ตอนที่ 67 400ล้านรีล!!!
ตอนที่ 67 400ล้านรีล!!!
ถึงจะหมดเงินไปพอสมควรแล้ว แต่ผมยังมีรายการที่จ่อคิวประมูลอยู่อีก
ซึ่งชิ้นต่อไปก็คืออุปกรณ์เวท
ถ้าดูผิวเผินมันเป็นแค่ชุดแผ่นรองจานธรรมดา แต่จริงๆ
มันคืออุปกรณ์เวทกันสะเทือน ที่จะไม่ทำให้แก้วหรือจานโดนกระแทกตกลงจากโต๊ะ
แต่ผมไม่ได้เอามันไปใช้บนโต๊ะกินข้าวหรอกนะ
แค่จะเอาไปประยุกต์ใช้กับรถม้า ไม่ให้มันสะเทือน
แต่จะได้หรือเปล่าอันนี้ต้องลองดูเอง
เทียบกับการประมูลการ์ดวัลวีชแล้ว
แผ่นรองจานอันนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจสักเท่าไร ผมเลยได้มาแบบไม่ต้องแข่งขันเยอะ
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2แสน ผมประมาณมาได้ที่ราคา 2.6แสน
ตอนนี้สินค้าที่ผมเล็งไว้ก็ได้มาครบแล้ว พลาดแค่คริสตัลวิญญาณไป
ผมมองดูรายการสินค้าประมูลอีกรอบ กะว่าถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจก็จะกลับเลย
แถมสินค้าครึ่งหลังเป็นรายการทาสล้วนๆ
แต่แล้วผมก็เห็นรายการสินค้าอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ แวมไพร์ล่ะ มีทาสแวมไพร์เข้ามาประมูลขายด้วย
ผมเกิดสนใจขึ้นมาทันทีเลยอยู่ดูต่อ
ยัยเอร่าไม่สนใจการประมูลทาส เลยหันไปนั่งคุยกับโรสลิน
ส่วนจามิร่าเพราะฟังไม่ออกพูดไม่ได้ เลยได้แต่นั่งจ้องสองคนนั้น
จากที่ฟังผ่านๆ ดูเหมือนโรสลินจะมีการศึกษาอยู่พอสมควร
เพราะเป็นยักษ์ที่ตัวเล็กและค่อนข้างอ่อนแอขี้โรค
เลยไม่ได้รับหน้าที่อะไรในหมู่บ้าน ต่างจากจามิร่าที่เป็นพี่สาว
เธอเป็นถึงนักรบของหมู่บ้านทีเดียว ผมตรวจสอบจามิร่าดูก่อนจะซื้อมาแล้ว
เลเวลเธอคือ 33 มีอาชีพ เทพพิทักษ์ขุนเขา ส่วนของโรสลินเลเวล 1 แต่มีอาชีพแล้วคือ
นักประพันธ์ท่วงทำนอง คล้ายๆ นักแต่งเพลงล่ะมั่ง?
“โรสลิน เธอร้องเพลงได้ไหม?”
ระหว่างรอว่างๆ ผมเลยถามเธอขึ้นมา
“ดะ ได้ ทำไมนายท่านถึงรู้ว่าข้าร้องเพลงได้ล่ะ?”
“โทษที ผมใช้ตรวจสอบกับเธอไปนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ! แต่แปลกจังเห็นนายท่านท่าทางเหมือนนักผจญภัย
ไม่คิดว่าจะมีสกิลตรวจสอบแบบพวกพ่อค้าได้”
“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน ที่เธอรู้เยอะขนาดนี้
ที่ว่าพวกยักษ์ไม่ค่อยฉลาด ดูท่าจะไม่จริงสินะ”
“มะ ไม่หรอก พวกยักษ์อย่างข้าไม่ค่อยมีสมองจริงๆ นั้นแหละ นานๆ
ครั้งถึงจะมีหลุดยักษ์แบบข้าออกมาสักที”
“พวกพิเศษสินะ”
“พิเศษ!! ไม่ใช่ๆ ข้าไม่ได้พิเศษ ข้าก็แค่…พวกไร้ประโยชน์ต่างหาก”
“ไร้ประโยชน์? แบบเอร่าน่ะเหรอ”
“เดี๋ยวสิ! ทำไมต้องพาดพิงฉันด้วย!”
“งั้นเธอทำอะไรได้บ้างล่ะเอร่า”
“อึก!...คือว่า…ไม่มีค่ะ”
“เห็นไหม โรสลินก็เลิกคิดว่าตัวเองไร้ประโยชน์ได้แล้ว
ไม่งั้นจะเป็นการดูถูกเอร่านะ”
“ทราบแล้ว”
โรสลินรับคำ พลางมองเอร่าด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“ยะ อย่ามองฉันแบบนั้นสิ! เจ็บอ่ะ ทำไมหัวใจของฉันมันเจ็บแบบนี้!”
ผมปล่อยให้เอร่าลงไปชักดิ้นชักงอ และหันกลับไปสนใจบนเวทีประมูลต่อ
ทาสที่นำมาประมูลคราวนี้ดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร คือสินค้าคุณภาพดีนะ
แต่ผมรู้สึกได้ว่าทุกคนกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่างอยู่
ถึงไม่บอกก็รู้ว่าทุกคนกำลังเก็บเงินเพื่อรอประมูลแวมไพร์อยู่
ไหนเจ้าอิลิทบอกว่าข้อมูลของสินค้าเป็นความลับไง
ทำไมเหมือนทุกคนจะรู้อยู่แล้วได้ล่ะ
บางที่คงจะจ่ายเงินยัดเพื่อขอข้อมูลเหมือนกันล่ะมั่ง สำหรับพวกเงินถุงเงินถัง
ค่าข้อมูลจากคนกลางก็ไม่ได้แพงอะไรเลย
หลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมง
ในที่สุดก็ถึงคิวของสินค้าที่เป็นไฮไลท์ของงาน
กรงที่แน่นหนากว่าปกติแถมแผ่นยันต์ติดไว้เต็ม ถูกเข็นออกมาอยู่กลางเวที ทาส
คนนี้ไม่ได้ถูกจับถอดเสื้อผ้า คงเพราะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แน่ๆ
ถ้าจำไม่ผิดพ่อค้าทาสเคยบอกไว้ว่า แวมไพร์จะทำร้ายเจ้านายตัวเองด้วย
ชนิดยอมตายไปพร้อมกันเลย
“เอ๋!? นั้นมัน!!”
ผมลุกขึ้นไปยืนติดกระจก เอร่าสงสัยเลยเดินตามมาดูด้วย
ผมขยี้ตาตัวเองดูสองสามครั้ง จนแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดแน่ เพราะที่อยู่ในกรงนั้น
ดูมุมไหนก็ฟรานชัดๆ
“ฟราน!”
เอร่าเองก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ แบบนี้ไม่ได้คิดไปเองคนเดียวแล้ว
แต่จะเป็นไปได้อย่างไง จริงสิ ต้องใช้ตรวจสอบดูก่อน
ชื่อ เรโมริก้า
เผ่าพันธุ์ แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์
อาชีพ ปัจเจกแห่งความเที่ยงแท้/One hundred-Thousand Dead
เลเวล 120/120
ผมถอนหายใจโล่งอกที่ไม่ใช่ฟราน แต่การที่หน้าตาเหมือนกัน
ก็มีความเป็นไปได้ว่าเธอจะเป็นฝาแฝดของฟราน ผมหันไปมองฝาแฝดยักษ์ก่อนจะถามกับเอร่า
“เอร่า แวมไพร์นี้หน้าตาจะเหมือนกันหมดเลยหรือเปล่า”
“ไม่มีทาง!
แวมไพร์น่ะไม่ถูกนับเป็นมอนสเตอร์เพราะมีความเป็นเอกลักษณ์สูงไงล่ะ
เหมือนพวกเอลฟ์หรือพวกดวาฟ
ที่เพราะมีเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์เลยไม่ถูกนับเป็นมอนสเตอร์
เฉพาะยิ่งหน้าตาเนี่ยพวก
แวมไพร์จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันเลยล่ะ
เพราะมันส่งผลกับความสามารถในการดึงดูดเป้าหมายด้วย”
“อ้อ ผลของค่า Charm กับการใช้ Mind control สินะ”
เข้าใจล่ะ แต่แบบนี้ก็แปลว่าคงเป็นญาติของฟรานไม่ผิดแน่
แต่ระหว่างผมชั่งใจอยู่ว่าควรจะสู้ราคาประมูลดีไหม
ก็เหลือบไปเห็นราคาตั้งต้นของเธอบนกระดาษ
200ล้านรีลล่ะ…
พนักงานบนเวทีมีสีหน้าตรึงเครียดขึ้นมา
ก่อนจะเริ่มทำการอธิบายสินค้า แต่ต่างจากทุกที ที่จะพูดเหมือนพยายามจะโฆษณา
แต่คราวนี้พูดเหมือนกับกำลังเตือนอยู่มากกว่า
อย่างแรกเลยคือ ใครที่ประมูลได้ไป
ทางร้านจะไม่รับผิดชอบกับผลที่ตามมาใดๆ ทั้งสิ้น หรือก็คือถ้าซื้อไปแล้วถูกฆ่าตาย
ก็จะมาเอาโทษร้านประมูลหรือเจ้าของคนเดิมไม่ได้
อย่างที่สอง ห้ามเปิดกรงโดยเด็ดขาด
เพราะเรโมริก้าเป็นแวมไพร์ที่ดุร้ายมาก จะฆ่าทุกคนทันทีโดยไม่สนใจพันธะทาส
อย่างที่สาม พันธะทาสทำได้แค่หยุดเธอ แต่ฆ่าเธอไม่ได้
เรโมริก้าต่อให้หัวกระจุยไปแล้ว ก็ยังคืนชีพมาใหม่ได้ ตอนที่จับเธอมานั้น
ทางโบสถ์ใหญ่ต้องเสียนักบวชไปกว่าร้อยชีวิต กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์อีกเกือบห้าร้อย
แถมขนาดจับมาได้แล้วก็ยังหาวิธีฆ่าเธอไม่ได้เลย
แม้แต่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ยังสร้างได้แค่รอยข่วนเท่านั้น
พลังฟื้นตัวของเธอเข้าขั้นอมตะไปแล้ว
สุดท้ายก็เลยจับขังผนึกไว้ในกรงและขายให้เป็นทาส
อย่างน้อยพันธะทาสก็จะช่วยหยุดเธอได้ เผื่อตอนหลุดออกมาจะได้ตามจับได้ไม่ยาก
ส่วนเงินประมูลในครั้งนี้
จะถูกส่งไปที่โบสถ์ใหญ่เพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากตอนที่จับเธอมา
และอย่างสุดท้าย ถ้าผู้ที่ซื้อไปถูกฆ่า
กรรมสิทธิ์ของเรโมริก้าจะกลับไปอยู่กับทางโบสถ์ใหญ่ทันที
เสียงพึมพำดังขึ้นมาจากโซนที่นั่งด้านล่าง ผมเข้าใจเลยล่ะ
ก็เรโมริก้าน่ะ ใช้บำเรอเรื่องบนเตียงไม่ได้ไงล่ะ แค่ปล่อยออกมาจากกรงก็ถูกฆ่าแล้ว
อันตรายสุดๆ แถมได้แต่ดู
คือเป็นทาสสะสมในหมวดสินค้าไว้โชว์แขกได้อย่างเดียวเท่านั้น
พอเริ่มให้เคาะราคากัน ในห้องก็เงียบกริบ ไม่ใช่เพราะแค่เงื่อนไขหรอก
แต่การประมูลครั้งนี้ ทุกครั้งที่เคาะราคา ขั้นตํ่าสุดก็คือครั้งล่ะ
20ล้านเลยทีเดียว คงไม่มีใครบ้าเคาะราคา…อ้าวเฮ้ย! มีด้วยล่ะ
ข้างล่างเริ่มมีการยกมือขึ้นมาแล้ว แถมมีคนสู้ราคาอีกคนด้วย อ่ะ
เจ้าหมอนั้นคุ้นๆ หน้าแฮะ…อ้อ เจ้าขุนนางที่เคยเจอในร้านค้าทาสที่เกือบจะโดนฟรานจามกบาลไปนั้นเอง
จากการต่อสู้ของสองคนนั้นราคาเลยขึ้นมาอยู่ที่ 300ล้านรีลแล้ว
เจ้าคนแรกดูเหมือนจะสู้ราคาไม่ไหวแล้ว เลยยอมแพ้ไป
เจ้าขุนนางทำหน้าเหมือนชนะแล้วไม่มีผิด แต่ยังเหลือผมอีกคน ผมยกมือสู้ราคาต่อ
ราคาขึ้นไปเป็น 320 ล้าน
เจ้าขุนนางเริ่มหน้าซีด ดูท่าเงินในกระเป๋าใกล้จะหมดแล้ว เอ่อ
ผมก็ด้วยล่ะ ขืนเกิน 450 ล้านผมสู้ไม่ไหวแน่
คราวนี้เจ้าขุนนางยกนิ้วขึ้นมาสามเลย! เฮ้ยเพิ่มทีเดียว 60
ล้านเลยเหรอ
ยอมแพ้ดีไหมนะ นี้มันจะแพงเกินไปแล้วนะ…ไม่สิ
ถ้านี้เป็นญาติคนสำคัญของฟราน ราคาจะถูกจะแพงไม่เกี่ยวอยู่แล้ว พอตัดสินใจได้
ผมก็ยกมือขึ้นเพื่อเพิ่มราคาไปอีกครั้ง คราวนี้ราคาเพิ่มไปอยู่ที่400ล้านแล้ว
เจ้าขุนนางทำท่าจะยกมือขึ้น แต่ก็หยุดไว้กลางทาง
หลังจากก้มหน้าลงเพื่อคิดใคร่ครวญดู สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้ายอมแพ้
ผมนี้ถอยหายใจโล่งออกเลย ขืนเคาะราคาสู้กันมากกว่านี้
ผมมีหวังต้องไปเอร่าวิ่งไปหาดาเซส เพื่อถอนเงินที่พึ่งฝากไปมาแน่ๆ
400ล้านรีล
เป็นจำนวนเงินที่มากที่สุดที่ผมเคยใช้ตั้งแต่มาอยู่โลกนี้เลย
แต่กลับไม่รู้สึกเสียดายอะไรสักนิด คงเพราะผมมีบ่อเงินบ่อทองรอให้ไปขุดอยู่หลังบ้านล่ะมั่ง
รอบนี้ผมกะเก็บตั๋วให้ได้สัก 12-13 ใบแล้วค่อยไปหาเจ้าหญิงโช
ดูสิว่าเวลาสองชั่วโมง จะสร้างความพึ่งพอใจให้เธอได้แค่ไหนกัน
ไม่ได้สิ
จะปล่อยให้การรับรู้ค่าเงินบิดเบี้ยวไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
เจ้าหญิงโชเองก็ใช่ว่าจะมีเงินไม่จำกัดสักหน่อย มีความเป็นไปได้มากเลยด้วยว่า เงิน
รางวัลที่ให้มาคราวก่อน เป็นเงินทั้งหมดที่เธอมีก็ได้ อืม
ต้องตั้งสติให้ดี
ผมพาพวกเอร่าไปที่ห้องรับสินค้า ตอนหยิบเงินออกมาจ่าย
พนักงานถึงกับผงะไปเหมือนกัน เพราะเป็นเงินจำนวนมากแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ปะ โปรดตรวจเช็คสินค้าด้วยค่ะ”
เธอยื่นถาดใส่การ์ดวัลวีชกับชุดผ้ารองโต๊ะออกมา
ผมหยิบชุดผ้ารองโต๊ะเก็บใส่กระเป๋าไว้
ส่วนการ์ดวัลวีชผมคิดไว้แล้วว่าจะใช้กับตัวเอง
เพราะงานผลิตยาจะต้องใช้ความละเอียดสูง ซึ่งผมคิดว่าตัวเองเหมาะสมที่สุด
เลยใช้มันทันทีและตอนนี้ผมก็ได้สกิลสายผลิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแล้ว
จากนั้นพนักงานกลุ่มหนึ่งก็มาพาผมไปที่กรงของเรโมริก้า
ด้วยที่เป็นกรงขนาดใหญ่ พวกนั้นเลยถาม
ผมว่าต้องการให้ช่วยในการจัดส่งไหม แต่ผมปฏิเสธไป
พลางเดินเข้าไปหาเรโมริก้าจนเกือบติดกับกรง
พวกพนักงานพากันร้องเตือนผมเสียงดังกันใหญ่
พูดยังไม่ทันขาดคำ เรโมริก้าก็พุ่งเข้ามาทำร้ายผมทันที
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชัง แต่ก่อนที่มือเล็กๆ
นั้นจะยื่นออกมาจากกรง ผมก็บอกคำๆ หนึ่งออกไป
“ฟรานซิสก้า”
มือของเธอหยุดอยู่ตรงคอผมพอดี…เสียวโว้ย!
ช้าไปอีกแค่วินาทีเดียวมีหวังโดนควักลูกกระเดือกไปแล้ว
“รู้ชื่อนั้นได้อย่างไง”
“ตอนนี้ฟรานอยู่กับผม ถ้ายอมทำตามที่บอก ผมจะพาไปเจอเธอ”
“…ได้ แต่ถ้าแกโกหก คงรู้นะว่าฉันเอาตายแน่”
“อืม เลเวลห่างกันขนาดนี้ แค่สะกิดผมก็ตายแล้ว”
จากนั้นผมก็ตกลงกับเธอเรื่องพันธะทาส
เหตุที่ต้องให้เธอทำพันธะทาสกับผม ไม่ใช่เรื่องจะเอาเธอมาเป็นทาสหรือจะควบคุมตัวอะไรไว้หรอก
แต่มันจำเป็น ถ้าไม่ทำพันธะกับผม เธอจะยังเป็นของโบสถ์ใหญ่อยู่
และที่สำคัญผมจะพาเธอออกไปจากที่นี้ไม่ได้
ซึ่งสำหรับเรโมริก้าจะทำพันธะทาสกับใครไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะกับเธอมันไม่มีผลอยู่แล้ว
“แล้วก็สัญญาได้ไหม ว่าจะทำตัวดีๆ ถ้าตกลงผมจะปล่อยออกมาจากกรงนี่”
“แน่ใจเหรอ ถ้าไม่มีกรงนี่ ฉันทำลายล้างเมืองนี้ได้เลยนะ”
“ถ้าจะทำแบบนั้นก็เอาเลย แต่จะไม่ได้เจอฟรานอีกนะ
และเชื่อเถอะคนที่ซวยน่ะมันเธอไม่ใช่ผม”
ผมบอกพลางยื่นมือเข้าไปในกรง พวกพนักงานที่เห็นนี้พากับหลับตาปี๋
แล้วทำหน้าเหมือนเห็นเด็กยื่นมือเข้าไปในกรงสิงโตไม่มีผิด
“…ก็ได้ ฉันสัญญา”
เรโมริก้าจ้องมือผมอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมตกลง
แต่ว่าทุกคนห้ามผมอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อไม่ให้เปิดกรง แต่ช้าไปแล้วล่ะ
ผมให้จามิร่ากระชากกุญแจที่ล็อคอยู่ออก สมเป็นยักษ์แฮะแรงดีจริงๆ
กุญแจเหล็กนี้ดึงทีเดียวพังเลย จากนั้นเอร่ากับผมก็ช่วยกันดึงยันต์ออก
และเปิดกรงให้เรโมริก้าออกมา
เธอก้าวออกมาอย่างช้าๆ และมองผมอย่างสงสัย
แต่กลับคนอื่นเธอจ้องเหมือนอยากจะฆ่า คงเกลียดมนุษย์เอามากๆ เลยแฮะ
“ดี ตามผมมา”
ในเมื่อเธอทำตามสัญญาผมก็จะพาเธอไปพบฟราน
แต่พอออกมาข้างนอกเธอก็ขมวดคิ้วทันที
“มีอะไรเหรอ?”
“ฉันไม่ชอบแดด มันแสบทั้งตาทั้งผิว”
“เอ๋? แต่ทำไมฟรานไม่เห็นเป็นอะไรเลยล่ะ”
“เมื่อก่อนฉันดื่มเลือดมากเกินไป ถึงจะเสริมพลังให้แข็งแกร่งขึ้น
แต่ก็ทำให้จุดอ่อนของแวมไพร์เด่นชัดขึ้นตามไปด้วย”
“ขนาดไหนถึงเรียกว่าเยอะเหรอ”
แย่ล่ะสิ เพราะผมก็ให้ฟรานดื่มเลือดผมทุกวันด้วย
“วันล่ะพันชีวิต”
โอเค เซฟ แต่ว่าโหดจริงๆ แบบนี้จะให้ไปเจอฟรานดีหรือเปล่านะ
“อย่ามองแบบนั้น ฉันไม่ได้ฆ่าสะเปะสะปะ ก่อนจะถูกพวกโบสถ์กวาดล้าง
ฉันเคยอยู่ฝ่ายมนุษย์ เคยเข้าช่วยร่วมรบต่อสู้กับเผ่าปีศาจ เลือดที่ดื่มไปก็เป็นของเผ่าปีศาจซะส่วนใหญ่
หรือไม่ก็คนที่ไม่รอดจากสงครามเท่านั้น”
“พอโดนกวาดล้างก็เลยรู้สึกเหมือนโดนทรยศสินะ
พอเข้าใจล่ะว่าทำไมเธอถึงมองพวกมนุษย์ด้วยสายตาแบบนั้น”
“…ก็ไม่ทุกคน ฉันแยกแยะเป็น”
“ดีใจที่ได้ยินแบบนั้นนะ แต่รอแปบนะ ถ้าจำไม่ผิดตอนไปซื้อของหลุดประมูลมา
มีคล้ายๆ ร่มอยู่อันหนึ่ง”
ผมค้นดูในกระเป๋าจนเจอ จริงๆ มันไม่ใช่ร่มหรอก
เพราะโลกนี้ไม่มีของใช้แบบนั้น
แต่ที่ผมซื้อมามันเป็นไม้เท้าแม่เหล็กโดยที่มันติดอยู่กับโล่
เหมือนจะเป็นความผิดพลาดตอนทดลอง มันเลยดึงไม่ออกติดคาอยู่แบบนั้น
ผมเอาผ้ามาพันไว้รอบๆ โล่ไม่ให้มันดูเด่นเกินไป
และปล่อยชายให้ห้อยลงมาด้วยยกเว้นด้านหน้า จะได้บังแสงได้ทั่วตัว
คราวนี้ถ้าจับตรงด้ามไม้เท้า แล้วยกขึ้นก็กลายเป็นร่มได้แล้ว
“หนักไปหน่อยแฮะ พอถือไหวไหม”
ผมส่งร่มที่หนักเกือบสิบกิโลให้กับเรโมริก้า
เธอรับไปถือไว้อย่างสบายๆ
“ไม่มีปัญหา…ขอบใจ”
แต่พอออกเดินไปบนถนนได้ไม่ถึงนาที ก็มีเสียงร้องทักมาจากด้านหลัง
“ท่านเทพเอร่า!”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น