ตอนที่ 92 ราคะที่ไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 92 ราคะที่ไร้ขีดจำกัด
“เอาล่ะ ตอนนี้คงเริ่มพูดคุยกันได้แล้ว”
ผมคลายสถานะจอมมารออกทันที เพราะที่ผมใช้มัน ไม่ได้จะใช้เพื่อทำลายอานูบิส แต่เพื่อทำให้เขาเห็นว่าผมเองก็มีอำนาจที่จะใช้ต่อรองได้
การเจรจาต่อรองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างมีอำนาจที่ใช้ต่อรองได้
กฎนี้ไม่ว่าโลกไหนก็ใช้ได้ผล ดั่งเช่นประเทศใหญ่ที่ไม่ยอมฟังข้อเรียกร้องของประเทศที่เล็กกว่า แต่ลองเอาระเบิดนิวเคลียร์ไปตั้งที่กลางประเทศมันดูสิ จะประเทศใหญ่แค่ไหนก็จะรีบตั้งโต๊ะเจรจาทันที
“ขะ ข้าขอยอมแพ้”
อานูบิสรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้อยู่แล้ว เลยขอยอมแพ้เพื่อวัดดวง ซึ่งถ้าโชคดีจอมมารอาจจะยอมปล่อยไป
“เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้จะให้ยอมแพ้”
“อึก! สมเป็นจอมมาร กับศัตรูไม่มีความปรานีให้เลยสินะ”
“อย่าพึ่งมโน ผมไม่ได้จะฆ่าคุณหรอก แค่อยากหาทางออกที่โอเคกับทั้งสองฝ่าย”
“จะไปมีได้อย่างไง!”
“เพราะงั้นถึงได้ต้องเจรจากันไงครับ ในเมื่อหาทางออกด้วยตัวเองไม่ได้ ก็มาหาทางออกร่วมกัน”
“นี้ท่าน!...”
อานูบิสเห็นความจริงใจของผม จึงยอมนั่งลงและยอมเจรจาด้วยจนได้ เอาล่ะ เริ่มเข้ารูปเข้าลอยแล้ว
“ข้ายอมเจรจาด้วย แต่ข้าขอตรวจดูได้ไหมว่าท่านโกหกหรือเล่า”
แต่ยังไม่เชื่อใจแฮะ ก็สมควรอยู่หรอก อีกฝ่ายเป็นถึงจอมมารนี่น่า จะให้มาเชื่อทุกคนพูดได้อย่างไง
“เชิญครับ”
จากนั้นบนมือของอานูบิสก็มีตาชั่งปรากฏขึ้นมา เหมือนตาชั่งทองคำของเอร่าเลยแฮะ แต่ขนาดของอานูบิสใหญ่กว่าและไม่ได้ทำมาจากทอง
ที่ด้านหนึ่งของตาชั่งมีขนนกสีขาววางไว้อยู่ อ้อ ไอ้ที่ไว้ชั่งบาปเพื่อตัดสินคนตายสินะ ได้เห็นด้วยตาตัวเองแบบนี้ สุดยอดไปเลยแฮะ
“ถ้าท่านโกหก”
อานูบิสกำลังจะอธิบายแต่ผมยกมือห้ามไว้
“ไม่ต้องครับ ผมเคยอ่านเรื่องของคุณมาแล้ว เลยรู้ว่ามันทำงานอย่างไง แค่คำโกหกของผมหนักกว่าขนนก ก็ให้ถือว่าผมเป็นฝ่ายหลอก แล้วจะทำอย่างไงต่อก็แล้วแต่คุณเลยครับ”
“เช่นนั้นก็มาเริ่มการเจรจากันเลย แต่ข้าขอถามอีกอย่าง ทำไมท่านถึงต้องเจรจาด้วย แค่ใช้กำลังก็บดขยี้ข้าได้แล้วแท้ๆ”
“เพราะผมเป็นฝ่ายผิดไงครับ เรื่องที่เอร่าทำมันผิดกับคุณจริงๆ ถ้าผมยังเอากำลังเข้าว่ามาจัดการปัญหา ผมจะไม่สบายใจครับ”
“…ท่านเป็นจอมมารที่แปลกดีนะ”
“อยากให้คิดว่าจอมมารเป็นฐานะมากกว่านะครับ ส่วนใครจะได้ฐานะนี้ไป ก็ใช่ว่าจะต้องเลวเหมือนกันหมด”
“เข้าใจล่ะ”
อานูบิสหันไปดูตาชั่งที่ไม่กระดิกสักนิด แล้วหันกลับมาคุยต่อ
“งั้นทำไมท่านถึงไม่ยอมให้ข้ายอมแพ้ล่ะ ถ้าเพียงชนะท่านก็จบเรื่องได้แล้วนี้”
“แล้วแบบนั้นจะทำให้ความแค้นของคุณหายไปเหรอครับ”
“…”
อานูบิสถึงกับพูดไม่ออก แต่พอตั้งสติได้ก็พยักหน้ารับเบาๆ
“การได้ชัยชนะมันไม่มีค่าอะไรหรอกครับ ถ้าทิ้งความแค้นให้กับผู้แพ้ ถึงผมชนะคุณได้แต่คุณก็ยังแค้น และจ้องหาโอกาสล้างแค้นเอร่าอยู่ใช่ไหมล่ะครับ”
“ตามที่ท่านพูด”
“เพราะงั้นผมเลยจะหาทางเอาชนะความแค้นของคุณแทนซะ”
“เอาชนะความแค้น…ฮ่าๆๆ ท่านนี้เป็นมนุษย์ที่น่าสนใจดีจริงๆ”
อานูบิสหัวเราะออกมาแล้ว ถือว่าลางดีล่ะนะ แถมเขายังเก็บเอาตาชั่งออกไปด้วย
“ขออภัย ข้านี้เสียมารยาทจริงๆ ที่ไปสงสัยคนอย่างท่าน เอาล่ะ เชิญว่าต่อได้เลย ว่าท่านมีวิธีจะเอาชนะความแค้นของข้าอย่างไง”
“วิธีผมยังไม่ได้ตัดสินใจครับ แต่ผมจะขอบอกในสิ่งที่ทางผมทำให้ได้ก่อน ถ้าเพียงพอก็ดีไป”
แล้วผมก็บอกถึงวิธีที่จะพากลับโลกเดิมได้ แต่อานูบิสกลับไม่สนใจเรื่องนั้นสักเท่าไร เพราะถ้ากลับไปเขาก็จะมีสภาพไม่ต่างจากวิญญาณที่ไร้ตัวตน แต่ที่โลกนี้เทพสามารถมีตัวตนที่จับต้องได้ แถมยังใช้พลังได้โดยไม่มีข้อผูกมัดอะไรด้วย ถ้าถามอย่าอยากกลับไหม ก็คือไม่ล่ะนะ
“เอ๋ งั้นก็น่าจะขอบคุณเอร่ามากกว่าไปโกรธเธอนะครับ”
“เรื่องนั้นก็ใช่ แต่ข้าโกรธท่าทางกวนประสาทของยัยนั้นมาก แถมยังเอาข้ามาทิ้งไว้ที่ดันเจี้ยนใต้ดินไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก นั้นแหละที่ทำให้ข้าแค้น”
“เอ่อ เรื่องนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องของการสุ่มครับ”
แล้วผมก็เล่าเรื่องที่ตัวเองโดนอันเชิญมา แถมยังไปโผล่ตรงปราสาทจอมมารให้ฟัง
“…ข้านี้มันโง่นัก! พอได้ฟังเรื่องของท่านแล้ว รู้สึกเรื่องของข้านี้มันช่างเล็กน้อยซะจริง!”
“และผมคิดว่ากรณีของคุณ เกิดจากที่ตัวคุณมีพลังมาก จนเอร่าไม่สามารถควบคุมจุดส่งตัวได้ แถมยังเก่งมาตั้งแต่แรก มันเลยเป็นการสุ่มไปยังจุดที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า”
“จะว่าไป…มันก็จริงนะ ที่นี้เหมาะกับข้าจริงๆ”
สรุปคือหลักๆ ที่อานูบิสโกรธก็คือ การที่อีกฝ่ายไม่ให้เกียรติเขาเลยมากกว่า ก็อานูบิสน่ะมีแต่คนให้ความเคารพ พอมาเจอท่าทางกวนติ่งของเอร่าไป เลยเหมือนโดนดูแคลนอยู่ล่ะมั่ง ผมเข้าใจเลยล่ะ ก็ตอนเจอกันทีแรกผมยังไม่อยากยุ่งกับเธอเลย
“ตอนนี้ผมขอลดจากคำว่าแค้น มาเป็นความขุ่นเคืองได้ไหมครับ”
“อืม ข้าก็ว่างั้นแหละ…เฮ้อ แย่ชะมัดเป็นถึงเทพแต่ต้องให้มนุษย์เช่นท่านมาสอนแบบนี้”
“ไม่หรอกครับ เวลาโมโหเป็นผมก็ลืมคิดถึงเหตุผลไปเหมือนกัน”
“อะ อืม เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านโมโหเด็ดขาด”
ตอนนี้ข้อสรุปออกมาแล้ว เอร่านั้นน่าตบกะโหลกก็จริง แต่โทษไม่ถึงตาย แล้วอานูบิสเองก็ชอบโลกนี้ เลยไม่ถือโทษที่อันเชิญเขามาแบบส่งเดช จะเหลือก็แค่ความขุ่นเคืองซึ่งไม่มีที่ลงของเขา
“งั้นมาสู้กันครับ”
“…นี้คิดจะตบหัวแล้วลูบหลังข้าหรือไง”
“เปล่าครับ แต่เป็นวิธีการระบายออกอย่างหนึ่ง ผมจะเป็นเป้ารับความโกรธของคุณให้เอง ให้อัดผมโดยคิดว่าเป็นเอร่าได้เลยครับ”
“แบบนั้นจะมีค่าอะไร ก็ท่านเป็นถึงจอมมาร ต่อให้ข้าทุ่มพลังทั้งหมดใส่ ก็ทำได้เพียงเป็นการนวดคลายกล้ามเนื้อให้ท่าน”
“ช้าก่อนครับ ใครว่าผมจะใช้สถานะจอมมารสู้กับคุณล่ะ แต่ผมจะใช้สถานะของมนุษย์เนี่ยล่ะ”
“…แบบนั้นก็ไม่ดีอีกนั้นแหละ ถึงตายเลยนะ”
“ไม่หรอกครับ ถ้าผมทุ่มสุดตัวน่าจะพอจะสูสีกับคุณ”
“โห มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เอ่อ แค่เป็นวิธีที่คิดไว้ ถ้าถามว่ามั่นใจไหม ก็ครึ่งๆ ครับ แต่ถ้าผิดพลาดจนผมต้องตายไป ก็จะไม่มีการถือโทษกันครับ”
“ถ้าท่านกล้าเดิมพันด้วยชีวิตตัวเองเช่นนั้น ข้าอานูบิสก็พร้อมจะรับไว้ ข้าให้สัตย์ว่าหลังจากได้ปลดปล่อยความโกรธไปแล้ว หลังจากนี้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไง ข้ากับเทพเอร่าจะไม่มีความโกรธเคืองกันอีก”
อานูบิสให้คำมั่น แบบนี้ข้อตกลงของการเจรจาก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ผมลุกขึ้นและเตรียมสู้กับอานูบิสต่อ แต่คราวนี้ผมไม่มีพลังของจอมมารช่วยแล้ว
แล้วผมจะเอาอะไรไปสู้น่ะเหรอ
ไม่มีหรอก พลังแบบนั้นจะไปมีได้อย่างไง โลกนี้ถูกควบคุมด้วยข้อกำหนด เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น มีแต่ตัวตนของจอมมารเท่านั้นแหละ ที่ทำลายสมดุลที่ว่า พวกเทพอย่างเอร่าถึงต้องพยายามกำจัดจอมมารให้ได้ไง พวกเธอมองจอมมารเป็นเพียงบั๊กที่อยู่ในระบบเท่านั้น
ทว่าข้อกำหนดทุกอย่าง ล้วนแต่มีข้อยกเว้นทั้งนั้น และผมก็เจอข้อยกเว้นที่ว่าแล้ว
ตอนที่ผมเตรียมตัวจะสู้กับอานูบิส ผมก็ได้ใช้มือแตะที่ตัวเองพร้อมกับเพิ่มค่าราคะให้ตัวเอง
50% แล้ว ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว แต่ผมยังไหวอยู่ จิตใจผมคุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้ดี เลยไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังของผมกำลังเพิ่มขึ้น ผมรู้ตัวมาพักใหญ่แล้ว ว่ายิ่งผมหื่นมากเท่าไร ผมก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
มันไม่ใช่ตัวเลขที่เห็นได้จากการใช้สกิลตรวจสอบดู แต่มันเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยร่างกายตัวเอง พลังของผมตอนนี้บอกได้แค่ว่า ถ้าให้สู้กับRaid ศพออร์ค ผมคงหลับตาและใช้เพียงแค่นิ้วก้อยก็พอแล้ว แต่ว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอจะใช้สู้กับอานูบิสได้
70%...ไม่มีผลอะไร ตัวเลขค่าความหื่นผมแตะ 100 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดแล้ว แต่ผมยังควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดี ถึงในหัวจะมีแต่เรื่องอย่างว่า แต่สติยังอยู่ดี พลังยังคงเพิ่มขึ้น
100% ไปเลย! นี้คือขีดจำกัดของคนปกติแล้ว ถ้าใครโดน 100% เข้าไปอาจถึงขั้นทำให้เสียสติได้เลย แต่ทำไมผมกลับยิ่งรู้สึกฟินฟ่ะ! สภาพจิตใจเหมือนกำลังได้เดินกลางทุ่งดอกไม้ที่แสนสดชื่น ไม่มีวี่แววว่าจะคลุ้งคลั่งขึ้นมาเลย
อ้อ หรือเพราะปกติผมเองก็ปลดปล่อยพลังราคะแบบ100% ออกมาเป็นประจำอยู่แล้ว เลยคุ้นเคยกับมันและควบคุมได้ตามใจนึก…จะดีใจหรือเศร้าดีล่ะเนี่ย แต่ว่าแย่แฮะ ยังไม่พอ ต่อให้เป็นพลังหื่น 100% ก็ยังมีพลังไม่พอจะสู้กับอานูบิสอยู่ดี
แบบนั้นมาดูกันดีกว่าว่าขีดกำจัดความหื่นผมจะอยู่ที่เท่าไรกัน
ผมค่อยๆ เพิ่มค่าราคะให้ตัวเองทีละนิดๆ อย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกินขีดจำกัดที่ทำให้สูญเสียสติไป แต่ที
ละนิดที่ว่าเนี่ย แปบเดียวก็ไปแตะ 250% แล้ว…อืม ยังโอเคอยู่ แต่เสี่ยนสุดๆ อยากรีบกลับไปมีอะไรกับพวกฟรานจัง
ดูแล้วผมคงจะรับได้มากกว่านี้อีก เลยเพิ่มต่อไป แต่อานูบิสคงรู้แล้วว่าพลังผมเพิ่มขึ้น เลยทำหน้าตื่นตกใจ จนเมื่อค่าราคะไปแตะที่ 400% นั้นแหละ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นในหัวของผม
‘ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็ก้าวข้ามมาจนได้ พลังราคะของเจ้านี้ไร้ขีดจำกัดจริงๆ งั้นข้าจะมอบพลังที่คู่ควรให้กับเจ้า’
มันเป็นเสียงเดียวกับที่ผมเคยได้ยิน ตอนทดสอบเพื่อเป็นจอมมาร จนได้รับพลังมารราคะมานั้นเอง
ขณะนั้นเองสกิลมารราคะของผมก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีคำว่า Plus เพิ่มขึ้นมาด้านหลัง แต่มันไม่ใช่แค่ชื่อที่เพิ่มขึ้นมาอีกคำ ทว่าผลของสกิลทั้งหมด
ได้เพิ่มขึ้นมาจากเดิม และผลที่เพิ่มขึ้นมานั้นเอง ที่ทำให้ผมคิดว่าตัวเองรับมืออานูบิสได้แล้ว
แถมเสียงในหัวยังบอกวิธีทำให้พลังราคะของผมอยู่ในจุดสมดุลด้วย ผมเลยทำตามดูด้วยการหยิบเอาเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ออกมา มันคือกางเกงในที่พึ่งถอดออกมาสดๆ วันนี้ของมิริน และผมก็ครอบมันลงบนหัวตามคำแนะนำ
กลิ่นที่สดใหม่ทำให้สมองผมโล่งขึ้นมา จิตที่ยุ่งเหยิงกลับมาสงบดังนํ้าในบ่อ พลังที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าราคะสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
“ขอโทษที่ให้รอครับ ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว”
“…งั้นข้าขอถาม ทำไมเจ้าถึงต้องเอากางเกงในสตรีขึ้นมาส่วมบนหัวด้วย!”
“อย่าใส่ใจเลยครับ คิดซะว่าเป็นเครื่องป้องกันของผมชิ้นหนึ่งล่ะกัน”
“ให้ตายสิ หลุดกรอบได้สมเป็นจอมมารจริงๆ แต่แบบนี้ข้าก็ใส่ได้เต็มกำลังเลยสินะ”
“ครับ ต้องการแบบนั้นอยู่แล้ว”
อานูบิสรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที เลยจะลองวัดกำลังของผมดูก่อน เลยพุ่งเข้าใส่แบบตรงๆ และใช้สันมือสับเข้าใส่
ผมยกแขนขึ้นรับไว้ แต่พอสัมผัสถูกแขนของผมก็งอตามแรงสับ ทว่าอานูบิสกลับทำหน้างง เพราะเขารู้ว่าสัมผัสตอนที่ปะทะนั้น ไม่ใช่สัมผัสเหมือนได้หักกระดูกเลย
“ร่างกายของท่านนี้มันอย่างไงกันแน่!”
“ตอนนี้ร่างกายผมมีสภาพเหมือนดุ้นไปแล้วล่ะครับ ผมสามารถปรับขนาด ยืดหดได้ เพิ่มความทนทาน ความนุ่ม ความแข็ง และควบคุมการไหลเวียนของเลือดได้ ทั้งหมดที่ว่ามา ผมทำได้กับร่างกายทุกส่วนครับ”
“อึก! เป็นพลังที่น่าขยักแขยงสิ้นดี!”
“ผมก็ว่าแบบนั้นแหละครับ แต่ในเมื่อมันเป็นพลังของผม จะมองให้มันดูแย่ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมจะขอใช้พลังนี้อย่างเต็มที่เพื่อสู้กับคุณล่ะนะ”
ในนี้ผมได้ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ไปแล้วจริงๆ ในหลายๆ ความหมายเลยด้วย ถ้าผมเป็นพวกซูปเปอร์ฮีโร่ มีหวังโดนเรียกว่าไอ้มนุษย์ดุ้นแน่ๆ
แต่พูดถึงศักยภาพของผมตอนนี้เนี่ย เป็นซูปเปอร์ฮีโร่จริงๆ นะ ขยายร่างก็ได้ เปลี่ยนผิวให้แข็งเป็นเหล็กหรือ
ยืดหยุ่นแบบยางก็ได้ทั้งนั้น ทว่าอันที่สุดยอดเลยคือการควบคุมการไหลเวียนของเลือดเนี่ยล่ะ
เพราะมันทำให้ผมกำหนดได้ว่าจะให้เลือดไหลเวียนไปส่วนไหน สมมุติมีแผลผมก็ควบคุมให้เลือดหยุดไหลได้ หรือถ้ารู้สึกเหนื่อย ก็เพิ่มอากาศเข้าไปในเม็ดเลือด หรือใช้เลือดลดปริมาณของกรดที่กล้ามเนื้อคายออกมาได้ นอกจากโดนตัดหัวแล้ว ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าตัวเองจะตายได้อย่างไง
แถมพลังของผมนั้นชนะทางอานูบิสเห็นๆ เพราะพลังหื่นของผมก็คือพลังแห่งการมีชีวิต ส่วนอานูบิสใช้พลังสายความตาย เวทมนต์แห่งความตายของอานูบิส เลยทำอะไรผมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามแต่ถูกผมแตะถูกตัว อานูบิสก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว
จริงๆ ยังมีอีกหลายสกิลที่สามารถนำมาใช้ได้ แต่ผมว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อให้อานูบิสสู้จนกว่าจะพอใจ ทว่าตัวอานูบิสเองคงลืมวัตถุประสงค์ไปแล้วล่ะ เพราะไม่ได้สู้เต็มที่แบบนี้มานานมากแล้ว เลยสนุกขึ้นมาจนลืมเรื่องอื่นไปหมด
ไพ่ตายของอานูบิสคือการปลดปล่อยพลังเทพของตัวเองออกมา ทำให้ร่างกายขยายใหญ่ขึ้น และมีพลังมหาศาลแบบแค่ตบทีเดียวก็ขยี้เมืองทั้งเมืองได้เลย แต่ผมเองก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกัน งานนี้เลยเหมือนศึกยักษ์ตีกัน
จริงๆ อานูบิสมีพลังที่น่ากลัวมาก ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะสู้ได้เลยด้วยซํ้า เพราะเวทมนต์ของเขาสามารถทำให้วิญญาณของเป้าหมาย หลุดออกจากร่างได้ทันที แต่พลัง
การมีชีวิตของผมมันเยอะเกินไป เวทพวกนี้เลยไม่มีผล ทำให้ความเก่งของอานูบิสหายไปกว่าครึ่ง
แต่ผมเองก็ไม่ได้หลบการโจมตีของอานูบิสเลย ยอมรับทุกการโจมตีเอาไว้ เพื่อให้อีกฝ่ายได้ระบายความโกรธออกมา เพียงแต่มันเป็นดาบสองคม เพราะถึงได้ระบายความโกรธ แต่ต้องสูญเสียความมั่นใจไปด้วย ก็เล่นอัดมาเท่าไร อีกฝ่ายก็ยืนรับนิ่งไม่มีสะเทือน
หลังการต่อสู้ผ่านไปยี่สิบนาที อานูบิสก็หยุดหมัดที่กำลังจะชกใส่หน้าผม พร้อมกับถอนหายใจออกมา
“พอแล้วล่ะ ยิ่งสู้ข้ายิ่งเหมือนคนบ้า”
“แบบว่าไม่ได้ตั้งใจจะให้รู้สึกแบบนั้นเลยครับ แต่ถ้าผมไม่เอาจริง กลัวว่าคงตายไปแล้ว”
“ข้าเข้าใจ ท่านนี้ต่อให้ไม่ใช่จอมมารก็เป็นตัวอันตรายอยู่ดีแหละ แต่ข้าก็พอใจแล้ว ไม่ได้สู้แบบเอาจริงมาแบบนี้ตั้งนาน”
“แบบนี้ก็ถือว่าจบเรื่องแล้วนะครับ”
“อืม ข้าสั่งให้พวกศพกลับไปอยู่ตามเดิมแล้ว พวกของท่านปลอดภัยดีทุกคน”
“ขอบคุณครับ”
ผมรู้สึกโล่งอกที่จบปัญหาได้แล้ว แต่อานูบิสกลับเป็นฝ่ายรู้สึกติดค้างผม
“ใจจริงข้าก็อยากจะเข้ากับเผ่าปีศาจของท่านอยู่หรอกนะ แต่ข้ามีศักดิ์เป็นเทพจึงไม่อาจทำเช่นนั้นได้”
“ผมเข้าใจครับ แต่ถึงไม่ได้เป็นปีศาจ แต่พวกเราก็เป็นพันธมิตรกันได้ใช่ไหมครับ”
“แน่นอน ข้าต้องการเช่นนั้นเหมือนกัน”
ผมกับอานูบิสจับมือกัน แสดงความเป็นพันธมิตรออกมา จากนั้นอานูบิสก็บอกข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเป็นพันธมิตร
แน่นอนว่าดันเจี้ยนลูปันยังเปิดทำการตามปกติ มอนสเตอร์ทุกตัวจะสู้ตามหน้าที่ แต่ว่าอานูบิสในฐานะบอสดันเจี้ยน ได้สร้างกฎใหม่ขึ้นมา นั้นก็คือนักผจญภัยที่ตายในดันเจี้ยนจะสามารถฟื้นคืนชีพได้ โดยจะถูกส่งร่างกลับไปที่ชั้น 1 อันนี้เป็นข้อเสนอของทางผมเอง
เพราะทำแบบนี้ทางดันเจี้ยนที่อานูบิสยึดเป็นบ้านไว้แล้ว จะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะยิ่งมีนักผจญภัยมากขึ้น ดันเจี้ยนก็จะยิ่งเติบโตได้เร็วขึ้น และยิ่งดันเจี้ยนโตก็ยิ่งดึงดูดให้มอนสเตอร์เข้ามาอยู่ แบบนี้อานูบิสก็จะได้วิญญาณเพิ่มมากกว่ามาตามเก็บเอาจากนักผจญภัย
ส่วนผมยังรับปากว่าจะไม่ให้ดันเจี้ยนแห่งนี้ถูกพิชิตได้ กรณีถ้ามีใครลงไปถึงห้องบอสดันเจี้ยน ผมจะส่งคนมาช่วยคุ้มกัน แต่ผมว่าคงไม่มีวันนั้นหรอก มองอย่างไงดันเจี้ยนแห่งนี้ก็คงเคลียร์ไม่ได้เด็ดขาด ทั้งกว้างทั้งลึกแถมมอนสเตอร์เลเวลกระโดดอีก
อานูบิสพอใจกับข้อตกลงมาก เลยให้อภิสิทธิ์กับผมหลายอย่างเลย หลักๆ เลยคือการเรียกตัวอานูบิสได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเรียกว่าเพื่อชุบชีวิตใคร หรือเพื่อฆ่าใครก็ตาม ซึ่งผลของข้อตกลงนี้ยังหมายถึงพื้นที่นอกดันเจี้ยนด้วย
ส่วนอื่นๆ ก็เช่น จากนี้ไปทุกคนที่อยู่ในปาร์ตี้ของผม จะได้รับการคุ้มครองของอานูบิส ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับผลของเวทมนต์สั่งตายทุกประเภท รวมถึงคำสาปด้วย และ
ยังจะได้ไอเท็มและเหรียญเป็นสองเท่า จากมอนสเตอร์ในลูปันด้วย
แต่แน่นอนว่าจะไม่มีการแทรกแซงการล่าในดันเจี้ยน พวกผมจะต้องสู้ด้วยความสามารถของตัวเองเท่านั้น แต่เท่านี้พวกผมก็ได้คุ้มเกินกว่าคุ้มแล้ว
ก่อนจะลาไป อานูบิสยังอยากจะมอบสมบัติให้ แต่ผมคิดว่ามันมากเกินไป และไม่อยากเหมือนกับว่าผมมาเรียกเก็บค่าคุ้มครอง เลยไม่ขอรับเอาไว้
ตอนนี้เผ่าปีศาจก็ได้พันธมิตรอย่างเป็นทางการแล้ว นั้นก็คืออานุบิสเทพแห่งความตาย ผู้ปกครองดันเจี้ยนลูปัน


ความคิดเห็น