ตอนที่ 128 หนีตาย

ตอนที่ 128 หนีตาย
ผมลุกขึ้นยืน และหยิบเอาดาบศิลาเย็นออกมาจากในกระเป๋า แย่หน่อยที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย นอกจากอาวุธแล้วก็มีแค่อาหารสำรองเท่านั้น
“อย่าขันขืนเลยโรมะ นักผจญภัยที่อยู่ในห้องนี้ล้วนแต่เป็นคนที่ฉันคัดมาเอง และมีเลเวลหนึ่งร้อยยี่สิบทุกคน”
ถึงซารีไม่บอกผมก็จะพอจะเดาได้อยู่แล้วล่ะ
ผมก็เหลือบไปที่เงาของตัวเอง เรโมริก้าไม่ออกมาจริงๆ ด้วย แปลว่าโดนปิดผนึกสกิลไว้เหมือนกัน ผมกลับมาจับที่แหวนอีกครั้ง ผมยังเห็นและสัมผัสได้ แปลว่ายังไม่ถึงกับสิ้นสภาพตัดขาดกับเผ่าปีศาจ แต่มันจะรวมถึงกรณีที่ผมตายด้วยหรือเปล่า ปกติถ้าตายจะต้องคืนสู่สถานะจอมมารทันที แต่อะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดค่าแบบนั้น…ไม่น่าถาม ก็ต้องสกิลมารราคะอยู่แล้ว
ตัวเลือกของผมแทบไม่เหลือ ยาฟื้นคืนชีพผมเหลือสองขวด แต่ขวดหนึ่งผมฝากไว้ที่มิริน ส่วนอีกขวดฝากไว้กับเดเม่ แต่ทั้งสองคนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี้ คงหวังให้มาช่วยไม่ได้ ความหวังเดียวเลยอยู่ที่มุเอมะ เธอบอกว่าจำ
ตาดูผมอยู่ตลอด แปลว่ากำลังเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เดี๋ยวจะต้องโผล่ออกมาช่วยแน่ๆ
“ถ้าคิดจะหวังให้พรรคพวกเผ่าปีศาจมาช่วย เสียเวลาเปล่า”
“!!!”
นี้ผมโดนซารีอ่านใจได้อีกแล้ว
“ตั้งแต่รู้ว่านายเป็นเผ่าปีศาจ ฉันก็รู้ทันทีว่าเมืองนี้กำลังถูกเฝ้ามองอยู่ เลยให้เพิ่มระดับการป้องกันของเมืองไปสู่ระดับสูงสุด และตอนนี้ก็สั่งปิดกั้นอุปกรณ์เวทที่ใช้ในการเฝ้าติดตามทุกอย่าง รวมถึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายด้วยเวทมนต์และไอเท็มมาในบริเวณรอบๆ ตัวเมืองได้ ตอนนี้กรอซ่ากลายเป็นเมืองล่องหนสำหรับเผ่าปีศาจและมอนสเตอร์ไปแล้ว”
นี้เธอเตรียมการมาขนาดไหนกันเนี่ย! ไม่อยากจะเชื่อเลยถ้านี้เป็นอย่างที่เธอพูด ไม่ใช่แค่มุเอมะ แต่อาจรวมถึงอานูบิสด้วย
หรือว่าคราวนี้ผมจะต้องมาจบลงตรงนี้จริงๆ…ไม่! ผมจะมาตายง่ายๆ ไม่ได้ ผมเองก็ยังมีหน้าที่และสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน คิดสิ อาวุธที่ดีที่สุดของผมก็คือสมอง คิดให้ออก จะรอดจากที่นี้ไปได้อย่างไง
ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ขณะที่พวกนักผจญภัยขยับเข้ามาอย่างระวัง
“ระวังอาวุธของเขาไว้ มันเป็นดาบระดับ World ที่มีความคมมาก อย่ารับการโจมตีซึ่งๆ หน้า”
บ้าซิบ แม้แต่อาวุธของผมเธอก็รู้ความสามารถของมันเหรอ! โดยเรียกมาติดกับแถมยังโดนรู้ข้อมูลอีก แบบนี้มัน…เดี๋ยวนะ…กับดักเหรอ!
ผมเริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว ถึงจะเลือนรางอยู่ แต่ก็เห็น ที่ซารีเรียกผมมาติดกับที่นี้ เพราะมันคือพื้นที่สังหารที่ดีที่สุด หรือก็คือเธอกลัวสกิลของผม จนต้องใช้ห้องนี้ทำให้ผมใช้สกิลไม่ได้ ถ้าทำลายอุปกรณ์เวทที่ปิดสกิลได้ล่ะก็ ไม่ได้ ไม่มีเวลามาหาแล้ว แถมถูกรอบไว้แบบนี้อีก ซารีเองก็คงอ่านทางผมได้ล่วงหน้า และคอยระวังอุปกรณ์เวทที่ว่าไว้เป็นอย่างดี ต้องคิดนอกกรอบ...จะว่าไปไม่เห็นต้องคิดเลย แค่ฝ่าออกไปจากห้องนี้ได้ก็พอแล้ว
“ทิ้งอาวุธซะโรมะ ถ้านายยอมแพ้ ฉันสัญญาว่าจะไว้ชีวิต อย่างเลวร้ายสุดก็แค่เนรเทศออกไปนอกประเทศเท่านั้น”
“…ผมทำแบบนั้นไม่ได้ คุณก็รู้ว่าคนของผมส่วนใหญ่เป็นทาส เกิดผมเป็นอะไรขึ้นมา ทาสของผมก็จะถูกยํ่ายีทันที ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ข้ามศพผมไปก่อนเถอะ”
“เลิกดื้อสักที!”
“หัวหน้าเลิกเสียเวลากับมันได้แล้ว”
นักผจญภัยคนหนึ่งขี้เกียจจะตั้งท่ารอแล้ว เลยพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก
“เดี๋ยว!”
ซารีพยายามร้องห้าม แต่ไม่ทันแล้ว พอมีคนเริ่มที่เหลือก็ขยับตามทันที
และสมกับเป็นคนที่มีเลเวลระดับหนึ่งร้อย ความเร็วเป็นระดับที่ผมตามไม่ทันเลย ซํ้าพลังยังต่างกัน
จนเทียบไม่ติด ถึงดาบศิลาเย็นของผมจะได้เปรียบการในการปะทะ เพราะสามารถทำลายอาวุธอีกฝ่ายได้ แต่เพราะผมช้ากว่า เลยได้เพียงแต่ยกมันขึ้นมาป้องกันตัว แถมยังต้านแรงไม่ไว้ จนกระเด็นเสียหลักทุกครั้งที่ปะทะกัน
สิบวินาที นั้นคือเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ของผม กลางดงนักผจญภัยเลเวลร้อยยี่สิบจำนวนมากกว่าสิบคน ผมคงยื้อชีวิตได้มากสุดแค่นั้น เพราะงั้นผมเลยไม่ได้คิดจะสู้แต่แรก แต่หาจุดที่จะใช้ฉกฉวยได้ต่างหาก
ผมแกล้งรับการโจมตีเพื่อให้ตัวเองถอยไปด้านหลัง จนคนด้านหลังโจมตีสุดแรงเกิดใส่ ผมหันไปรับการโจมตีนั้นไว้ พร้อมกับใช้ประโยชน์จากแรงกระแทก พุ่งตัวเองไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ซารียืนอยู่ ขอเพียงผ่านเธอไปได้ ก็จะถึงหน้าต่างแล้ว
“…เป็นการตัดสินใจที่โง่เขลามาก”
ซารีบอกพร้อมกับขยับมือขึ้นมา
แต่เธอไม่มีอาวุธ ผมไม่เคยเห็นซารีพกอาวุธเลย นั้นทำให้เธอดูไม่เหมือนนักผจญภัย แต่เหมือนพนักงานมากกว่า เป็นเหตุผลที่ผมเลือกโจมตีผ่านไปทางเธอด้วย
ความสัญชาตญาณกำลังเตือนผมถึงอันตราย เลยยกดาบขึ้นมาฟันออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่ทันใดนั้น ผมก็รู้สึกถึงแรงปะทะอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟขึ้นในอากาศ แสงจากประกายไฟทำให้ผมเห็นอาวุธที่ซารีใช้ขึ้นมาแว่บขึ้น มันคือลวด! ลวดเส้นเล็กที่ใสจนมองไม่เห็น แต่มันแข็งแกร่งขนาดที่ดาบศิลาเย็นของผมตัดไม่ขาด
ซารีทำหน้าตกใจไม่ต่างจากผม ถึงแม้จะตกใจคนละเหตุผลกันก็ตาม แต่ผมรู้ว่าการโจมตีของเธอยังไม่หมด ส่วนแขนที่ถือดาบอยู่ก็ไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะใช้ป้องกันตัวได้ ผมเลยต้องใช้มือเปล่าๆ อีกข้างปัดออกไปข้างหน้า เกิดแรงสัมผัสขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันตัดแขนของผมออกเป็นชิ้นๆ อย่างสวยงาม ก่อนที่ความเจ็บปวดจะเล่นงาน ผมก็ฉีดเลือดที่ปากแผลออกไปเพื่อทำให้เห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของลวดล่องหน
แต่สิ่งที่เห็นทำเอาผมแทบลืมหายใจ เพราะตรงหน้าผมมีลวดกำลังเคลื่อนไหวราวกับเต้นระบำอยู่นับสิบๆ เส้น ผมรีบปักดาบลงบนโต๊ะทำงานของซารีเพื่อหยุดตัวเองเอาไว้ ไม่งั้นถ้าเคลื่อนที่ออกไปผมโดนสับเละแน่
“ที่ฉันเป็นหัวหน้ากิลไม่ใช่เพราะแค่เก่งเรื่องทำงานนั่งโต๊ะหรอกนะ”
ซารีเอ่ยขึ้นด้วยสายตาที่ราวกับเหยี่ยวจ้องดูเหยื่อ แถมพอผมคิดจะขยับตัว ร่างกายก็รู้สึกเหมือนโดนกระแสไฟฟ้าช็อค ทำให้ชาไปทั่วร่างทำให้ขยับตัวไม่ได้เลย
ผมหันไปมองด้านหลังก็เห็นนักผจญภัยคนหนึ่งยื่นมือมาทางผม นี้เขาใช้สกิลใส่ผมเหรอ? การปิดสกิลมีผลแค่กับผมเท่านั้นเองหรือเพราะอะไรกันแน่ นี้มันซับซ้อนกว่าที่คิดไว้ซะอีก แต่แบบนี้แย่แน่ ผมโดนสกิลประเภทตรึงการเคลื่อนไหวเข้าไป ไอ้เรื่องที่คิดจะหนีออกไปลืมไปได้เลย
ตัวเองก็บาดเจ็บ เสียแขนไปข้างหนึ่ง ไอเท็มก็ไม่มี…ไม่ไหวแล้ว ผมหนีออกไปจากที่นี้ไม่ได้…ต้องมาตายในสภาพแบบนี้…เจ็บใจที่สุด!
ตูม!!!
เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับพัดความสิ้นหวังผมไปด้วย
แรงระเบิดมาจากด้านนอก แต่มันได้พัดเอาหลังคาของตึกหายไปเลย แต่สิ่งที่กำลังลอยอยู่บนฟ้า ก็เป็นหนึ่งในคนที่ผมอยากจะได้เห็นหน้าอีกครั้งที่สุด
“…มิริน”
“พวกฉันมาช่วยแล้วค่ะท่านโรมะ!”
“อย่าให้เธอเอาตัวโรมะไปได้!”
ซารีสั่งยังไม่ทันจบ พวกนักผจญภัยสองคนก็โดนอัดกระเด็น ถึงขนาดทะลุไปตึกข้างๆ เงาที่โผล่มาทาบบนตัวผมคือดอเรีย เธอรีบจับตัวผมขึ้นไปไว้บนหลังเธอ ซึ่งมีเอสเตอร์นั่งอยู่รอรับตัวผม
“คุณมิรินพร้อมแล้วค่ะ!”
เอสเตอร์พอยึดตัวผมไว้แน่นแล้ว ก็เงยหน้าขึ้นไปตะโกนบอกกับมิริน ซึ่งกำลังร่ายเวทเตรียมเอาไว้
“ไม่ปล่อยให้ทำได้หรอก!”
ซารีตวัดมือเพื่อโจมตีใส่ทั้งมิรินและทางพวกดอเรียพร้อมๆ กัน แต่ต้องหยุดการเคลื่อนไหวกะทันหัน และรีบกระโดดหนีจนพลาดจังหวะโจมตีไป แต่นั้นก็ช่วยทำให้เธอรอดพ้นการลอบสังหารจากมอเรียที่แอบมาทางด้านหลังไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทิ้งรอยกรีดจนเลือดไหลซึมออกมารอบลำคอ
ซารีหันมามองมอเรียพลางยกมือขึ้นกุมคอตัวเองด้วยสีหน้าซีดเผือก ตรงกันข้ามกับมอเรีย แววตาที่โผล่พ้นผ้าในชุดเครื่องแบบนักฆ่า มันคือแววตาของมือสังหารที่เต็มไปด้วยโทสะ
“คุณดอเรีย!”
เอสเตอร์ส่งเสียกระตุ้นเตือนไปที่ดอเรีย เธอเลยพุ่งทะยานเข้ามาคว้าตัวมอเรียขึ้นมา พร้อมกับทีมิรินได้ปล่อยเวทมนต์ลงมาพอดี
เวทมนต์ของมิรินสร้างแรงอัดมหาศาลจนบี้ตึกกิลนักผจญภัยจนถล่มราบ กว่าที่พวกซารีจะเอาตัวเองออกมาจากใต้กองซากไม้ได้ พวกผมก็เผ่นหนีกันไปแล้ว
“…ใช้แท่นวาปร์หนีไปสินะ”
ซารีมองไปที่แท่นวาปร์ซึ่งยังมีแสงสว่างจากการพึ่งใช้งานไป
“หัวหน้าเอาอย่างไงต่อครับ”
พวกนักผจญภัยรู้สึกหัวเสียไปเหมือนกัน ที่โดนฉกตัวเป้าหมายไปต่อหน้าต่อตา แต่อีกฝ่ายลงมือประสานงานกันได้ดีมากจนไม่มีช่องว่างให้ลงมือได้เลย
“มีสองที่เท่านั้นแหละที่พวกมันจะหนีไป ตอนนี้ตรวจดูคนที่บาดเจ็บก่อน”
พอได้ยินคำสั่ง พวกนักผจญภัยก็รีบขุดคนที่เหลือขึ้นมาจากใต้กองซากไม้ และไปเก็บพวกที่โดนดอเรียถีบกระเด็นไปกลับมาด้วย
“…มอเรีย”
ซารีเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงปานจะร้องไห้ แผลที่คอไม่ได้สาหัสอะไร แต่กลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและแสบร้อน มากกว่าแผลใดๆ ที่เคยได้รับมา
“เละเทะน่าดูเลยนี้ เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
ซารีสะดุ้งโหยงและหันไปทางต้นเสียงที่ถาม เพราะเธอไม่รู้สึกถึงตัวตนของอีกฝ่ายเลยว่ามาตั้งแต่เมื่อไร
“คุณคือ?”
เบื้องหน้าของซารีคือเด็กสาวร่างเล็กที่ดูเหมือนตุ๊กตามีชีวิต ความน่ารักและงดงามของอีกฝ่ายเล่นเอาซารีเผลอจ้องจนลืมตัว
“ฉันชื่อริกะ มาจากกิลมุเกน”
“คุณคือหัวหน้าริกะ!”
ซารีได้ยินข่าวลือของริกะมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่พึ่งได้เจอตัวจริงเป็นครั้งแรก เลยรู้สึกคาดที่เธอเป็นเด็กสาวน่ารักถึงขนาดนี้
“แล้วคุณคือ?”
“ขอโทษค่ะ ฉันคือซารี หัวหน้ากิลนักผจญภัย”
“อ้อ คุณซารีนี้เอง แบบนี้ก็ดีเลย ฉันมาตามล่าเจ้าคนที่ชื่อโรมะ ไม่ทราบว่าตอนนี้มันมุดหัวอยู่ที่ไหน”
“…เมื่อกี้ฉันเกือบจะล้อมจับมันได้อยู่แล้ว แต่พรรคพวกของเขามาช่วยไปซะก่อน ตอนนี้คงหนีกลับไปที่คฤหาสน์ที่อยู่นอกเมือง”
“หนีไปได้…ช่างเถอะ ช่วยบอกที่ตั้งของคฤหาสน์ที่ว่ามาที แล้วที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง”
“เดี๋ยวก่อน เขาเป็นคนอันตรายมาก จะสู้กันซึ่งๆ หน้าไม่ได้!”
“ขนาดหัวหน้ากิลนักผจญภัยยังกล่าวแบบนี้ เจ้านั้นเป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไง”
“จะว่าแบบนั้นไม่ผิดหรอก เพราะเขาเป็นผู้ใช้สกิลมารราคะ”
“มารราคะ!”
แววตาของริกะเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยิน
“ต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าถูกเขาสัมผัสตัวได้ก็เป็นอันจบ วิธีปลอดภัยคือปิดผนึกสกิลของเขา หรือไม่ก็โจมตีจากระยะไกลเข้าไปเท่านั้น”
ซารีอธิบายให้ฟังแต่เหมือนจะไม่เข้าหูริกะเลย
“ฮะๆๆ นอกจากจะได้มาจัดการเจ้าคนที่บังอาจใช้ชื่อเดียวกับโรมะมาทำเรื่องชั่วช้าแล้ว ยังจะได้จัดการมารราคะไปด้วย ฮ่าๆๆ”
“หัวหน้าริกะ…”
“อ่ะ ขอโทษด้วยค่ะ ลืมตัวไปหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง ในโลกนี้น่ะ…ไม่มีใครเอาชนะฉันได้เด็ดขาด”
…นั้นไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง ตามข่าวที่ซารีได้มานั่น ริกะสามารถลงไปในดันเจี้ยนที่มีความยากระดับสูงสุด ที่อยู่ทางพื้นที่ตะวันออกด้วยตัวคนเดียว เธอลงไปเอาสมบัติที่อยู่ห้องบอสดันเจี้ยนออกมาได้โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นหัวหน้าของกิลมุเกน ที่เป็นกิลที่รวมเอาผู้กล้ามาไว้ด้วยกัน
ในพื้นที่ตะวันออก ไม่มีใครไม่รู้จักเธอและกิลมุเกน จนถูกยกให้เป็นกิลอันดับหนึ่งเหนือกิลนักผจญภัยซะอีก
แต่ถึงอย่างนั้น ซารีก็พูดออกไปอย่างหาได้เกรงกลัวไม่
“แต่อย่างซะพื้นที่นี้กิลนักผจญภัยเป็นคนดูแลอยู่ รวมถึงเป็นผู้จัดการเควสล่าตัวโรมะ ขอให้หัวหน้าริกะโปรดให้ความร่วมือด้วย”
“…เอาแบบนั้นก็ได้”
ริกะไม่อยากเสียเวลากับซารี และยังมีข้อมูลที่เธอยังอยากให้ทางกิลนักผจญภัยช่วยหาให้อีก การผูกมิตรไว้เลยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“เช่นนั้นแล้ว โปรดใช้วิธีจับเป็นด้วยนะคะ”
“จับเป็น? ตามมติสภาใต้ดินหาใช่การกำจัดเขาทิ้งหรอกเหรอ”
“เรื่องนั้นไม่จำเป็นค่ะ การกำจัดมีหลายวิธี แค่เนรเทศเขาออกนอกประเทศก็เพียงพอแล้ว เพราะการฆ่าเขาในตอนนี้จะมีผลเสียอย่างใหญ่หลวงตามมา
เนื่องจากเขามีทาสที่ซื้อมาเป็นจำนวนมาก แถมยังรักใคร่บูชาราวกับองค์เทวะมาจุติ เกิดเขาเป็นอะไรไป พวกทาสที่กลายเป็นอิสระจะลุกฮือขึ้นมา ก่อการจารจนถึงขั้นทำให้กรอซ่าถึงคราวล่มสลายได้เลยค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นเอง แต่การทำให้ทาสเชื่อฟังได้ขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นมารราคะ”
“…”
ซารีไม่ได้บอกกล่าวไป ว่าที่เหล่าทาสมีความรู้สึกเช่นนั้นให้กับโรมะ ไม่ได้มาจากสกิลมารราคะแม้แต่น้อย แต่เกิดจากความเคารพบูชาที่มาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ เธอคิดภาพออกเลย ว่าถ้าโรมะเกิดตายไปจะเป็นอย่างไง ทั้งเมืองจะมีทหารเดนตายที่พร้อมพลีชีพแลกชีวิตกับศัตรูผุดขึ้นมาเป็นกองทัพ
แต่ที่เธออยากจับเป็น หาใช่มาจากเหตุนั้นเพียงอย่างเดียว การลุกฮือของทาสน่ากลัวก็จริง แต่สามารถใช้กำลังของทหารประจำเมืองรวมกับนักผจญภัยกำราบได้ แต่อีกเหตุผลหนึ่งนั้น แม้แต่ตอนนี้ตัวเธอก็ยังไม่มั่นใจ
‘บางทีอาจจะเป็นความลังเลของผู้หญิงก็ได้’
ซารีบอกกับตัวเองเช่นนั้น พร้อมกับขับไล่อารมณ์ขุ่นมัวในใจตัวเองออกไป


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ