ตอนที่ 106 ยุทธการกองโจร
ตอนที่ 106 ยุทธการกองโจร
ด้วยการนวดของนักบวชชรา ทำให้ผมรู้สบายจนเผลอหลับไป
ส่วนนักบวชชรานึกว่าซ้อมผมจนสลบไปแล้ว เลยหยุดมือและเดินออกไปด้วยสีหน้าพึ่งพอใจ
ผมหลับไปได้ไม่นาน ก็ต้องตื่นขึ้นมา เพราะข้างนอกมีเสียงดังขึ้นมา
ดูเหมือนกระโจมของผมจะติดกับกระโจมสองชั้นที่เรเดียอยู่
และยังเป็นศูนย์บัญชาการด้วย เลยมีคนวิ่งเข้าวิ่งออกแทบตลอดเวลา
“ทีมล่าที่สามยังไม่กลับมาเลยครับ!”
เสียงดังมาจนถึงที่ผมอยู่ ท่าทางจะร้อนรนกันมาก
“หนีไปแล้วเหรอ!”
เสียงเรเดียแสดงความโกรธอย่างชัดเจน เดี๋ยวเถอะ โกรธมากๆ
เดี๋ยวก็เหี่ยวเร็วหรอก
“คิดว่าไม่ใช่ครับ เพราะข้าวของก็ยังอยู่ในที่พัก
เสบียงเองก็ไม่ได้เอาไป ถ้าจะเดินกลับออกไป อย่างน้อยก็ต้องมีเสบียงไปด้วยครับ”
“หรือว่าจะเสียท่าให้กับมอนสเตอร์ไปแล้ว”
“นะ น่าจะเป็นไปได้ครับ เพราะไม่มีอัศวินกับนักบวชของพวกเราไปด้วย
แถมพวกเขาเองก็เหนื่อยล้ามากแล้ว”
“จะว่าเป็นความผิดของฉันเหรอ!”
“มะ ไม่ครับ! ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“ไว้ฉันจะไตร่สวนเจ้าทีหลัง
ตอนนี้ส่งหน่วยสอดแนมออกไปหาตามพวกที่หายไปซะ”
“รับทราบครับท่านอาร์คบิชอป!”
ผมที่ได้ฟังอย่างเรื่องทั้งหมดแล้ว หุบยิ้มไม่อยู่ทีเดียว
และเสียใจด้วยนะคุณเรเดีย คนที่ส่งออกไปก็คงตายเปล่าเหมือนกัน
เพราะที่หายตัวไปไม่ได้โดนมอนสเตอร์ลากไปกินหรอก แต่โดนพวกผมซุ่มโจมตีต่างหากล่ะ
และในกลุ่มผมก็มีคนหนึ่งที่ถนัดงานแบบนั้น
มอเรียอย่างไงล่ะ
เธอเป็นนักฆ่าระดับสูง เรื่องจะแอบย่องมาที่แนวหลังของข้าศึก
ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถเลย เธอแอบโจมตีเอาตอนที่มีคนหลุดฝูงออกมา
โดยย่องไปข้างหลังในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังยุ่งอยู่กับมอนสเตอร์ เผลอๆ
พวกนั้นจะตายไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซํ้าว่าโดนอะไรไป
แต่ว่ายังหรอก ฝันร้ายจริงๆ มันหลังจากนี้ต่างหาก
ด้วยกลยุทธ์กองโจรที่ผมส่วนพวกสาวๆ ไป
มาดูกันว่าคนในโลกนี้สามารถรับมือการโจมตีแบบกองโจรได้แค่ไหน
และตลอดทั้งคืนก็มีคนวิ่งเข้าวิ่งออกมาแจ้งข่าว
จนเรเดียเองไม่ได้หลับไม่ได้นอน
ด้วยวิธีการที่ผมสอนมอเรียไป ได้สร้างปัญหาให้กับหน่วยสอดแนมที่ส่งออกไปมาก
เพราะเธอไม่ได้สังหารทุกคน แต่จะเหลือเหยื่อที่บาดเจ็บเอาไว้
คนเจ็บจะทำให้อีกฝ่ายช้าลง อ่อนแอลง
เป็นเป้าให้แอบเล่นงานได้ง่ายขึ้น
และพวกโบสถ์ใหญ่ไม่เคยเจอวิธีการสกปรกแบบนี้มาก่อน เลยรับมือไม่ถูก
พอเห็นคนเจ็บเลยตรงเข้าไปช่วย โดยไม่เอะใจเลย ระหว่างพาตัวกลับมา ก็ค่อยๆ
หายกันไปทีละคน กว่าจะรู้ตัวก็เหลือตัวคนเดียวแล้ว
และก็ตกเป็นเหยื่อล่อด้วยการทำให้บาดเจ็บสาหัส
ซํ้ามอเรียยังนำศพคนที่สังหาร ไปทิ้งไว้แบบกระจัดกระจาย
เพื่อไม่ให้ศัตรูจับตำแหน่งการเคลื่อนไหวได้ ซํ้ายังสร้างความสับสนเรื่องจำนวนของคนที่ลงมือ
อีกฝ่ายจะคาดเดาจำนวนศัตรูไม่ได้เลย
แต่เป้าหมายที่ผมให้มอเรียไปจัดการ
ไม่ใช่เพื่อลดจำนวนคนของทางนี้หรอก
แต่เพื่อทำให้พวกโบสถ์ใหญ่ทำงานได้ยากขึ้นต่างหาก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ
ขัดขวางการทำงานของทางนี้
เพราะพอรู้ว่ามีการดักโจมตีอยู่
ทำให้พวกนักผจญภัยไม่กล้าจะออกมาล่า หรือถึงจะโดนบังคับออกมา
แต่ก็ทำการล่าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะต้องคอยระวังหลังอยู่ตลอดเวลา
มันเป็นเรื่องยากมาก ที่ต้องสู้กับมอนสเตอร์ไปพร้อมกับเหลียวมองไปข้างหลัง
พอล่าไม่ได้ตามเป้า ก็เท่ากับต้องเสียเวลาเพิ่ม การเสียเวลาก็เท่ากับการเผาพล่านทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปด้วย
จากที่ผมรู้มา ปริมาณของเสบียงที่ทางนี้มีอยู่นั้น เพียงพอแค่สำหรับเส้นตายของเควส
เท่านั้น หรือก็คือ เสบียงจะมีพออยู่ได้เพียงแค่ 5 วันเท่านั้น
ถ้ารวมกับเสบียงที่ใช้ตอนกลับก็บวกไปอีก 2 วัน
และจากนํ้าเสียงที่ไม่พอใจของเรเดีย
ก็รู้แล้วว่าสภาพตอนนี้อยู่ห่างจากเป้าหมายมากนัก
แต่ความโหดร้ายของสงครามกองโจรมันพึ่งเริ่ม
พอใกล้รุ่งสาง ก็มีข่าวร้ายที่แทบทำให้เรเดียคลั่งส่งตรงมาถึงเธอ
ข่าวที่มาพร้อมกับกองอัศวิน ที่ส่งไปอ้อมดักโจมตีตลบหลังพวกผมนั้นเอง
พวกเขากลับมาในสภาพยับเยิน เกือบทุกคนบาดเจ็บสาหัสปางตาย กว่า 80%
อยู่ในสภาพร่างกายไม่ครบส่วน
การแย่งทัพโจมตีจะได้ผลก็ต่อเมื่อทำในที่ลับ
ในข้อมูลทั้งหมดของทางนี้ ถูกผมแจ้งให้พวกสาวๆ รู้หมดแล้ว
เพราะงั้นจึงไม่ลับอีกต่อไป
พวกเธอรอช่วงเวลาที่เหมาะแก่การลงมือมากที่สุด
นั้นก็คือช่วงก่อนรุ่งสาง เพราะส่วนใหญ่กำลังหลับกันอยู่
คนที่อยู่ยามก็จะอยู่ในสภาพล้าถึงขีดสุด ประสาทรับรู้จะทื่อลงเป็นอย่างมาก
จนสามารถทำให้เข้าใกล้ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว
ถึงเลเวลจะสูงกว่า ถึงจำนวนจะมากกว่า แต่ถ้าโดนเล่นงานตอนหลับอยู่
มันก็ไม่ผลหรอกของแบบนั้น สกิลที่ทำงานตอนหลับเนี่ย ผมยังไม่เคยเจอมาก่อน
ถือว่าเป็นช่องโหว่ของระบบที่ควบคุมโลกนี้อยู่ก็ว่าได้
ถึงจะเป็นงานที่ยาก แต่ผมก็บอกให้พวกสาวๆ ที่โจมตีกองอัศวิน
ว่าให้ทำให้อีกฝ่ายตายน้อยที่สุด แต่ทำให้ตกอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บให้มากที่สุด
เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะพวกนั้นจะต้องพาคนเจ็บกลับมารักษา แล้วใครล่ะที่รักษา
ก็พวกนักบวชไง พวกนี้จะต้อง
เสียมาน่าที่สำคัญไปกับการรักษา
วิธีนี้เรียกว่าการเพิ่มภาระให้ศัตรู
มีการคำนวณไว้ ว่าในสงครามคนที่บาดเจ็บนั้น กองทัพจะต้องสูญทรัพยากรเป็น
3-5 เท่าจากทหารปกติ ถึงกรณีนี้จะรักษาได้ทันทีด้วยเวทมนต์ก็เถอะ
แต่การฟื้นคืนมาน่าของนักบวชที่ไม่มี Mp regen มันช้ามาก
ผมถึงต้องระวังการใช้มาน่าของพวกกรอเรียไว้ตลอดเวลา
การที่ไม่มีมาน่าไว้สำหรับการรักษาตอนฉุกเฉิน
ถือเป็นความเสี่ยงที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตในดันเจี้ยน พวกนักผจญภัยรู้เรื่องนี้ดี
เลยพากันออกอาการวิตก จากที่เคยมั่นใจในความปลอดภัย เพราะมากับนักบวช
สามารถสู้ได้เต็มที่ ถ้าไม่ตายอย่างไงก็รักษาได้
แต่ความคิดนั้นกำลังถูกสั่นคลอนแล้ว
การรบไม่ใช่การวัดกันที่การชนกันในครั้งเดียว แต่มันคือการต่อสู้ระยะยาวที่ต้องใช้แผน
ในบางสงครามมีการแพ้ชนะกันโดยไม่เสียกระสุนสักนัดยังมีให้เห็นมาแล้ว
ก็เพียงมุ่งทำลายปัจจัยของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ จนทำให้ไม่อยู่ในสภาพที่รบได้ก็พอแล้ว
นี้แหละสิ่งที่เรียกว่าสงคราม
สงครามกองโจรที่ผมให้พวกสาวๆ ใช้ ส่งผลในระยะเวลาเพียงข้ามคืน ทั้งเสบียงและสภาพจิตใจของฝ่ายโบสถ์ใหญ่ลดฮวบเลย
ไหนจะมีปัญหาภายใน ที่พวกนักผจญภัยเริ่มสไตร์งาน และประท้วงให้รีบปล่อยตัวผมไป
ดูเหมือนมอเรียจะทำเกินที่ผมสั่งไปหน่อย
เพราะเธอเล่นกรีดบนศพทิ้งข้อความเอาไว้ว่า ‘ปล่อยตัว
ท่านโรมะซะ ไม่เช่นนั้น คนที่อ่านข้อความนี้เตรียมเป็นศพต่อไปได้’
อีกเรื่องที่สร้างความหวาดผวาให้พวกนักผจญภัย ก็คือดาวตกปริศนา?
เรื่องมันเกิดจากที่ในบางเวลา
ก็จะมีดาวตกปริศนามาตกใส่ค่ายแบบที่ไม่ให้ได้ตั้งตัวกันเลย
และทุกครั้งที่มีดาวตกก็ต้องมีคนตายเป็นเบือ
ดาวตก…ฝีมือเดเม่แน่ๆ นี้ก็ทำเกินคำสั่งไปแล้ว
แต่เล่นยิงข้ามเขามาเลย นี้ไม่กลัวจะตกใส่หัวผมเลยเหรอ!
แต่ผมมารู้เอาทีหลัง ว่าคนที่เล็งเป้าไม่ใช่เดเม่
แต่เป็นเอสเตอร์ที่ใช้พลังจากดวงตาพิเศษของเธอช่วยเล็งเป้าให้แทน
พอตกเย็น ก็เริ่มมีพวกที่คิดหนี เรเดียก็รู้ว่าถ้าไปห้าม
จะยิ่งสร้างความไม่พอใจ จนอาจปะทะกันเอง
และพวกนักผจญภัยเป็นกำลังสำคัญในการเก็บเลเวล จะให้สูญเสียไปมากกว่านี้ไม่ได้
เลยยอมควักเนื้อเพิ่มค่าจ้างให้ แต่วิธีนี้ก็ทำได้เพียงแค่ประวิงเวลาออกไป
ตราบใดที่ยังไม่ได้แก้ต้นตอของปัญหา
ความกลัวของพวกนักผจญภัยก็ยังไม่หายไป
วันนี้จบลงโดยที่ไม่มีการออกไปล่า
แต่เพิ่มการเฝ้ายามรอบค่ายและทางเข้าออกทุกทาง
กระทั่งเรียกเอากลุ่มที่ตั้งค่ายรอบๆ กลับมาด้วย
ในตอนเย็น เรเดียเข้าหาผมอีกครั้ง
สีหน้าเธอแสดงถึงความหงุดหงิดอย่างชัดเจน เธอกำลังโกรธและอยากหาที่ระบาย
แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันลงมือทำ
อะไรผม พี่ชายเกราะเบาที่ชื่อ เอนันโด้ ก็รีบพุ่งเข้ามาห้ามเธอไว้
“ช้าก่อนครับท่านอาร์คบิชอป ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
เขาเป็นหมากตัวสำคัญที่เราใช้ต่อรองได้ ถ้าเราไปทำอันตรายเขา
ก็จะยิ่งเป็นการสร้างความโกรธให้กับอีกฝ่ายนะครับ”
“ช่างมันสิ! พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะยกกำลังคนทั้งหมดออกไปไล่ล่าพวกมัน”
“ล่า? ในหุบเขาวงกตเนี่ยนะ ฮ่าๆๆ”
ผมอดขำไม่ได้ ที่ตั้งของอีกฝ่ายอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้
พื้นที่ก็ไม่เหมาะกับการเดินทัพ ไม่รู้กระทั่งจำนวนศัตรู
คนที่กล้าสั่งให้คนของตัวเองออกไปรบในสภาพแบบนี้ มันโคตรบ้าเลย
เอนันโด้ถึงจะไม่พูดอะไร
แต่สีหน้าเขาก็เหมือนกับเห็นด้วยกับคำพูดของผม
“แก! ไอ้สวะชั้นตํ่า!”
เรเดียหยิบไม้กระบองเหล็กขึ้นมา แต่ถูกเอนันโด้ยื้อแย่งไป
“ใจเย็นๆ สิครับท่านอาร์คบิชอป
ตอนนี้เราควรเจรจากับเขาอีกครั้งนะครับ”
เรเดียไม่กล้าตวาดใส่เอนันโด้แบบคราวก่อน เพราะคราวนี้มีอัศวินและนักบวชอาวุโสอีกหลายคน
ที่เห็นด้วยกับเอนันโด้ แต่ถึงเรเดียจะยอมยับยั้งความโกรธไว้
แต่เธอยังถือทิฐิไม่ยอมเจรจากับผม
สุดท้ายเธอก็กลับออกไปโดยยังไม่ได้ลงไม้ลงมือกับผม
แต่ผิดหวังนิดหน่อย อุตสาห์ทำให้เสียงแตก
เป็นสองฝ่ายได้แล้ว แต่ดูเหมือนเรเดียจะยังพอมีเหตุผลรับฟังอยู่
นึกว่าจะแตกหักกันไปเลยซะอีก
คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่พวกเรเดียไม่ได้นอน
เพราะต้องมานั่งประชุมหาแนวทางดำเนินการต่อ เพราะถ้าปล่อยไว้สภาพนี้
เก็บเลเวลต่อไม่ได้แน่
แล้วทาฮากริมก็เอาอาหารมาให้ผมช่วงคํ่า วันนี้มีสตูอุ่นๆ มาให้ด้วย
“อันนี้ทุกคนช่วยเตรียมมาให้โดยเฉพาะ”
ทาฮากริมบอก พลางป้อนอาหารให้
“ทุกคนนี้ ใครบ้างเหรอ?”
“ก็พวกผู้หญิงที่โดนบังคับให้เสียตัวแบบฉันไง”
“อ้อ ไม่ต้องคิดเป็นจริงเป็นจังนักก็ได้
จะอย่างไงผมก็รับข้อเสนอแบบนั้นไม่ได้จริงๆ”
ผมกับทาฮากริมคุยกันถูกคอมาก ถึงจะเป็นอัศวินแต่ไม่ได้แข็งกระด้าง
แถมยังเป็นบุตรสาวของลอร์ด เธอเลยเหมือนเอาดาเซสมาเขย่ารวมกับอาเดไลท์เลย
แบบว่าคุยด้วยง่ายแต่การวางตัวและมารยาทก็เหมาะสม
เรื่องที่ยกกันมาคุย ไม่ใช่เรื่องของโบสถ์ใหญ่
เพราะเธอเป็นคนของทางนั้น ส่วนผมเป็นนักโทษ
จะให้มาคุยเรื่องที่เกี่ยวกับสถานะมันดูเป็นหัวข้อที่น่าอึดอัดไปหน่อย
ผมเลยชวนคุยเรื่องบ้านเกิดเธอ เพราะผมไม่เคยได้ยินชื่อเมืองวิลเฟนเฮมาก่อน
พอคุยเรื่องบ้านเกิด ทาฮากริมเลยดูดีใจและพูดเก่งขึ้นทันที
วิลเฟนเฮเป็นเมืองที่เรียกว่า เมือง
ปกครอง หรือก็คือเมืองที่ต้องปกครองเมืองขนาดเล็ก
หรือหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงด้วย
โดยที่ในพื่นที่ของวิลเฟนเฮ มีหมู่บ้านเล็กๆ ใต้ปกครองแค่สองแห่ง
ส่วนที่ตั้งก็อยู่ชายแดนทิศใต้ของประเทศเลนคาน เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีความสำคัญอะไร
เพราะพื้นที่โดยรอบค่อนข้างแห้งล้าง ถนนก็ไม่มี กำลังทหารก็มีแค่ 500
คนไว้ประจำปราสาท ที่พอจะนับเป็นรายได้ ก็มีแต่แร่ที่ขุดได้จากในเหมือง
แต่ก็ไม่ได้มากอะไร
แถมมีปัญหาขุดๆ ไป เหมืองก็จะกลายเป็นดันเจี้ยนซะงั้น
เลยต้องคอยหาพื้นที่ในขุดแร่ใหม่อยู่ตลอดเวลา รายได้เลยไม่คงที่
ปีไหนขุดแร่ไม่ได้ตามเป้า ก็ต้องจ่ายภาษีด้วยแรงงานแทน แต่พอโดนเกณฑ์แรงงานไป
คนงานขุดเหมืองก็น้อยลง รายได้เลยมีแต่หดลงเรื่อยๆ
ที่ยังประคองตัวให้อยู่รอดได้
เพราะได้รับการช่วยเหลือเรื่องเงินจากทางโบสถ์ใหญ่
แต่เพราะได้รับความเชื่อเหลือมามาก เวลาทางนั้นเรียกร้องอะไรมา เธอเลยปฏิเสธไม่ได้
ถ้าโดนตัดความช่วยเหลือไป วิลเฟนเฮถึงคราวล่มสลายแน่
“ไม่หรอก พวกเธอนั่งทับบ่อทองอยู่รู้ตัวไหม”
“บ่อทอง!?”
ทาฮากริมทำหน้าอยากรู้เต็มที่ เลยยื่นหน้าเขามาใกล้ผม แต่พอรู้ตัว
เธอก็รีบถอยออกไปและกล่าวขอโทษใหญ่
“เธอบอกว่า ขุดเหมืองไป สักพักมันก็จะกลายเป็นดันเจี้ยนใช่ไหม”
“ใช่แล้วล่ะ พวกมอนสเตอร์มันแอบเข้ามาทำรัง
แค่ไม่กี่วันก็กลายดันเจี้ยนเลย”
“นั้นแหละๆ บ่อทองชัดๆ”
“ไม่เข้าใจ?”
“งั้นขอถามหน่อย อาหารส่วนใหญ่ หามาจากไหน”
“ก็…ตลาด?”
โอเค ผมผิดเอง ลืมไปว่าการศึกษาของโลกนี้ค่อนข้างขาดแคลน
ผมต้องอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ สินะ
“รู้จักวัวยักษ์ที่อยู่นอกเมืองกรอซ่าไหม”
“รู้สิ ฉันเองก็เคยไปล่ามันเพื่อทำเควส”
“แล้วเจ้าวัวนั้นมันดรอปอะไร”
“ดรอปเนื้อ นม…??”
“ใช่ดรอปอาหารไงล่ะ แล้วปกตินะ
วัวตัวหนึ่งกว่าจะโตขึ้นมาจนกินเนื้อได้ ก็ต้องใช้เวลาหลายปี
แถมยังมีความเสี่ยงว่าจะอดตายหรือป่วยตายซะก่อน แต่ถ้าเป็นมอนสเตอร์
แค่ไม่กี่นาทีมันก็กลับมาเกิดใหม่แล้ว แถมปริมาณการล่าในแต่ละวันก็สูงมาก
สรุปก็คือ อาหารหลักๆ ที่เรากินกัน
มาจากการล่ามอนสเตอร์มากกว่าการเลี้ยงตามปกติไงล่ะ”
นี้คือเรื่องพื้นฐานที่คนในโลกนี้มองข้ามไป
คนทั่วไปจะมองดันเจี้ยนเป็นสิ่งไม่ดี เพราะมีมอนสเตอร์อยู่
แต่ที่พวกเขาไม่ได้คิดก็คือ มีมอนสเตอร์ที่ไหน มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลอยู่ที่นั้น
อย่างที่กรอซ่าสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งความช่วยเหลือจากเมืองอื่นๆ เลย
เพราะว่าที่นี้หากินกับดันเจี้ยนเป็นหลัก
“สิ่งที่เธอต้องทำ ก็แค่ติดต่อกิลนักผจญภัย
เพื่อขอให้เขาส่งคนเข้าไปตั้งกิลภายในเมือง พอมีกิลนักผจญภัยกับดันเจี้ยนแล้ว
นักผจญภัยก็หลั่งไหลมาเอง
พอมีนักผจญภัยก็สามารถไปหารายได้ออกมาจากในดันเจี้ยนได้สินค้าก็จะมีมากขึ้น
เมื่อมีสินค้าก็จะมีพ่อค้าที่ตามกลิ่นมา พวกเนี่ยถึงไม่ต้องเชิญ
เดี๋ยวก็แห่กันมาเอง ที่สำคัญก็คือการสนับสนุนพวกนักผจญภัย
เพราะพวกนี้นับเป็นความมั่นคงของเมืองได้ทางหนึ่ง ดูอย่างกรอซ่าสิ
มีนักผจญภัยเยอะซะจนไม่มีใครกล้ายุ่งเลยใช่ไหม”
“จ จริงด้วย!”
“ไม่ใช่แค่นั้น
ถ้าคับขันขึ้นมายังว่าจ้างนักผจญภัยให้เป็นทหารรับจ้างได้ด้วย
ความปลอดภัยในเมืองก็จะมีสูงขึ้น พอสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ทีนี้ล่ะ คน
ก็จะหลั่งไหลกันเข้ามาอยู่ในเมือง พอมีคน ภาษีก็จะเก็บได้เยอะตาม
เห็นไหมว่าพวกเธอนั่งทับอะไรอยู่”
“ข เข้าใจแล้ว! ท่านนี้อัจฉริยะจริงๆ”
“อัจฉริยะเลยเหรอ ไม่ขนาดนั้นหรอก
เป็นเรื่องที่ถ้าได้คิดถึงมันสักหน่อย ก็จะคิดออกเองล่ะ”
“ไม่จริง! ฉันโตมาในเมืองที่มีดันเจี้ยนรอบบ้าน
ยังไม่เคยคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้เลย”
“เอาน่า กลับออกไปแล้ว ก็รีบส่งจดหมายไปบอกท่านลอร์ดวิลเฟนเฮซะ
ส่วนถ้าต้องการเงินทุน ไม่ต้องไปง้อโบสถ์ใหญ่หรอก มายืมเอาจากผมก็ได้
คิดซะว่าให้ผมเป็นหุ้นส่วน”
“หุ้นส่วน?”
“เอ่อ แบบว่าผมลงทุนโดยใช้เงิน
แล้วพอผลกำลังงอกเงยแล้วค่อยมาแบ่งผลประโยชน์กัน ทำนองนั้นแหละ”
“ท่านมีเงินขนาดนั้นเลยเหรอ!”
“มีเกินพอเลยล่ะ ยิ่งรอบนี้ลงดันเจี้ยนได้เงินมาเพียบ”
“จริงเหรอ ต แต่ว่า…”
ทาฮากริมเหมือนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ เธอคุยกับผมเพลิน
เลยลืมไปว่ากำลังคุยกับนักโทษที่กำลังโดนจับมัดและแก้ผ้าอยู่
“ไม่ต้องห่วง สถานการณ์ตอนนี้อีกไม่นานก็จบแล้ว
และไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของผมหรอก แต่ตัวเธอเองนั้นแหละ ไปบอกเพื่อนๆ
ด้วยล่ะ ไม่
ว่าจะอย่างไง ก็อย่าออกไปนอกค่าย พวกสาวๆ
ของผมออมมือกันไม่เป็นด้วยสิ”
“…จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ”
“เรื่องนี้ยังบอกไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก
ผมไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่พวกเธอ ถึงผมชนะผมก็จะปล่อยทุกคนไป จริงๆ
เรื่องนี้เป็นพวกเธอต่างหากที่มีหาเรื่องผมก่อน”
“ต้องขอโทษแทนด้วย”
“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย ไว้จบเรื่องแล้ว
ไปหาผมได้ที่คฤหาสน์นอกเมืองกรอซ่านะ หาไม่ยากหรอก อยู่ใกล้ๆ กับนํ้าตกน่ะ”
“เช่นนั้น ฉันจะหาทางพาท่านหนีเอง”
“อย่าเลย พลาดขึ้นมาทีเธอจะลำบาก ปล่อยผมไว้แบบนี้ล่ะ
ไม่เกินสามวัน เดี๋ยวเรเดียก็มาปล่อยผมไปเอง”
“ทำไมมั่นใจเช่นนั้น”
“เพราะนั้นเป็นขีดจำกัดในการมีชีวิตรอดของทุกคนไงล่ะ
ถ้าเกินสามวันไปแล้ว จะไม่มีใครรอดออกไปแม้แต่คนเดียว พูดไปอาจจะไม่เชื่อ
ไว้รอดูเองล่ะกัน แต่จำไว้ อย่าออกไปนอกค่าย พยายามเก็บตัวให้เงียบที่สุด”
“…ท่านนี้อย่างกับเป็นจอมมารเลยนะ”
…ขำไม่ออกแฮะ ถึงจะเป็นจอมมารอยู่แล้ว
แต่พอโดนทักว่าเหมือนจอมมารนี้
เหมือนทั้งเปลือกในเปลือกนอกเป็นจอมมารผู้ชั่วร้ายเลย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น