ตอนที่ 138 งานประมูลเนื้อ
ตอนที่ 138 งานประมูลเนื้อ
ดยุควินซ์ซอร์ คือคนที่ชื่นชอบในการสะสมของเก่าที่มีค่า
เขาจึงชื่นชอบในการไปงานประมูล เพียงแต่พวกของเก่า เป็นแค่งานอดิเรกบังหน้า
แต่จริงๆ
แล้วใต้ที่จัดงานประมูล
คือแหล่งมั่วสุมของกลุ่มผู้มีรสนิยมในการแลกคู่นอน
คนในกลุ่มล้วนแต่เคยเป็นผู้ที่อยู่ในลัทธินอกลีตมาก่อน
แต่หลังจากถูกบุกถล่ม พวกเขาก็ซ่อนตัวเงียบๆ เพื่อไม่ให้ถูกเพ่งเล็งอีก
อาสัยที่สมาชิกแต่ล่ะคน เป็นมีหน้าและฐานะในสังคม
จึงสามารถไม่ให้ใครเข้ามารบกวนกิจกรรมของกลุ่มได้
วันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ทุกที
ที่สมาชิกในสมาคมจะมารวมตัวกันที่งานประมูล
“ท่านวินซ์ซอร์ ท่านมาแล้ว”
วินซ์ซอร์คือชายชราร่างอ้วน ถ้ามองด้วยตาโดยไม่ได้ตรวจสอบ DNA
อยากจะบอกได้ว่าเขาเป็นหมูหรือคางคก หรืออาจจะสองอย่างรวมกัน ซึ่งไม่เหมือน
เด็กสาวรุ่นลูกที่มีหน้าตาสะสวยซึ่งเดินตามมาด้วยสีหน้าอมทุกข์
ซึ่งภรรยาของสมาชิกกลุ่มนี้ จะเปลี่ยนหน้ากันไปเรื่อย
ใครที่ถูกใช้งานจนโทรมหรือมีอายุมากแล้ว ก็จะถูกหย่าร้าง หรือทิ้งขว้างไปเลย
ก่อนจะหาหญิงสาวหน้าตาดีมาแทนที่ ซึ่งส่วนมากใช้เส้นสายอำนาจของตัวเองข่มขู่มา
คนที่มีภรรยาหน้าตาดี เป็นที่สนใจอยากเยิ่บมากเท่าไร
ยิ่งได้รับคำชมเชยและได้หน้ามากขึ้นเท่านั้น
พวกสมาชิกเลยแข่งกันเอาเป็นเอาตายเพื่อหาภรรยาหน้าตาดี
มาให้บรรดาสมาชิกคนอื่นรุมโทรมกัน คนที่ไม่ยอมหรือมีปัญหามากก็จะโดนมอมยาแทน
“เห็นว่ามีสมาชิกใหม่มาเพิ่มด้วยเหรอ”
“ใช่ๆ รางวัลความยอดนิยมคราวนี้เป็นของเขาแน่
ท่านลองดูภรรยาของเขาสิ”
สมาชิกที่นั่งข้างๆ วินซ์ซอร์ชี้ไปยังชายที่นั่งอยู่ริมสุด
เขาเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี ท่าทางดูอ่อนโยนและสุภาพ แถมมีสีผมดำด้วย
ซึ่งวินซ์ซอร์ทำหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที เพราะบรรดาเมียๆ ทั้งหลาย
หันไปจ้องเขาพลางเลียปากไปด้วย แต่ความไม่พอใจนั้นหมดไปทันที
เมื่อได้เห็นสาวสวยที่เขาพามาด้วย
สาวร่างเล็กเหมือนเด็ก
ใบหน้าสวยแบบไร้ที่ติและมีเสน่ห์ที่ปลุกเร้าอารมณ์
“สาวสวยคนนั้น…ข้าว่าคุ้นๆ หน้าอยู่นะ”
“ใช่ ข้าก็ว่าเช่นนั้น เธอดูเหมือนท่านซารีเลย”
“หา!? ไม่ล่ะมั่ง ถึงจะดูเหมือน แต่ไม่มีทางเป็นยัยบอดหน้าเลือดคนนั้นได้หรอก”
“ใช่ไม่ใช่ข้าไม่รู้ แต่คืนนี้ข้าของจองเธอเป็นคนแรก”
“อย่าหักโหมนัก ถึงพวกเราจะใช้ยา แต่เสร็จได้อย่างมากก็แค่สองครั้ง
ท่านควรค่อยๆ ชิมรสชาติให้ครบนะ”
“ข้าเห็นด้วย แต่ยอมรับเลย เจ้าหน้าใหม่นี้สรรหาของดีมาจริงๆ”
“หรือข้าจะแลกเมียกับมันเลยดี”
หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ พอได้ยินก็ทำหน้ายินดีขึ้นมาทันที
แต่เพราะการแสดงออกแบบนั้น ทำให้พวกเขาเลิกคุยกันเรื่องนี้
แต่ว่าพองานประมูลเริ่ม และแสงไฟในห้องเริ่มหรี่ลง
เพื่อโฟกัสแสงไปยังสินค้าบนเวที ภรรยาของสมาชิกหน้าใหม่ ก็เริ่มขยับตัว
เธอเลื่อนตัวไปอยู่ตรงหว่างขาของสามี และรูดซิบงัดเอาดุ้นออกมา
พอได้เห็นดุ้นแท่งยักษ์เข้าไป ทั้งชายหญิงต่างร้องอุทานกันออกมา
จนห้องประมูลหันไปมอง ทุกคนก็รีบทำตัวกลับไปเป็นปกติ
แต่ยังมีบางคนโดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่หันไปจ้องตาไม่กระพริบ
“โอ่ นั้นเธอกำลังทำอะไร!?”
พวกสมาชิกเริ่มหันมากระซิบคุยกัน เมื่อเห็นภรรยาของสมาชิกใหม่
เริ่มเลียดุ้นแท่งยักษ์นั้นด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย
“ข้าไม่รู้ แต่ข้าอยากให้เธอทำแบบนั้นให้ข้าบ้าง”
“นี้มันสุดยอดไปเลย แค่เห็นข้าก็มีอารมณ์ขึ้นมาแล้ว”
“ว่าพวกแกไม่คิดเหรอว่าเจ้าหน้าใหม่มันเล่นโกง
นั้นมันต้องไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยิน มีก็ภรรยาสาวคนหนึ่งทำท่าจะลุกขึ้น
และหันมาบอกว่าขออาสาไปพิสูจน์เอง เลยถูกสามีกระชากกลับลงมานั่งด้วยท่าทางหงุดหงิด
คือปกติถึงจะชอบแลกคู่กันอย่างไง
แต่แบบที่รีบกระดิกหางไปหาคนอื่นนี้มันไม่เหมือนกัน
แต่จากนั้นทุกคนก็มองตาไม่กระพริบ หลังจากภรรยาสาวหน้าใหม่
นำดุ้นนั้นเข้าไปในปาก เธออมดุ้นยักษ์เข้าไปครึ่งหนึ่ง
จนเห็นชัดว่ามันเข้าไปถึงในลำคอของเธอ มันขยายออกขึ้นมาอย่างชัดเจน
แต่แทนที่จะทำสีหน้าอึดอัดเพราะหายใจไม่ออก แต่เธอกลับทำ
หน้าลามกแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
จนนั้นก็เริ่มโยกหัวตัวเองขึ้นลงเป็นจังหวะ
ขณะในริมฝีปากรูดดุ้นนั้นจนเกือบสุดปลาย
ตอนนี้ในกลุ่มสมาชิกไม่มีใครมองขึ้นไปบนเวทีและสนใจการประมูลเลย
เอาแต่จับจ้องมองดูการ Blow job อย่างตื่นเต้น
และเพราะสงสัยจะตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย เลยมีคนหนึ่งถึงกับเสร็จโดยที่แค่ดูเฉยๆ
“บ้าฉิบ!”
เขาตะโกนออกมาอย่างไม่พอใจ เพราะนอกจากจะเลอะกางเกงแล้ว
ดุ้นของเขายังเหี่ยวลงไป ในสภาพหลับลึกข้ามวัน
แต่คนอื่นไม่ตำหนิหรือดูถูกอะไรออกมา เพราะพวกเขาก็แทบแย่เหมือนกัน
ภาพที่เห็นมันเร้า
อารมณ์เกินไป จนต้องหลับตาหรือหันหน้าหนีเป็นบางครั้ง
เพื่อไม่ให้ตัวเองเสร็จแบบหน้าขายหน้าเช่นนี้ แต่บรรดาพวกภรรยาเนี่ยสิ
ต่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เลยพากันนั่งล้วงสนุกสนานเลย
“เขาอึดมาก”
“ใช่ โดนทำแบบนั้นตั้งนานแล้ว ไม่เห็นทีท่าว่าจะเสร็จเลย”
“ฉันอยากทำแบบนั้นกับเขาบ้างจัง ถึงแม้มันจะทำให้ปากฉันฉีกก็ตาม”
“ว่าแต่ถ้าปากยังฉีก…แล้วตรงนั้นของพวกเราจะเหลือเหรอ”
คำพูดสุดท้ายนั้น ทำให้พวกภรรยาออกอาการหน้าซีดกัน
แต่ถึงแม้จะรู้ว่าต้องโดนฉีกเละแน่ พวก
เธอก็ยังอยากจะให้มันเข้าในตัวอยู่ดี
แล้วพวกเธอก็รู้ตัวว่าเพียงแค่นั่งล้วงอย่างเดียวไม่พอแน่ สิ่งที่พวกเธอต้องการคือดุ้นอันนั้น
แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับพวกภรรเมีย
ได้สร้างความไม่พึ่งพอใจให้กับบรรดาผัวๆ แต่ถึงโกรธแต่พูดอะไรไม่ได้
จึงได้แต่นั่งกัดฟันกรอด และคิดว่าจะเอาความโกรธนี้ไปลงกับภรรยาของเจ้าหน้าใหม่แทน
ทว่าก่อนที่งานประมูลจะจบลง สมาชิกใหม่ก็ได้พ่นนํ้าใส่เข้าไปในคอของภรรยา
มันเยอะและแรงมาก จนทะลักออกมาจากจมูกแถมยังได้ยินเสียงกลืนดังอึกๆ อยู่หลายครั้ง
ถึงจะน่าตะลึงที่ปล่อยออกมาได้เยอะราวกับท่อแตก แต่พวกสมาชิกพากันยิ้มอย่างสะใจ
เพราะเท่านี้พวกภรรเมียก็จะได้ผิดหวังกันแล้ว แต่ว่า…ดุ้นที่ถูกคายออกมาจากปาก
มันยังคงแข็งเป็นเสาธง
ภรรยาของเขาเปลี่ยนท่า เหมือนพยายามจะนำสิ่งนั้นเข้าไปในปากล่าง
แต่เขาห้ามไว้ และพยายามนำดุ้นยักษ์กลับเข้าไปในกางเกงอย่างยากลำบาก
และต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่ามันจะสงบลงได้
พวกภรรยาต่างพากันอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพดังกล่าว
ความต้องการทางเพศของพวกเธอเพิ่มถึงขีดสุด ถํ้าที่เคยแห้งผากมาตลอด
กลับเริ่มแฉะและหนองไปด้วยนํ้า พวกเธอแทบรอให้จบการประมูลไม่ไหวพวกผัวๆ
ก็เหมือนกัน
พอสินค้าชิ้นสุดท้ายถูกประมูลออกไป สมาชิกใหม่ก็หันไปคุยกับภรรยาที่ถามเขาขึ้นมา
“ไม่เห็นประมูลอะไรเลย ไม่มีอะไรถูกใจเลยเหรอคะ?”
“อืม ค่อนข้างผิดหวังเหมือนกัน เห็นเป็นเมืองหลวงคิดว่าจะมีของดีๆ
ซะอีก แบบนี้ร้านประมูลที่กรอซ่ายังดีกว่าเลย”
“ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะกรอซ่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยดันเจี้ยน
สินค้าก็เลยเยอะและคุณภาพดีกว่า”
“งั้นที่เมืองหลวงมีอะไรน่าสนใจบ้างล่ะ”
“ถ้าตามที่ท่านโรมะสนใจ น่าจะเป็นทาสสาวๆ นะคะ
ทาสที่นี้ค่อนข้างสะอาด หน้าตาดี และได้รับการฝึกมารยาทมาแล้ว”
“งั้นอย่าดีกว่า แค่นี้ก็ดูแลได้ไม่ทั่วถึงแล้ว”
ผมถอนหายใจให้กับซารี ตอนนี้พวกผมเข้ามาอยู่ในงานประมูลของทางสมาคมเป้าหมาย
ซึ่งตั้งอยู่
ในเมืองหลวงของประเทศ หลังจากได้ข้อมูลพวกมันมา
ผมก็ใช้เวลาเตรียมแผนและดำเนินการอีกหนึ่งวัน
ส่วนการเดินทางก็ใช้ยันต์วาปร์ของมุเอมะแทน
ส่วนวิธีเข้ามาเป็นสมาชิกนั้นง่ายกว่าที่คิดไว้ซะอีก
แค่เอ่ยชื่อของสมาชิกคนหนึ่งในสมาคมในฐานะคำแนะนำออกมา และจ่ายเงินค่าบริหารสมาคม
และลงนามในหนังสือสาบานเก็บความลับ เท่านี้ก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้แล้ว
ยิ่งตอนที่ผมจับซารีแต่งองค์ทรงเครื่องและนำมาอวดให้พวกมันดู
พวกมันก็รีบเชิญผมมางานในวันนี้ทันที แถมยังจำซารีไม่ได้ด้วย ทั้งๆ
ที่บางคนเคยติดต่อเรื่องงานกับเธอมาก่อน
แต่ผมมาในงานนี้แค่เป็นผู้ช่วยเท่านั้นแหละ ทว่าฝ่ายลงมือจริงๆ
คือซารี ซึ่งจนถึงตอนนี้เธอเก็บ
อารมณ์ได้ดีมาก แต่ผมรู้ว่าเธอกำลังตื่นเต้นมากจากลักษณะการ Blow
job ของเธอเมื่อครู่
พองานประมูลจบลง สมาชิกของสมาคมก็ลุกขึ้น
ผมเดินตามพวกเขาไปด้านหลังเวทีประมูล ซึ่งมีพนักงานยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ด้านหลังเวทีมีบันไดลับลงไปลึกพอสมควร
คงเพราะต้องการจะเก็บเสียงไม่ให้ใครได้ยิน
เพราะได้ยินว่าบางครั้งก็มีลากเด็กสาวหรือพวกทาสมารุมโทรมกันในนี้ด้วย
จำนวนสมาชิกของสมาคม วันนี้มากันครบ ซึ่งมีกันราวยี่สิบคน
แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะพาภรรยามาด้วย
บางคนที่ยังไม่มีภรรยาก็จะจ้างเอาคนอื่นมาแทน ขอให้หน้าตาดีก็พอแล้ว
เพียงแต่เห็นพวกมันว่า ถ้าเป็นภรรยาตัวเองจริงๆ มันจะได้อารมณ์กว่า แต่ผมเองไม่ไหว
ล่ะ อะไรก็ได้แต่สวิ้งกิ้งแบบแลกคู่นอน ผมรับไม่ได้จริงๆ
เพราะผมถือเป็นผู้หญิงของผมแล้ว ห้ามให้ใครแตะอีกเด็ดขาด
แต่ว่าเป็นแค่คู่ขาอย่างพวกโกร่า ผมก็ยอมให้สวิ้งกิ้งได้
แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในความสมัครใจของฝ่ายหญิงเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้ผมหยุดคิดไปเหมือนกัน ว่าถ้าอย่างซารีล่ะ ผมจะรับได้ไหมเธอยังไม่ใช่สาวในฮาเร็มผม
เป็นแค่คู่ค้าคนสำคัญสำหรับธุรกิจ และผมก็ยังไม่ไหวใจเธอ…แต่ไม่ไหวแฮะ
แค่คิดตอนที่เธอไปถางขาให้เจ้าหมูสกปรกนั้น ผมยังโกรธไม่หายเลย
ถึงมันจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นและเร้าอารมณ์ก็เถอะ
แต่อารมณ์แบบนั้นที่แลกมาด้วยการทำลายจิตใจตัวเองและคนที่ตัวเองห่วงใย
มีแต่ไอ้คนสารเลวเท่านั้นแหละที่ทำกัน
ซารีเหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เธอเลยหันมายิ้มให้
และสอดมือเข้ามาควงแขนผมไว้ จนตัวเธอแนบชิดไปกับแขน
เธอไม่ได้พูดอะไร แต่จมูกผมได้กลิ่นหื่นกามออกมาจากเธอ
กางเกงในเธอคงเปียกไปแล้วแน่ๆ
พนักงานถือตะเกียงพาลงมาจนถึงด้านล่าง
ซึ่งปกติจะเป็นที่นอนขนาดใหญ่ปูไว้กลางลานกว้าง แต่คราวนี้ไม่มีที่นอน
มีเพียงกรงเหล็กสองกรง
“โห!? มีเปลี่ยนบรรยากาศด้วย ความคิดใครเนี่ย”
“แต่แบบนี้ถูกใจข้าเลย คงมีโซ่ด้วยสินะ
ข้าจะได้ล่ามติดกับกรงแบบพวกทาสซะเลย ฮ่าๆ”
พวกสมาชิกที่เป็นผู้ชายทำท่าชอบใจกันน่าดู แต่พวกสาวๆ นี้สิ
ทำให้บิดเบี้ยวแบบเหมือนได้กลิ่นอะไรเหม็นสุดขีด ถ้าถามว่าอะไรที่เหม็น
ก็คงจิตใจของพวกจัญไรนี้ที่เน่าจนส่งกลิ่นออกมา
“ทางนี้ครับ”
พวกพนักงานเข้ามาประกบเรียงคน และพาไปยังกรงทั้งสอง
“เฮ้ ใช้วิธีอะไรแบ่งกรงเนี่ย”
คำถามนั้นถูกเมิน และถูกตอบด้วยการผลักเข้าไปในกรงแทน
“เฮ้ย! บังอาจมากไปแล้ว!”
แต่พอจะหันมาเอาเรื่อง ประตูกรงก็ถูกปิดและล็อคกุญแจซะแล้ว
คนที่ไม่ได้เข้าไปในกรงก็คือผมกับซารี
และบรรดาพวกภรรยาส่วนพวกที่โดนขังอยู่ในกรง
เริ่มรู้ตัวแล้วว่าโดนหลอกเลยตะโกนเสียงดังโวยวาย แต่อย่างว่าล่ะ
ต่อให้เป็นเสียงกรีดร้องปานใจจะขาด ก็ไม่มีใครได้ยินเด็ดขาด
“เรียบร้อยแล้วครับท่านโรมะ ส่วนตัวแทนที่เตรียมเอาไว้
ก็พร้อมอยู่ที่ทางออกแล้ว”
งานนี้เพื่อไม่ให้มีปัญหาบานปลาย
ผมเลยให้พวกปีศาจที่เก่งเรื่องการปลอมตัว ปลอมเป็นพวกหมูกลายพันธุ์พวกนี้ และเข้าไปส่วมรอยแทน
ส่วนพวกพนักงานก็โดนสับเปลี่ยนเป็นคนของผมหมดแล้ว
การเตรียมการทั้งหมดนี้ก็ได้พวกนี้เป็นคนช่วยทำให้
“พาพวกสาวๆ พวกนี้ไปส่งให้ถึงบ้าน
แล้วอย่าลืมลบความทรงจำพวกเธอด้วย”
“รับทราบครับ”
แต่ก่อนที่พนักงานจะเริ่มต้อนเอาพวกสาวๆ กลับขึ้นไป ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคว้าแขนผมไว้
“คุณจะทำอะไรกับพวกมันเหรอ!”
“…บางสิ่งบางอย่าง ที่น่ากลัวมากๆ เพื่อชดใช้สิ่งที่มันก่อไว้
แต่งานนี้พวกเธอไม่เกี่ยว กลับบ้านไปซะเถอะ
พรุ่งนี้เช้าตื่นมาทุกอย่างก็จะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
พอได้ยินที่ผมบอก เธอก็บีบแขนผมแน่นกว่าเดิม
“ให้ฉันอยู่ด้วยเถอะ ถ้าคุณจะฆ่ามัน หรือทรมานมัน
ฉันอยากจะอยู่ดูด้วย รับรองว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด ไม่สิ
ต่อให้คุณจะฆ่าปิดปากฉันก็ยอม! เพราะมัน…มันขู่ให้ฉันทำเรื่องนี้
ถ้าไม่ทำมันจะจับครอบครัวฉันไป
ฉันต้องทนทุกข์ทรมานเพราะไอ้พวกระยำพวกนี้เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
ฉะนั้นฉันอยากจะเห็นพวกมันตายกับตาย!”
ผมได้ฟังแล้วก็พอจะเข้าใจพวกเธอ เพียงแต่นี้ไม่ใช่การล้างแค้นของผม
เลยหันไปมองซารี
“เอาสิ พวกเธออยู่ดูได้”
งานนี้เลยไม่มีใครยอมกลับเลย สาวๆ
ทั้งยี่สิบคนเดินไปที่กรงและสบถด่าใส่พวกในกรง
ราวกับระเบิดความรู้สึกที่เก็บกดทั้งหมดออกมา ซึ่งมันหยาบคายมาก
แต่บางคำผมก็อดตลกไม่ได้ อย่างคุณผู้หญิง
ท่านหนึ่ง ที่หันไปด่าชายตัวเตี้ยคนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะใช่ผัวของเธอ
“แกไอ้เตี้ย อยากรู้นักใช่ไหมว่าของแกใหญ่ไหม งั้นจะบอกให้
ของแกมันเล็กโคตรเลย! เอาจู๋แกสองอันมาประกบกัน
ยังไม่สนุกเท่าใช้นิ้วก้อยตัวเองตกเบ็ดเลยไอ้เตี้ย!”
คำด่าท่อประเภทนี้เยอะมาก จนผมกลัวว่าจะเป็นงานประชันตลกขึ้นมา
เลยเข้าไปหยุดพวกผู้หญิงเอาไว้ และถอยออกมาดู ส่วนผมมีเก้าอี้ประจำตำแหน่ง
เลยนั่งดูไปด้วยดื่มนํ้าและกินของคบเคี้ยวไปด้วย อารมณ์เหมือนอยู่ในโรงหนังเลย
แต่รับรองหนังเรื่องนี้ไม่สามารถเข้าฉายตามโรงได้แน่
เมื่อได้เวลา ซารีก็เดินเข้าไปยืนระหว่างกรงทั้งสอง
และมองหน้าพวกมัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“พวกแกจำแม่ของฉันได้ไหม”
“แกเป็นใคร ข้ายังจำไม่ได้เลยโว้ย
พวกเรามีเรื่องอะไรบาดหมางกันจนถึงต้องทำแบบนี้!”
“จำฉันไม่ได้สินะ งั้นแบบนี้ล่ะ”
ซารีหยิบผ้าคาดตาขึ้นมาใส่ และมัดผมไว้แบบเดิม ถึงจะต่างจากเดิม
แต่บางคนเริ่มจำได้ขึ้นมาแล้ว
“หัวหน้ากิลนักผจญภัยซารี!”
“ถ้าจำฉันได้ งั้นพวกแกก็คงจำแม่ฉันได้แล้วสินะ”
พวกมันพากันก้มหน้าเงียบ ไม่ใช่จำไม่ได้
แต่เพราะจำได้แต่ไม่กล้าพูดต่างหาก
พวกมันรู้ตัวแล้วว่ากำลังจะโดนล้างแค้นเรื่องอะไร
“เงิน! ข้ามีเงินเยอะแยะเลย ข้าจะยกให้ทั้งหมด
เธอเองก็ต้องการเงินใช่ไหมล่ะ!”
“ใช่ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันต้องการเงิน แต่ตอนนี้ฉันได้ตัวพวกแกแล้ว
เพราะงั้นเงินหรืออำนาจ ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการอีกต่อไป”
“ข ข้าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนั้นด้วยเลยนะ!”
เริ่มมีคนแก้ตัวออกมา แต่ไม่ได้ผลหรอก เพราะทางนี้มีหลักฐานแน่นหนา
ต่อให้จ้างทนายโคตรจัญไรมา ก็ช่วยพวกมันไม่ได้
“อย่าพูดอะไรก็พูดไปเถอะ เพราะฉันรู้ว่าพวกแกทำอะไรมาบ้าง”
ซารีจ้องพวกมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตฆ่าฟัน
พวกมันบางคนกลัวจนฉี่ราดออกมาแล้ว
“แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะเปิดช่องให้พวกแกรอดชีวิต”
ซารีบอกพร้อมกับโยนมีดจำนวนมากเข้าไปในทั้งสองกรง
จากนั้นก็มีพนักงานยกตาชั่งออกมาตั้งไว้ที่หน้ากรงทั้งสอง
“พวกแกชอบประมูลกันใช่ไหม งั้นฉันจะให้พวกแกประมูลกัน
สิ่งที่จะประมูลก็คือโอกาสอยู่รอดของพวกแก
ส่วนของมีค่าที่แกต้องจ่ายก็คือเลือดและเนื้อของพวกแก”
“ว ว่าไงนะ!”
ซารีไม่ได้ฟังเสียงโวยวายและอธิบายต่อ
“เริ่มต้นที่ 20 กิโลกรัม พวกแกใครจะเริ่มประมูลก่อนล่ะ”
ซารีเริ่มจับเวลา
โดยหยิบเอานาฬิกาทรายออกมาตั้งตรงกลางระหว่างตาชั่งทั้งสอง
โดยมันจะมีเวลาให้เพียงแค่ห้านาทีเท่านั้น
พวกในกรงยังไม่มีใครขยับตัวทำอะไร จนผ่านไปสามนาที
ซารีเลยพูดขึ้นมาว่า
“กรณีที่ไม่มีใครเสนอประมูล แปลว่าของชิ้นนี้ไม่มีใครต้องการแล้ว
นั้นเท่ากับพวกแกทุกคนทิ้งชีวิตตัวเองไปด้วย และเชื่อเถอะ พวกแกไม่ได้ตายสบายแน่”
ซารีบอกพร้อมกับโยนห่อผ้าให้คลี่ออกไปบนพื้น
ซึ่งมันล้วนแต่ใส่อุปกรณ์ทรมานด้วยมือแบบต่างๆ เอาไว้
ก่อนจะหมดเวลาหนึ่งนาที ในที่สุดก็เริ่มมีคนเคลื่อนไหว
มันวิ่งไปหยิบมีดขึ้นมา แต่ไม่ได้จะเฉือน
เนื้อตัวเอง แต่มันกลับแท่งเข้าขั้วหัวใจของเพื่อนมันคนหนึ่ง
ก่อนจะรีบแล่ตัดเนื้อส่งผ่านลูกกรงออกไปว่างไว้บนตาชั่งจนครบ 20 กิโลกรัม
คนอื่นที่มองดูอยู่พากันอาเจียนออกมา
และเริ่มด่าทอที่ฆ่าพวกเดียวกันเอง
“หนวกหูน่า! อย่างไงฉันก็ไม่ยอมตายไปพร้อมกับแกแน่!”
เขาร้องด่า พร้อมกับชี้มีดขู่ไปที่คนอื่น
ซารียิ้มอย่าพึ่งพอใจกับภาพที่เห็น
ก่อนจะเดินไปเปลี่ยนนาฬิกาทรายเป็นอันใหม่ และเริ่มจับเวลาอีกครั้ง
“เริ่มเคาะราคาได้!”
ทันใดนั้นในอีกกรงก็เกิดความชุลมุนขึ้นมาทันที
ต่างคนต่างรีบคว้ามีดขึ้นมา และหันไปทางคนใกล้ๆ
ไม่มีใครยอมเฉือนเนื้อตัวเองเลยสักคน
เอาแต่จ้องฆ่าคนอื่นสุดท้ายก็เจ็บตัวกันไปถ้วนหน้า จริงๆ
แล้วตามกฎของสัตว์กินเนื้อ ผู้อ่อนแอจะตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง
แต่บังเอิญในกรงมันเป็นศูนย์รวมของพวกอ่อนแอเนี่ยสิ
คนดวงซวยเลยตายเพราะถูกรุมมากกว่า
แถมพวกมันหั่นร่างของคนดวงซวย แล้วส่งไปขึ้นตาชั่งจนหมด
ทำให้นํ้าหนักประมูลขึ้นไปสูงถึง 89 กิโลกรัมแล้ว
เล่นเอาคนที่อยู่ในอีกกรงพากันหน้าซีด
เพราะถึงเอาชิ้นส่วนที่เหลือของเหยื่อรายแรกไปวาง นํ้าหนักก็ยังสู้ไม่ได้
และยังไม่ทันทีซารีจะเดินไปเปลี่ยนนาฬิกาทราย พวกมันก็เริ่มฆ่ากันเองแล้ว
การต่อสู้ของเดรัจฉานดำเนินต่อไปในรูปแบบนี้ แต่ขณะที่ดูไปด้วย
พวกหญิงสาว ก็คลานสี่เท้ามาหาผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คนดู
และเริ่มงัดเอาดุ้นผมออกมาโดยไม่ถามสักคำ จากนั้นพวกเธอก็พยายามทำเลียนแบบซารี
ด้วยการเลียและพยายามอมมันเข้าไป แต่อย่างไงพวกเธอก็เป็นมือใหม่ แถมเทคนิกการ Blow
job ของซารีนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นเอกอุไปแล้วทำให้ผมรู้สึกเฉยๆ
เลยต้องเปลี่ยนมาทำให้พวกเธอแทน
ผมใช้นิ้วช่วยพวกเธอสองคนพร้อมกัน และส่งเธอไปสวรรค์ในเวลาเพียบพริบตาเดียว
คนที่เหลือต่างตะลึงตาค้าง เพราะสีหน้าคนที่ไปสวรรค์นั้นดูมีความสุขมาก
ต่างจากตอนที่โดนพวกเดรัจฉานในกรงกระทำใส่
พวกเธอเริ่มทนไม่ไหว
และแย่งกันเข้ามาแย่งตำแหน่งเพื่อครอบครองดุ้นหรือมือทั้งสองข้างของ
ผม เสียงกรีดร้องดังขึ้นทุกครั้ง เมื่อมีใครพยายามยัดเอาดุ้นผมเข้าไปในตัว
แต่พอพวกเธอเริ่มชินกันแล้ว ก็เปลี่ยนมาเป็นการแข่งกัน
ว่าใครจะเอาดุ้นของผมเข้าไปได้ลึกกว่า พวกเธอพยายามดันดุ้นผมจนทะลุเข้าไปในมดลูก
แถมยังพยายามดันเข้าไปอีก แต่สีหน้าพวกเธอกลับไม่แสดงความเจ็บปวดอะไรออกมา
แต่เป็นการสุขปนสยิวแบบที่จิตใจเตลิดเปิดเปิงกันไปหมดแล้วแต่ถึงอย่างนั้นสถิติสูงสุดที่พวกเธอทำได้
ก็เพียงยัดดุ้นผมเข้าไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียว
ด้วยสภาพดุ้นของผมที่ไม่มีสกิลมารราคะช่วย
มีแต่ดอเรียเท่านั้นแหละที่ผมใส่เข้าไปสุดลำ และสอยได้สุดแรง
ภาพในตอนนี้ที่มีผู้หญิงนับสิบคนกอดก่ายบนตัวผม
ถ้าเอาหัวแพะมาส่วมบนหัว ผมคงเหมือนจ้าว
ลัทธิซาตานแน่ๆ แต่ภาพที่พวกเธอร่วมเพศกับผมแบบไร้ศีลธรรมนี้
ก็ยังดีกว่าทนนั่งดูพวกหมูกลายพันธุ์ในกรงฆ่ากัน
การทรมานนี้จริงๆ ไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไร
แต่วิธีการเป็นซารีที่เลือกเอง ผมเลยไม่ได้โต้แย้งอะไรไป แต่การทรมานนี้ใช่ว่าจะน่าเบื่อไปจนจบ
เพราะยิ่งคนเหลือน้อยเท่าไร ความสนุกก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น จากตอนแรกที่พอจะแบ่งฝ่ายๆ
หรือเป็นกลุ่มๆ ได้ มาตอนนี้ทุกคนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด
สิ่งที่อยู่ในกรงเลยไม่เหลือความเป็นคนอีกแล้ว
แต่ลอกคราบออกจนกลายเป็นเดรัจฉานเต็มตัว
จนกระทั่งมาถึงจุดไครแม็กซ์ ซึ่งในกรงเหลือเพียงฝังจะคนเท่านั้น
และน่าตกใจจริงๆ ที่เจ้าหมูคางคกมันยังรอดมาได้จนอยู่ในคนสุดท้ายในกรงด้าน
หนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ถูกกรีดเอาเนื้อตรงพุงออกไปเยอะ
จนทั้งเลือดไหลนองออกมา
ส่วนอีกกรงก็ใช่ว่าจะดีเท่าไร มันถึงขั้นตัดแขนของตัวเอง
เพื่อเคาะราคาครั้งสุดท้าย เพราะการตัดแขนทำให้เสียเลือดมาก
และไม่มีแรงจะเฉือนเนื้อตัวเองต่อแล้ว
แต่ปัญหาตกไปอยู่ที่เจ้าหมูคางคก
เพราะการเคาะราคาครั้งนี้ต่อให้มันรวมเอาเศษเนื้อและเลือดบนพื้นทั้งหมดไปวางบนตาชั่งแล้ว
ก็ยังขาดไปกว่า 18 กิโลกรัม เจ้าหมูคางคกหน้าซีดเผือก
สติของมันกํ่ากึ่งระหว่างบ้ากับแหลกสลาย ยิ่งตอนที่ซารีหยิบอุปกรณ์ทรมานขึ้นมา
เจ้าหมูคางคงถึงกับร้องอี๊ดออกมา ขนาดเสียงร้องยังเหมือนหมูเลยแฮะ
จริงๆ แล้วเจ้าหมูคางคกยังมีวิธีชนะอยู่ เพราะมันได้เปรียบเรื่องความอ้วนเนี่ยล่ะ
เพียงแต่เฉือนเนื้อบริเวณหน้าท้องออกมาทั้งหมด ก็สามารถได้เกินกว่า 20
กิโลกรัมซะอีก แต่นั้นคือการต่อสู้กับความเจ็บปวดทรมานอย่างสาหัส
ไม่รวมถึงอาการช็อคจากสภาวะจิตใจอีก
เจ้าหมูคางคกเหมือนจะรู้วิธีรอดของตัวเองเหมือนกัน มันเลยจ่อมีดแล่เนื้อไปที่ท้องตัวเอง
แต่มันก็ค้างอยู่แบบนั้น เพราะไม่กล้าจะขยับไปมากกว่านี้ จนสุดท้ายเวลาก็หมดลง
ซารีไม่รอช้า ให้พนักงานรีบเปิดกรง และตรงเข้าไปลากเจ้าหมูคางคกออกมา
โดยเธอจับมันโยนขึ้นไปบนแท่นหินที่เตรียมไว้ และมัดแขนขามันด้วยโซ่
เจ้าหมูคางคกพยายามดิ้นรนเพื่อหนี แต่ทุกครั้งที่มันทำแบบนั้น
ซารีก็จะเริ่มตัดบางอย่างในร่างกายของ
มันออก เช่นนิ้วเท้า หู จมูก
จนมันได้แต่นอนดิ้นและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
แต่นั้นยังไม่เท่ากับที่ซารีจะทำต่อไป
เธอใช้วิธีที่เรียนรู้ไปจากผม ด้วยการกรอกยาฟื้นฟูขั้นสูงให้ และเริ่มแล่มันอย่างประณีต
โดยเฉพาะส่วนอวัยวะเพศ เธอค่อยๆ ปลอกส่วนหนังออกราวกับปลอกกล้วย
จากก่อนจะทำการชำแหละดุ้นออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ตลอดขั้นตอนนั้นเจ้าหมูคางคกกรีดร้องและสลบไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
แต่ทุกครั้งที่มันสลบซารีก็จะใช้ยาบางอย่างให้มันดม จากนั้นมันก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
ซารีสนุกกับการแล่เจ้าหมูคางคกนั้น
และรักษาชีวิตมันไว้ด้วยยาฟื้นฟูนับสิบๆ ขวด เป็นเวลาหลายชั่วโมง
ขณะที่ผมเองก็สนุกไปกับพวกผู้หญิงเหมือนกัน
“ซารี ใกล้เช้าแล้วนะ”
ผมเตือนเธอขึ้นมา พร้อมกับอ้าปากหาวและขยับตัวผู้หญิงคนสุดท้าย
ที่สลบคาดุ้นผมออกไป ซารีหันมายิ้มให้ผม
ขณะหวดค้อนใส่ลิ่มที่ปักไว้บนท้องของเจ้าหมูคางคก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเสียงร้องอะไรออกมาแล้ว เพราะที่อยู่ตรงนั้น คือร่างเปล่าๆ
ที่จิตใจและวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว
“งั้นกลับกันเลยเถอะค่ะ ฉันเองก็เล่นจนเบื่อแล้ว”
“เอ่อ ไม่ใช่ว่าเธอเล่นซะจนของเล่นพังไปแล้วหรอกเหรอ”
“แหมๆ ก็เป็นของเล่นตัวโปรด เลยต้องแสดงความรักให้มากหน่อยสิคะ”
“เธอเนี่ยนะ นิสัยแย่จริงๆ แล้วจะเอาไงต่อ จะฆ่าเลยไหม”
“ไม่ดีกว่าค่ะ แต่ก็ไม่อยากให้มันกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม
ท่านโรมะมีวิธีอะไรจะนำเสนอไหมคะ”
“อืม งั้นส่งไปอยู่ที่ปราสาทจอมมารล่ะกัน
แผนกวิทยาการยังต้องการวัตถุดิบในการทดลอง ที่ยังสดๆ อยู่ด้วย”
“ฉันอยากจะไปเยี่ยมชมปราสาทจอมมารซะแล้วสิคะ”
“เรื่องสิ”
ใช่แล้วล่ะ ขืนซารีไปเห็นปราสาทจอมมารแล้วเอาข้อมูลไปปล่อย
หรือใช้ในการวางแผนบุกโจมตี
ปราสาทจอมมารก็แย่น่ะสิ
เพราะอย่างไงเธอก็ยังเป็นหัวหน้ากิลนักผจญภัยอยู่
“ล้อเล่นน่ะคะ”
ซารีอมยิ้ม ขณะนั้น คนที่รอดชีวิตก็รีบร้องขึ้นมาเหมือนคนเสียสติ
“ฉันชนะ ฉันคือผู้รอดชีวิต รีบๆ ปล่อยฉันออกไป!”
น่าแปลกที่เขายังรอดชีวิตอยู่ หลังจากที่เสียเลือดไปมากขนาดนั้น
แต่ผมกับซารีหาได้สนใจเสียงนั้นแม้แต่น้อย
และหันไปบอกกับพวกพนักงานให้จัดการนำตัวผู้หญิงกลับออกไป พร้อมกับลบความทรงจำด้วย
จนเหมือนพวกผมกลับออกมา
และทิ้งผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวไว้ในกรงใต้ดิน ที่ทางเข้าออกถูกปิดตาย
มันถึงได้รู้ตัว
ว่าซารีบอกจะให้โอกาสในการรอดชีวิต แต่ไม่ได้บอกว่าจะปล่อยมันออกไป
สุดท้ายเขาก็ต้องอดตายอย่างสุดทรมานในกรงนี้
การล้างแค้นของซารีจบลงแล้ว สิ่งที่ค้างคามาหลายสิบปี
ได้ถูกจัดการแก้ไขจนหมดแล้ว สีหน้าซารีดูผ่อนคลายแต่ก็ดูไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา
“ฉันเตือนแล้วนะ ว่าการแก้แค้นน่ะ มันทำให้สบายใจก็จริง แต่หลังจากนั้นมันจะทำให้เธอสูญเสียเป้าหมายในชีวิตไป”
“ค่ะ ฉันเข้าใจ และก็ได้ตัดสินใจเลือกทางนี้ไว้แล้ว
จากนี้ไปขอฝากชีวิตที่เหลือไว้กับท่านโรมะแล้วนะคะ”
“อย่าคาดหวังอะไรให้มากนักเลย”
“ไม่หรอกค่ะ
ฉันเองก็จะพยายามด้วย…งั้นฉันขอเริ่มจากการกู้ความเชื่อใจกับมาจากท่านโรมะก่อน”
ว่าแล้วซารีก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาให้ผม
แต่กวาดตามองผมก็รู้ทันทีว่ามันคือสัญญาทาส
“ท่านโรมะจะเชื่อใจพวกทาสใช่ไหมล่ะคะ
เพราะถ้าเป็นทาสก็จะไม่มีทางทรยศเด็ดขาด ฉะนั้นฉันจะขอเป็นทาสของท่านโรมะ
เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าจากนี้ไปฉันจะไม่มีวันทรยศท่านอีกแล้ว”
“…งี่เง่า”
ผมทำลายสัญญาทาสทิ้งทันที ทำเอาซารีตกใจขึ้นมา
“ท ทำไมล่ะคะ”
“การเป็นทาสน่ะไม่ใช่สิ่งที่แสดงถึงความเชื่อใจ
เอาเข้าจริงมีอีกหลายวิธีที่จะใช้บิดเบี้ยวเพื่อให้ทาสหักหลังเจ้านายได้
ที่ฉันเชื่อใจพวกฟรานและทาสคนอื่นๆ เพราะฉันสร้างพื้นฐานความเชื่อของพวกนั้นมาด้วยมือตัวเอง(หรือด้วยอาหาร)
เพราะงั้นถึงเธอจะเป็นทาส ฉันก็ไม่มีความเชื่อใจให้หรอก ที่สำคัญถ้าเธอเป็นทาส
ประโยชน์ที่เธอมีก็จะหมดไป เพราะหัวหน้ากิลนักผจญภัยที่กลายเป็นทาสของเผ่าปีศาจ
มันจะมีใครให้ความเชื่อถืออีก และประโยชน์ของเธอที่ฉันสามารถเอามาใช้งานได้
ก็คือตำแหน่งหัวหน้ากิลเท่านั้น”
พอได้ฟังที่ผมบอก ซารีก็ก้มหน้าลงและสิ้นหวัง
พร้อมกับหลั่งนํ้าตาออกมา
“…เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะตั้งใจทำงานเพื่อท่านโรมะ”
“เพราะอย่างนั้นฉันถึงบอกว่าเธองี่เง่าไง
เหตุที่ฉันยอมอภัยให้กับการทรยศของเธอ ไม่ใช่เพราะเพียงว่ายังใช้ประโยชน์จากเธอได้
แต่ฉันนับถือในความตั้งใจจริงของเธอ ในการยึดมั่นแนวทางของกิลนักผจญภัยเอาไว้ได้
เพราะเป็นเธอกิลนักผจญภัยถึงยังไม่โดนกลืนเข้าไปเป็นของพวกขุนนาง
หรือตกอยู่ใต้อำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง
เธอจะมาทิ้งสิ่งเดียวที่ยังทำให้ฉันศรัทธาในตัวเธอไปเหรอ
แล้วก็…ฉันไม่ได้พูดว่าจะไม่มีวันเชื่อใจเธอสักหน่อย
ความเชื่อใจมันต้องอาศัยเวลาในการค่อยๆ สร้างขึ้นมาไม่ใช่หรือไง”
สุดท้ายแล้ว ผมก็ใจอ่อนให้กับซารี
แต่อย่างน้อยผมก็ไม่ได้โกหกตัวเอง
ซารีเว้นช่วยเพื่อขบคิดคำพูดของผม จนเมื่อเธอเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว
เลยเงยหน้ากลับขึ้นมา
เธอเช็ดนํ้าตาออกไปและแสดงสีหน้าที่อ่านยากเหมือนครั้งแรกที่ผมเจอเธอ
“เข้าใจแล้วค่ะ
ฉันรู้แล้วว่าจากนี้ไปควรจะเดินหน้าไปในทิศทางไหนดี”
“คิดได้แบบนั้นก็ดี งั้นกลับกันเถอะ ป่านี้พวกสาวๆ
คงตื่นมารอกินข้าวเช้ากันแล้ว”
ซารีพยักหน้าให้ แต่แววตาที่เธอใช้มองผม
มันแฝงไว้ด้วยความเสน่หาอย่างชัดเจน
ซึ่งมันเป็นแววตาที่แสดงความมุ่งมั่นซะจนผมขนลุก
จากนี้ไปผมคงต้องระวังเวลาต้องอยู่กับซารีตามลำพังซะแล้ว
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น