ตอนที่ 120 ยูโทเปีย

ตอนที่ 120 ยูโทเปีย
เมื่อวานทั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงเมื่อเช้า ดุ้นของผมไม่ได้สูดอากาศเลย นอกจากพวกโกร่าและสาวๆ แล้ว ตอนดึกๆ พวกดอเรียที่ไปเปิดแท่นวาปร์ก็กลับมาพอดี ทำสถิติไปชั้น 12 ได้เร็วที่สุดเลย เพราะเพียงไม่ถึงหนึ่งวันก็ไปถึงแล้ว เห็นมิรินบอกว่าขี่หลังดอเรียกัน เลย
ไปได้เร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว แถมมอนสเตอร์ไม่ได้เป็นปัญหาสักนิด แต่เพราะพวกเธอกลับมาเร็ว เลยได้เข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วย
แต่เมื่อคืนมันค่อนข้างชุลมุน เพราะพวกสาวๆ จะผลัดกันเข้ามาทีสามถึงสี่คน หน้าของผมไม่โดนทับด้วยนมก็โดนกดให้ชิมหอย บางทีเลยไม่ทันสังเกตว่าใครเป็นคนขย่มตออยู่ เสียงร้องก็ดังระงมไปหมดจนไม่รู้ใครเป็นใคร ตอนเช้าถึงพึ่งรู้ ว่ามีแขกแปลกหน้าเพิ่มเข้ามาด้วย
ทั้งเนปฟ่าและซีเอ้ ตอนนี้กำลังนอนเปลือยกายอยู่ที่ตรงปลายเท้าผม โดยที่ยังมีนํ้าเชื้อไหลเยิ้มออกมาจากหอยและก้นของทั้งคู่ แบบนี้หลักฐานชัดเจนว่ามีอะไรกันแน่นอน แต่การที่ผมไม่รู้ตัวเนี่ยสิ รู้สึกเสียดายจริงๆทว่า…กับเนปฟ่าเนี่ยนะ ถึงจะคุ้นๆ ว่าเธอเคยบอกว่า
พร้อมจะมีอะไรกับผมก็เถอะ แต่ดูจากนิสัยเธอแล้วไม่น่าจะยอมได้ง่ายๆ เลย หวังว่าพอตื่นมาแล้วจะไม่ตรงมาบีบคอผมนะ ส่วนซีเอ้…เอาเถอะ ความลับไม่มีในโลก แถมลองได้เข้ามาในห้องนี้ พวกสาวๆ คงทำการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ยังไม่สว่างดีนัก แต่ก็ถึงเวลาต้องไปทำมื้อเช้าแล้ว ส่วนมื้อเย็นเมื่อวานเพราะติดสงครามอยู่ พวกสาวๆ เลยงดไป ส่วนของพวกที่หอพัก พวกไรโมดอลและแฟรี่ก็จัดการให้แล้ว เพราะมีอาหารสำรองที่ผมทำเผื่อไว้ แค่เอาออกมาจากกระเป๋าก็กินได้เลย
แต่ตอนนี้ผมยังลุกไปทำมื้อเช้าไม่ได้ เพราะแขนทั้งสองข้างของผมโดนอาเดไลท์กับซาคุยะนอนหนุนอยู่ ที่ท้องก็มีฟรานนอนทับ แถมดุ้นผมยังแช่อยู่ในถํ้าของเมยอา เธอหันก้นมาทางผมและกอดขาแทนหมอนข้าง
บนเตียงยังมีเดเม่กับเรโมริก้าที่นอนหงายในสภาพถางขาอยู่เลย ส่วนอีกคนผมไม่เห็นหน้าหรอก เพราะนอนพาดตรงขอบเตียง โดยส่วนบนของร่างกายลงไปกองที่พื้น แต่จากที่เห็นหางปลายแหลมก็รู้ทันทีว่าเป็นเจ้าหญิงโช ที่เหลือก็นอนหมดสภาพกับเต็มพื้นห้องจนแทบไม่มีที่เดิน
ผมต้องขยับตัวอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้พวกสาวๆ ตื่น แต่ตอนขยับดุ้นออกมาจากหอยเมยอาเนี่ยสิ เกิดเสียงดังป๊วบขึ้นมา ตัวเมยอากระตุ้นเล็กน้อยและส่งเสียงครางออกมา แต่คงเหนื่อยจากศึกเมื่อคืน ทุกคนเลยยังหลับเป็นตาย
ตรงใกล้ๆ ประตู ผมเห็นยูรินกับบลูมนอนกอดกันกลมแบบขาพันกัน…บ้าชะมัด เมื่อคืนไม่ทันเห็นเลยว่าพวกเธอไปสนิทกันอีท่าไหน อยากเห็นจริงๆ โว้ย!
ผมต้องออกมาจากห้องในสภาพล่อนจ้อน เพราะหาเสื้อผ้าตัวเองไม่เจอ ตู้เสื้อผ้าก็ถูกดอเรียนอนขวางไว้อีก แต่ในคฤหาสน์ นอกจากไรโมดอลแล้วก็ไม่มีใครอยู่ ถึงจะแก้ผ้าเดินไปทั่วคฤหาสน์ก็คงไม่เป็นไรมั่ง
วันนี้ผมว่าสาวๆ คงลุกขึ้นมากินที่โต๊ะไม่ไหว เลยจะจัดใส่ถาดแล้วเอาขึ้นไปให้ข้างบน จากนั้นค่อยออกไปสอนพวกคนครัวทำมื้อเช้า
แต่ตอนที่กำลังทำอาหารอยู่ ผมก็เห็นเดเม่กับโมอาคลานลงบันไดมา
“น นายท่าน ห ให้พวกเราช่วยทำมื้อเช้านะคะ”
“…อย่าฝืนเลย”
ถึงกับคลานมาแบบนี้ แค่แรงตอกไข่ยังไม่มีเลยมั่ง ผมเลยอุ้มทั้งคู่กลับขึ้นไปนอน และจัดการมื้อเช้าด้วยตัวเอง
ทว่าคิดผิดเรื่องแก้ผ้าแฮะ เพราะมันทำให้พวกไรโมดอลกลัวจนไม่กล้าเข้ามาใกล้ผมเลย คงยังฝั่งใจกับเรื่องคราวก่อน ผมเลยต้องเอาผ้าม่านมาพันปิดท่อนล่างเอาไว้
เมนูมื้อเช้าของสาวๆ ผมทำอะไรที่ทานง่ายๆ เพราะพวกเธอคงไม่มีแรงกินกัน เลยทำเป็นไข่คน ซุปแบบมีขนมปังจิ้ม และนม ปริมาณไม่เยอะแค่พออยู่ท้อง เพราะกินเสร็จคงจะหลับต่ออยู่ดี
ผมยกถาดใส่อาหารเดินขึ้นไป โดยมีไรโมดอลที่ช่วยยกถาดที่เหลือ เดินตามมาเป็นแถว
พอเปิดประตูห้องออก ส่วนใหญ่ตื่นขึ้นมาแล้ว แต่อย่างที่คิดทุกคนยังขยับตัวไม่ไหว ขนาดพวกที่ฟื้นตัวเร็วอย่างฟรานกับเรโมริก้า ยังยืนขาสั่นเดินไม่ไหว ผมเลยจัดการอุ้มพวกเธอขึ้นมาทีละคน และไปจัดท่าให้นั่งที่เก้าอี้กับโซฟา เพราะจะให้นั่งกินกับพื้นมันดูไม่ดี ส่วนพวกที่อยู่บนเตียงแค่ลุกขึ้นมานั่งก็พอ
ตอนที่พวกเธอทานกันผมก็ได้โอกาสแต่งตัวสักที แต่สักพักกินกับเอร่าก็วิ่งเข้ามาในห้อง และรีบถามหามื้อเช้าทันที
กินน่ะอาหารเตรียมไว้ก่อนแล้ว ที่ทำคงเพราะเลียนแบบเอร่ามากกว่า ส่วนของเอร่านี้ผมลืมไปเลยแฮะ แต่เพราะทั้งสองคนไม่ได้เข้าร่วมสงคราม เลยยังดูแข็งแรงคึกคักกันดี โดยเฉพาะเอร่านี้หน้าใสปิ้งเลย สงสัยเมื่อคืนแอบดูไปตกเบ็ดไปหลายรอบแน่ๆ
แต่จะเข้าครัวทำอาหารให้คนเดียวเนี่ย เสียเวลา ผมเลยแค่ให้นมเอร่าดื่ม
“เอร่า มีงานให้ทำ”
“ง งาน ถ้าต้องทำงานรู้สึกเหมือนจะพ่ายแพ้เลย”
“อย่าพูดเหมือนเป็น NEET สิเฟ้ย! ว่าแต่เธอไปรู้คำพูดแบบนี้มาจากไหนกัน”
“มันอยู่ในจิตวิญญาณ”
“บรรลุไปถึงจิตวิญญาณของ NEET แล้วเหรอ!”
ผมไม่อยากมานั่งตบมุกกับเอร่าให้ปวดหัวแล้ว เลยลากเธอออกไปทั้งๆ แบบนั้น งานที่ผมจะให้เธอทำก็คือการชิมอาหาร
ตอนแรกผมกะจะไปเรียกแผนกคนครัวมาจากหอพัก แต่ไม่ต้องเลย แค่เปิดประตูคฤหาสน์ออกมา ทุกคนก็มายืนตั้งแถวรอผมอยู่แล้ว แถมยังกล่าวคำอรุณสวัสดิ์อย่างพร้อมเพรียงกัน
แต่วันนี้คงฝึกแผนกอื่นไม่ได้ เพราะสาวๆ หมดสภาพกันอยู่ ผมเลยปล่อยให้เป็นวันพักไป แต่โทษทีนะ ไม่มีวันหยุดสำหรับคนครัวหรอก ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตยังต้องกินอาหารกันอยู่
เมนูมื้อเช้าที่ผมสอน เป็นเมนูที่ใส่ไว้ในเมนูหลักของโรงแรมด้วย หลักๆ ไม่ต่างจากที่ผมทำให้พวกสาวๆ ซึ่งก็มีไข่ดาว+ขนมปังปิ้ง+แยมหรือเนย+นม เมนูนี้ทำง่าย จะยากตรงหัดตอกไข่ไม่ให้ไข่แดงแตก และทอดไข่กับปิ้งขนมปังไม่ให้ไหม้เท่านั้น แน่นอนว่าส่วนที่ทำพลาดก็ให้เอาไปเอร่ากิน…ก็ดีกว่าเอาไปทิ้งล่ะนะ
ส่วนอาหารที่ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบแล้ว ผมจะให้คนทำกินก่อน ก็แบบเดียวกับเมื่อวานล่ะนะ ใครที่ทำเสร็จและกินเรียบร้อยแล้ว ค่อยไปทำส่วนของคนอื่นต่อ อันที่เสร็จแล้วก็ให้พวกไรโมดอลยกไปเสริฟเลย และให้เอร่าออกไปอธิบายวิธีทานให้ฟังด้วย จะว่าไป เดี๋ยวคงทำเขียนวิธีทานไว้คู่กับเมนูอาหารแล้ว ไม่สิ…คนในโลกนี้อัตราการรู้หนังสือน้อย คงอ่านไม่ออกอยู่ดี ถึงอ่านออกก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร…รูป ต้องใช้รูปภาพแทน แต่จะหาคนวาดจากไหนดี ไว้ไปถามโรสลินดูอีกที
ผมที่ดูแลการทำอาหารอยู่ ได้ยินเสียงโห่ร้องอย่างมีความสุขมาจากทางหอพัก พวกที่ได้ลองกินแล้วคงจะชอบล่ะมั่ง
แต่ยังขาดไปอีกอย่างแฮะ…อ่ะ นึกออกแล้ว เบคอนไงล่ะ ไว้ราก้าฟื้นแล้วค่อยให้เธอออกไปหาให้
ล่ะกัน จะได้ไปหาพร้อมกับเม็ดกาแฟเลย งานหาวัตถุดิบของราก้าเนี่ย แทบจะเป็นงานสำคัญสุดของบ้านไปแล้ว
หลังจากมื้อเช้า ผมก็เรียกพวกทาสมารวมตัวกัน และให้เงินกันไปคนละห้าเหรียญเงินเล็ก เพื่อไปใช้ซื้อของในเมือง เพราะวันนี้เป็นวันหยุด จะให้มานั่งๆ นอนๆ กลัวจะเบื่อกัน หยุดทั้งทีก็ให้ไปเที่ยวในเมืองดีกว่า ส่วนพวกของใช้เห็นว่าเมื่อวานไปซื้อกันมาแล้ว วันนี้ผมเลยให้แค่ค่าขนมพอจะซื้ออะไรกินเล่นได้เท่านั้น ให้ใช้เงินเยอะๆ เดี๋ยวจะเคยตัว แต่ผมคำนวณพลาดไปสองเรื่อง
เรื่องแรก พวกทาสไม่เคยใช้เงิน แค่มีเงิน 10 รีลสำหรับพวกเขาก็ถือว่ามากแล้ว แต่นี้กำลังถือเงินกันถึง 500 รีล มันแทบจะเป็นเงินค่าตัวของใครบางคนได้เลย พวกทาสเลยต่างถือเงินกันแบบมือสั่น
เรื่องที่สอง พวกทาสใส่ชุดเครื่องแบบเหมือนกันหมด พอเข้าเมืองไปก็เลยสร้างความแตกตื่นให้กับผู้พบเห็น แถมไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เลยยิ่งดูเด่นสะดุดตา
“ไปกันเป็นกลุ่ม ระวังอย่าให้ผลัดหลง ดูแลพวกเด็กๆ ด้วย แล้วกลับมาตอนมื้อเที่ยงนะ”
ผมสั่งรวดเดียวก่อนจะกลับไปทำงานอย่างอื่นต่อ เพราะวันนี้ผมจะให้พวกสาวๆ นอนพัก เลยจะทำงานบ้านและรดนํ้าต้นไม้แทน แถมไม่ได้คลีนนิ่งรอบบ้านมานานแล้ว ถือเป็นวันทำความสะอาดใหญ่ไปเลยล่ะกัน
ส่วนพวกทาสหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะค่อยๆ เดินขบวนกันเข้าเมือง
ผมแวะขึ้นไปดูสาวๆ รอบหนึ่งก่อน เผื่อมีใครอยากจะได้อะไร แต่พวกเธอแยกย้ายกันไปนอนที่ห้องของตัวเองแล้ว ที่ห้องนอนผมเลยมีแต่พวกโกร่ากับเนปฟ่าที่นอนหลับกันอยู่ ส่วนยัยเอร่าเนียนออกไปกับพวกทาสด้วย แต่ผมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไป อย่างไงยัยนั้นก็เลเวลสูงพอป้องกันตัวได้แล้ว คงไม่งี่เง่าจนโดนใครจับไปหรอก…ถึงจะไม่แน่ก็เถอะ
ตอนนี้เลยเหลือผมกับกินแค่สองคน กินพออิ่มท้องแล้ว ก็ปีนขึ้นมาขดตัวนอนบนหัวผม ซึ่งผมก็ปล่อยไว้แบบนั้นและเริ่มทำความสะอาดรอบคฤหาสน์ ตอนที่ไปถึงห้องอาบนํ้าก็พึ่งนึกขึ้นได้ ว่าตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากแล้ว ถึงเวลาต้องขยายห้องอาบนํ้าสักที และคงต้องเพิ่มห้องส้อมด้วย แต่ตอนนี้ติดงานก่อสร้างหลาย
งาน ไว้เสร็จจากสร้างโรงแรมแล้วค่อยมาจัดการทีหลังล่ะกัน
ไหนๆ ก็ทำความสะอาดห้องอาบนํ้าแล้ว ผมเลยเตรียมนํ้าอุ่นไว้ด้วย เผื่อใครตื่นมาแล้วอยากจะมาแช่นํ้า ตอนที่ลงดันเจี้ยนพวกเธอทำกันได้ดีมาก ไม่มีใครบ่นสักคำและทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมเลยอยากจะให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างสุขสบายที่สุดตอนอยู่ที่บ้าน
ผมทำงานบ้านต่างๆ จนลืมเวลาไปเลย รู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่ฟรานกับเรโมริก้า ที่ฟื้นตัวได้ก่อนใครลงมา และพากันไปแช่นํ้าด้วยกัน ทั้งคู่ก็ชวนผมไปด้วย ผมทำงานมาตลอดช่วงเช้าเลยมีเหงื่อออกนิดหน่อย จึงไม่ปฏิเสธคำชวน แต่ลงแช่นํ้าโดยมีสองแม่ลูกที่หน้าตา
เหมือนกับอย่างกับฝาแฝดมาประกบข้างแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นดีแฮะ
“ตายแล้วๆ ของท่านโรมะแข็งอีกแล้ว เมื่อคืนทำไปตั้งขนาดนั้นยังไม่พออีกเหรอคะ”
เรโมริก้าเห็นดุ้นที่โผล่หัวขึ้นมาเหนือนํ้าก็ทำหน้าล้อเลียนใส่ผม
“ท่านแม่ค่ะ สำหรับท่านโรมะแล้ว แค่นี้เป็นเรื่องปกติค่ะ”
ฟรานพูดจบก็เลื่อนตัวไปดูดหัวดุ้นที่โผล่พ้นนํ้าทันที
“อ่ะ ฟรานแบ่งแม่มั่งสิ!”
เรโมริก้าเองก็เข้ามาเลียมาดูดด้วย
“ขอโทษนะคะท่านโรมะ เมื่อคืนกระหนํ่าจนของพวกเราฉีกไปหลายรอบเลย ตอนนี้เลยยังใส่เข้าไปข้างในไม่ไหว”
“ไม่ต้องหรอก วันนี้พักกันให้เต็มที่เถอะ”
เรื่องสภาพร่างกายของทุกคนผมคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพราะทุกคนกินชูปเปอร์แยมขาวกันไปเต็มคราบแล้ว จะเหลือก็แต่ความเจ็บกับอาการล้าตกค้างเท่านั้น
หลังจากพวกฟรานดูดนํ้าเชื้อผมจนหมดแล้ว พวกเราก็ขึ้นจากนํ้า ซึ่งพอดีกับที่พวกทาสเริ่มกลับมากัน ผมเลยออกไปดูสักหน่อย และพวกให้พวกฟรานไปดูแลสาวๆ คนอื่นแทน เพราะน่าจะใกล้เวลาตื่นกันแล้ว เหตุที่มั่นใจได้ เพราะมันใกล้เวลาเที่ยงไงล่ะ กระเพาะของพวกเธอมันตั้งเวลาปลุกไว้เองแน่ๆ
จากที่เห็นสีหน้าของพวกทาสต่างยิ้มแย้มดูมีความสุขกันดี แปลว่าไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเอร่าก็หอบของกินมาเต็มสองแขนเลย ตะกละจริงๆ ยัยนี้
แต่ผมอยากได้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่านี้ เลยสุ่มเข้าไปสอบถามพวกทาสดู
“ตกลงได้ไปซื้ออะไรกันมาบ้าง?”
“ผมไม่ได้ซื้ออะไรเลยครับนายท่าน เพราะนี้เป็นเงินที่นายท่านประทานให้ เลยต้องเก็บดูแลรักษาไว้เป็นสมบัติสำคัญครับ”
…ก็กะไว้แล้วต้องมีแบบนี้แน่ๆ ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะบอกออกไป
“เงินที่ให้ไปเนี่ย เรียกว่าค่าขนม ซึ่งจะเอาไปใช้อะไรก็ได้เพราะมันเป็นของนายแล้ว แต่ถึงจะเก็บ
สะสมไว้ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่อย่าเก็บด้วยเหตุผลแบบนั้น ยิ่งจากนี้ไปพอเริ่มทำงานแล้ว พวกนายก็จะมีเงินเดือนใช้ด้วย”
“นายท่านครับ เงินเดือนที่ว่ามันคืออะไรเหรอครับ?”
พวกทาสมาต่อแถวฟังกันอย่างตั้งใจ เพราะทุกคนก็สงสัยเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
“เป็นเงินค่าจ้างไง พวกนายทำงานให้ฉัน ฉันจะก็จ่ายเงินให้”
“ไม่ได้ครับ/ค่ะ! พวกเราไม่กล้ารับเงินจากนายท่านหรอก ท่านทั้งมอบอาหาร ที่อยู่ เสื้อผ้า ซํ้ายังให้อิสระแก่พวกเรา แค่นี้ก็มากเกินไปแล้วครับ/ค่ะ!”
“ฟังนะ ถึงพวกนายจะเป็นทาส แต่ฉันขอแค่ให้พวกนายทำงานอย่างตั้งใจและซื่อสัตย์ แค่นั้นพอ ส่วนที่เหลือมันคือชีวิตของพวกนาย ทั้งความฝัน ทั้งอนาคต มันเป็นสิ่งที่พวกนายมีได้และเงินเดือนที่ให้ก็เพื่อสิ่งนั้น คิดซะว่าเป็นเงินสนับสนุนความฝันและอนาคตของพวกนายล่ะกัน”
ผมพยายามพูดเพื่อให้พวกเขายอมรับได้นะ แต่กลายเป็นคำพูดที่กระตุ้นต่อมนํ้าตาไปซะได้ พวกทาสเลยพากันร้องไห้ และก้มกราบผมพร้อมกล่าวคำสรรเสริญออกมาไม่หยุด
“รีบลุกขึ้นเลย! อันนี้ก็ห้าม พวกนายห้ามกราบใครอีกเด็ดขาด จากนี้ไปพวกนายจะต้องเรียนรู้การให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง เริ่มจากศักดิ์ศรีของตัวเองก่อนเลย”
ใช่ เล่นกราบกันตลอดแบบนี้ ผมโคตรอึดอัดเลย แต่ว่า…หลังจากนั้นเป็นต้นมา พวกทาสก็ไม่กราบอีกเลย แต่เปลี่ยนมาคุกเข่าและประสานมือทำท่าสวดภาวนาทุกครั้งที่ผมเดินผ่าน
“เอาล่ะหมดเวลาทำซึ้งแล้ว พวกคนครัว พร้อมจะทำมื้อเที่ยงกันไหม”
“เพื่อนายท่านพวกเราพร้อมเสมอครับ/ค่ะ!”
พวกคนครัวมาเรียงแถวต่อหน้าผม ทั้งรวดเร็วแถมเป็นระเบียบ ไม่เว้นแม้แต่เด็กสาวสองคนนั้นด้วย อืม...มีระเบียบวินัยก็ดีนะ แต่ท่าทางมันดูโอเวอร์อย่างไงไม่รู้สิ
ผมทำเป็นไม่ใส่ใจ และพาพวกคนครัวไปฝึกทำอาหารต่อ
ในช่วงบ่ายหลังได้กินมื้อเที่ยงแล้ว พวกสาวๆ ก็ฟื้นตัวเต็มร้อย และเริ่มลุยงานต่อโดยไม่ฟังคำทัดทานจากผมเลย พวกทาสเองก็มารอรับการฝึกกันแล้วด้วย ส่วนงานก่อสร้างโรงแรมก็เริ่มขึ้นแล้วเหมือนกัน
ส่วนผมหลังจากมื้อเที่ยงก็ปล่อยให้คนครัวไปพัก ซึ่งพวกนี้ดันเอาเวลาพักไปเข้ารับการฝึกกับพวกแผนกอื่นแทน โดยเฉพาะแผนกต้อนรับกับแผนกพนักงานเสริฟ ซึ่งเป็นเหมือนการฝึกมารยาทของชนชั้นสูง
ผมเองก็อยู่กับเมยอาและมอเรีย เพื่อดูบัญชีเพราะวันนี้จะสรุปได้แล้วว่าค่าใช้จ่ายกับต้นทุนหมดไปเท่าไร
“ค่าจ้างของพวกทาสให้เยอะแบบนี้จะดีเหรอ”
เมยอาถามขณะกางตารางค่าจ้างออกมาบนโต๊ะ
“แค่ 5000 รีลเอง นี้มันครึ่งเดียวของค่าจ้างเธอเลยล่ะ”
“แต่ถ้าจ่ายในอัตรานี้ จะต้องหมดเงินไปเกือบล้านต่อเดือนเลยนะ”
“อย่าลืมนับโบนัสประจำปีด้วยนะ”
“ฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!”
เมยอาร้องแว๊ดใส่ผมอีกแล้ว เลยต้องอธิบายให้ฟังว่าเหตุใดต้องให้ทั้งเงินเดือนและมีโบนัสให้อีก แต่ไม่ใช่เมยอาจะคัดค้านอะไรหรอก เธอเห็นด้วยกับ
ผมอยู่แล้ว แต่ในฐานะนักบัญชีมันอดหงุดหงิดไม่ได้ ส่วนมอเรียก็แอบหัวเราะเมื่อเห็นผมสองคนถกเถียงกันไฟแล่บ เพราะในบ้านนี้มีแค่เมยอาเท่านั้นแหละที่กล้าเถียงผมแบบนี้
ส่วนเรื่องต้นทุนในการก่อสร้าง ก็แทบไม่ต้องใช้ แถมไม่ต้องไปกู้เงิน แรงงานก็เป็นคนของตัวเอง พวกแฟรี่กับมอนสเตอร์ก็ไม่ได้ร้องขออะไร จะให้เงินไปพวกนั้นก็ใช้ไม่เป็นอยู่ดี ที่พวกนั้นต้องการก็แค่ที่อยู่ที่ปลอดภัยและสงบสุขเท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งนั้นผมให้ไปแล้วด้วยการให้อาศัยในพื้นที่ของผมได้อย่างเสรี
ส่วนค่าใช้จ่ายรายเดือนนอกจากเงินเดือนลูกจ้างแล้ว ก็เป็นค่าดูแลและค่าวัตถุดิบในการทำอาหารเป็นหลัก ซึ่งผมเอาเมนูอาหารที่คิดไว้กางให้ดู และ
ช่วยกันคำนวณราคาวัตถุดิบที่ใช้ไปสำหรับแขก 2000-3000 คนต่อวัน
1,750,000 รีล นั้นคือค่าใช้จ่ายโดยประมาณต่อเดือน หมายความว่าเพื่อไม่ให้ขาดทุน ผมต้องทำให้โรงแรมสร้างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายให้ได้ ซึ่งรายได้ของโรงแรมจะมาจากสองส่วน คือค่าที่พัก กับค่าอาหาร
100 รีลสำหรับค่าที่พัก นั้นคือที่ผมคิดไว้ในตอนแรก เพราะโรงแรมของผมรับแขกที่มาพักได้หนึ่งพันคน กรณีถ้าลูกค้าเต็ม ผมก็จะได้หนึ่งแสนรีลต่อวัน ไม่ถึงเดือนก็ได้กำไรแล้ว แต่อย่าหวังให้ลูกค้าเต็มตลอดจะดีกว่า ไม่สิ หวังได้นะ เพราะนี้ไม่ใช่โรงแรมที่จะมาพักแบบการท่องเที่ยวตามฤดูกาลสักหน่อย นักผจญภัยน่ะลงดันเจี้ยนทุกวันเลยนะ เพราะมันคืองานไงล่ะ
แต่ 100 รีลได้ถูกปฏิเสธไปในทันที ทั้งจากเมยอาและมอเรีย เพราะอะไรน่ะเหรอ ถ้าเป็นในเมือง 100 รีลใช้พักได้แค่คอกม้าเท่านั้นแหละ ระดับ 200 รีลก็จะเป็นห้องพักแบบรวม ต้องระดับ 1000 รีลถึงจะได้ห้องพักเดียว ถ้ามีเตียงด้วยก็ต้อง 1500 ขึ้นไป แต่นี้โรงแรมของผม ห้องก็กว้างกว่า เฟอนิเจอร์ก็มีให้ครบ เตียงก็นุ่ม มีห้องนํ้าในตัวอีก จะคิดแค่ 100 รีล…มีแต่คนประสาทกลับเท่านั้นแหละที่ตั้งราคาแบบนี้ได้
ส่วนอาหาร เอาแต่มื้อเช้าแบบที่กินกันวันนี้ ผมคิดแค่ชุดล่ะ 75 รีลโดยต้นทุนแค่ 30 รีลโดยประมาณ แต่ผมกลับโดนว่าหนักกว่าเรื่องค่าที่พักอีก ทั้งคู่บอกพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ว่าแค่ไข่ดาวที่ผมทำ ก็มีราคาไม่ตํ่ากว่าพันรีลแล้ว…พูดเป็นเล่นไป แค่ไข่ดาวเนี่ยนะ
แต่ผมเถียงไม่ได้ เพราะสามัญสำนึกพื้นฐานผมไม่เหมือนกับคนบนโลกนี้ เรื่องการกำหนดราคาผมเลยต้องให้ทั้งสองเป็นคนจัดการเอง แต่ผมตั้งเงื่อนไขเอาไว้ ว่าจะไม่เอากำไร โรงแรมผมสร้างเพื่อความพอใจ…ไม่สิ แค่ความสะใจมากกว่า ขอแค่มีเงินหมุนเวียนไม่ให้ขาดทุนแค่นั้นพอ และอยากให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนเข้ามาใช้บริการได้ ไม่ว่าจะมีฐานะอะไรก็ตาม ฉะนั้นห้ามตั้งราคาแพงเด็ดขาด
มอเรียยกเอาเรื่องรายได้ของนักผจญภัยมาด้วย ว่าระดับพวกที่ไปลุยตั้งแต่ชั้น 8 มีรายได้แค่ไหน หลังจากคำนวณอย่างถี่ถ้วนแล้ว ราคาเลยออกมาเป็น…
ค่าที่พัก ห้องเดียว 800 รีล ห้องเตียงคู่ 1000 รีล ห้องแบบครอบครัว 2500 ห้องซูพีเรียล
2000 รีล ห้องดีลักซ์ 3000 รีล และห้องสวีท 5000 รีล
คอมเม้นซ์จากผม ‘แพงไปหน่อยนะ จะมีแขกมาพักเหรอ’
“ท่านโรมะน่ะเงียบไปเลย”
โดนดุกลับมาซะได้
ค่าอาหาร เมนูอาหารเช้า 100-500 รีล เมนูอาหารเที่ยง 400-1000 รีล เมนูอาหารคํ่า 500-2000 รีล ส่วนเครื่องดื่มคิดตามราคาเดิม
อยากคอมเม้นซ์ไปว่าแพงเหมือนกัน แต่ไม่กล้าล่ะ เดี๋ยวโดนดุอีก อ้อ จริงสิยังมีวิธีนี้อยู่ด้วย
“นี้ๆ ทุกวันอาทิตย์ผมอยากให้จัดเป็นบุฟเฟ่นะ”
“บุฟเฟ่?”
พวกเธอไม่รู้จักคำนี้ ผมเลยต้องอธิบายให้ฟัง หลังจากนั้นก็คบคิดกันพักหนึ่งก่อนจะตั้งราคาออกมา โดยคิดหัวล่ะ 500 รีล
แต่หลังจากนั้นผมก็ใส่เงื่อนไขไปอีก ว่าสำหรับแขกที่พาทาสมาด้วย จะมีส่วนลดให้สำหรับค่าอาหารในส่วนของทาส
ส่วนราคานี้จะใช้ได้ไหม ก็ต้องลองเปิดกิจการก่อนถึงจะรู้ และก็มาถึงส่วนที่ยากที่สุด…
การตั้งชื่อโรงแรม
แต่ไม่ว่าจะอย่างไงพวกเธอก็จะให้ผมเป็นคนตั้งชื่อให้ได้ ผมเองก็พอมีชื่อที่อยากใช้อยู่ หรือต้อง
บอกว่าเป็นแนวคิดตามอุดมคติตั้งแต่แรกของผม ที่จะสร้างโรงแรมนี้ขึ้นมา ชื่อที่ใช้ก็คือ
โรงแรมยูโทเปีย
ซึ่งประกอบไปด้วยอาคาร 2 หลังไขว้ตัดกันเป็นรูป X เลยจะมีตึกสี่ปีก และตรงกลางจะทำเป็นฮอลทรงกลมขนาดใหญ่ มีประตูเข้าออกสี่ด้าน รีเซฟชั่นก็จะตั้งตรงกลางส่วนฮอลที่ว่า โดยจะมีโซฟาและโต๊ะไว้สำหรับแขกมานั่งเล่นหรือคุยเรื่องงานกันถึงห้าร้อยที่
ตึกแต่ล่ะปีกก็จะสูง 10 ชั้น ส่วนลิฟล์ผมใช้เป็นแบบลอกดึงด้วยอุปกรณ์เวท เพื่อไม่ให้มันดูทันสมัยเกินไป
ห้องพักก็จะมีแบบ ห้องเดียว 500 ห้องเตียงคู่ 300 ห้องแบบครอบครัว 100 ห้องซูพีเรียล 50 ห้องดีลักซ์ 50 และห้องสวีท 10
ร้านอาหารหลักจะอยู่ส่วนนอกของอาคาร เพราะอย่างไงก็ไม่มีแดดกับฝนตกอยู่แล้ว เลยจัดในที่โล่งแจ้งได้ โดยผมจะยึดบรรยากาศแบบเดียวกับลานเบียร์หน้ากิลนักผจญภัยนั้นแหละ แต่นอกจากนี้ ยังมีห้องอาหารภายในตัวอาคารด้วย โดยจะแบ่งเป็นหลายๆ แบบ เช่นบาร์เหล้า ร้านอาหาร ร้านขนมหวาน ร้านปิ้งย่าง
โดยที่สามารถรับลูกค้าที่มากินอาหารเพียงอย่างเดียวได้วันล่ะ 2000-2500 คน
เสร็จจากงานของพวกเมยอาแล้ว ผมก็กลับออกมาจากห้อง และไปช่วยยูรินสร้างชักโครกต่อ และงานตลอดทั้งสัปดาห์ของผมก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ