ตอนที่ 105 อาวุธที่เรียกว่าการสื่อสาร
ตอนที่ 105 อาวุธที่เรียกว่าการสื่อสาร
ภายในกระโจมที่ปิดทึบ
มีชายคนหนึ่งได้ถูกจับแก้ผ้าจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน
ผูกติดอยู่กับเสาไม้ที่ปักลงบนดิน เดี๋ยวก่อนนะ ชายคนที่ว่ามันผมเองนี่น่า
ตอนนี้กระผมนายโรมะกำลังเป็นชีเปลือยแล้วถูกจับมัดกับเสาในท่ายืนมือไขว้หลังอยู่ล่ะ
แต่ก็ตามคาดล่ะนะ การถูกจับในฐานะศัตรู ก็ต้องโดนแบบนี้อยู่แล้ว
ที่ผมไม่พาพวกสาวๆ มาด้วย ก็เพราะเหตุนี้ล่ะ สำหรับผู้ชายที่หน้าหนาอย่างผม
เรื่องแค่นี้มันไม่ได้สะเทือนจิตวิญญาณแห่งความโรคจิตเลยแม้แต่นิด
ทว่าสิ่งที่พวกนั้นถอดออกไปจากตัวผม
ก็มีเฉพาะสิ่งที่มองด้วยตาเห็นเท่านั้นแหละ ดังนั้นผมจึงไม่ได้ตัวเปล่าซะทีเดียว
เพราะยังเหลือแหวนที่มุเอมะให้มา ซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็น
ผมใช้นิ้วโป้งกดลงไปที่แหวน เพื่อเริ่มการสื่อสารไปหามิริน ซึ่งตอนนี้มันใกล้จะครบสองชั่วโมงแล้ว
ถ้าผมยังไม่กลับไป มีหวังทุกคนได้อาละวาดแน่ และผม
ค่อนข้างเป็นห่วงในจุดนี้ เพราะเท่าที่ดู
พวกโบสถ์ใหญ่กลุ่มนี้ไม่ใช่เล่นๆ
ถึงถ้าสู้กันจริงๆ ผมว่าพวกสาวๆ สามารถเอาชนะได้
แต่เป็นชัยชนะแบบไหนล่ะ แบบที่ต้องมีพวกพ้องต้องตายไปจนเกือบหมด
แบบนั้นผมไม่เรียกว่าชนะ ถ้าจะรบก็ต้องรบแบบไม่ให้เข้าเนื้อตัวเอง
ผมเลยไม่คิดจะให้พวกเธอปะทะกับโบสถ์ใหญ่ในสภาพนี้
พอติดต่อไป เสียงของมิรินดูตื่นตกใจมาก เพราะผมหายไปนาน
ตอนนี้ทุกคนสแตนบายเตรียมบุกแล้วด้วย ผมเลยต้องให้มิรินรีบห้ามทุกคนไว้ก่อน
จากนั้นก็อธิบายสถานการณ์ให้ฟังพร้อมทุกคน
ส่วนเรื่องแหวนผมให้มิรินอ้างไป ว่าเป็นเวทมนต์เฉพาะที่ใช้ติดต่อกับผมเท่านั้น
แถมตอนนี้ทุกคนร้อนใจ เลยไม่มีใครมาสนใจเรื่องนั้นเท่าไร
เมื่อได้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้น พวกสาวๆ พากันโกรธใหญ่…โกรธผมนะ
“นายท่านสนใจยัยมารร้ายนั้นจริงๆ เหรอคะ!”
เดเม่ที่เคยเห็นอาร์คบิชอปมาแล้ว โวยขึ้นเป็นคนแรก
“เปล่าๆ ไม่ใช่สเปกเลย”
ผมพยายามแก้ตัวไปแต่ไม่มีใครฟัง
“เป็นเพราะพวกเราไม่มีดีสินะ ท่านโรมะถึงได้ไปหายัยนั้น”
“…เอ๋?”
“โรมะนายจะไปเอาใครมาเข้าฮาเร็มฉันก็ไม่ห้ามหรอกนะ
แต่คนนี้ขอได้ไหม”
แม้แต่อาเดไลท์เองก็ดุผมด้วย! เศร้าแฮะ
รู้สึกจิตใจโดนทำร้ายยิ่งกว่าโดนจับแก้ผ้าอีก
“เรื่องต่อว่าไว้ทีหลังเถอะทุกคน ตอนนี้มาฟังท่านโรมะก่อน”
แม้แต่มิรินเองก็ไม่ได้เข้าข้างผม
แล้วเดี๋ยวมีมาต่อว่ากันต่อทีหลังอีกเหรอ! นี้ผมทำอะไรผิดเนี่ย
ผมไม่ได้พิศวาสอะไรยัยเรเดียซักหน่อย ที่พูดไปแบบนั้นเพราะรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไง
ถ้าผมปฏิเสธไปตรงๆ ทางนั้นก็จะใช้การปฏิเสธ ปลุกปั่นกระแสขึ้นมาได้
เช่นไปบอกกับนักผจญภัย ว่าผมปฏิเสธข้อเสนอและจะเข้ามาป่วน
หรือบอกกับพวกนักบวชว่าผมเมินเฉยต่อความหวังดี และคิดร้ายต่อทางโบสถ์ใหญ่
เพราะงั้นผมเลยพุ่งเป้าไปที่ตัวเรเดีย
เพื่อให้มันกลายเป็นปัญหาระหว่างตัวบุคคล
และจะทำให้เธอไม่มีข้ออ้างมาสร้างกระแสด้วย
เอาเถอะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมทำไป ก็ไม่เป็นไร
แต่ตอนนี้ต้องบอกทุกคนไปก่อนว่าจะทำอย่างไงต่อ
ผมบอกทั้งแผนที่จะใช้ รวมถึงข้อมูลต่างๆ จากค่ายหลัก
แหวนของมุเอมะใช้ประโยชน์ได้เกินคาด เหมือนวิทยุสื่อสารเลยแฮะ
เหมือนรู้สภาพการแล้ว พวกสาวๆ ถึงจะโกรธแต่ก็เริ่มควบคุมอารมณ์ได้
ยิ่งตอนผมสั่งว่าคราวนี้อันตราย อย่าใช้อารมณ์ ทุกคนก็นิ่งขึ้นมาทันที
คำสั่งยังเป็นอะไรที่ใช้ได้อยู่ตอนจำเป็น พวกสาวๆ เองก็เข้าใจในจุดนี้
เวลาผมสั่งต่อให้เป็นเรื่องขัดใจแค่ไหน พวกเธอก็ทำตามแบบไร้ข้อโต้แย้ง
แผนของผมหลักๆ คืออย่าปะทะโดยตรง ดูจากสภาพการณ์แล้ว
อย่างไงพวกโบสถ์ใหญ่ก็ไม่ละทิ้งที่มั่นไปแน่ๆ เพราะเส้นทางในชั้นนี้เป็นหุบเขา
ทางเดินแคบมาก ถ้านำคนจำนวนมากเดินทัพ จะมีสภาพเป็นแถวงู ซึ่งจะทำให้สั่งการลำบาก
และตั้งรับไม่ได้
พวกโบสถ์ใหญ่เลยจะใช้ผมล่อให้คนอื่นเข้ามาหาเอง ตอนนี้ขอแค่พวกสาวๆ
ไม่เคลื่อนไหว ทางฝ่ายโบสถ์ใหญ่จะต้องเป็นฝ่ายที่เต้นแทน
เพราะอย่าลืม…ฝ่ายที่ต้องวางเดินพันในราคาที่สูงลิบ ไม่ใช่พวกผม
หลังจากสั่งการไปอย่างละเอียดแล้ว ผมก็ยุติการสื่อสารทันที เพราะกำลังจะมีคนเข้ามา
“เราเอาเสื้อผ้าและของใช้ของมัน
ไปโยนไว้ที่ทางเชื่อมระหว่างชั้นแล้วครับ”
เสียงนักบวชแก่ๆ รายงาน อีกฝ่ายที่ฟังรายงานน่าจะเป็นเรเดีย
“ดีมาก นำกองอัศวินแยกเป็นสองส่วน
กองที่หนึ่งให้ตั้งแนวรบที่ทางเข้าของค่าย ส่วนกองที่สองใช้เส้นทางอ้อม
ไปสุ่มรอจนกว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหว แล้วค่อยตลบหลังไม่ให้พวกมันหนีได้
จำไว้จับตัวพวกมันมาเป็นๆ พวกเราสามารถนำพวกมันมาเป็นทาส เพื่อใช้เก็บเลเวลให้ได้”
“รับทราบครับ”
พอเรเดียสั่งเสร็จ เงาของนักบวชแก่ๆ ก็เดินห่างออกไป
จนเหลือเธอกับผู้คุ้มกันอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ก่อนที่จะเข้ามา
เธอก็ไล่ให้ทุกคนกลับไป
“อยู่ตามลำพังกับนักโทษ จะเป็นอันตรายได้นะครับ”
มีอัศวินคนหนึ่งเตือนขึ้นมา ฟังจากนํ้าเสียงแล้ว น่าจะเป็นพี่ชายเกราะเบา
“ไม่ต้องห่วง เจ้านี้มันไม่ได้มีนํ้ายาอะไรหรอก
แถมยังโดนพวกเราลิบอาวุธและมัดไว้อีก มันจะทำอะไรได้”
“แต่ถึงอย่างนั้น”
“ฉันสั่งแล้ว ไม่ได้ยินเหรอ เอนันโด้”
“ครับ! ตามที่ท่านอาร์คบิชอปต้องการ”
แล้วเงาทุกคนก็ถอยออกไป จนเหลือแต่เรเดียคนเดียว
เธอแหวกกระโจมเข้ามา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
สายตาที่จ้องมาทางผม เหมือนสายตาที่ใช้มองสัตว์เลี้ยง ทว่าพอเธอเลื่อนสายตาจนมา
เจอดุ้นของผม เธอก็ผงะไปเลย แต่เธอก็รีบเก็บอาการไม่ให้ผมเห็น
แต่สายไปแล้วล่ะ ไม่ใช่แค่ท่าทางผงะของเธอหรอก เพราะหน้าเธอก็แดงไปจนถึงหูแล้ว ความเย่อหยิ่งในตอนแรกหายไป
จนกลายเป็นคุณหนูผู้ไม่รู้ความไปซะแล้ว
“จะจ้องอีกนานไหม ถึงผมไม่อายก็เถอะ แต่ไม่สบอารมณ์เลย”
“มะ มะ ไม่ได้จ้องสักหน่อย”
“เอาตามที่สบายใจเถอะ แล้วถ้าจะมาทรมานก็รีบๆ หน่อย”
“ทำปากดีไปเถอะ! เดี๋ยวเจ้าจะต้องร้องขอชีวิตจากเรา”
“ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะ!”
“ฉันยังไม่ได้ลงมือ!”
“ซ้อมไว้ก่อนน่ะ แบบตะกี้พอไหวไหม”
“จะ เจ้าเห็นฉันเป็นเพื่อนเล่นหรือไง!”
“ไม่ได้ใกล้เคียงเลยล่ะ”
เรเดียโกรธจนต้องกระทืบเท้าปังๆ
นั้นไง แสดงความเป็นเด็กออกมาจนได้ ยิ่งเธอถูกเอาแต่ใจมาโดยตลอด
พอมีคนขัดใจขึ้นมา ก็ยิ่งรักษามาดแบบผู้ใหญ่ไว้ได้ยาก
“คอยดูเถอะ ฉันจะทรมานเจ้าจนกว่าจะยอมรับใช้พระเจ้า”
“เอ่อ เดี๋ยวนะ ทรมานจนยอมเข้ารีดเนี่ยนะ…เธออ่ะ
สมองยังปกติดีหรือเปล่า?”
“ห หาว่าฉันบ้าเหรอ! ไอ้เจ้าสารเลว!”
เรเดียระเบิดความโกรธออกมา พร้อมกับวิ่งไปหยิบเอาที่คล้ายๆ
ไม้นวดแป้ง ขึ้นมาจากบนโต๊ะที่วางอุปกรณ์ทรมานไว้
แต่มันอยู่ไกลผมเลยไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่บนโต๊ะบ้าง
แต่ไม้นวดแป้งเนี่ยนะ…แม้แต่การทรมานที่โลกนี้ล้าหลังเหรอเนี่ย
เรเดียตรงเข้ามา ในมือถือไม้นวดแป้ง สีหน้าแสดงความยินดี
ราวกับสาวน้อยกำลังจะกระโดดขึ้นเตียงไปหาแฟนหนุ่ม
“เดี๋ยว!”
“มาร้องขอความเมตตาตอนนี้มันยังเร็วไป!”
เรเดียไม่ฟังเสียง แต่ตรงเข้ามาหาพร้อมกับยกไม้นวดแป้งขึ้นเหนือหัว
อ่ะ ไม่ทันแล้ว
กว่าเรเดียจะรู้ตัว เธอก็โดนฉี่ผมเข้าไปจนเปียกแล้ว เอ่อ
ก็แบบว่าอั้นไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว แถมโดนมัดไว้แบบนี้จะไปเข้าห้องนํ้าก็ไม่ได้อีก
“ก็บอกแล้วไงเดี๋ยว”
ผมถอนหายใจออกมา เพราะผมเองก็ไม่ได้มีรสนิยมเยี่ยวใส่ผู้หญิงหรอกนะ
เหมือนว่าเสียงของผมจะไม่ได้เข้าหูเรเดียแล้ว
เธอช็อคจนยืนแข็งเป็นหินไปแล้ว อ่ะ อาร์คบิชอปผู้ยิ่งใหญ่
โดนไอ้หื่นอย่างผมเยี่ยวใส่ เธอคงคิดอะไรแบบนี้อยู่ล่ะมั่ง แต่ไม่ต้องห่วงหรอก
ชีวิตยังมีเรื่องเลวร้ายกว่านี้อีกเยอะ Don’t mind
“เอ่อ ถ้าไม่รีบไปล้างตัว เดี๋ยวกลิ่นติดนะ”
ผมเตือนเธอ หลังจากที่ยังไม่ยอมขยับตัวมาหลายนาทีแล้ว
เรเดียเหมือนพึ่งตื่นจากฝัน ดวงตาเธอชุ่มไปด้วยนํ้าตา
แต่ก็กลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา
“ฝ ฝากไว้ก่อนเถอะ! เดี๋ยวฉันจะกลับมาเอาคืนให้หนักเลย!”
แล้วท่านอาร์คบิชอปก็วิ่งหนีไปแอบร้องไห้…นี้ผมเป็นคนเลวหรือเปล่านะ
ไปสร้างแผลใจให้กับสาวสวยแบบนั้น
แต่ตอนนี้ได้โอกาสแล้ว รีบติดต่อไปบอกข้อมูลกับพวกมิรินก่อนดีกว่า
แล้วแผนที่เรเดียวางไว้ก็เป็นอันล้มเหลวด้วยประการล่ะฉะนี้
หลังจากเสร็จเรื่องแล้ว ผมก็รอว่าจะได้กินมื้อเย็นไหม
แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว คงโดนอดอาหารแน่ แต่ไม่เป็นไรหรอก
อย่างผมน่ะทนอดอาหารได้ถึง 5 วันหรือมากกว่านั้น ถ้าไม่ได้ออกแรงทำอะไร
ก็น่าจะทนได้เกินอาทิตย์ แต่นํ้านี้สิ คงทนได้ไม่เกิน 4 วัน
แต่นั้นคือทำให้อยู่ในสภาวะอันตรายนะ ถ้าจะให้ถึงตาย ก็บวกเพิ่มอีก 2-3 วัน
แต่นั้นคือขีดกำจัดของมนุษย์นะ
ถ้าตายผมก็จะกลับสู่สถานะจอมมารทันที ซึ่งนั้นไม่ดีเลย
“…4 วันเหรอ คงพอจะทำอะไรได้มั่ง หวังว่านะ”
อยู่ในนี้ผมกะเวลาไม่ค่อยถูกหรอก
ต้องคอยดูเอาจากแสงไฟจากด้านนอกเอา ซึ่งแสงในชั้นนี้ พอตกคํ่ามันจะลดแสงลง
และมีอันเดดโผล่ขึ้นมาจากพื้น
เต็มไปหมด รอบค่ายเลยจะมีการทำแท่นตะแกงยกสูง
ไว้ใส่ฟืนแล้วจุดไฟให้ความสว่าง
ระหว่างนั้นก็มีคนแวะเวียนโผล่หน้ามาดูผมเป็นระยะ
ซึ่งล้วนแต่เป็นสาวๆ ทั้งนั้น พวกเธอไม่ได้มาชมความหล่อของผมที่ไม่มีอยู่เลยหรอก
แต่จะมาชมอาวุธในตำนานของผม ผมเลยแกล้งพวกเธอเล่น ด้วยการทำให้ดุ้นแข็งตัวขึ้นมา
พวกเธอพากันร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหนีไปกันเลย…เล่นแรงไปหน่อยมั่งผม
วันนี้ไม่เห็นเรเดียกลับมาเลยแฮะ ผิดหวังจัง เหงาด้วย
นึกว่าจะมีอะไรสนุกๆ กว่านี้ซะอีก แต่ทางนี้เองก็คงอยู่ในสภาพตึงเครียดกันอยู่
เพราะไม่รู้ว่าปาร์ตี้ของผมจะบุกมาตอนไหน
และอย่างที่คิดไว้ ไม่มีมื้อเย็นให้
ข้างนอกเริ่มมืดแล้ว สำหรับชั้นนี้ กลางคืนไม่ใช่เวลาออกล่า
เพราะมอนสเตอร์จะมีทั้งความแข็งแกร่ง และจำนวนมากกว่าตอนกลางวัน
นั้นคือที่มอเรียบอกผมมา แต่ดูเหมือนทางนี้จะรีบร้อนมาก ขนาดกลางคืนยังส่งคนออกไปล่า
โดยที่ตอนกลางวันจะมีแค่นักผจญภัยเท่านั้นที่ออกไปล่า
แต่พอเป็นกลางคืน ก็จะส่งกองทัพผสมออกไป
โดยจะมีทั้งพาลาดินและนักบวชชั้นสูงออกไปด้วย
ทว่าเพราะต้องแบ่งกำลังไปจัดการปาร์ตี้ของผม
ทำให้กำลังคนที่ออกไปล่ามอนสเตอร์จึงมีแต่นักผจญภัยเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งนั้นทำให้มีเสียงร้องโวยมาเหมือนกัน
เพราะเหมือนว่าพวกนักผจญภัยจะทำงานหนักและแทบไม่ได้พักเลย
แต่เรเดียก็ไม่ฟังเสียงบ่น และบอกว่าถ้าไม่
ออกไป ก็จะไม่จ่ายเงินให้
พวกนักผจญภัยเลยได้แต่กัดฟันและก้มหน้าทำงานไป
จะว่าไปเจ้าพวกนี้ไม่ได้อ่านสัญญาก่อนจะรับเควสหรือไงนะ?
ขณะที่ผมเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยการฟังเสียง
ก็มีคนเข้ามาที่กระโจนนักโทษที่ผมอยู่ ฟังจากเสียงเดินแล้ว น่าจะเป็นอัศวิน
เพราะมีการลงเท้าที่หนักจากนํ้าหนักของเกราะ และก็ใช่จริงๆ
เป็นอัศวินใส่เกราะเต็มยศที่เข้ามา
สิ่งที่แยกระหว่างอัศวินชั้นล่างกับอัศวินชั้นพาลาดิน
นอกจากความหรูของเกราะที่ผมแยกไม่ค่อยออกแล้ว ก็คือสีของผ้าคลุม
ถ้าเป็นอัศวินชั้นล่างๆ จะใช้ผ้าคลุมสีขาวไม่ก็สีเทา
แต่ถ้าเป็นพาลาดินจะใช้กันแต่สีแดง และยังมีตราของโบสถ์ใหญ่ติดไว้ด้วย
อัศวินที่เข้ามาเอาอาหารกับนํ้ามาให้ด้วย แปลกจัง?
ไม่ใช่จะทรมานด้วยการอดข้าวอดนํ้าหรือไง
“…แอบเอาอาหารมาให้นักโทษ จะดีเหรอ”
“ซู่!!”
อัศวินรีบให้ผมเบาเสียงลงทันที แอบเอามาให้จริงๆ ด้วย
แถมยังเป็นผู้หญิงอีก
เธอเอาถาดอาหารวางไว้ที่พื้น แล้วถอดหมวกเกราะออก ถึงจะมองแค่ผ่านๆ
แต่ผมจำเธอได้ ว่าเป็นหนึ่งในคนที่โดนเรเดียบังคับให้เป็นค่าจ้าง
“ถ้าคนอื่นรู้เข้า ฉันแย่แน่ เพราะงั้นเงียบๆ ไว้นะ”
เธอสั่งผมพลางมองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา
ซึ่งผมก็พยักหน้ารับและรูดซิบปากไว้
“ฉันแก้มัดให้ไม่ได้ เพราะงั้นอ้าปากซะ จะป้อนให้”
เธอกระซิบบอกพร้อมกับเริ่มหยิบเอาอาหารขึ้นมา มันมีขนมปังแข็งๆ
ที่จุมกับซุปจืดๆ ไร้รสชาติ ที่มีเศษผักอยู่นิดหน่อย
กับเนื้อตากแห้งที่แข็งจนฟันแทบหัก แต่เวลานี้อย่าเลือกกินจะดีกว่า
อะไรก็ได้ขอลงท้องไปเป็นเหยื่อของนํ้าย่อยก่อน
อัศวินสาวป้อนผมอย่างใส่ใจไม่รีบร้อน
ถึงตัวเธอจะผวาและหันไปมองรอบๆ ทุกสามนาทีก็ตาม
พอผมกินเสร็จเธอก็รีบจะกลับออกไปทันที
“เดี๋ยวๆ เธอชื่ออะไรเหรอ”
“ฉัน…ทาฮากริมแห่งวิลเฟนเฮ”
“เธอเป็นขุนนางเหรอ”
คนที่แนะนำตัวแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นขุนนาง หรือมียศระดับที่มีที่ดินเป็นของตัวเองทั้งนั้น
“ชะ ใช่ บิดาของฉันคือลอร์ดที่ปกครองวิลเฟนเฮ”
“หา! แล้วทำไมลูกสาวท่านลอร์ดถึงได้มาตกระกำลำบากแบบนี้ล่ะ!?”
“อย่ามาพูดเหมือนฉันเป็นขุนนางตกอับสิ!”
“ซู่!!”
เธอขึ้นเสียงขึ้นมา ผมเลยต้องเป็นฝ่ายให้เธอเบาเสียงบ้าง
พอเธอหันไปมองรอบๆ แล้วมั่นใจว่าไม่มีใครมาใกล้ ก็หันมากระซิบเชิงตำหนิผม
“อย่าให้ฉันต้องลำบากเพราะนายมากกว่านี้เลย”
“ขอโทษด้วย ผมจะไม่ทำให้เธอลำบากหรอก แต่ช่วยบอกหน่อยสิ
ทำไมเธอถึงมาเป็นอัศวินของโบสถ์ใหญ่ได้ล่ะ”
“นายไม่รู้อะไร ขุนนางอย่างฉันไม่มีทางให้เลือกมากนักหรอก ถ้าไม่เป็นสมาชิกของโบสถ์ใหญ่
ก็จะโดนกดดัน ทั้งโดนฝ่ายคลังขึ้นภาษีที่ ทั้งการเป่าหูให้ประชาชนต่อต้าน
พวกโบสถ์ใหญ่มีวิธีเล่นงานศัตรูตั้งหลายอย่าง ถ้าไม่อยากโดนเล่นงาน
ก็ต้องส่งลูกหลานของตัวเองมาเข้ากับโบสถ์ใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งเส้นสาย
ยิ่งถ้ามีตำแหน่งสูงขึ้นในโบสถ์ใหญ่
ฐานะภายในก็ยิ่งมั่นคงมากขึ้นด้วย”
“แบบนี้เอง แปลว่าที่สนับสนุนโบสถ์ใหญ่อยู่เบื้องหลัง
ก็มีพวกขุนนางระดับใหญ่โตอยู่เพียบเลยสินะ”
“ไม่ใช่แค่ระดับขุนนางหรอก
แต่เชื้อพระวงศ์ของหลายประเทศก็เป็นสาวกแบบเหนียวแน่นด้วย”
“ถึงว่า เบ่งกันจัง”
“มะ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันทุกคนสักหน่อย!
ท่านนักบวชที่น่านับถือและทำตัวดีๆ ก็มีนะ!”
“ซู่!!”
ผมต้องให้เธอเบาเสียงอีกรอบ
“แต่ถึงขั้นมาบังคับให้เสียตัวเนี่ย มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ”
“…บอกแล้วไงพวกฉันไม่มีทางให้เลือกหรอก
วิธีไต่เต้าให้ได้ตำแหน่งดีๆ ในโบสถ์ใหญ่ มีแต่ต้องเชื่อฟังและยอมทำเรื่องแบบนี้
พวกฉันน่ะยังถือว่าโชคดี ที่มีหัวหน้าเป็นท่านอาร์คบิชอปเรเดีย
ลองเป็นพวกที่ติดตามพวกนักบวชชั้นสูงที่เป็นผู้ชายสิ มีแต่โดนเรียกให้เข้าไปรับใช้พระเจ้าทุกคืน”
“อ่า เข้าใจล่ะ”
ถึงไม่ต้องอธิบายคำว่า ‘รับใช้พระเจ้า’ ผมก็เข้าใจดีว่ามันคืออะไร
“นายเองก็เถอะ ทำไมถึงไม่ยอมรับข้อเสนอของท่านเรเดียล่ะ”
“เรื่องนั้น…มีคนมา รีบไปเร็ว”
ผมลดเสียงลงและบอกกับทาฮากริมไป เธอสะดุ้งเบาๆ
ก็รีบหยิบหมวกเกราะขึ้นมาใส่ และเตรียมมุดหนีออกไปทางด้านหลัง
“อดทนไว้นะ ฉันจะพยายามแอบเอาอาหารมาให้อีก”
เธอกระซิบบอกผม ขณะที่วิ่งผ่านไป
ซึ่งผมก็พยักหน้ารับนํ้าใจของเธอไว้
และพอทาฮากริมออกไป ก็มีนักบวชแก่ๆ โผล่เข้ามาพอดี
โชคดีที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติบนพื้นที่มีรอยเท้าอยู่ เพราะเขากำลังอยู่ในสภาพโกรธจัด
และไม่พูดพรํ่าทำเพลง ก็หยิบไม้นวดแป้งตรงมาทุบผมทันที
แต่ผมที่ใช้สกิลมารราคะ+ ทำให้ร่างกายมีความนุ่มเกินระดับปกติ
เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดไปกับการโดนทุบตีเลย ตรงกันข้าม
เป็นการนวดคลายกล้ามเนื้อที่ดีมากเลย อ่ะ ตรงนั้นแหละ แรงๆ เลย!
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น