ตอนที่ 118 แผนงานพัฒนาบุคลากร
ตอนที่ 118 แผนงานพัฒนาบุคลากร
คืนวันนี้พวกสาวๆ ไม่ได้มาที่ห้องผม
เพราะพวกเธอรู้ว่าผมกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมพร้อมสร้างโรงแรม
รวมถึงโครงการสร้างโบสถ์ด้วย
จึงไม่มารบกวนและให้ผมมีเวลาและสมาธิกับงานได้อย่างเต็มที่
จะมีก็แค่เดเม่ที่มานอนเฝ้าผมตรงโซฟา
และจะลุกขึ้นมาทุกชั่วโมงเพื่อคอยอุ่นชาให้ ถึงจะไล่ไปนอนที่ห้องก็ไม่ยอมไป
ผมเลยปล่อยเธอทำตามใจชอบ ช่วงดึกก็มีฟรานที่แวะเข้ามา เธอทั้งช่วยนวดไหล่ให้
และคอยจัดเรียงหรือเก็บเอกสารที่ผมทำไว้ให้เป็นระเบียบ
ถึงแม้จะเล็กน้อยแต่มันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ
แถมยังมีไฟในการทำงานยิ่งขึ้นไปอีก
ปกติแล้วตอนอยู่คฤหาสน์ ถ้าตกดึกทีไรผมก็จะออกไปข้างนอกทุกที
แต่วันนี้ผมกลับอยู่ติดที่ได้ นั้นเลยทำให้ฟรานรู้สึกดีใจแบบสุดๆ
เธอเลยยิ้มไม่หุบเลย
เรื่องจุดที่จะสร้างโบสถ์ใหญ่ กรอเรียขอพื้นที่ใกล้แนวป่า เพราะถ้าจะมาอยู่ใกล้คฤหาสน์กลัวจะเป็นการรบกวนผมเกินไป
ทีแรกก็เป็นห่วงอยู่ ว่าใกล้ป่าเกินไปจะมีปัญหาเรื่องมอนสเตอร์มาโจมตีได้
แต่พอรู้ว่ามอนสเตอร์ในป่าตอนนี้ เป็นมอนสเตอร์ของคฤหาสน์ทั้งหมด
ก็หมดปัญหาไปทันที
แต่ถ้าเดินมาจากเมืองมันจะไม่มีถนน ซึ่งค่อนข้างไกลสำหรับเด็ก
ผมเลยว่าจะสร้างถนนจากเมืองมาที่คฤหาสน์กับโบสถ์ด้วย ส่วนเรื่องแบบก่อสร้าง
เนื่องจากต้องยึดเอาลักษณ์ของโบสถ์ใหญ่
ผมเลยไม่เข้าไปยุ่งในจุดนั้น
และหันมาเตรียมเรื่องอุปกรณ์ในการเรียนการสอนรวมถึงพวกหนังสือด้วย
ผมถามจากมอเรียแล้ว การเปิดสอนหนังสือนั้นไม่ต้องขออนุญาตจากทางการ
แถมยังไม่ต้องจ่ายภาษีด้วย แต่ว่าก็ไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนอะไร
ส่วนเรื่องหลักสูตรการสอนผมถามเอาจากเมยอา คำตอบที่ได้นั้นทำให้ผมช็อคพอสมควร
เพราะในระดับหลักสูตรสองปีนั้น มีแค่สอนให้อ่านออกเขียนได้
และคำนวณได้นิดหน่อยเท่านั้น
ถ้าใครอยากจะเรียนเพิ่มก็ต้องแยกไปเข้าโรงเรียนตามสายวิชา
เช่นโรงช่างตีเหล็ก โรงเรียนเวทมนต์ วิหารศักดิ์สิทธิ์ สำนักดาบ วิทยาลัยการค้า
ระยะเวลาการเรียนก็ต่างกันไป มีตั้งแต่หนึ่งปีไปจนถึงห้าปี
ของมิรินเคยเรียนที่โรงเรียนเวทมนต์แบบหลักสูตรสูงสุด คือ 5 ปี
ในโครต้าเด็กพรสวรรค์ แถมเพราะมีความสามารถสูงเลยจบได้ในเวลาแค่ 3
ปีครึ่งก่อนจะออกเดินทางไปกับผู้กล้า เคสแบบมิรินจะหายาก
เพราะต้องมีพรสวรรค์ในระดับที่ยอมรับถึงจะได้เรียนฟรี
ส่วนของเมยอานอกจากหลักสูตรพื้นฐานสองปีแล้ว
ก็ไปเรียนที่วิทยาลัยการค้าหลักสูตรหนึ่งปี แต่ไม่จบเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนในครึ่งปีหลัง
แต่เท่าที่ฟังดู เห็นว่าหลักสูตรแต่ล่ะแห่งจะแต่งต่างกันไป
ที่โลกนี้เหมือนกับว่าจะไม่มีหลักสูตรที่เป็นสากล
แต่เป็นองค์ความรู้แบบที่สืบทอดกันมาตามท้องถิ่น
มีแต่หลักสูตรพื้นฐานเท่านั้นแหละที่คล้ายๆ กัน
จะว่าไงดีล่ะ ผมว่าหลักสูตรแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
มันทำให้ได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ต้องไปเสียเวลาเรียนนานเป็นสิบๆ
ปี แต่เรียนอย่างมากสุดแค่ 7 ปี (พื้นฐานสอง+หลักสูตรสูดสุดห้า)
แล้วก็ออกมาทำงานตามสายวิชาที่เรียนมาเลย
แต่ก็มีข้อเสีย คือจะไม่ค่อยมีความรู้รอบตัว คือฉลาดเรื่องเดียวแล้วที่เหลือโง่หมด
ถ้าจะไปเรียนให้ได้หลายวิชาก็จะกลายเป็นว่าเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีก
อย่างถ้าจะเป็นทั้งนักดาบ นักเวท และช่างตีเหล็ก
อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เกินสิบปี ซึ่งถ้าเทียบกับโลกเก่าแล้ว
แค่ปีเดียวก็เรียนรู้ได้หลายแขนงวิชาแล้ว (แต่ไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง)
ผมไม่รู้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน
แต่ก็ไม่คิดจะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่โลกนี้เป็นอยู่ เพราะโลกนี้มีความเป็น
แฟนตาซีแบบย้อนยุค ซึ่งผมว่ามันมีเสน่ห์ของมัน
ถ้าทำให้โลกนี้เจริญเกินไป
เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเป็นโลกแบบเก่าที่แค่เจริญและดูดีแค่ข้างนอกแต่ข้างในเน่าเฟะจนไม่สามารถเยียวยาได้แล้วนั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมยังไม่อยากจะปล่อยแท่นวาปร์ไปสู่มือคนอื่น
เรื่องหลักสูตรพื้นฐานผมเลยเอาไว้คงเดิม
แต่ย่อขนาดมันให้เรียนรู้ได้ในหนึ่งปี และจะเสริมวิชาอื่นลงไป
เช่นประวัติศาสตร์ที่จะให้เรียนรู้กันผ่านการเล่านิทาน วิชาดาบไหนๆ ก็มีพวกอัศวินอยู่ด้วยคงพอสอนได้
เพราะโลกนี้ถ้าไม่รู้วิชาต่อสู้เลยคงอยู่ยาก และอีกวิชาที่อยากจะใส่ลงไปคือศิลปะ
ถึงคนจะมองว่ามันไร้สาระก็เถอะ แต่ผมเห็นความสำคัญของมันอยู่
อย่างน้อยก็เป็นสิ่งปลอบประโลมให้โลกมันน่าอยู่ขึ้นล่ะนะ
ไม่รู้จะเยอะเกินไปหรือเปล่า เพราะต้องเหลือที่ให้กับการสอนศาสนา
ของพวกกรอเรียด้วย เอาไว้ดูของจริงก่อนดีกว่า ถ้าเด็กรับได้ก็ดี
ถ้าไม่ได้ค่อยปรับลดลง
หลังจากวางหลักสูตรเสร็จ ผมก็นั่งทำรายการต่างๆ ต่อ เช่น
แรงงานก่อสร้าง ซึ่งต้องแบ่งเป็นสองทีม คือทีมที่สร้างโบสถ์กับทีมที่สร้างโรงแรม
ซึ่งจากที่ดูแล้ว พวกแฟรี่คงต้องให้ไปช่วยสร้างโรงแรม
เพราะต้องมีการขนย้ายและขนาดก็ใหญ่กว่ามาก
ผมเองก็ไม่ใช่วิศวกรหรือสถาปนิก เลยเขียนแบบแปลนไม่เก่ง
แต่มียูรินอยู่ด้วย แค่เห็นแบบคราวๆ ว่าจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไง
ที่เหลือเธอสามารถเพิ่มและปะติดปะต่อมันเข้าไปได้เอง ถือว่าช่วยผมได้มากแบบสุดๆ
เลย
โรงแรมที่ผมจะสร้างนั้นสามารถลองรับแขกได้เป็นพันๆ คน
โดยจะคงความคลาสสิกของโลกนี้ไว้
โดนจะสร้างบาร์เหล้ารวมกับร้านอาหารไว้ชั้นล่าง
แต่เพิ่มความหรูหราของขนาดให้เหมือนโรงแรมของโลกเก่า
การบริการและการจัดการเองก็จะเปลี่ยนด้วย
อย่างที่โลกนี้โรงแรมจะไม่ได้เปลี่ยนผ้าปูเตียงให้เลย
เตียงก็จะเป็นไม้แข็งๆวางด้านบนด้วยฟางและปูผ้าทับ
แต่นี้ผมจะใช้เตียงแบบที่ใช้แบบเดียวกับที่คฤหาสน์ ซึ่งนุ่มและอุ่นสบาย
แบบเดียวกับหมอนที่ใช้ขนไก่หรือขนนกมายัดไว้
ส่วนผ้าปูเตียงก็จะมีการเปลี่ยนและทำความสะอาดห้องทุกวัน
และสิ่งหนึ่งที่โรงแรมในโลกนี้ไม่มีก็คือ ห้องนํ้า
ห้องนํ้าในโรงแรมนั้น จะเป็นแบบรวมซึ่งมีอยู่ห้องเดียว
ความสะอาดนี้สกปรกไม่สามารถวัดค่าได้
แถมไม่มีที่ให้อาบนํ้า
จะทำได้ก็แค่มีนํ้าถังหนึ่งกับผ้าให้เช็ดตัวภายในห้องเอา
เพราะงั้นโรงแรมของผมจะมีห้องนํ้าในตัว แต่จะให้ติดชักโครกเลยเนี่ยลำบากไปหน่อย
เอาแบบส้วมหลุมไปก่อนล่ะกัน ไว้ถ้ามีเวลาค่อยไปเปลี่ยนเอาทีหลัง
แต่อย่างน้อยต้องมีฝักบัวไว้อาบนํ้า
เคยถามเรื่องระบบท่อส่งนํ้ากับฝักบัวจากยูรินแล้ว ซึ่งเธอสามารถสร้างได้ไม่มีปัญหา
ปัญหาเรื่องนํ้าเองผมก็คิดไว้แล้ว ว่าจะสร้างแท็งค์ใส่นํ้าเอาไว้
และติดตั้งอุปกรณ์เวทที่ปล่อยนํ้าออกมาได้เอง
นอกจากนี้ยังมีส่วนสันทนาการ เช่นสระว่ายนํ้า ร้านค้า
รวมถึงร้านอาวุธชุดเกราะด้วย
แต่ส่วนที่เน้นที่สุดก็คือส่วนของบาร์เหล้ากับร้านอาหารนั้นแหละ
เพราะผมตั้งใจจะสร้างให้ลองรับคนได้มากกว่าแขกที่มาพัก
เพราะต้องคำนวนในส่วนของพวกขาจรแบบมาเช้าเย็นกลับด้วย
เลยจะสร้างให้มีความจุเป็นเท่าหนึ่งของจำนวนแขกที่มาพัก ตรงนี้แหละที่จะมีปัญหา
เพราะถ้าขนาดกว้างเกินไป การดูแลและบริการจะไม่ทั่วถึง
ผมต้องวางโครงสร้างและตำแหน่งการตั้งโต๊ะให้ดี
ที่จะทำให้พนักงานมองเห็นและเดินไปหาได้ง่ายที่สุด
ซึ่งต้องไม่ขัดแย้งกับพื้นที่ของโรงแรมที่วางไว้ด้วย นับเป็นงานที่หินเอาเรื่อง
กว่าผมจะวางรายละเอียดทุกอย่างเสร็จก็เช้าพอดี
หลังจากนี้ก็ให้อาเดไลท์ตรวจดูอีกรอบ จากนั้นก็ให้เมยอาทำสำเนาไว้อีกชุดเก็บไว้
ก่อนจะแจกจ่ายงานออกไปตามสายงานที่ระบุไว้
ผมเองก็บอกพวกสาวๆ ไว้แล้วล่ะ ว่าช่วงนี้อาจจะยุ่งๆ กันหน่อย
แต่ทุกคนก็พร้อมช่วยงานผมเต็มที่ จะมีแต่สองตัวขี้เกียจประจำบ้าน
อย่างเอร่ากับเจ้าหญิงโช ที่ขอนอนรอดูเฉยๆ ดีกว่า กับเจ้าหญิงโชผมไม่ว่าอะไรหรอก
เพราะถึงเธอจะเอาแต่นอนเฉยๆ แต่ก็ยังสั่งให้ลูกน้องมาช่วยงานผม
แต่เอร่าเนี่ยสิ…เอาเป็นว่าช่วงนี้อย่าไปพูดถึงเธอ
และทำเป็นว่าเธอไม่มีตนตัวไปก่อนล่ะกัน
หลังมื้อเช้า ผมก็เรียกให้ทุกคนมารวมกันที่ทุ่งหญ้า
เพราะแถวนี้กว้าง และพื้นเป็นหญ้านั่งได้สบาย อย่างแรกที่ทำคือแนะนำตัวเอง
ซึ่งทุกคนต่างรู้จักผมอยู่แล้ว จากนั้นก็ให้พวกสาวๆ แนะนำตัวเองไปทีละคน
พร้อมกับบอกตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองไปด้วย
ผมให้อาเดไลท์แนะนำตัวเป็นคนแรก
เพราะเธอเป็นคนที่ดูมีความมั่นใจและไม่ตื่นคนง่าย
“ฉันชื่ออาเดไลท์ค่ะ โรมะเป็นคนไถ่ตัวฉันมา เพราะงั้นเขาเลยเป็นเจ้าของฉัน
ส่วนหน้าที่ตอนนี้ฉันกำลังฝึกเรียนรู้หลายๆ อย่างจากโรมะอยู่ ฝากตัวด้วยนะคะ”
“อาเดไลท์เธอเป็นเลขาของผม และเป็นผู้จัดการของคฤหาสน์
สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ แทนผมได้”
ผมเสริมต่อส่วนที่อาเดไลท์ตกไป แต่เจ้าตัวเองยังประหลาดใจ
สายตาบ่งบอกชัดเจน ว่าเธอไม่คิดว่าผมจะให้ความสำคัญถึงขนาดนี้
ต่อไปก็เป็นฟราน
“หนูชื่อฟรานซิสก้าค่ะ เป็นทาสของนายท่านโรมะ
ทำหน้าที่ทุกอย่างที่นายท่านมอบหมายให้
นอกเหนือจากนั้นก็เป็นผู้พิทักษ์ปกป้องนายท่านด้วยชีวิต”
ของฟรานนี้รวบรัดและครบถ้วน แทบไม่มีอะไรให้ผมเสริมเลยแฮะ
“ถึงฟรานจะยังเด็ก แต่ความสามารถของเธอสูงกว่าผู้ใหญ่ซะอีก
ช่วยให้ความเคารพและยำเกรงเธอด้วยนะ”
จากนั้นก็ไล่ตามลำดับที่ยืนเรียงกันด้านหลังผม
โดยมีเดเม่ยืนอยู่หัวแถว
“เดเม่ค่ะ เป็นทาสรับใช้นายท่านโรมะเพียงผู้เดียว
และเป็นเมดตามที่นายท่านได้แต่งตั้งให้ ปกติ
ดูแลเรื่องการจัดซื้อเสบียงและแบ่งเบาภาระในการทำอาหารของนายท่านค่ะ”
แล้วตอนไม่ปกติล่ะ?
สีหน้าของทุกคนเหมือนมีคำถามนั้นขึ้นมา
“ยูริน เป็นช่างตีเหล็ก โรมะเป็นเจ้านาย”
…
สั้นซะจนทุกคนทำหน้ามึนเลย แต่ก็สมเป็นยูรินล่ะนะ
“ดาเซส เป็นทาสเหมือนกัน แต่ฉันทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเป็นหลัก
พวกนายเองถ้าทำตัวมีปัญหาก็ได้เจอฉันแน่”
“ม โมอาค่ะ ปะ เป็นทาส มะ ไม่ใช่ๆ เป็นลูกจ้างค่ะ
ทำหน้าที่ทั้งคนรับใช้และคนสวนค่ะ”
โมอาตื่นเต้นจนพูดผิดหรือเผลอพูดความในใจออกมาล่ะนั่น
“ฉันเมยอา เป็นนักบัญชีตามที่นายท่านยัดเหยียดให้ เรื่องเงินเดือนกับค่าใช้จ่ายให้มาเบิกกับฉัน”
ขนาดแนะนำตัวยังมาจิกกัดผมได้อีก
“ข้าคือดอเรีย เป็นคนดูแลคลังอาวุธ”
ดอเรียเองก็แนะนำตัวสั้นๆ แต่เธอดูจะเขินมาก
ที่ต้องมาพูดต่อหน้าคนเยอะๆ เลยรีบๆ พูดให้จบไป
“มอเรียค่ะ เคยเป็นพนักงานกิลนักผจญภัย แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงพักงาน
ถึงจะไม่มีหน้าที่การงานอะไรชัดเจน แต่ถ้าใครมีอะไรสงสัยอยากรู้
ก็ให้มาถามฉันได้นะคะ”
มีสิมอเรีย เธอน่ะเป็นวิกีพีเดียประจำตัวผมนะ!
“อ เอสเตอร์ค่ะ! ฝากตัวด้วย ท ท่านโรมะพาตัวฉันมาจากสลัม และเปลี่ยนชีวิตฉันค่ะ
ส่วนหน้าที่ไม่ค่อยแน่ใจค่ะ คล้ายๆ คอยตรวจสอบคุณภาพสิ่งของต่างล่ะมั่ง?”
รายนี้ก็ตื่นเต้นจนเผลอตะโกนออกมา
แถมพูดสลับกันไปมาจนตัวเองงงเองแล้ว
“ใจเย็นๆ ค่อยๆ หายใจเข้าออกนะเอส”
“ค ค่ะ”
มิรินปลอบเอสเตอร์ ก่อนจะหันมายิ้มและแนะนำตัวเอง
“ฉันชื่อมิริน มีอาชีพเป็นจอมเวท
ส่วนงานในคฤหาสน์ก็ดูแลเรื่องห้องสมุด ถ้าใครอยากอ่านหนังสืออะไรก็มาบอกฉันได้”
มิรินเองก็ยังคงดูใจเย็นและเป็นผู้ใหญ่
ไม่พูดอะไรให้มากเกินไปและไม่ร้อนรนจนผิดพลาด
“สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อซาคุยะ เป็นทาสต่อสู้
ปกติทำประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทำได้เพียงแค่ลงดันเจี้ยนเท่านั้น”
“อ้อ ซาคุยะ เรื่องหน้าที่ของเธอน่ะ
จากนี้ไปเธอต้องเป็นหัวหน้าทาสน่ะ”
ผมนึกคนที่จะมารับหน้าที่นี้ตั้งแต่ตอนไปซื้อทาสล่ะ
แต่เมื่อวานมันมีปัญหาเยอะซะจนลืม ได้โอกาสบอกตอนนี้ซะเลย ผมว่าเธอเหมาะสมในหลายๆ
ด้าน เช่นเธอเป็นประธานนักเรียนมาก่อน ต้องรู้จักการ
ดูแลคนเยอะๆ ได้อยู่แล้ว แถมบุคลิกเธอเองก็น่าเคารพ
และที่สำคัญเธอเป็นคนโลกเก่าแบบผม กับทาสเธอไม่ปฏิบัติแบบที่คนในโลกนี้ทำแน่
ผมจึงวางใจให้เธอเป็นคนดูแล
“…จะดีเหรอ”
“ถ้าเธอไม่รังเกียจตำแหน่งนี้ล่ะก็นะ เธอเหมาะสมสุดๆ เลย”
“ขอบใจที่ไว้วางใจนะ ฉันจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด”
พอซาคุยะรับคำ พวกทาสก็พากันตบมือแบบไม่ได้นัดหมายไว้
คงพอใจที่ได้หัวหน้าเป็นสาวสวยที่บุคลิกน่าเชื่อถือล่ะมั่ง
“ฉ ฉันโรสลินค่ะ เป็นทาสของนายท่านโรมะ
หน้าที่คอยช่วยงานของคุณโมอาค่ะ อาจจะทำตัวเป็นภาระให้ทุกคน รบกวนด้วยนะคะ”
“จามิร่า! ข้าชอบสร้างกำแพง เรื่องแรง ไว้ใจ”
โรสลินก็เป็นคนขี้อายและไม่มั่นใจในตัวเอง
ส่วนจามิร่านี้…เพราะช่วงลงดันเจี้ยนหยุดเรียนหนังสือไป
เลยกลับมาพูดไม่ค่อยรู้เรื่องอีกล่ะ
“ฮะแอ่ม ถึงจะเห็นสองคนนี้บอบบางน่ารักก็นะ แต่ทั้งสองเป็นยักษ์
อย่าเผลอไปทำให้พวกเธอโกรธล่ะ”
ผมเตือนออกไป พวกทาสเลยพากันอ้าปากเหวอไปเลย
จามิร่าน่ะยังพอดูเหมือนยักษ์บ้าง แต่โรสลิน
นี้ไม่มีอะไรที่เหมือนยักษ์สักนิด และเสริมอีกนิด
คำว่าอ่อนแอขี้โรคของเผ่ายักษ์น่ะ ก็ยังพอมีแรงพอจะหักคอคนได้สบายๆ เลยนะ
“ตาข้าเหรอ? เอ่อ ข้าชื่อราก้า เป็นคนมาอยู่ใหม่เหมือนกัน
แต่ไม่ค่อยอยู่ติดที่หรอกนะ เพราะหน้าที่คือต้องคอยออกไปหาวัตถุดิบให้กับโรมะ”
“ราก้า ช่วงที่ไม่มีงาน ก็ช่วยดูแลพวกเผ่าครึ่งสัตว์ด้วยนะ
เพราะวัฒนธรรมบางอย่างจะต่างจากเผ่าอื่น ถ้าเธอเป็นคงรู้ใช่ไหม”
“อืม ไว้ใจได้เลย อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าของชอบของเผ่าไหนเป็นอะไร”
“อืมดีมาก ฝากด้วยนะ”
จากนั้นก็เป็นพวกกรอเรียที่แนะนำตัว เพราะดูท่าเธอจะไม่ยอมไปไหนล่ะ
เลยให้พวกทาสรู้จักไว้ก็ดี
“ยังเหลือใครอีก”
ผมกวาดสายไปรอบๆ
จนเห็นกินที่กำลังวิ่งสี่เท้าไล่กวดพวกแฟรี่อยู่ไกล เลยผิวปากเรียก
กับกินน่ะเรียกแบบปกติไม่ค่อยมาหรอก ต้องใช้วิธีผิวปากเอา
“กิน นํ้าเชื้อของนายท่านอร่อยมาก!”
พอเลย เล่นแนะนำตัวแบบนี้ผมก็เดือดร้อนสิ! ผมเลยรีบปิดปาก
และส่งตัวให้กับดอเรียไป
“กินเป็นมอนสเตอร์เผ่าจิ้งจอกเก้าหาง
ถ้าเวลาอิ่มท้องก็ไม่ดุร้ายอะไรหรอก เอ่อ แต่ทางที่ดีก็ระวังตัวไว้
อย่าไปทำตัวให้ดูน่าอร่อยต่อหน้ากินล่ะกันนะ”
พวกทาสหน้าซีดยิ่งกว่าตอนแนะนำตัวพวกโรสลินซะอีก
“โรมะล้อเล่นน่ะ ทุกคนไม่ต้องกลัวหรอก กินก็เหมือนกับมอนสเตอร์ที่อยู่ที่นี้
ไม่มีทั้งความดุร้ายและก้าวร้าว”
ซาคุยะทำหน้าที่ทันที แต่ตะกี้ผมไม่ได้พูดเล่นนะ ตอนเผลอๆ
กินยังชอบมางับหัวผมเล่นเลย
“จริงสิ ยังมีอีกคนหนึ่ง”
ผมทำท่านึกขึ้นได้ ก็จะล้วงมือเข้าไปในเงาตัวเอง
ก่อนจะดึงตัวเรโมริก้าขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เธอกลับไปอยู่ในร่างเด็กเลยเหมือนฟราน
ทำให้พวกทาสทำหน้างงกัน
“เรโมริก้าแนะนำตัวทีครับ”
“เราไม่ค่อยโผล่หน้าให้ใครเห็นอยู่แล้ว จริงๆ
ไม่ต้องแนะนำตัวก็ได้นะ แต่ถ้าท่านโรมะต้องการล่ะก็ เราก็ไม่ปฏิเสธ”
เรโมริก้าหันไปทางพวกทาส พลางดึงแขนของฟรานมาจนตัวแนบติดกัน
และชูสองนิ้วขึ้นมา
“ดีจ้า เราชื่อเรโมริก้า เป็นแม่ที่แสนน่ารักของฟราน
หน้าที่ก็เหมือนๆ กัน คือการดูแลปกป้องนายท่านโรมะ แล้วก็เป็นแวมไพร์ด้วยล่ะน่อ
อยู่ที่นี้ก็อย่าห้าวนะจ๊ะ ไม่งั้นโดนดูดเลือดหมดตัวจะหาว่าไม่เตือน ฮุๆๆ”
นั้นแนะนำตัวหรือขู่กรรโชกกันแน่ แถมยังทำท่าน่ารักไม่สมอายุอีก
ดูไม่ออกแล้วสิใครเป็นแม่ใครเป็นลูก ส่วนพวกทาสรีบพากันพยักหน้ารับใหญ่เลย
“อืม ทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละ”
พอผมตัดจบการแนะนำตัว ทาสคนหนึ่งก็ยกมือขึ้นมา
“ประทานโทษค่ะนายท่าน แล้วคนนั้นล่ะคะ?”
ทาสสาวชี้ไปยังเอร่าที่นอนเกาพุงอยู่
“อ้อ นั้นชื่อเอร่า คิดว่าเป็นแมวที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งล่ะกัน”
พวกทาสมองเอร่าแบบยิ่งสงสัยไปกันใหญ่ แต่ไม่รู้จะแนะนำอย่างไงดี
ปกติก็เอาแต่กินแล้วก็นอน ไม่เคยช่วยงานเลย แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากแมวเลยถูกไหม
เพราะงั้นจงเป็นแมวไปซะเอร่า
ตอนที่คิดว่าการแนะนำตัวเสร็จแล้ว จู่ๆ ก็มีเสียงแตรดังขึ้นมา ผมกับคนอื่นๆ
มองไปยังต้นเสียง ก็เห็นขบวนแห่ของเจ้าหญิงโชกำลังตรงมาทางนี้
“ฮ่าๆๆ ลืมข้าไปแล้วเหรอที่รัก”
“…งั้นเชิญแนะนำตัวเลยครับ เจ้าหญิงโช”
“จงฟังเจ้าพวกตํ่าต้อย! นามของข้าคือโช!
ข้าอนุญาตให้เรียกข้าว่าเจ้าหญิงโชได้ จงรับใช้ที่รักของข้าให้ดีล่ะ เพราะเขาคืออัครมหาเทวะที่ลงมาจุติเพื่อเผ่ามังกร”
“ทุกคน ไม่ต้องใส่ใจกับที่เจ้าหญิงโชบอกหรอก เธอเองก็พึ่งมาใหม่
เลยยังปรับตัวไม่ได้น่ะ”
ผมปล่อยให้เจ้าหญิงโชพล่ามไป ส่วนตัวเองก็หันไปบอกกับพวกทาสด้วย
แต่การที่เล่นหามเกี้ยว
กันมาแบบนี้ พวกทาสเลยเกิดความยํ่าเกรงต่อเจ้าหญิงโชเป็นอย่างมาก
แถมเสียงเธอเองก็ดูมีพลังอำนาจซะด้วย
จากนั้นผมก็ให้พวกทาสแนะนำตัวเองบ้าง ผมจำได้ไม่หมดทุกคนหรอก
แต่อย่างน้อยก็อยากให้พวกเขาได้จำหน้าจำชื่อคนที่อยู่ข้างๆ ได้
ส่วนเป้าหมายหลักคือให้เมยอาจดชื่อทำเป็นข้อมูล
แต่ก็มีปัญหาอีกอย่าง…ทาสบางคนไม่มีกระทั่งชื่อ งานนี้เลยต้องตั้งชื่อให้
ซึ่งผมยกให้เป็นหน้าที่ของอาเดไลท์ เพราะการได้เจ้าหญิงเป็นคนตั้งชื่อให้
ตอนที่รู้ความจริงเรื่องนี้พวกทาสจะได้รู้สึกภูมิใจ
เสร็จแล้วผมก็ให้แยกพวกทาสที่ป่วยหรือพิการออกมา
กลุ่มนี้แน่นอนว่าต้องรักษาด้วยยาแยมขาวของผม
ที่เหลือก็แบ่งตามอายุ…มีปัญหาอีกแล้ว เมื่อ
วานตอนที่ซื้อมา ผมซื้อแบบเหมา เลยไม่ทันดู
เพราะในกลุ่มทาสนั้นมีพวกที่เป็นเด็กๆ อยู่ด้วย บางคนอายุแค่ 7-8 ขวบเอง
คงยังให้มาทำงานไม่ได้
“ใครที่อายุ ไม่ถึง 12 แยกมาทางนี้”
พอผมบอก พวกทาสเด็กก็ลุกกันขึ้นมาแบบกล้าๆ กลัวๆ บางคนร้องไห้แล้ว
คงกำลังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กใช้งานไม่ได้ เลยกำลังจะโดนกำจัดทิ้งล่ะมั่ง
กลุ่มทาสเด็กมีกันยี่สิบกว่าคนเลย
ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวส่วนเด็กผู้ชายก็จะเป็นพวกที่มีหน้าตาดี
เพราะพวกทาสเด็กผู้ชายก็เป็นที่นิยมของพวกขุนนางที่ชอบกินเด็กเหมือนกัน
“…มีใครอยากเรียนหนังสือบ้างไหม”
???
พวกทาสเด็กพากันทำหน้างง
“ถามอีกครั้ง ใครอยากเรียนหนังสือ ยกมือขึ้น งานนี้ไม่บังคับนะ”
เกือบครึ่งหนึ่งยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กโต
“กรอเรียถ้าผมจะฝากพวกเขาเข้าเรียนด้วยจะไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
“ส่วนที่เหลือ ไปฝึกทำงานเบาๆ กับโมอาน่ะ
ถ้าใครเปลี่ยนใจอยากจะเรียนหนังสือก็ให้มาแจ้งทีหลังได้”
แล้วพวกเด็กๆ ก็ถูกแยกไป โดยที่ยังไม่หายงงกัน แต่ตอนนี้โมอาเลยต้องรับหน้าที่เพิ่มอีกอย่าง
คือ
เป็นพี่เลี้ยงเด็กด้วย ซึ่งเธอก็รักเด็กๆ อยู่แล้ว
เลยยินดีมากที่ได้รับหน้าที่นี้ส่วนผมก็มั่นใจเลย ว่าเด็กๆ
พวกนี้ต้องโตมาเป็นคนดีแน่ เพราะโมอาเป็นแม่ที่ดีอย่างที่หาได้ยาก
“งั้นที่เหลือก็…”
ผมมองไปยังพวกทาสที่เหลือ และคัดเอาผู้หญิงกับผู้ชายที่หน้าตาดีออกมา
ซึ่งได้ประมาณสิบคน
“เมยอา จดชื่อพวกนี้ไว้ ผมจะให้เป็นพนักงานต้อนรับ”
“ไม่ใช่จะเอาไว้พาขึ้นห้องเหรอ”
“โธ่ ผมจริงจังอยู่นะ”
“ไม่ปฏิเสธซะด้วย”
“เมยอารักษาหน้าโรมะหน่อยสิ”
อาเดไลท์เตือนแต่ก็แอบขำเหมือนกัน
ส่วนผมที่โดนจิกกัดจนยับเยิน ก็ก้มหน้ามาคัดแบ่งงานต่อ
โดยพวกที่คัดมาผมให้ไปตั้งแถว และให้คนหน้าสุดติดป้ายบอกไว้ด้วยว่าอยู่แผนกอะไร
ที่แบ่งมาก็มี แผนกต้อนรับ แผนกแม่บ้าน แผนกเด็กเสริฟ แผนกคนครัว
แผนกบันเทิง แผนกยาม ซึ่งแต่ละแผนกต้องแยกออกเป็นสามหน่วย โดยที่จะผลัดกันทำงานเป็นกะหมุนเวียนกันทั้งสามหน่วย
เรื่องการฝึกผมให้เดเม่ ฟราน อาเดไลท์ ดาเซส และโรสลินมาช่วย
เดเม่เป็นเมดและเรียนรู้อะไรหลายอย่างไปเป็นพื้นฐาน
เพราะงั้นแค่สอนเพิ่มนิดหน่อยก็เป็นแล้ว
ส่วนฟรานกับอาเดไลท์รู้จักมารยาทแบบชนชั้นสูง ถือว่ามีพื้นฐานดีอยู่แล้ว
ซึ่งเอามาดัดแปลงใช้งานได้
โรสลินผมให้ไปสอนเงือกสาวร้องเพลง
และจัดการเรื่องเครื่องดนตรีที่ต้องใช้
หรือก็คือดูแลแผนกบันเทิงที่ตอนนี้มีคนเดียว
ดาเซสผมให้ฝึกพวกแผนกยาม
อย่างน้อยก็อยากให้มีฝีมือและเลเวลสูงพอจะดูแลแขกได้
เลยให้ไปฝึกเก็บเลเวลในดันเจี้ยนด้วย กลุ่มนี้จะเป็นชายฉกรรจ์ที่แข็งแรง
หรือคนที่มีประสบการณ์ต่อสู้มาบ้าง
เดเม่ดูแลฝึกแผนกต้อนรับและแผนกแม่บ้าน
ส่วนฟรานกับอาเดไลท์ดูแลฝึกพนักงานเสริฟ ส่วนผมดูแลแผนกคนครัว
เลยพาเข้ามาสอนทำอาหารที่ด้านหลังคฤหาสน์
โดยเริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐานการทำอาหาร…ไม่สิ สอนให้รู้จักตั้งแต่ชื่อวัตถุดิบเลย
แต่งานครัวเป็นงานที่หนักและใช้แรงมาก ผมเลยให้ฝึกแค่สองชั่วโมงและปล่อยไปพัก
เพราะจริงๆ ผมมีงานอย่างอื่นที่ต้องทำอีก
โดยที่งานส่วนอื่นๆ ก็ได้พวกสาวๆ ลงมือช่วยกันคนละไม้คนละมือ
อย่างดอเรีย กินกับมิรินก็ล่วงหน้าลงดันเจี้ยนลูปันไปที่ชั้น 12
เพื่อเดินเครื่องแท่นวาร์ป
ส่วนจามิร่าก็ไปคุมพวกมอนสเตอร์ ให้ช่วยกันขนไม้กับวัสดุก่อสร้างที่ยูรินเป็นคนเตรียมไว้
ซํ้ายังต้องคุมการต่อสร้างโบสถ์ที่จะเริ่มงานกันวันนี้เลย
ด้านมอเรียก็ไปช่วยเมยอา จัดการงานเอกสารและบัญชี
ซึ่งตอนนี้แทบจะโดนตัวเลขทับตายแล้ว
เอสเตอร์กับซาคุยะก็ผลัดกันพาทาสที่ว่างเว้นจากการฝึกงาน
เข้าเมืองไปซื้อของใช้ ซึ่งแบ่งพากันไปเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ
สรุปว่าทุกคนงานยุ่งจนไม่ว่างกันเลย
แต่ดูพวกเธอก็สนุกกับงานที่ทำมาก ผมคิดว่าตัวเองโชคดี ที่มีสาวๆ
ซึ่งมากด้วยความสามารถมาช่วยงานแบบนี้ ถ้าเป็นผมคนเดียวคงทำทั้งหมดไม่ได้แน่
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น