ตอนที่ 61 ข้อเสียของเบอเซริกโหมด!!!

ตอนที่ 61 ข้อเสียของเบอเซริกโหมด!!!
วันนี้ผมใส่หน้ากากไว้ตามเดิม เลยเดินในเมืองได้อย่างโล่งใจ ไม่ต้องคอยเปิดเรดาร์ไว้ระวังตัวแล้ว
แต่กำลังสองจิตสองใจ ไม่สิ สามจิตสามใจเลยต่างหาก อย่างแรกคืออยากลองแวะไปดูพวกออกัสสักหน่อย ว่าจะตัดขาดกันไปเลย หรือยังพอจะคุยกันได้ อย่างที่สองกรณีที่พวกออกัสไม่สนใจในตัวผมแล้ว ผมก็จะไปลงดันเจี้ยนลาลาพัสแทน ส่วนอย่างที่สาม อยากไปเที่ยวซ่องอ่ะ วันนี้ถึงจะได้กินและโดนดูดให้หลายยกแล้ว แต่มันไม่เหมือนกันอ่ะ การยิงกระสุนไม่ได้ช่วยลดพลังความหื่นผมลงเลยแม้แต่น้อย
ทว่าจะเอาแต่มีความสุขจนละเลยสิ่งที่ต้องทำไม่ได้ ถ้าขาดการลงดันเจี้ยนไปหนึ่งวัน ผมก็จะล้าหลังคนอื่นเพิ่มอีกหนึ่งวัน เรื่องรายได้เองก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้แล้ว ตราบใดที่ยังหาแหล่งทำเงินสำรองไม่ได้ ก็ยังมั่นใจได้ไม่เต็มร้อย คิดเผื่ออนาคตดูสิ เกิดผมมีสาวๆ ในฮาเร็มสักร้อยคน การกินอยู่ดูแลพวกเธอให้มีความสุขจะต้องใช้เงินมากแค่ไหน
ใช่ จะต้องไม่ประมาท การใช้ชีวิตที่ประมาทเท่ากับเร่งให้ Game Over เร็วขึ้นเท่านั้น ผมต้องบอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน
ผมตัดสินใจไปที่กิลเพื่อดูท่าทีของพวกออกัสก่อน จะได้ไม่ต้องรู้สึกค้างคา จากนั้นค่อยไล่ไปแผนสอง แล้วกรณีที่มีเวลาเหลือค่อยตามเก็บแผนสาม ตามนี้แหละ
พอมาถึงกิลบรรยากาศก็ยังดูเหมือนเดิม ด้านหน้าที่เป็นเหมือนลานเบียร์มีผู้คนมากหน้าหลายตากว่าตอนกลางวัน ครึ่งหนึ่งมานั่งรอหาปาร์ตี้ ส่วนอีกครึ่งมานั่งพักดื่มเหล้าผ่อนคลายหลังกลับออกมาจากการลงดันเจี้ยน
ผมเจอพวกออกัสในทันที เพราะพวกเขานั่งอยู่ที่เดิมประจำที่โต๊ะติดริมถนน
แต่ยังไม่ทันได้มองสำรวจบรรยากาศ ก็โดนโจมตีจากทางด้านหลังทันที
“ไง โรมะยอมโผล่มาแล้วเหรอ!”
คนที่พึ่งเข้ามากระแทกข้างหลังผมก็คือเมดาริน
“หวัดดีครับ”
ผมทักไปตามปกติก่อน
“เอาเถอะ มานั่งคุยกันที่โต๊ะก่อนดีกว่า”
ยังไม่ทันได้ถามอะไร ผมก็โดนดึงแขนไปถึงโต๊ะแล้ว
ที่โต๊ะอยู่กันครบ ออกัสกับกาอินทักทายผมตามปกติ ไม่สิ เจ้ากาอินดูสดใสร่าเริงผิดปกติ
ส่วนเนปฟ่า อ่า ตามที่คาดไว้เลย เธอหลบตาผมล่ะ เธอทำเป็นหันไปทางอื่น ไม่มองหน้า ไม่แม้กระทั่งจะทักทายกัน ส่วนชีเอ้กลับหันมาผงกหัวให้ทีหนึ่งตามปกติ อ่านเจ้าโรคจิตชอบแต่งหญิงนี้ไม่ออกจริงๆ ดูยากพอๆ กับยูรินเลย
“ไง เมื่อคืนไม่เห็นเลยนะไปไหนมาล่ะ”
ออกัสถามผมเลยตอบไปตามตรง
“ผมไปที่หอคอยลาลาพัสมาครับ”
“หา! ไปกับใครเหรอ หรือว่ากับปาร์ตี้ของนาย”
“เปล่าครับ กลางคืนผมออกล่าคนเดียว”
“พูดเป็นเล่นไป ที่ลาลาพัสอันตรายกว่าลูปันอีกนะ”
“ถ้าเป็นแค่ชั้นหนึ่งก็พอๆ กับลูปันชั้นสามแหละครับ ถึงมอนสเตอร์ที่ลาลาพัสเก่งกว่า แต่มันมีจำนวนไม่มาก พอจะรับมือคนเดียวได้อยู่ แต่ถ้าที่ลูปันผมฉายเดียวไม่ไหวจริงๆ”
“ก็จริงนะ ที่ลาลาพัสเหมาะกับปาร์ตี้ขนาดเล็กที่เน้นความคล่องตัว แต่ขนาดลงไปคนเดียวนี้มันก็เกินไปนะ เกิดโดนระเบิดจนขยับตัวไม่ได้ขึ้นมาจะทำอย่างไง”
ออกัสเริ่มเทศใส่ผม แต่ผมรับฟังแต่โดยดีนะ เพราะประสบการณ์สำคัญพอๆ กับความรู้
“ผมไม่ทันนึกถึงเรื่องนั้น จริงด้วยแฮะ ถึงระเบิดตัวเดียวจะไม่แรงเท่าไร แต่ถ้าโดนหลายตัวเข้าไปพร้อมกันนี้ อาจถึงขั้นขยับตัวไม่ได้จริงๆ”
“พวกเรารู้ว่านายเก่งล่ะนะ แต่การลงดันเจี้ยนคนเดียวเนี่ย มันไม่ดีเอามากๆ เลย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องไปกันเป็นคู่ เผื่ออีกคนเคลื่อนไหวไม่ได้ อีกคนจะได้ช่วยเหลือได้ทัน”
“ครับ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ จากนี้ไปผมจะไม่ลงคนเดียวอีกแล้ว”
ใช่ อันตรายจริงๆ ด้วยแฮะ ลืมนึกไปเลย อย่างโดนศัตรูที่ทำให้เป็นอัมพาตได้โจมตีใส่ ถ้าไม่มีคนคอยรักษาหรือถ่วงเวลาให้ ก็ตายแน่ๆ
“รู้แล้วก็ดี งั้นมาเข้าปาร์ตี้ของฉันเถอะ”
เอ๋? ผมงงล่ะ ไม่ใช่ว่าเนปฟ่ามาฟ้องทุกคนแล้วหรอกเหรอ แต่รอดูไปก่อนดีกว่า
เท่าที่ผมสรุปจากที่พวกออกัสพูด เหมือนเนปฟ่าจะบอกทุกคนไปแล้วล่ะ แต่ทำไมทุกคนยังโอเคได้นะเหรอ อันนี้มาลองมองในมุมของคนโลกนี้ดูสิ ตามค่าเซ็กส์ออฟชั่นที่ตํ่าสุด ที่เหล่าชายหนุ่มทำได้เพียงแค่วันล่ะรอบ
เนปฟ่ามาบอกทุกคนไปว่า ผมทำตอนรอบกลางวันไปแล้ว เพราะงั้นกลางคืนผมต้องไม่มีอารมณ์หื่นๆ อย่างแน่นอน ทุกคนเลยฟันธงว่าผมไร้พิษภัย แถมเพราะผมไม่ได้แตะต้องเนปฟ่า (เพราะเธอหนีกลับก่อน) เลยผ่านเงื่อนไขที่พวกเขาตั้งไว้
ส่วนที่ว่าทำไมไอ้หล่อกาอินดูอารมณ์ดีนัก นั้นเพราะเนปฟ่าบอกว่าคู่นอนผมคือพวกโกร่า มันเลยเข้าใจ
ว่าผมนิยมสาวกล้ามโต ไม่ชอบสาวตัวเล็กๆ ผอมบางอย่างเนปฟ่า…เอาที่สบายใจเลย!
แต่เนปฟ่าเองก็คงแค่อยากได้ผลประโยชน์จากผมเท่านั้นแหละ ถึงพูดไม่ให้ผมดูหื่นนัก แต่เหมือนทำนองว่าเธอบังเอิญไปเห็น อารมณ์ประมาณว่าถึงผมจะหื่นแต่มีที่ระบายแล้ว ส่วนจะไปตกลงกันหลังไมค์อย่างไงนั้น สุดจะรู้ได้จริงๆ ผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ ดีซะอีกที่ยังคงความสัมผัสไว้กับกลุ่มของลุงออกัสได้ ส่วนเรื่องการเข้าปาร์ตี้แบบถาวรผมคิดเอาไว้แล้ว
ผมตอบตกลงไป
แต่มีเงื่อนไข ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขยุ่งยากอะไร เพียงแค่ผมจะลงกับพวกลุงเขาเฉพาะแค่ตอนกลางคืน แบบนี้พวกเนปฟ่าจะได้ไม่มายุ่งกับผมตอนกลางวันอีก แต่ผมก็ใช่ว่าจะลงกับพวกลุงตลอด เพราะต้องการอิสระ
ไปไหนมาไหนเองด้วยในบางครั้ง โดยอ้างไปว่า ต้องการไปสำรวจดันเจี้ยนเพื่อเตรียมข้อมูลไว้ให้กับพวกฟราน พวกลุงออกัสเลยตกลงทันที
วันนี้พวกลุงเองก็จะลงไปที่ลูปัน แต่จะลองขยับไปชั้นสี่ดู เพราะมีผมไปด้วย ถึงผมจะไม่ค่อยเห็นด้วยก็เถอะ เพราะที่ชั้นสี่มีพวก wererat lord อยู่ แล้วกลุ่มของลุงออกัสไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูได้เร็วพอ งานนี้ผมเห็นภาพตัวเองโดนฝูงหนูรุมมาแต่ไกลเลย
แต่พวกลุงออกัสตัดสินใจไปแล้วผมเลยค้านไม่ได้ เอาไว้เดี๋ยวโดนไฟลวกไปสักที ก็คงเข็ดกันไปเอง แต่ก่อนเดินทางไปดันเจี้ยนผมขอเวลาพวกลุงออกัส แล้ววิ่งกลับเข้าไปในกิลเพื่อสอบถามว่าวันนี้มีใครฆ่าราชา
มนุษย์หนูไปยัง สรุปว่ายังไม่มีใครไปฆ่า งานนี้เจอฝูงหนูเต็มๆ แน่
ตัวผมไม่มีปัญหาหรอก เพราะวันนี้ใส่เกราะมังกรขั้นต้นมา อ้อ แล้วผมก็ใช่ผ้าแพรสารพัดนึกพันแทนผ้าพันคอด้วย โดยผมใช้พลังของผ้าแพรปลอมเกราะมังกรขั้นต้นให้เป็นเกราะเหล็กเฉพาะส่วนแบบเดิม เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ เนื่องจากเกราะมังกรขั้นต้นดูหรูหรามาก เป็นเกราะเหล็กสีดำทั้งตัวลวดลายปราณีตเป็นรูปคล้ายเปลวไฟ
ส่วนพลังป้องกันผมก็ได้ทดสอบกันมาแล้ว ด้วยการยืนให้อาร์มฟิชฟันเล่น ผลคือแทบไม่ได้รับความเสียหายเลย ตัวเกราะที่ถูกฟันด้วยอาวุธมัจฉาที่ขึ้นชื่อว่าโคตรคม ยังไม่มีแม้แต่รอย ส่วน Hp ที่ลดไปแบบหลักหน่วยมาจากแรงกระแทกล้วนๆ
ค่าพลังโจมตีนั้นคำนวณลำบาก ใช่ว่า str เยอะแล้วจะโจมตีได้แรง เพราะต้องคำนวณจากอาวุธที่ใช้ด้วย แต่ผมเชื่อว่าพวกในดันเจี้ยนนํ้าตกมีพลังโจมตีเยอะว่าดันเจี้ยนอื่นๆ เพราะพวกมันเล่นใช้อาวุธมัจฉากันแทบทุกตัวเลย
อย่างในลูปัน ถ้าถามผม ผมว่าพวกไมสเตอร์ลีดสู้ยากกว่าพวกมนุษย์หนูอีก เพราะอีเตอร์นั้นถึงจะเป็นอุปกรณ์ขุดเหมืองมากกว่าจะเรียกว่าเป็นอาวุธ แต่พลังทำลายตอนฟาดลงมาเนี่ย ไม่ธรรมดาจริงๆ ที่สำคัญมันมีร่างกายแบบมนุษย์ ทำให้มีจุดศูนย์ถ่วงร่างกายที่ดีมาก ไม่เหมือนพวกมนุษย์สัตว์ ที่ถ้าเสียหลักนิดเดียวก็จะเสียสมดุลร่างกายไปเลย
เพราะงั้นถ้าไม่จำเป็นต้องไปหาแร่ ผมก็จะขอเลี่ยงพวกไมสเตอร์ลีดล่ะ
ตลอดทางเนปฟ่าเงียบผิดปกติ ถ้าไม่พูดกับผมก็ไม่แปลกหรอก แต่นี้ไม่ค่อยพูดกับคนอื่นด้วย บรรยากาศในปาร์ตี้เลยดูเงียบเหงาขึ้นมาทันที จะว่าไปพวกแนวขี้โวยวายนี้ก็จำเป็นต่อปาร์ตี้เหมือนกันนะ ส่วนคนที่จ้อหนักแทนกลับเป็นกาอิน ดูเหมือนเพราะมีเรื่องผมขึ้นมา เลยทำให้ตัดสินใจเดินหน้ารุกใส่เนปฟ่าแล้ว
เอาเถอะความสัมพันธ์ในกลุ่มนี้ผมไม่ค่อยอยากยุ่งซะด้วย
พอมาถึงลูปันชั้น 4 พวกลุงก็จัดรูปแบบทีมเตรียมสู้ทันที แต่ผมรีบยกมือห้ามไว้
“เอ่อ ขอโทษครับ แต่ที่ชั้นนี้ใช้รูปแบบเดิมไม่ได้หรอก”
“เดี๋ยวสิ! พวกฉันก็จัดรูปแบบเดียวกับที่นายใช้กับพวกทาสแล้วนะ!”
เนปฟ่ายอมพูดกันผมแล้วแฮะ แต่นํ้าเสียงดูขี้โมโหเหมือนตอนที่เจอหน้ากันครั้งแรกเลย
“กับพวกฟรานผมใช้รูปแบบนั้นได้ เพราะพวกผมมีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงครับ เป็นรูปแบบพุ่งทะลวงใส่ศัตรูและเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ แต่กับพวกคุณจะเป็นแบบปักหลักสู้ไปทีละกลุ่ม ซึ่งถ้าใช้วิธีนั้นในชั้นนี้ พวกเราจะถูกมอนสเตอร์ล้อมโจมตีจากด้านหลังครับ”
“จะ จริงด้วย!”
ออกัสเหมือนจะนึกถึงความสามารถของตัวลอร์ดขึ้นมาได้แล้ว
“งั้นจะใช้รูปแบบแถวหน้ากระจายตัวเป็นวงกลม แล้วเอาแถวหลังไปไว้ตรงกลางเหรอ?”
กาอินดูท่าจะไปศึกษาการจัดรูปแบบทีมมาพอสมควรแล้วนะเนี่ย
“ปกติก็ต้องใช้รูปแบบนั้นล่ะครับ เพียงแต่…กับพวกเราคงจะแยกกันยืนรับแบบนั้นไม่ได้แน่ อย่างลุงคิดว่าจะรับมือพวกหนูอัศวิน ที่พุ่งมาสามตัวพร้อมกันไหวไหม”
“ไม่มีทาง!”
“เมดารินซังล่ะครับ”
“มะ ไม่ไหวหรอก”
“ผมก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ นั้นแหละเลยเป็นเหตุผลที่พวกเราใช้รูปแบบทัพแบบวงกลมไม่ได้ เพราะแถวหน้าไม่มีพลังในการรบมากพอจะสู้กับศัตรูหลายตัวได้”
“งั้นก็ต้องกลับไปที่ชั้น3 สินะ”
ออกัสทำคอตกด้วยความผิดหวัง เพราะเขาเป็นคนชวนมาเอง แต่พอเห็นว่าไม่ไหวเลยรู้สึกเสียหน้าล่ะมั่ง
“เอ่อ แต่พอมีวิธีนะครับ”
วิธีที่ผมใช้ แทบไม่ต่างจากเดิมเลย คือเป็นรูปแบบสองแถวหน้าหลัง เพียงแต่ผมให้แถวหลังยืนมาติดกับแถวหน้า โดยถ้าถูกรุมจากด้านหลังเมื่อไร ผมจะรับหน้าที่ดึงศัตรูที่แถวหน้าที่ปะทะอยู่ให้ตามออกมามากที่สุด และจะตรงเข้าไปปะทะกับกลุ่มที่ล้อมมาด้านหลัง
“บะ แบบนั้นนายก็ถูกรุมฆ่าสิ!”
เนปฟ่าร้องค้านขึ้นมาทันที
“ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้จะสู้ แค่วิ่งหนีลากพวกมันถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกคนจะเข้ามาช่วยเท่านั้นเอง”
ใช่ แบบนั้นแหละ ถึงพลาดก็ยังพึ่งพลังป้องกันของเกราะมังกรขั้นต้นได้อยู่ เรื่องโดนรุมกระทืบน่ะสบายมาก
“แบบนี้เอง ให้คนหนึ่งคอยวิ่งล่อสินะ”
ออกัสเข้าใจแผนผมแล้ว ตัวเขากับเมดารินต่างวิ่งช้า มีแต่ผมที่เป็นแนวหน้าที่วิ่งได้เร็วอยู่คนเดียว ส่วนจะให้แถวหลังไปล่อก็เลิกคิดได้เลย เกิดพลาดขึ้นมาทีถึงตายได้เลย
“กลับไปชั้น 3 ก็ได้ ไม่เห็นต้องเสี่ยงเลย”
เนปฟ่ายังคงไม่เห็นด้วยอยู่ดี
“เป็นนักผจญภัยก็ต้องเสี่ยงอยู่แล้วครับ อีกอย่างผมชอบแบบ ยิ่งเสี่ยงผลตอบแทนยิ่งมาก ซะด้วย แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยรีบๆ ฆ่าพวกมันตอนที่ผมวิ่งล่อด้วยนะครับ”
ผมพยายามพูดให้ขำ เพื่อไม่ให้ทุกคนเครียดจนเกินไป ถึงแผนที่ผมเสนอไปโคตรจะเครียดเลยก็ตามที บางทีนี้อาจเป็นสองสิ่งที่ผมพอจะเก็บเกี่ยวจากปาร์ตี้ของลุงออกัสได้ คือการฝึกวางกลยุทธ์ในการต่อสู้แบบทีม และการได้ลองสู้ในสถานการณ์ที่ลูกทีมมีฝีมืออ่อนกว่าคู่ต่อสู้
กับพวกฟรานผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ขนาดศัตรูที่เก่งที่สุดที่เคยเจออย่าง Raid อาร์มฟิช ก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าสู้ไม่ได้เลย ถ้าเคยชินความสบายแบบนั้นไป ต่อไปคงแย่แน่ ดีแล้วล่ะที่ตัดสินใจมากับพวกลุงออกัส
พอเนปฟ่ายอมทำตามแผนผมแล้ว ก็เริ่มเปิดฉากล่ากันทันที โดยที่ผมให้ทุกคนเดินเลาะไปตามกำแพง จะช่วยให้เจอมอนสเตอร์น้อยกว่าเดินไปยืนอยู่ตรงกลาง การมีกำแพงอยู่ด้านหนึ่งนั้น ถือเป็นตัวช่วยอย่างดีเลย
กลุ่มแรกที่เจอว่าไงดี…ซวยแต่แรก เพราะดันมีลอร์ดถึงสองตัวในกลุ่ม ตอนผมเดินลุยฝ่าไปกับพวกฟราน ยังไม่เคยเจอลอร์ดสองตัวในทีมเดียวกันมาก่อนเลย
“ผมจะดึงอัศวินสองตัวไว้เอง ลุงกับเมดารินซังรีบเข้าไปจัดการกับลอร์ดนะ เล็งรุมไปทีตัวไหนตัวหนึ่งไปเลย ให้รีบฆ่าให้เร็วที่สุด ส่วนกาอินซังเล็งแค่ชาแมนครับถ้าฆ่าได้แล้วก็รีบมาช่วยผมต่อ ส่วนเนปฟ่าช่วยระดมยิงเวทใส่ลอร์ดอีกตัวไม่ให้มันเข้าไปหาพวกลุงได้นะ ถ้ามาน่าหมดก่อนจะฆ่ามันได้ ให้รีบตะโกนบอกทุกคน ถ้าได้ยินเสียงเนปฟ่าแล้วให้รีบถอยมาตั้งหลักกันใหม่นะครับ แล้วถ้าลอร์ดเรียกพวกมาเมื่อไร ก็ใช้แผนตามที่วางไว้ทีแรก”
“เข้าใจแล้ว!”
ทุกคนประสานเสียงตอบแบบไม่มีค้านเลยแฮะ เชื่อฟังกว่าคราวก่อนแบบหนังคนละเรื่องเลยนะ
“ชีเอ้ ช่วยคุมเรื่องระยะด้วยนะ ถ้าเห็นว่าเนปฟ่ากับกาอินซังอยู่ห่างจากแถวหน้ามากเกินไป ก็ให้รีบเตือนด้วย จำไว้ด้วยว่าระยะสำคัญมาก ถ้าห่างไปเพียงนิดเดียวผมก็จะกลับมาช่วยได้ไม่ทัน”
ชีเอ้พยักหน้ารับอย่างจริงจัง ดีแล้วทุกคนดูมีสมาธิกับการต่อสู้
พอใกล้ถึงกลุ่มมอนสเตอร์ ผมก็ออกวิ่งนำไปก่อน เพื่อชนกับพวกอัศวินหนูสองตัว ชาแมนผมไม่กังวลนัก เพราะมันจะไม่เริ่มโจมตีก่อน ส่วนใหญ่จะรอใช้เวทรักษาให้อัศวิน แต่ถ้าจะใช้เวทโจมตีมาผมก็น่าจะหลบทัน เพราะใช้เวลาร่ายค่อนข้างนาน
แต่ที่ต้องคอยระวังคือลอร์ด เพราะมันเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ บางทีก็พุ่งมาสู้ที่แนวหน้า บางทีก็ยืนป้องกันชาแมนที่แนวหลัง บางทีมีหลบไปแอบหลังชาแมนซะอีก ผมยกให้เป็นหนูกวนประสาทอันดับหนึ่งเลย
รอบนี้ลอร์ดยืนเฝ้าอยู่หน้าชาแมนทั้งสองตัวเลย ถือว่าค่อนข้างยุ่งยากล่ะ เพราะแบบนี้จะไม่มีช่องให้กาอินยิงธนูใส่ชาแมนได้ ผมเลยชนกับอัศวินหนู แล้วดันมันเข้าไป เพื่อยั่วยุให้ลอร์ดออกมาข้างหน้า
ซึ่งตอนแรกมันดูลังเลไม่ยอมออกมา แต่เนปฟ่าใช้เวทระเบิด โจมตีใส่ทั้งลอร์ดทั้งชาแมนไปพร้อมๆ กันเลย
อ้อ นี้สินะเวทมนต์ใหม่ที่เธอโม้ไว้ ใช้ได้เลยแฮะ ถึงพลังโจมตีจะไม่มาก แต่เป็นเวทโจมตีแบบวงกว้าง แล้วนั้นไงลอร์ดพุ่งออกมาแล้ว
ผมดึงสมาธิกลับมาอยู่กับการรับมือหนูอัศวินทั้งสองตัว นี้ถ้าไม่ได้ไปเก็บเลเวลและหาไอเท็ม มาจากดันเจี้ยนนํ้าตกเมื่อตอนบ่ายมาก่อนล่ะก็ คงเป็นการต่อสู้ที่ไม่สามารถรับมือได้ไหวแน่
ตอนนี้ผมถือทั้งดาบและมีด โดยใช้ดาบคอยโจมตี ส่วนมีดใช้ปัดป้องเวลาประชิดตัว พวกหนูอัศวินเข้ามาพร้อมกัน แต่ผมก็ต้านไว้ได้อย่างสูสี อาจเพราะสกิล Sword กับ Dagger ผมเพิ่มขึ้นมาเป็นสองแล้วก็ได้ การออกอาวุธเลยดูคล่องแคล่วกว่าเดิม
พอได้จังหวะที่มันเผลอ ผมก็ใช้เวท Wall ดันตัวพวกมันให้เสียหลัก และโจมตีปิดฉากอย่างไม่ให้พลาดโอกาส
ผมแทงมีดสั้นมังกรสมุทรใส่ทีเดียวที่หัว หนูอัศวินตัวหนึ่งก็ตายทันที แต่อีกตัวที่ฟันด้วยดาบมัจฉากลับยังไม่ตาย ก็แน่ล่ะพลังโจมตีของมีดสั้นเยอะกว่า
ดาบนี่น่า แถมยังมีสกิลแทงทะลวงอีก แต่พอเหลือตัวเดียวก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว ผมจัดการอัศวินหนูทั้งสองตัวเสร็จก่อนที่กาอินจะจัดการกับชาแมนได้ซะอีก
แต่ชาแมนไม่ต้องไปสนใจแล้ว เพราะมันโดนยิงเข้าไปที่คอ ทำให้ร่ายเวทไม่ได้อีก ผมเลยรีบเข้าไปช่วยจัดการกับลอร์ด
ลุงกับเมดารินมีพัฒนาการขึ้นมาบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่มากพอจะรุมลอร์ดแล้วชนะได้ง่ายๆ ขนาดสองรุมหนึ่งยังได้แค่สูสีเท่านั้น ส่วนลอร์ดอีกตัวที่โดนถล่มด้วยเวทมนต์ของเนปฟ่ายังดูสภาพสาหัสกว่าอีก ผมเลยเข้าไปจัดการกับลอร์ดที่บาดเจ็บหนักก่อน เพราะเนปฟ่าเองก็เริ่มหอบแล้ว
กับลอร์ดผมเคยขอฟรานสู้กับมันหนหนึ่ง ว่าไงดีล่ะ ไม่ต่างจากหนูอัศวินเท่าไร เพียงแต่ค่าพลังมันเยอะ
กว่าค่อนข้างมาก ปะทะตรงๆ ไม่ได้เลยล่ะ ผมโดนแรงมันอัดลอยถอยหลังมาทุกที แถมแค่เห็นก็เดาได้เลย ว่าการโจมตีของมันต้องแรงกว่าตอนโดนวัวพุ่งชนแน่
แล้วผมไม่คิดหรอกว่า เพียงแค่เลเวลขึ้นมาเพียงสองสามเลเวล จะช่วยลดช่องว่างของค่าพลังได้
ถึงจะไม่อยากใช้ไม้นี้ก็เถอะ แต่ถ้าจะสู้กับลอร์ดให้สูสีมันจำเป็นต้องใช้
ผมใช้ Glory ออกมา ก่อนจะตามด้วยการเปิดเบอเซริกโหมด ผิวหนังผมเริ่มมีแสงสีแดงปะทุออกมา พร้อมกับ Hp ที่เริ่มลดลง อัตราการลดลงนั้นไม่คงที่สักเท่าไร แต่ความเร็วในการลดตายตัว แต่ถึงผมจะมีสกิล Hp regen กับ drain อยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะระหว่างที่เปิดเบอเซริกโหมด จะไม่สามารถเพิ่ม Hp ได้ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม
ถึงดาบของลอร์ดจะใหญ่กว่าดาบมัจฉาของผมถึงสองเท่า แต่ด้วยค่ากำลังที่เพิ่มขึ้นมาตอนนี้ ทำให้ฝ่ายที่โดนอัดจนกระเด็นเป็นลอร์ดแทน พลังของผมเหนือกว่าอย่างชัดเจน ทว่าผมก็รู้ตัวทันทีถึงข้อเสียที่ไม่คาดคิดมาก่อนของสกิลเบอเซริกโหมด
นั้นก็คือ
นอกจากพลังทุกอย่างจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแล้ว มันยังเพิ่มความหื่นของผมเป็นสองเท่าด้วย ดุ้นของผมแข็งตัวราวกับจะเป็นดาบเล่มที่สองให้กับผม
ลอร์ดมองดูดุ้นผมด้วยสีหน้าซีดเผือก เฮ้ย อย่ามองแบบนั้นดิ ต่อให้หน้ามืดอย่างไงก็ไม่คิดจะไปยุ่งกับตัวผู้อย่างแกหรอก แต่อันตรายจริงๆ อ่ะล่ะ ความหื่นที่เพิ่มขึ้นมาทำให้ผมควบคุมสติตัวเองได้อย่างยากลำบาก รู้แบบนี้น่าจะใช้พันโปรยปรายแทนซะก็ดี
แต่ตอนนี้ผมต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด เลยพุ่งเข้าไปเข้าไปจัดการกับลอร์ด และเพียงการลงดาบสองครั้งผมก็ตัดลำตัวของมันจนขาด เป็นชัยชนะอย่างหมดจด พร้อมกับที่ชาแมนและลอร์ดอีกตัวก็ตายไปพร้อมกัน โชคดีที่มันไม่ใช้ Howl ออกมา
ผมรีบยกเลิกเบอเซริกโหมดทันที แต่ถึงจะยกเลิกไปแล้ว แต่ความหื่นของผมที่โดนปลุกให้ตื่นแล้ว มันไม่ยอมยกเลิกตามไปด้วยนี้สิ!!


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ