผลของการเปลี่ยนอาชีพ
ทำให้ตอนนี้จำนวนคนที่ฟรานควบคุมได้
เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เห็นว่าตอนนี้ถ้าควบคุมสักร้อยคนเป็นเรื่องที่สบายมาก
มีแต่พวกผู้หญิงกับอีกแค่บางคนที่ไม่รู้เรื่องด้วย
และทำตามหน้าที่เพราะถูกจ้างมา พวกนี้ผมปล่อยไป
แต่อย่างไงเรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้ พวกเธอก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายบานเลย
ไหนจะทำเควสไม่สำเร็จ ไหนจะผิดกฎของกิลนักผจญภัย น่าจะโดนทั้งปรับเงินและปรับลด
Rank กันเยอะ
ตัวผมเองไม่ดีใจกับชัยชนะครั้งนี้เท่าไร เพราะอย่างไงก็มีคนตาย
ถึงจะเป็นศัตรูก็เถอะ แถมยังมีพวกที่หนีไปได้ ป่านี้พวกที่ชั้น 12
คงรู้เรื่องหมดแล้ว ถ้าต้องสู้อีก คงจะเป็นศึกที่ยากกว่านี้แน่
แถมตอนนี้เหมือนจะหลุดจากเป้าหมายไปอย่างไงไม่รู้สิ จริงๆ
แค่จะลงมาเก็บเลเวล และถ้าไหวผม
ก็ว่าจะไปช่วยสำรวจชั้น 12 ให้ เพราะผมเป็น Treasure hunter
สามารถสำรวจดันเจี้ยนได้ดีกว่าคนอื่น
แต่ตอนนี้เหมือนลงมาทำสงครามที่ไร้ซึ่งผลประโยชน์ใดๆ เลยแฮะ
แต่ผมก็เข้าใจขึ้นมาล่ะ ว่าทำไมยุคกลางสมัยก่อน ถึงได้มีแต่สงคราม
ก็เพราะคนพูดกันไม่รู้เรื่องนี้เอง
จะกลับขึ้นไปเลย โดยทำเป็นไม่สนใจก็ได้อยู่นะ แต่ถ้าทิ้งไว้
ปัญหามันก็ไม่ได้หมดไปอยู่ดี ไหนๆ มาถลำตัวลงมาแล้ว เดินไปให้มันสุดทางเลยดีกว่า
ผมหันไปมองพวกสาวๆ เผื่อว่าใครจะค้านผม
พวกเธอก็ราวกับนัดแนะกันมาแล้ว เลยตอบออกมาพร้อมกันเลย
“ไปตีก้นสั่งสอนอาร์ดบิชอปกันเถอะค่ะ!”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น