ตอนที่ 83 ทีมรอบคํ่าออกลุย

ตอนที่ 83 ทีมรอบคํ่าออกลุย
เมื่อเตรียมพร้อมเสร็จแล้ว ทีมรอบคํ่าก็เริ่มออกล่ากันทันที โดยรอบนี้นอกจากทีมยืนพื้นแล้ว ก็มีผม อาเดไลท์ กับพวกโบสถ์ใหญ่ทั้งสี่คน ส่วนเอร่าก็ตามเคยกินอิ่มแล้วก็ลงไปนอนกลิ้ง ไม่ค่อยอยากทำอะไร
พวกฟรานมีบอกว่ารู้สึกแปลกๆ เพราะปกติเวลานี้จะต้องแช่นํ้าและมีอะไรกันกับผมต่อ พอขาดไปมันเลย
แปลกๆ ผมเองก็ด้วยล่ะ แต่ดีที่เมื่อคืนปล่อยใส่อาเดไลท์ไปเยอะ วันนี้เลยยังพอทนไหว ไว้ถ้าไม่ไหวคงต้องวาปร์กลับปราสาทจอมมารไปหามุเอมะ
จุดที่ผมไปล่ากันก็คือในสุสาน เพราะไม่ต้องเดินหาเลย แค่ยืนเฉยๆ เดี๋ยวก็โดนศพรุมเข้ามาเอง แถมอยู่ไม่ห่างจากที่พักด้วย
ชุดแรกที่โผล่เข้ามามีห้าตัว แถมมีตัวเลเวลตํ่าหลุดมาด้วย ผมเลยให้ฟรานเหลือตัวเลเวล 7 ไว้ มันเป็นศพก็อปลินอ่ะ
“เอสเตอร์ลองฝึกใช้สกิลกับเจ้านี้ไหม”
“ค่ะ!”
เอสเตอร์พยักหน้ารับและเริ่มต่อสู้กับศพก็อปลินแบบไม่มีกลัว เธอใช้สกิลเนตรพิชิตออกมา ศพก็
อปลินก็ยืนตัวแข็งทื่อไปเลย สุดท้ายก็เป็นเป้านิ่งให้ดาบกระดูกงูเฉือนเละไปในไม่กี่ที
สุดยอดเลยแฮะ เป็นสกิลประเภทโจมตีทางจิตประสาทแบบเดียวกับ Mine control ของฟรานเลย แต่มีจุดอ่อนอยู่เพราะต้องให้ศัตรูจ้องตาก่อน ถึงจะใช้สกิลออกมาได้ แถมเป็นสกิลที่กิน Hp ไม่ใช่ Mp ถ้าใช้ไม่ระวังล่ะก็ถึงตายได้เลย
การจับคู่ตอนนี้ของทีมผมเป็น ฟรานยืนอยู่กับเดเม่ ส่วนยูรินยืนแถวสองคอยป้องกันอาเดไลท์ ส่วนผมประกบอยู่กับเอสเตอร์ พวกโบสถ์ใหญ่ก็เป็นนักบวชกับอัศวินสองคู่พอดี
ผมดูบนเรดาร์และเห็นศพกำลังรุมเข้ามาฝูงใหญ่ เลยเตือนทุกคนให้รู้ตัว
“โรมะ ชี้ตัวเลเวลน้อยๆ ให้ฉันหน่อยสิ”
“จะลองสู้เหรอ?”
“อืม ดูเอสเตอร์สู้ตะกี้แล้ว คิดว่าน่าจะพอไหวน่ะ”
“ไม่เหมือนกันหรอกครับ เอสเตอร์เปลี่ยนอาชีพแล้ว แถมมีสกิลหยุดการเคลื่อนไหวด้วย”
“งั้นเอาตัวเลเวลที่น้อยกว่านั้นก็ได้ ฉันอยากสู้ด้วยน่ะ”
“ก็ได้ครับ แต่ระวังตัวด้วยนะ”
รอบนี้ศพมาจากหลายทาง จำนวนเกินกว่ายี่สิบตัว
“ทางนั้นก็เตรียมสู้ด้วยนะ”
ผมหันไปบอกพวกโบสถ์ใหญ่ ที่ดูออกจะกลัวๆ กัน แต่นักบวชหญิงคนหัวหน้าตั้งสติได้ดี เลยเริ่มร่ายเวทเพิ่มคุณสมบัติธาตุแสงให้กับอาวุธพวกอัศวิน
ผมกับเอสเตอร์ตั้งรับพวกศพโดยผมยืนอยู่ข้างหน้า ด้วยดาบศิลาเย็นผมผ่าร่างมันตัวหนึ่งได้ในทันที แต่ตัวที่สองผมพลาดทำได้แค่ฟันแขนมันขาด เลยหลุดไปด้านหลัง แต่เอสเตอร์ก็ใช้ดาบกระดูกงูฟันใส่ขาจนมันช้าลง ผมเลยหันกลับไปปิดบัญชีมันได้ เอสเตอร์สนับสนุนผมได้ดีทีเดียว ถึงจะหลุดไปเธอก็หยุดมันได้สบายด้วยเนตรพิชิต
แต่ผมต้องระหวังกลุ่มโบสถ์ใหญ่ไว้ด้วย เกิดพวกนี้เป็นอะไรขึ้นมาเควสก็ล้มเหลวพอดี ผมเลยสู้ใกล้ๆ พวกนั้น และคอยดึงศพมาให้ โดยไม่ให้พวกนั้นรับมือเกินรอบล่ะสองตัว
พวกอัศวินถึงจะดูงุ่มง่าม แต่ก็แข็งแกร่งเอาเรื่อง พวกนักบวชก็ใช้เวทรักษากันตลอดเลยแฮะ
ผมต้องเสียใจกับอาเดไลท์ด้วย เพราะตอนนี้ไม่มีตัวเลเวลน้อยหลุดมาสักตัว
เกินกว่าครึ่งถูกฟรานกับเดเม่เก็บเรียบ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแรร์ดรอป มีแค่เหรียญเท่านั้น
พอสู้จบผมก็เดินเข้าไปหาพวกโบสถ์ใหญ่ และเริ่มทำการเลคเชอร์จุดอ่อนของพวกเขา
“นายน่ะหัดขยับขาหน่อยสิ ยืนทื่อเป็นท่อนไม้เลย”
“แต่การป้องกันที่ดีต้องทิ้งนํ้าหนักลงเท้าให้มั่นคงไม่ใช่เหรอ?”
“มันก็ใช่ แต่ไม่ใช่กับศัตรูที่มีกำลังมากกว่า นายนะโดนศพเลเวล 30 อัดทีเดียวก็ล้มควํ่าแล้ว เดี๋ยวจะพิสูจน์ให้ดู”
ผมเรียกยูรินเข้ามา และให้เธอพุ่งชนใส่ ทั้งๆ ที่ยูรินตัวเล็กกว่าเป็นเท่าตัว แต่กลับชนอัศวินจนกระเด็น เขารีบลุกขึ้นมาทำหน้างงๆ
“คราวนี้ดูผมให้ดีๆ นะ ยูรินพุ่งชนมาให้เต็มแรงเลย”
“รับทราบ”
ยูรินทำตามทันที ถึงจะลังเลกลัวว่าจะทำผมบาดเจ็บอยู่บ้างก็เถอะ
ตอนที่ถูกยูรินกระแทก ผมดีดปลายเท้าส่งตัวเองไปด้านหลังตามแรงปะทะ ตัวผมลอยขึ้นจากพื้นก็
จริง แต่ไม่กระเด็นหรือเสียหลัก พอแรงปะทะสลายไปเท้าผมก็ลงพื้นและยืนได้อย่างมั่นคงทันที ไม่ได้รับทั้งความเสียหายหรือเสียหลักล้ม พวกฟรานพากันตบมือชมผมยกใหญ่
“ทะ ทำได้อย่างไงน่ะ!”
อัศวินทั้งสองรีบเข้ามาถามทันที ผมเลยสอนไปแบบไม่มีปิดบัง ถึงจะต้องอาศัยการจับจังหวะและการฝึกฝน แต่พวกเขาก็เริ่มจับจุดได้แล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เท้า แต่แขนก็ด้วย เวลายกโล่ขึ้นรับ ถ้าเจอการโจมตีที่รุนแรงก็อย่าไปฝืนแขนดันสู้แรง แต่ให้สะบัดโล่ไปด้านข้าง เพื่อเปลี่ยนทิศทางการโจมตีนั้นออกไป
ตอนที่อัศวินฝึกท่าตามที่ผมบอกอยู่ ผมก็หันไปทางนักบวชสาวบ้าง
“พวกเธอก็ด้วย เวลาต่อสู้ตั้งสติให้ดีหน่อย ไม่ใช่แค่แผลโดนข่วนนิดหน่อยก็รีบรักษาแล้ว เกิดมาน่าหมดตอนที่มีคนบาดเจ็บสาหัสล่ะ จะทำอย่างไง”
พวกนักบวชสาวไม่เถียงผมสักคำ แต่กลับตั้งใจฟัง คงเพราะเห็นผมสอนพวกอัศวินได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาล่ะมั่ง ถึงได้ดูให้ความเชื่อถือถึงขนาดนี้
ผมเลยสอนการใช้สกิลให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดไป ก่อนอื่นเลยอย่าพึ่งใช้เวทเพิ่มคุณสมบัติธาตุแสง เพราะบัพธาตุแสงจะอยู่ได้แค่สามสิบวินาที แต่พวกอัศวินจะรอเป็นฝ่ายตั้งรับก่อนแล้วค่อยโต้กลับ เพราะงั้นบัพจะหายไประหว่างการตั้งรับแล้ว ถ้าจะใช้ก็รอให้เห็นตัวศัตรูและเริ่มการปะทะซะก่อน
ส่วนการรักษา ระหว่างการต่อสู้ ถ้าไม่ถึงขนาดได้รับบาดเจ็บจนเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือได้แผลที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ก็อย่าพึ่งใช้เวทรักษา แล้วเวลาจะเข้าไปรักษา ก็ต้องส่งเสียงบอกคนที่จะรักษาด้วย เพราะการรักษาจะต้องทำใกล้ๆ แต่ถ้าไม่ระวังจะเป็นการไปยืนขวางทางซะแทน ตะกี้ก็มีสะดุดกันล้มไปทีแล้ว ดีที่เดเม่มองอยู่ เลยช่วยเก็บศพให้ก่อนจะถูกโจมตี
พอสอนเสร็จบนเรดาร์ก็มีจุดแดงแห่กันมาอีกรอบพอดี รอบนี้มีแค่สิบกว่าตัว แต่เหมาะสำหรับใช้ในการฝึกเลย
“อาเดไลท์ซัง เจ้าศพชายแก่นั้น เลเวล 6 น่าจะพอไหวนะ แต่รอให้พวกผมเก็บกวาดตัวอื่นก่อนนะครับ”
“เข้าใจแล้ว”
อาเดไลท์พยักหน้ารับ และยืนมองดูการต่อสู้อย่างตั้งใจ ผมกับเอสเตอร์เริ่มเข้าขากัน เธอใช้การโจมตีที่มีระยะกลาง ทำให้ศัตรูช้าลง เพื่อให้ผมสู้ได้สบายขึ้น ถ้ามีโอกาสเธอก็จะดึงดาบกระดูกงูให้กลับไปสู่สภาพดาบ และเข้ามาฟันตรงๆ ด้วย เพราะการฟันสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าการสะบัดดาบกระดูกงู
พวกโบสถ์ใหญ่เริ่มต่อสู้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะพวกนักบวชสาวดูใจเย็นแล้ว และไม่ใช้เวทมนต์ออกมาโดยเปล่าประโยชน์อีก ส่วนพวกอัศวินต้องฝึกกันอีกเยอะ
พออาเดไลท์เห็นว่าทางผมกับเดเม่จัดการศพได้หมดแล้ว เลยตรงเข้าไปหาศพชายแก่ที่ยูรินช่วยล่อไว้ให้อยู่
อาเดไลท์เริ่มสู้โดยใช้พัด ผมว่ามันเหมือนการเอาศิลปะการรำพัด มาประสานเข้ากับการต่อสู้เลย
โดยหลักการแล้วพัดสามารถใช้รบกวนสายตาได้ และใช้ปัดการโจมตีออกไป คงเพราะได้ฟังที่ผมสอนพวกอัศวิน เธอเลยจำเทคนิกเปลี่ยนทิศทางการโจมตีมาใช้ แต่แค่ฟังแล้วเอามาใช้ได้เลย แปลว่าเธอมีพรสวรรค์ที่น่ากลัวจริงๆ
ส่วนการโจมตีก็จะเป็นการฟาดหรือแทงด้วยพัด แต่พัดพายุวารีเป็นเหล็กทั้งด้าม เวลาโดนฟาดเลยไม่ต่างจากโดนหวดด้วยท่อนเหล็กเลย แล้วพัดพายุวารีน่ะเป็นอาวุธระดับ Super rare ที่ผมปลดผนึกสกิลมันออกหมดแล้วด้วย
จังหวะที่กางพัดออกและโบกสะบัดออกไป ก็เกิดเป็นคลื่นตัดอากาศโจมตีเข้าใส่เป้าหมาย บางครั้งก็จะออกเป็นใบมีดนํ้า นี่เป็นสกิลที่มีอยู่แต่แรกของพัดพายุวารี
สายลมกรีดกราย สายนํ้าเชือดเฉือน (Passive skill)
เป็นสกิลที่ใช้ง่ายมากด้วย เพียงแค่สะบัดพัดออกไป คลื่นตัดอากาศกับใบมีดนํ้าก็จะพุ่งออกไป ระยะโจมตีอยู่ระดับกลางๆ พลังโจมตีก็น่าจะตามค่าพลังของผู้ใช้ ตอนนี้อาเดไลท์เลยสร้างได้แค่แผลบาดตื้นๆ
“อาเดไลท์ซังใช้สกิลที่สองเลยครับ”
พอได้ยินที่ผมบอก อาเดไลท์ก็สะบัดพัดอีกครั้ง จนสร้างใบมีดนํ้าฟันไปที่ข้อเท้าของศพ ถึงจะไม่ถึงกับขาด แต่ก็ทำให้มันล้มลง
“พายุสมุทรคลั่ง!”
พอใช้สกิลพร้อมกับสะบัดพัดออกไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ใบมีดแล้ว แต่เป็นคลื่นยักษ์สูงจรดเพดาน
พอมันโถมอัดเข้าใส่เป้าหมาย มันกลับไม่ได้กวาดให้ไหลไปตามแรง แต่มันหยุดอยู่กับที่และม้วนตัวเป็นพายุนํ้าวนแทน ภายในนํ้าวนยังมีสายฟ้าสาดกระหนํ่าใส่เป้าหมายที่กำลังถูกปั่นจนร่างฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่
พอพายุนํ้าวนหยุดลง ที่เหลือก็มีเพียงเหรียญเงินเล็กตกลงมากระทบพื้น ท่านี้ผมบอกได้คำเดียว อลังการงานสร้างมาก! แต่ว่ามันยังเร็วเกินไปสำหรับอาเดไลท์ตอนนี้ เพราะหลังจากใช้ไปแล้ว เธอก็ยืนโงนเงกและล้มหมดสติไปเลย
เพราะสกิลนี้กินมาน่าเยอะมาก แถมถ้ามาน่าไม่พอ มันยังจะไปกิน Hp ต่ออีก เลยเป็นสาเหตุให้อาเดไลท์หมดสติไป ผมเลยต้องวานให้ยูรินช่วยแบกอาเดไลท์กลับไปที่ค่าย และให้เดเม่ตามไปคุ้มกันด้วย ระหว่างที่รอพวกเธอกลับมา พวกผมก็จัดการศพไปอีก
สามกลุ่ม ถึงแม้คนจะลดลง แต่ยังอยู่ในสถานการณ์ที่รับมือได้
“ยังไม่มีแรร์ดรอปเลยแฮะ”
เซนเซอร์หาสมบัติผมนิ่งสนิทมาพักใหญ่ล่ะ พอพวกเดเม่กลับมา ผมเลยจะเร่งมือขึ้นหน่อย พอบอกว่าจะเก็บเลเวลแบบเคลื่อนที่ พวกโบสถ์ใหญ่ก็ผวากันขึ้นมาทันที เพราะเมื่อตอนบ่ายก็วิ่งกันลิ้นห้อยกันไปทีแล้ว นี้ถ้าต้องสู้ไปวิ่งไปมีหวังตายแน่
“ไม่ต้องห่วง ไม่ได้ใช้ความเร็วแบบเมื่อตอนบ่ายหรอก”
พอได้ยินที่ผมบอกโบสถ์ใหญ่ก็ถอนหายใจโล่งอก แต่ถึงผมจะไม่ได้วิ่งกันเต็มสปีด แต่พวกผมย้ายที่กันตลอด ฆ่าเสร็จกลุ่มหนึ่ง ก็จะย้ายไปยังอีกกลุ่มทันที แบบไม่มีเวลาให้พัก
“…ฟราน ข้างหน้ามีกลุ่มใหญ่เกินสามสิบตัว ใช้ Strike pike เปิดไปก่อนเลยนะ”
“รับทราบค่ะ”
ฟรานวิ่งนำออกไปก่อน Strike pike ของฟรานเป็นเลเวล 4 แล้ว ไม่ใช่แค่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แต่จากเดิมที่มีแค่เหล็กแหลมพุ่งขึ้นมาจากพื้น แต่ตอนนี้พอเป้าหมายถูกเหล็กแหลมเข้าไปแล้ว เลือดในตัวเป้าหมายก็จะแข็งตัวและกลายเป็นหนามแหลม แทงออกมาจนเหมือนเป็นหอยเม่นไปเลย
“เอสเตอร์ ใช้เนตรพิชิตกับไอ้ตัวนั้น”
ผมชี้ไปยังศพตัวที่เลเวลสูงที่สุด และพอเอสเตอร์ดึงผ้าปิดตาออก และจ้องตากับศพ มันก็ผงะแล้วหันหลังวิ่งหนีไปเลย
ขนาดเลเวลต่างกันตั้งเยอะยังได้ผลอีกแฮะ
พอโดนฟรานตีกลุ่มตรงกลางแตก และเอสเตอร์ไล่ตัวเลเวลสูงไป ที่เหลือที่แตกกระจายออก ก็โดนพวกผมไล่เก็บไปทีละตัวอย่างไม่ยากเย็น กลุ่มของโบสถ์ใหญ่เริ่มมีประโยชน์ขึ้นมาหน่อยแล้ว อย่างน้อยก็รับมือศพสองตัวได้ โดยไม่ต้องให้พวกผมเข้าไปช่วย
“!!!”
เดเม่ทำหน้าตกใจขึ้นมา ผมเลยรีบหันไปถาม
“มีอะไรเหรอเดเม่!”
“เปล่าค่ะ แค่ได้สกิลใหม่มา”
“สกิลใหม่?”
“Throw Mastery Lv1 กับกระสุนรวมศูนย์ Lv 1 ค่ะ”
“ได้สองสกิลเลยเหรอ! กระสุนรวมศูนย์นี่น่าสนแฮะ ลองใช้ให้ดูหน่อยสิ”
“ค่ะนายท่าน”
เดเม่หยิบเอาหัวลูกศรออกมา วิธีถือของเธอจะซ่อนไว้ในฝ่ามือ เวลาสู้กันจะไม่รู้เลยว่าเธอซ่อนอะไรไว้ แต่ท่าขว้างเปลี่ยนจากการสะบัดมือ เป็นการก้าวเท้าออกไปและเหวี่ยงปาไปแบบทั้งตัว เกิดเสียงโซนิคบูมขึ้นมาทันที
อะไรก็ตามที่ขว้างออกไป พุ่งไปด้วยความเร็วเหนือเสียง ทะลุผ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ศพที่โดนเข้าไปถึงกับกระจุย หลังจากทะลุผ่านไปเจ็ดตัว มัน
ยังพุ่งไปหาตัวที่โดนเนตรพิชิตของเอสเตอร์แล้ววิ่งหนีไปด้วย ขนาดตัวเลเวล 38 ทีเดียวยังเละเลยเหรอเนี่ย!
“…ขอลองอีกครั้งได้ไหมค่ะนายท่าน ตะกี้รู้สึกเหมือนยังขว้างได้ไม่ดีเท่าไร”
“พอก่อนเดเม่ ขืนมากกว่านี้หัวใจผมรับไม่ไหวแล้วล่ะ”
ว่าไงดีล่ะ ผมว่าจริงๆ แล้วสกิลมันคงไม่ได้โหดขนาดนี้หรอก แต่เพราะค่าพลังของเดเม่ถูกบวกเพิ่มจนโอเวอร์จากสกิล Battle maid สกิลสำหรับปาเลยมีสภาพเหมือนถูกยิงด้วยเรย์กันแบบนี้ ที่ผมมั่นใจเพราะมันใช้มาน่าโคตรน้อยเลยอ่ะ แบบปาเล่นปาทิ้งยังได้
พวกโบสถ์ใหญ่ไม่ใช่แค่ตะลึงกับสกิลของเดเม่หรอก พวกนี้ตะลึงตั้งแต่ตอนเห็นฟรานสู้แล้ว ผมได้
ยินพวกเขาซุบซิบกัน หาว่าพวกผมเป็นสัตว์ประหลาดมั่งล่ะ เป็นเทวทูตบ้างล่ะ แต่แบบไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ
ฟรานพอเห็นเดเม่โชว์ฝีมือ ก็อยากจะโชว์ฝีมือให้ผมเห็นบ้าง ด้วยการเร่งให้ไปหามอนสเตอร์กลุ่มต่อไป แต่ไม่ต้องโชว์แล้วฟราน แค่นี้เธอก็เก่งมากๆ ในสายตาผมแล้วล่ะ
ผมสิ ยิ่งเห็นพวกเธอเก่งเอาๆ แต่ตัวผมเองเลเวลขึ้นช้าเป็นเต่า มันเหมือนโดนทิ้งไว้ข้างหลังคนเดียวเลยนะ!
แต่พอไปเจอกลุ่มต่อไป ผมก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะเป็น Raid ล่ะ แถมอยู่กันครบทั้งสามตัวเลย
จะลุยหรือจะถอยดีล่ะ
“ลุยเลยค่ะ/ลุยกันเลยค่ะนายท่าน”
ฟรานกับเดเม่เชียร์ให้ลุยแฮะ
“ฟรานรับมือRaidสองตัวไหวไหม”
“สบายมากค่ะ!”
“งั้นเดเม่จัดการRaidไปตัวหนึ่งนะ เสร็จแล้วก็ไปช่วยฟรานต่อ ส่วนผมกับคนอื่นๆ จะจัดการพวกศพเอง”
“ดะ เดี๋ยวสิ จะไหวเหรอ! นั้น Raid นะ แถมตั้งสามตัวเลย”
“ถ้าเป็นฟรานกับเดเม่ล่ะก็ ไหวแน่นอน”
พอเห็นพวกโบสถ์ใหญ่ท่าทางกลัวกันหมด ผมเลยให้ยูรินตามประกบพวกนั้นไว้ เพราะถ้าสติแตกขึ้นมาจะได้เข้าคุมตัวทัน
ส่วนพวก Raid ทั้งสามตัว มีศพมิโนทอร์ (มนุษย์วัว) ศพออร์ค และศพหมาสามหัว ทั้งสามตัวเลเวล 45 และยังมีพวกศพอีกสิบตัวที่ยืนกระจายกันอยู่รอบๆ
แต่ยังไม่ทันได้บุก เจ้าหมาสามหัวก็รู้ตัวซะก่อน มันส่งเสียงหอนออกมาทันที
“สกิลประเภท Howl!!”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ