ตอนที่ 102 จุดปะทะครั้งแรก
ตอนที่ 102 จุดปะทะครั้งแรก
ช่วงที่ทุกคนหลับ ผมก็ลุกออกไปจากค่าย
เพราะยังมีเวลาอีกพอสมควรกว่าจะเช้า ผมเลยว่าจะไปดูสถานการณ์ที่ชั้น 11 ก่อน
ถ้ามันเลวร้ายมาก ผมอาจไม่พาพวกสาวๆ ลงไป
ส่วนห้องบอสก็ไม่ได้กว้างมาก
เดินแค่สิบนาทีก็ไปถึงทางลงชั้นต่อไปแล้ว
ที่ชั้น 11 ตามข้อมูลของมอเรีย มันสุสานแบบขั้นบันได
จะต้องไต่ไปทีละขั้นจนไปถึงยอด
ทางลงชั้นต่อไปจะเป็นทางลับที่ซ่อนอยู่ในหลุมศพขนาดใหญ่
แต่เพราะมันเป็นพื้นที่แบบนี้ พอใครเข้ามาที่ชั้นนี้
พวกยามรักษาการณ์จะรู้ทันที แค่พอโผล่ไปแปบเดียวก็มีอัศวินของโบสถ์ใหญ่กับนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาหาแล้ว
“พื้นที่ในชั้นนี้ไม่ว่างแล้ว กลับไปซะ!”
โห เล่นไล่กันเลยเหรอ แบบนี้สินะพวกที่ชั้น 9
ถึงได้แน่นกันเป็นปลากระป๋อง แต่พอไปรอบๆ แนวสุสานมันยาวมาก
จนมองไม่เห็นปลายสุดของด้านเลย
“เอ่อ ชั้นนี้มันก็กว้างนะครับ ต่อให้มีคนเป็นพันๆ คนก็เฝ้าจุดเกิดได้ไม่ครบหรอก
แบ่งให้ผมหน่อยไม่ได้เหรอ”
“พวกเราไม่ได้เฝ้า แต่ใช้วิธีคลุมพื้นที่หนึ่งแถวต่อหนึ่งทีม
เพราะงั้นถึงนายจะเดินหาก็ไม่เจอมอนสเตอร์หรอก”
นักผจญภัยอธิบายให้ฟัง
นํ้าเสียงน่าฟังกว่าอัศวินของโบสถ์ใหญ่ที่เห่าออกมาตอนแรกซะอีก
แต่แบบนี้เอง ใช้นักผจญภัยหนึ่งทีม
เดินไล่เก็บมอนสเตอร์ตามขั้นบันไดที่ตัวเองอยู่ ไม่ต้องเดินขึ้น
ลงให้เสียแรง
และวิธีนี้ยังเก็บพวกมอนสเตอร์ได้เร็วและเป็นระเบียบกว่าด้วย
“แบบนั้น ผมขอผ่านทางเฉยๆ ล่ะกันครับ”
“ผ่านไปก็เท่านั้นแหละ ที่ชั้น 12 มีปาร์ตี้หลักของอาร์คบิชอปอยู่ มอนสเตอร์ทั้งชั้นก็ถูกจองไว้หมดแล้ว”
“แต่ชั้น 12 ยังสำรวจไม่ครบนะครับ
ทางลงไปชั้นต่อไปก็ยังหากันไม่เจอ”
“มันก็ใช่แต่ว่า”
นักผจญภัยทำท่าลำบากใจที่จะอธิบาย อัศวินเลยแทรกขึ้นมา
“ห้ามแกไปรบกวนท่านอาร์คบิชอป
ถ้าไม่ได้เข้าปาร์ตี้เพื่อสู้ให้ท่านอาร์คบิชอปแล้วจงไสหัวไปซะ”
“…ดันเจี้ยนเป็นพื้นที่ส่วนรวมนะครับ
ถึงจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่า ใครมาก่อนได้ก่อน แต่พื้นที่ชั้น 12
ยังสำรวจไม่ครบ พวกผมเองก็มีสิทธิ์จะเข้าไปสำรวจพื้นที่นั้น”
ผมพยายามจะใช้เหตุผลอย่างสุภาพที่สุดแล้วนะ
แต่ไม่รู้ทำไมเจ้าอัศวินถึงถอดหมวกออก แสดงใบหน้าที่มีหนวดยาวรุงรังด้วยความโกรธจัดก็ไม่รู้
“แกอ้างสิทธิ์อะไรของแก! ที่ที่ท่านอาร์คบิชอปสถิตอยู่
คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ที่หมาสกปรกอย่างแกจะเหยียบเข้าไปได้!
นี้เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย ไสหัวไปซะ!”
อัศวินหนวดตะคอกใส่ จนผมต้องโยกหัวหลบนํ้าลายที่กระเด็นมา
จากนั้นก็ค่อยๆ บรรจงหยิบเอาบัตรประจำตัวนักผจญภัยออกมา ผมเลื่อนนิ้วไปบนบัตร
และมันก็ส่องแสงเป็นตัวอักษรลอยขึ้นมา
นี้คือกฎของกิลนักผจญภัยที่ถือว่าเป็นกฎเหล็กที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
“กฎข้อที่ 9 พื้นที่ของดันเจี้ยน
ถือเป็นพื้นที่อิสระไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปได้ แม้จะทำการยึดพื้นที่เป็นของตัว
ก็ห้ามมิให้เหนี่ยวรั้งหรือขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นผ่านทางไป”
ผมยังอ่านไม่ทันจบ อัศวินหนวดก็ชักดาบออกมาฟันใส่ผมแล้ว
แต่ผมไม่ได้หลบเพราะเห็นว่านักผจญภัยที่มาด้วยพยายามหยุดให้
“อย่าลงมือครับ! ถ้าเขาตาย ถึงคุณจะเป็นอัศวินจากโบสถ์ใหญ่
แต่ก็จะถูกกิลตั้งค่าหัวอย่างแน่นอน”
ไม่ๆ ไม่ต้องถึงกิลหรอก แค่พวกสาวๆ รู้ โบสถ์ใหญ่ก็โบสถ์ใหญ่เถอะ
โดนถล่มราบแน่
“นายเองก็ช่วยกลับไปก่อนเถอะ อย่ามีปัญหากับพวกนี้เลย”
“ไม่ได้หรอกครับ ถ้ายอมให้ครั้งหนึ่งก็ต้องยอมให้ตลอดไป
ผมไม่ใช่คนประเภทนั้นซะด้วย แต่ว่าวันนี้ผมจะเห็นแก่ความสุภาพของพวกคุณ
จะกลับไปก่อน แต่พรุ่งนี้เช้าผมจะพาปาร์ตี้กลับมา ช่วยกรุณาอย่าขวางทางด้วย
พวกผมแค่จะผ่านไปชั้น 12 และไม่อยากมีปัญหาด้วย ทว่าถ้ายังไม่ยอม
ผมก็ขอทำตามกฎพิเศษของนักผจญภัยแล้ว”
พอบอกเสร็จผมก็หันหลังกลับทันที ไม่ได้ฟังที่อัศวินหนวดมันเห่าหอนอยู่ข้างหลังหรอก
ส่วนกฎพิเศษของนักผจญภัยที่ว่า ก็ไม่มีอะไร
เป็นแค่มาตรการลองรับกรณีที่มีใครละเมิดกฎ
โดยที่นักผจญภัยจะสามารถใช้กำลังตัดสินปัญหากับคนที่ละเมิดกฎได้
และถึงแม้จะพลาดพลั้งถึงขั้นเสียชีวิต
ทางกิลก็จะไม่รับการฟ้องร้องทุกรูปแบบต่อผู้ละเมิดกฎ
สรุปคือ พรุ่งนี้ถ้าผมมาแล้วยังโดนขวางอีก ได้มีนองเลือดกันล่ะ
ผมไม่ใช่คนรุนแรงอะไรหรอกนะ
แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะลังเลที่จะใช้ความรุนแรงเช่นกัน เพราะที่โลกเก่าของผม
สอนให้รู้ว่าบางครั้งปัญหาก็แก้ได้ด้วยกำลัง ยิ่งกลับโลกนี้แล้วยิ่งชัดเลยว่า
ปัญหาแทบทุกอย่างแก้ได้ด้วยกำลัง ถ้าผมไม่ทำอะไรเลย และปล่อยไว้แบบนี้
ต่อไปพวกโบสถ์ใหญ่ก็จะยิ่งได้ใจ และทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ถึงเวลาจะต้องจัดระเบียบสถานที่แห่งนี้ใหม่แล้ว
เมื่อกลับมาถึงค่ายพักก็ยังมีเวลาเหลืออีกนานกว่าจะเช้า
ผมเลยเอาหนังสือออกมาอ่านฆ่าเวลา พอใกล้จะเช้าก็ลุกไปทำมื้อเช้ารอ โดยที่ผมเอาของกินที่เหลือจากเมื่อคืน
มาทำเป็นอาหารสูตรเฉพาะ
โดยใช้เทคนิกการปรุงแบบอาหารอิตาเลี่ยนและฝรั่งมาประยุกต์เข้าด้วยกัน
ส่วนจะเรียกว่าอะไรผมยังไม่ได้ตั้งชื่อหรอก แต่ที่บ้านเรียกว่า ซีฟู๊ดซีส
วิธีทำก็ไม่ยาก เอาเปลือกหอยจากเมื่อคืนมาล้างให้สะอาด
แล้วเอาเนื้อปลา ปลาหมึก หอย กุ้ง มาผัดรวมกัน ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ
ให้มีรสและกลิ่นหอมพอประมาณ จากนั้นก็นำไปจัดวางบนเปลือกหอยที่ล้างแล้ว
และวางทับด้วยซีส ใช้ไฟเบาๆ ให้ซีสอ่อนตัวแต่อย่า
ให้ละลาย ราดทับด้วยซอสเพิ่มความสวยงามกับรสชาติอีกหน่อย
เท่านี้ก็พร้อมเสริฟสามารถกินได้แบบพอดีคำ
นอกจากนี้ยังมีขนมปังกระเทียมกับซุปเห็ดอยู่ในชุดด้วย
พอทุกคนตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมของซีส
ก็สะลืมสะลือมานั่งกันที่โต๊ะ แต่พอเห็นอาหารรูปร่างแปลกตาเท่านั้นแหละ
ตาสว่างกันหมดเลย
ผมสอนวิธีกินให้ ซึ่งก็ไม่ยากอะไร
จะใช้ช้อนตักหรือหยิบเอาเข้าปากเลยก็ได้ เพราะมันเป็นกึ่งอาหารกินเล่นอยู่เหมือนกัน
พวกสาวๆ ชื่นชอบซุปเห็ดกันมาก
เพราะทั้งความข้นและรสชาติต่างจากซุปแบบของญี่ปุ่น ถ้าให้เทียบแล้ว
ซุปแบบญี่ปุ่นเหมาะกับการกินคู่ไปกับข้าว
แต่ซุปเห็ดเหมาะจะเป็นอาหารจานเดียวมากกว่า เพราะมี
รสชาติเข้มข้นมากเกินไปจนทำลายรสชาติอาหารจานหลักที่กินคู่กัน
ในภัตรตาคารหลังจากเสริฟซุปสไตล์ตะวันตกแล้ว เลยจะต้องเว้นระยะก่อนจะเสริฟจานต่อไป
แต่พวกโกร่านี้กินล้างกินพล่านอย่างที่คิด
ผมเลยเตรียมพวกอาหารที่เน้นปริมาณเอาไว้แล้ว นั้นก็คือข้าวพัด
แต่คราวนี้ใช้ปลากับกุ้งแทนไก่หรือเนื้อ แต่ขนาดทำไว้ตั้งสองหม้อ
ทุกคนก็ยังกินกันหมด แต่ดีแล้วเพราะวันนี้คงต้องใช้แรงกันเยอะหน่อย
หลังมื้อเช้าผมก็เล่าสถานการณ์ที่ไปเจอมาเมื่อคืน
แน่นอนว่าพวกโกร่าไม่แปลกใจอะไร เพราะคิดว่าต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
“ผมจะกลับลงไปอีก ถึงจะหวังไว้ลึกๆ ว่าพวกนั้นจะไม่มาขวางทาง
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นผมก็จะลงมือ
กับพวกนั้น เพราะงั้นถ้าใครไม่อยากจะไป ก็ให้รออยู่ที่นี้นะ
อีกสองสามวันผมจะกลับมารับ”
พอผมบอกออกไปก็ไม่มีใครคิดจะถอนตัวเลย
ไม่ถามเหตุผลหรือพยายามกล่อมผมด้วย พวกเธอเชื่อสนิทใจเลย
ว่าถ้าเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจจะทำ ต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ
ที่ต้องทำเพียงก็แค่เชื่อใจเท่านั้น
กรอเรียที่เป็นคนของโบสถ์ใหญ่
ที่ผมคิดว่าพวกเธอต้องกระโดดขึ้นมาต่อว่าอะไรผมแน่ๆ แต่กลับผิดคาด
เธอเพียงลุกขึ้นมาบอกอย่างเป็นห่วง
“ระวังนะคะคุณโรมะ ถ้าไปทำอันตรายคนจากโบสถ์ใหญ่
จะถูกหน่วยเบื้องหลังตามลอบสังหารเอาได้”
“หน่วยเบื้องหลัง?”
“เป็นหน่วยนักฆ่าที่ทางโบสถ์ใหญ่เลี้ยงเอาไว้
และจะใช้ทำงานสกปรกเบื้องหลังให้ เช่นลอบสังหารหัวหน้าลัทธิที่จะขึ้นมาเทียบชั้นด้วย”
ครีเรน่าเป็นคนบอกขึ้นเอง ช่วงหลังๆ
มานี้ถึงเธอจะทำท่าไม่เป็นมิตรกับผมเท่าไร แต่ก็ทำตามที่ผมบอกเป็นอย่างดี
“ฉันเองเคยถูกทาบทามให้เข้าหน่วยเบื้องหลัง เลยรู้เรื่องพวกนี้ดี”
ครีเรน่าพูดต่อเมื่อเห็นสายตาของพวกเดียวกันมองมาที่เธออย่างแปลกใจ
เพราะเรื่องหน่วยเบื้องหลังเป็นความลับระดับสูงสุดของโบสถ์ใหญ่เลย
ส่วนที่กรอเรียรู้ เพราะเธอเป็นขุนนางทำให้มีเส้นสายอยู่เยอะ
“ถ้าเป็นพวกมือสังหาร ผมไม่ห่วงหรอก”
มือสังหารโลกนี้จะเป็นแบบไหนก็ไม่รู้หรอกนะ
แต่คงไม่เท่ากับพวกมือสังหารในเกมส์กับหนังที่โลกเก่าผมแน่ๆ
เรื่องการระวังตัวผมก็ทำอยู่เป็นปกติ อาหารการกินก็จัดการเองหมด
เรื่องถูกวางยาตัดทิ้งไปได้ ยิ่งถ้าแอบย่องมาแทงหลัง แบบนั้นเข้าทางผมเลย
เพราะงั้นเลยไม่มีอะไรต้องห่วง
“แต่จะดีเหรอ พวกคุณเป็นคนของโบสถ์ใหญ่นะ”
“ไม่ค่ะ พวกเราเข้าใจกฎของนักผจญภัยดี จริงๆ แล้ว
พวกฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องปิดกั้นทั้งชั้นเอาไว้
ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย”
ดูเหมือนว่าพวกกรอเรียจะเข้าใจเหตุผลของผม
อาจเพราะเริ่มสนิทกันแล้วก็ได้ แต่ถ้าลองเป็นตอนแรกที่เจอหน้ากันนี้
รับรองเข้าข้างพวกตัวเองแน่ๆ
จริงๆ ผมคิดแผนขึ้นมาทันที ตอนฟังเรื่องหน่วยเบื้องหลัง
จะเป็นอย่างไงกันนะ ถ้าผมจับตัวพวกนั้นมาได้ แล้วเอามาใช้ข่มขู่พวกโบสถ์ใหญ่…ฮุๆๆ
“โรมะ นายทำหน้าชั่วร้ายแล้ว”
อาเดไลท์ถอนหายใจหลังเตือนผม ไม่ไหวๆ
เดี๋ยวนี้เก็บสีหน้าลำบากจังแฮะ
แต่เอาเถอะ ตอนนี้ยังไม่แน่สักหน่อยว่าต้องปะทะกับพวกนั้น
บางทีอาจจะเก่งแต่ปาก พอเห็นพวกผมเอาจริงขึ้นมา ก็ทำเป็นหลบหน้าไปก็ได้
ผมเองก็ไม่ใจร้ายขนาดจะปิดทางหนีหรอกนะ
“งั้นก็เก็บของแล้วเดินทางกันเลยเถอะ”
“ค่ะ!”
ทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียวกัน จริงๆ พวกโกร่าจะตามไปด้วย
แต่ผมห้ามไว้ เพราะปัญหานี้ผมไม่อยากให้ลามไปจนถึงคนนอก ถ้าจบแค่ตัวผมได้ก็ดี
ไม่ใช่อะไรหรอก มันป้องกันง่ายกว่าถ้าศัตรูจะมุ่งเป้ามาที่ตัวเอง
ก่อนออกเดินทางก็ไม่ได้ลำลาอะไรกันมาก
เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับมาทางนี้อีก และใช้เวลาแค่สิบนาทีก็มาถึงทางลงแล้ว
“ฟราน เดเม่ พวกเธอไปหลบข้างหลังก่อน”
“เอ๋!? ทำไมล่ะค่ะนายท่าน?”
“ก็พวกเธอชอบนอตหลุด เกิดโมโหแล้วลงมือเอง มันควบคุมลำบากน่ะ
งานนี้ถึงผมบอกว่าอาจจะ
ต้องฆ่าพวกนั้น แต่ขอให้มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำเถอะ”
“ไม่ค่ะ! พวกหนูควบคุมตัวเองได้แล้ว ไม่ทำให้นายท่านลำบากใจแน่นอน”
“แน่ใจนะ”
“ค่ะ!”
พวกเธอขานรับอย่างจริงจังทำให้ผมปฏิเสธไม่ลง
เลยปล่อยให้เดเม่เดินตามประกบข้าง ส่วนฟรานขึ้นไปเดินนำหน้าแบบเดิม
พอออกมาจากทางลง
ผมก็เห็นเงาคนเคลื่อนไหวตัดเข้าหาฟรานที่อยู่หน้าสุด
แต่ยังไม่ทันได้ตะโกนเตือนออกไป ฟรานก็ตอบรับได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเหวี่ยงง้าวใส่
จนร่างเงานั้นแขนขาดทั้งสองข้าง
ตามปกติฟรานคงฝ่าขาดตัวขาดกลางไปแล้ว
แต่ลงมือแค่นี้แปลว่าเข้าใจความตั้งใจของผม ที่ไม่อยากฆ่าแบบไม่จำเป็น
แต่อีกฝ่ายเล่นมาดักโจมตีตรงทางเข้าเลยเหรอ?
นี้กะไม่เจรจาอะไรกันสักหน่อยเลยหรือไงเนี่ย งี่เง่าอย่างไงก็ให้มีลิมิตบ้างสิเฟ้ย
ทุกคนพอเห็นว่าโดนเล่นงานก่อน ก็ไม่ต้องรอให้ผมบอก
ต่างพากันเข้าสู่โหมดรบแบบเต็มอัตราศึกกันเลย
ดอเรียกับดาเซสวิ่งนำออกไปก่อน ที่ทางเข้า
มีอัศวินจากโบสถ์ใหญ่ประมาณสิบคนล้อมเอาไว้ แถมพวกนี้เก่งเอาเรื่อง Lv 50+ กันหมด
เลยสามารถรับมือกับดอเรียและดาเซสได้ โดยไม่โดนชนกระเด็นแบบพวกมอนสเตอร์
ฟราน ซาคุยะกับจามิร่าเลยเข้าไปช่วยด้วย
แต่ก็อยู่ในสภาพสองต่อหนึ่งอยู่ แถมด้านพลังพวกมันมีนักบวชระดับสูง
ค่อยร่ายเวทสกัดการใช้สกิลเอาไว้ ทำให้ฟรานที่เป็นพวกปล่อยไม้ตายหนักๆ เป็นหลัก
เกิดความเสียเปรียบขึ้นมาทันที แต่ขนาดเลเวลห่างกันเธอก็ยังใช้ความเร็วที่เหนือกว่าสู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
แต่ฝ่ายที่ต้องประหลาดใจกลับเป็นทางโบสถ์ใหญ่
เพราะคิดว่าจะกำจัดพวกผมได้ในทันที แต่นี้กลับกลายเป็นกำลังปะทะกันอย่างสูสี
พวกอัศวินต่างรู้ตัวว่าถ้าต้องสู้ตัวต่อตัวกับคนใดคนหนึ่งของทางนี้ จะต้องแพ้อย่างแน่ๆ
เลยรีบตะโกนเรียกให้ไปตามคนอื่นๆ มาช่วย
เดเม่ที่ดูสถานการณ์แล้ว ก็หยิบเอาหัวลูกศรออกมา
เตรียมจะปาใส่นักบวชที่คอยสกัดการใช้ส
กิลของทางนี้อยู่ ถ้าจัดการได้
มิรินก็จะใช้เวทช่วยสนับสนุนทุกคนได้ แต่ผมยกมือห้ามไว้ เพราะนักบวชอยู่กันหลายคน
ถ้าโจมตีไปคนหนึ่ง อีกคนก็จะรักษาให้ และยิ่งเพิ่มความระวังมาทางแนวหลัง
“อย่าพึ่งเดเม่ รอผมให้สัญญาณก่อน”
พอดีมีสกิลใหม่ที่อยากจะลองใช้อยู่พอดีเลย
“ยูริน พอผมใช้สกิลออกไปแล้ว ก็ตรงเข้าไปจัดการพวกอัศวินเลยนะ”
ใช่เลย ยูรินน่ะเป็นหน่วยทะลวงเกราะอยู่แล้ว กับพวกอัศวินเกราะหนาๆ
น่ะ อาวุธของเธอได้ผลมากที่สุด
“เอาเลย เดเม่”
พอผมสั่ง เดเม่ก็ซัดหัวลูกศรออกไปด้วยความเร็วชนิดมองตามไม่ทัน
และเข้าเป้าตรงหัวไหล่
แต่พลังทำลายได้ฉีกเอาแขนของนักบวชผู้โชคร้ายรายนั้นขาดไปเลย
ผมสะอึกกับผลลัพธ์ที่เกินคาดไปหน่อย แต่ก็ไม่พลาดจังหวะที่จะใช้สกิลออกไป
“Fall of Troll”
สกิลนี้เป็นอันที่พึ่งได้มาจากอลิซาเบธ แถมเป็นสกิลขี้โกงด้วย
โกงอย่างไงน่ะเหรอ สกิลนี้ส่งผลกับเป้าหมายในระยะ 200 เมตรทุกคน
มีผลทำให้ทุกสกิลอยู่ในสภาพคูลดาวน์ มาน่าเองก็จะลดลงตามสกิลทั้งหมดที่ติดคูลดาวน์
สรุปคือบังคับใช้สกิลแต่ไม่เกิดผลของสกิลขึ้นมา ยังไม่พอ สกิลประเภท Passive
ทั้งหมดจะอยู่ในสภาพถูกผนึกเป็นเวลาห้านาที
เพราะแบบนี้มุเอมะถึงสู้กับอลิซาเบธได้ลำบาก
เพราะสกิลทั้งหมดใช้งานไม่ได้ ต้องใช้ค่าพลังเพียงอย่างเดียวฟาดฟันกับอีกฝ่าย
แต่มาคิดๆ ดู สภาพแบบนั้นยังเอาชนะมาได้อีก มุเอมะนี้ก็เก่งสุดๆ เลยไปเหมือนกัน
ส่วนตอนนี้พอใช้สกิลไม่ได้จังหวะการสู้ก็เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะพวกนักบวชที่ตกอยู่ในสภาพมาน่าแทบจะหมด เพราะสกิลของนักบวชมีเยอะกว่า
แถมแต่ละอันกินมาน่าค่อนข้างเยอะด้วย พอโดน Fall of Troll เข้าไป
ก็ถึงขั้นทำอะไรไม่เป็นกันเลย
จังหวะนั้นเองยูรินก็มุดเข้าไปใกล้แล้ว
การที่เธอตัวเล็กกลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับการสู้กับอัศวิน
เพราะพวกอัศวินจะใส่หมวกเกราะ ทำให้ทัศนวิสัยแคบลง
ถ้าจะมองสิ่งที่เตี้ยกว่าระดับอกของตัวเอง
ต้องก้มหน้าลงไปมอง เลยไม่มีทางที่จะเห็นยูรินที่มุดเข้าประชิดได้
และแค่หมัดเดียว หมุดเหล็กก็ยิงเจาะเกราะเข้าไปถึงภายใน
นอกจากจะโดนโจมตีเข้าจุดอันตรายแล้ว แรงปะทะยังรุนแรงขนาดทำลายเกราะจนแตก ถึง Hp
ไม่เยอะ แต่ก็ไม่ต่างจากการโดนโจมตีด้วย Critical Hit
แถมยังโดนลดพลังป้องกันจนแทบจะเหลือศูนย์
ยูรินไม่ต้องซํ้าเป้าหมายเดิม เพราะอัศวินที่โดนเธอเจาะเกราะไปแล้ว
สามารถทิ้งให้คนอื่นๆ ช่วยจัดการแทนได้ เธอเลยหันไปทางเป้าหมายใหม่
และกว่าพวกอัศวินจะรู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์ประหลาดทลายเกราะ
พวกตัวเองก็โดนเล่นงานไปกว่าครึ่งแล้ว
“ยูรินพอแล้ว”
ผมให้ยูรินถอยกลับมา เพราะอย่างไงเลเวลเธอยังน้อยเกินไป
เกิดโดนพวกนั้นโจมตีขึ้นมา เธอจะบาดเจ็บหนักได้
แถมตอนนี้พวกนั้นก็โดนลดจำนวนไปมากแล้ว ไม่อาจต้านทานพวกฟรานแบบตัวต่อตัวได้
พวกนักบวชเองก็แตกแถวหนีไปตั้งแต่โดน Fall of Troll แล้ว การปะทะครั้งแรก
พวกผมชนะแบบแทบจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น