ตอนที 137 ผู้กระทำผิดที่แท้จริง

ตอนที 137 ผู้กระทำผิดที่แท้จริง
วันนี้เป็นวันที่จะได้ย้ายกลับไปอยู่คฤหาสน์สักที แต่พอมาถึงพวกผมก็อ้างปากค้าง เพราะว่ามันถูกสร้างขึ้นใหม่แบบอลังการยิ่งกว่าเดิม เรื่องกำแพงยังดีที่ไม่มีการต่อเติมเท่าไร เพราะพวกทีมมอนสเตอร์ผมสั่งย้ายไปช่วยซ่อมกำแพงเมืองแล้ว โดยให้นักผจญภัยส่วนหนึ่ง มาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้
การให้นักผจญภัยที่ปกติเคยได้แต่ล่ามอนสเตอร์ ให้ปกป้องมอนสเตอร์แทน ทำเอาหลายคนคันไม้คันมือเหมือนกัน แต่นักผจญภัยถือว่าเป็นมืออาชีพ ถ้ารับงานอะไรมาแล้ว ไม่เกี่ยงว่าเนื้อหางานจะเป็นอย่างไง แต่พวกเขาจะทำมันอย่างดีที่สุด
วันแรกๆ มีปัญหาเหมือนกัน ในการที่มีมอนสเตอร์จำนวนมากโผล่ออกมา มันทำให้ชาวเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัว จนไม่กล้าออกมาจากบ้าน แต่พอเวลาที่พวกสาวๆ ว่างจากงาน ก็จะไปเล่นพวกมอนสเตอร์ ทำให้คนอื่นที่เห็นด้านที่น่ารักของพวกมอนสเตอร์ และเข้ามาใกล้พวกมันทีละนิด
แต่ตอนนี้พวกเด็กๆ ติดมอนสเตอร์ จนต้องให้พวกนักผจญภัยกันพวกเด็กๆ ออกไปแทน ไม่งั้นพวกมอนสเตอร์ก็จะเอาแต่เล่นไม่ยอมทำงานกัน นอกจากนี้
ชาวบ้านยังนำเอาอาหารมาให้กับมอนสเตอร์อีก เป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ
ทว่าไม่ใช่มอนสเตอร์ทุกตัวที่จะเป็นแบบนี้ ผมเลยต้องเตือนทุกคนอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความประมาทและเข้าใกล้มอนสเตอร์ที่ไม่รู้จักแบบไม่ระวังตัว
ส่วนในพื้นที่สวนตอนนี้ มีรูปปั้นมากมายตั้งเอาไว้ ซึ่งมันไม่ใช่รูปปั้นปกติ แต่จริงๆ แล้วมันคือกับดักประเภทหนึ่ง เจ้าหญิงโชให้ลูกน้องขนออกมาจากดันเจี้ยนนํ้าตก ซึ่งปกติกับดักพวกนี้จะอยู่ในชั้นลึกๆ มันจะทำงานเมื่อมีผู้บุกรุกเข้าใกล้ โดยการโจมตีสามรูปแบบ อย่างแรกปล่อยแสงทำให้ศัตรูเป็นหิน อย่างที่สองส่งเสียงกรีดร้องทำให้ศัตรูเป็นอัมพาต อย่างที่สามกลายร่างเป็นมอนสเตอร์ออกมาสู้โดยตรง
ด้วยกับดักนี้ทำให้การป้องกันส่วนในแข็งแกร่งขึ้นมามาก ซํ้ากับพวกระบบป้องกันไฟไหม้ หรือระบบต่อต้านผู้บุกรุกจากในตัวคฤหาสน์อีก ทำให้หมดห่วงเรื่องความปอลดภัยกระทั่งตอนที่ไม่มีคนอยู่บ้าน
คฤหาสน์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ สูงถึงห้าชั้นและกว้างกว่าเดิมเกือบห้าเท่า มีคอคอยสูงอยู่ทั้งสี่มุม วังมังกรเองก็ถูกสร้างใหม่จนมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน
น่าสงสารพวกลูกน้องของเจ้าหญิงโช ถูกใช้แรงงานสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตขนาดนี้ด้วยเวลาจำกัด คงเหนื่อยแทบตาย เพราะพอสร้างเสร็จแล้วก็หายตัวกันไปเลย เหลือแต่พวกเพนกวินที่ทำหน้าที่เหมือนคนรับใช้ส่วนตัว
ทว่าช่วงนี้ในเขตวังมังกร จะกลายเป็นพื้นที่ต้องห้าม เพราะท้องของเจ้าหญิงโชเริ่มโตแล้ว มันอยู่ใช่
วงอันตราย เจ้าหญิงโชเลยต้องงดการมีเช็กส์ และเก็บตัวอยู่ในสภาพกึ่งจำศีล ระหว่างนี้เธอจะดุร้ายมาก จึงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมังกร
มีเพนกวินตัวหนึ่งเล่าให้ฟัง ว่าปกติมังกรเพศเมียจะเผาหรือทำลายพื้นที่รัศมี 100 กิโลเมตร เพื่อสร้างรังออกลูกโดยไม่ให้ถูกรบกวน ฉะนั้นของเจ้าหญิงโชนี้คือควบคุมตัวเองได้มากแล้ว
แต่เพื่อป้องกันอันตราย บางวันก็จะมีมังกรแปลกหน้ามาบินโฉบดูรอบๆ พื้นที่เหมือนกัน เหมือนมาตรวจความเรียบร้อย เพราะการคลอดมังกรสายเลือดราชัน ถือเป็นเรื่องใหญ่ของเผ่ามังกร ขนาดดราเกียพอทราบข่าวแล้ว ก็ยังออกมาจากดันเจี้ยนเพื่อมาแสดงความยินดีด้วย
แต่ดราเกียเป็นเผ่ามังกรที่สวามิภักดิ์ให้กับเผ่าปีศาจ พวกมังกรทั่วไปเลยจะไม่ค่อยนับญาติด้วย แต่ก็ไม่ได้ขับไสไล่ส่งหรือแสดงความเป็นศัตรูต่อกัน เพราะมังกรจะให้ความสำคัญกับสายเลือดมาก่อนเป็นอันดับแรก ตราบใดที่เป็นมังกรเหมือนกัน ต่อให้ยืนอยู่คนละฝ่าย พวกเขาก็จะไม่โจมตีกันเองโดยเด็ดขาด
เพราะจริงๆ ที่ดราเกียหรือมังกรตัวอื่นๆ ที่ยอมมาสวามิภักดิ์กับเผ่าปีศาจ เพราะต้องการสร้างความแน่ใจ ว่าเผ่ามังกรจะไม่ถูกทำให้สูญพันธุ์ ถ้าเอาตามแนวความคิด มังกรทุกตัวล้วนคิดเหมือนกัน เพียงแต่วิธีการต่างกันเท่านั้น ฉะนั้นพวกเขาจึงเข้าอกเข้าใจกันและไม่รู้สึกมีความเป็นศัตรูกันให้เห็นเลย ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของเผ่ามังกร ผมยิ่งรู้สึกประทับใจ
ตอนนี้ผมย้ายที่ทำงานมาไว้ที่คฤหาสน์ ถึงจะทำให้คนที่จะมาติดต่อเดินทางไกลกันหน่อย แต่มันได้เรื่องความปลอดภัย และเรื่องความสะดวก เพราะที่จวนเจ้าเมืองมีพื้นที่จำกัด ห้องรับรองเลยมีน้อย ใช้คุยธุรกิจไม่สะดวก
แต่ถ้าเป็นที่คฤหาสน์จะรับรองแขกได้อย่างเต็มที่ ซํ้าถ้าเดินทางมาจากต่างเมืองและต้องพักค้างแรม ก็จะมีพักให้พร้อมในตัว
ส่วนจวนเจ้าเมือง ผมดัดแปลงให้กลายเป็นสำนักงาน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาติดต่อ หรือแจ้งปัญหาต่อข้าราชการโดยตรง
ด้านธนาคารก็ไปได้สวย ผมกว้านซื้อพวกธุรกิจที่ไปไม่รอด มาจากกิลต่างๆ และโยนแผลการพัฒนาไปให้ ส่วนบางแห่ง ผมให้ย้ายไปเริ่มธุรกิจที่เมือง
อื่นแทน เพราะธุรกิจบางอย่างไม่เหมาะกับที่กรอซ่า อย่างพวกอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เพราะแร่ที่ได้จากดันเจี้ยนคุ้มค่ากว่า แต่ใช่ว่าแร่ทุกอย่างจะหาได้จากดันเจี้ยน แถมผมมีข้อมูลสายแร่ต่างๆ จากบันทึกเก่าของเผ่าปีศาจ ทำให้รู้แหล่งที่จะให้พวกอุตสาหกรรมไปตั้งฐานได้
ยิ่งพอให้บริการไป คนยิ่งเห็นถึงความสะดวกและปลอดภัยของระบบธนาคาร เลยแหกันเอาเงินมาฝาก ธนาคารจึงมีเงินทุนให้ใช้แบบไม่มีวันหมด
แต่เมยอาก็มีมาบ่นๆ ผมเหมือนกัน ว่าผมทำให้บัญชีเป็นตัวแดง เพราะมีแต่ใช้เงินออก แต่รายได้ยังแทบไม่มี แต่เมยอาเข้าใจดีว่า สภาพตัวแดงจะหมดไปในไม่กี่เดือน เพราะผิวเผินเหมือนผมใช้เงินอย่างบ้าระหํ่า แต่เพราะผมพัฒนาทุกส่วนพร้อมกัน และเป็นการเร่ง
พัฒนาแบบระยะยาวโดยให้เห็นผลในระยะสั้น ไม่แปลกเลยที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก
แถมเงินที่ลงไปก็เป็นเงินของตัวเอง ถึงผิดพลาดไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ ก็แค่เสียเงินฟรี แต่ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร มันเหมือนกู้เงินตัวเองดอกเบี้ยก็เลยไม่มี ไว้ทุกอย่างสร้างเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นผมก็จะได้เงินที่ลงทุนไปกลับคืนมาเอง
ส่วนแรงต้านจากประชาชน…เป็นศูนย์ คนในกรอซ่าไม่สนใจเรื่องการเปลี่ยนตัวเจ้าเมือง หรือเจ้าเมืองคนใหม่เป็นเผ่าปีศาจเลย เพราะการมาของผมไม่ได้ไปกระทบวิถีชีวิตเดิมของพวกเขา แต่กลับยิ่งพัฒนาให้มันดีขึ้น
การที่ผมเข้าควบคุมกิลอยู่เบื้องหลัง ทำให้ตลาดบนดินมีการแข่งขันที่เปิดกว้างมากขึ้น ประชาชน
เริ่มหันมาประกอบธุรกิจกันเป็นจำนวนมาก เพราะไม่ต้องห่วงว่าจะไปเหยียบเท้าเจ้าถิ่น ซํ้ายังสามารถกู้เงินจากธนาคารพร้อมกับคำแนะนำแบบสำเร็จรูปให้อีก
เมืองกรอซ่าเลยกลับมาอยู่ในสภาพคึกคักยิ่งกว่าที่ผ่านๆ มา ราวกับมีงานเทศกาลอยู่ทุกวัน
ส่วนจุดที่เคยเป็นสลัม ผมเผามันทิ้งอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ และได้สร้างให้มันเป็นพื้นที่อาคารที่ชุดแบบคอนโด และปล่อยสิทธิ ในการเช่าอยู่ให้กับคนที่อยู่ในสลัมก่อน ระหว่างที่ก่อสร้างก็ให้พักอยู่ในค่ายพักไปก่อน ถึงจะแออัดไปหน่อย แต่สภาพดีกว่าตอนอยู่สลัมแน่นอน
ระหว่างนี้ชาวสลัมก็สามารถทำงานเก็บเงินไปในตัว เพราะงานก่อสร้างผมให้ทำอีกมาก จนสามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้
แต่ผมยังมีตัวเลือกอีกอย่างให้กับชาวสลัม เพราะผมกับซารีช่วยกันเปิดโรงเรียนสอนนักผจญภัยขึ้นมา จากข้อมูลของซารี ทำให้รู้ว่านักผจยภัยนั้นยังขาดแคลนอยู่ ถ้าเทียบกับจำนวนดันเจี้ยนที่ค้นพบในตอนนี้ ดันเจี้ยนบางแห่งถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะนักผจญภัยมีไม่พอ อย่างที่เมืองวิลเฟนเฮเป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวสลัมสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนสอนนักผจญภัย ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร เพียงแต่หลังจบมาแล้ว ในช่วง 2 ปีแรก รายได้ 20% จะถูกหักออกมาเข้ากิล ถือเป็นการจ่ายค่าเรียนย้อนหลัง
ไม่เพียงแต่ชาวสลัม แม้แต่นักผจญภัยบางคนยังขอเข้าเรียนด้วย เพราะหลักสูตรที่สอน ล้วนแต่เป็นวิชาที่ใช้เอาตัวรอดในดันเจี้ยนและวิธีสู้กับมอนสเตอร์
แบบต่างๆ ซึ่งนักผจญภัยบางคน ยังไม่ทราบเรื่องพวกนี้เลยด้วยซํ้า
ยังไม่หมดแค่นั้น แต่ผมยังให้เปิดรับสมัครทหารประจำการด้วย ชาวสลัมและบรรดาคนวางงาน เลยมีตัวเลือกมากมายในเมืองกรอซ่าในตอนนี้
นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายคุ้มครองทาส โดยที่ระบุไว้ว่าถ้ามีทาสเสียชีวิตที่ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ เช่น อดตาย ถูกทำร้ายถึงตาย หรือป่วยตาย เจ้าของจะมีความผิด จุดนี้คือเส้นตรงกลางที่ทางผมและทางผู้ประกอบการค้าทาสคุยกันไว้ คือ ผมช่วยได้มากสุดเท่านี้ และทางนั้นก็ยอมได้มากสุดเท่านี้เหมือนกัน
แต่ในตัวกฎหมายยังมีกฎอีกข้อหนึ่ง ว่าทาสที่เจ้าของทาสส่งมาเป็นทหารประจำการ จะได้รับการยกเว้นภาษี นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงของทาสจะ
กลายเป็นของเจ้านายทั้งหมด แต่ถ้าทาสคนใด เป็นทหารประจำการครบ 10 ปี ทาสคนนั้นก็จะได้รับอิสรภาพทันทีและเพื่อให้เจ้านายยอมปล่อยทาสมาเป็นทหาร ผมเลยเพิ่มภาษีทาสให้แพงขึ้นอีกเท่าตัว
และกฎของนี้ยังถูกบังคับใช้ ว่าต้องให้ทาสทุกคนรับรู้ ถ้าทาสใต้ปกครองของคนใดไม่รู้ ความผิดจะตกอยู่กับผู้เป็นนาย
แต่งานนี้ถือว่าทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่มีใครค้านและสร้างปัญหาขึ้นมา
เพราะเจ้าของทาสก็จะได้เงินมาโดยไม่ต้องทำอะไร เหมือนปล่อยให้ทาสทำงานให้แทน ไม่ต้องรับภาระเรื่องภาษีอีก ส่วนทาสก็จะมีความหวัง เพราะเป็นทหารแค่สิบปีก็เป็นอิสระแล้ว ถึงแม้จะโดนฝึกหนักและต้องทำงานเสี่ยงชีวิต แต่ดีกว่าถูกใช้อย่างทารุณ ยิ่ง
พ่อค้าทาสนี้ยิ้มหวานเลย เพราะด้วยกฎหมายนี้ ทำให้ความต้องการทาสเพิ่มขึ้น รายได้พวกเขาเลยเพิ่มขึ้นตามมาด้วย
เท่านี้ผมก็แก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนทหาร ปัญหาเรื่องทาส ปัญหาเรื่องพ่อค้าทาส ไปพร้อมกันได้ในระดับหนึ่งแล้ว
เมื่อผมสะสางงานทุกอย่างจนเสร็จแล้ว วันทำงานของผมก็ลดลง ที่เหลือก็จะไปหนักที่อาเดไลท์และเมยอาแล้ว อารมณ์ประมาณผมเป็นคนกำหนดและสร้างแนวทางไว้ ส่วนอาเดไลท์คือคนที่จะเข้าไปบริหารต่อ และเมยอาจะทำหน้าที่จัดการ
แต่ในวันที่ทุกคนย้ายกลับมาอยู่ที่คฤหาสน์ วันนี้ถือเป็นวันหยุด เพราะทุกคนต่างต้องการจะมาอยู่
พร้อมหน้ากัน เสียเพียงแต่มีแขกคนหนึ่งที่ทำให้พวกสาวๆ พากันทำหน้าหงุดหงิดไปตามกัน
“ท่านโรมะคะ ฉันไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม ว่าท่านเป็นคนพายัยนี้เข้ามา”
มิรินชี้ไปที่ซารี ที่นั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้รับแขก
“ไม่หรอก ผมเป็นคนชวนเธอมาเอง และจากนี้ไปซารีจะมาอยู่ที่นี้ด้วย”
พอได้ยินที่ผมบอก หลายคนทำท่าจะลุกขึ้นมาคาน แต่ถูกสายตาห้ามปรามจากคนที่เหลือ เพราะพวกเธอเชื่อในการตัดสินใจของผม
“ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากความไม่เข้าใจกัน ผมเลยอยากจะให้ซารีมาเห็นกับตาและมาสัมผัสด้วย
ตัวเอง ถ้าทำแบบนี้แล้วยังคงไม่เข้าใจกัน ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไงแล้วล่ะ”
“แล้วถ้าเกิดยัยนี้เล่นไม่ซื่อขึ้นมาอีกละคะนายท่าน”
ฟรานถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารไปทางซารี
“ก็ปล่อยให้เธอทำไปสิ ผมไม่ใช่คนที่จะพลาดแบบเดิมซํ้าสองได้หรอกนะ แต่ผมว่าซารีไม่กล้าทำอีกแล้วล่ะ ใช่ไหม ซารี”
ผมหันไปยิ้มถามซารี แต่เป็นรอยยิ้มแบบที่มีนัย ซารีเลยยิ้มแห้งๆ ตอบ
“ฉันยังจะทำอะไรได้อีกล่ะ ถ้าทำอันตรายท่านโรมะ มีหวังเจ้าหญิงโชออกมาทำให้กรอซ่าหายไป
แน่ จะไปยั่วโมโหยังไม่กล้าเลย ไม่งั้นเดี๋ยวโดนคำสาปจากเทพแบบคราวก่อนอีก ผู้ให้การสนับสนุนท่านโรมะแต่ละคนน่ากลัวเกินไป ที่สำคัญฉันไม่อยากเจอจุดจบแบบเดียวกับสภาใต้ดินหรอกนะ”
ซารีบอกออกมา แต่ผมยังเห็นว่าลึกๆ ในใจเธอ ยังมีการต่อต้านผมอยู่ เลยต้องพูดเรื่องสำคัญออกไป
“…ซารี แม่ของเธอ…ถูกเผ่าปีศาจฆ่าสินะ”
“!!!”
ซารีทำหน้าตกใจออกมา แปลว่าที่ผมเดาถูกต้อง จริงๆ เรื่องนี้ซารีไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน เลยถือเป็นความลับ แต่ผมว่าเดาได้ไม่ยากหรอก เพราะแม่ของซารีคือผู้กล้า แล้วผู้กล้าก็ต้องหํ้าหั่นกับเผ่าปีศาจ ฉะนั้นจึงมีโอกาสสูงที่จะออกมาในรูปแบบนี้
“เพราะงั้นเธอจึงเกลียดเผ่าปีศาจมาก จนไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันได้”
“…ในเมื่อรู้แล้ว ฉันก็จะปิดบังล่ะนะ”
จากนั้นซารีก็เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง ตั้งแต่เด็กเธอชื่นชมแม่ของเธอเป็นอย่างมาก แม่ของซารีเป็นคนเก่งรอบด้าน ทั้งยังเป็นคนสวยและมีจิตใจงดงาม ส่วนพ่อของเธอก็เป็นหัวหน้ากิลนักผจญภัยที่มีแต่คนนับถือ จนสร้างยุคทองของนักผจญภัยขึ้นมา
จนมาวันหนึ่ง มีข่าวเรื่องการตั้งฐานของเผ่าปีศาจในเขตใกล้กับเมือง และคอยหลอกล่อผู้คนให้เข้ากับเผ่าปีศาจ แม่ของซารีเลยนำกำลังนักผจญภัยบุกไปทำลายฐานที่ว่า แต่แล้วแม่ของซารีกับนักผจญภัยทั้งหมดกลับขาดการติดต่อไปเลย ฐานที่ว่าก็หายไปด้วย
พ่อของซารีทุ่มเททุกอย่างทั้งหมด เพื่อออกตามหาภารยาและนักผจญภัยที่หายไป จนเมื่อได้ทราบข่าวฐานที่ตั้งนั้นปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เลยรีบรุดไปช่วยเหลือ แต่ภาพที่เห็นได้ทำให้เขาและซารีหัวใจสลาย
เพราะที่เห็นอยู่ท่ามกลางคลื่นเนื้อมนุษย์ คือผู้หญิงที่กระทำตัวดุจโสเภณี เสพสมกับชายไม่เลือกหน้าการแสดงออกยิ่งกว่าสัตว์ป่า จิตใจของเธอถูกทำลายไปจนสิ้นแล้ว
ดูเหมือนว่าเผ่าปีศาจจะใช้ยากล่อมประสาท โชคดีที่พ่อของซารีเตรียมตัวมาพร้อม เลยไม่พลาดท่าถูกยากล่อมประสาท จากนั้นก็เกิดการต่อสู้ขึ้น ด้วยการล้างสมอง ทำให้แม่ของซารีจับดาบขึ้นมาใส่พวกเธอ ในทีแรกพวกเธอคิดจะจับตัวโดยไม่ให้บาดเจ็บ แต่
ฝีมือของแม่ซารีนั้นอยู่ในระดับผู้กล้าที่มีฝีมือสูง ต่อให้ใช้คนจำนวนมากก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ
แต่พอสู้ๆ กันไป ฝ่ายนักผจญภัยเริ่มได้เปรียบ เพราะขนกันมาเพิ่มไม่หยุด ตอนนั้นเองที่เผ่าปีศาจเริ่มทำการเรียกมอนสเตอร์ออกมา
เหตุการณ์เลยชุลมุนมาก ซารีเองก็ถูกมอนสเตอร์ทำลายดวงตาไปข้างหนึ่งจากเหตุการณ์นี้ และพอทุกอย่างจบลง สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือซากศพของผู้อันเป็นที่รักของเธอ แม่ของซารีถูกฆ่าในสภาพร่างกายฉีกขาดเป็นชิ้นๆ หัวใจของเธอเองก็ถูกฉีกไปในตอนนั้นด้วยเหมือนกัน
และหลังจากจัดงานศพให้กับแม่ของเธอได้ไม่นาน พ่อของเธอซารีก็ผูกคอตายเพราะทนความเสียใจไม่ได้ ซารีเองโทษความผิดทุกอย่างไปที่เผ่าปีศาจ และสาบาน
ว่าจะจองล้างจองพลาญเผ่าปีศาจไปตลอดกาล นั้นเลยทำให้เธอตั้งใจบริหารกิลนักผจญภัยให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะลำพังเธอคนเดียวทำอะไรเผ่าปีศาจไม่ได้แน่ แต่การคงอยู่ของกิลผจญภัยคือเสี้ยนหนามที่จะขวางทางเผ่าปีศาจไปนานเท่านาน
พอได้ฟังเรื่องราวของซารีแล้ว ผมก็รู้สึกเห็นใจเธอ ถ้าเป็นผมก็คงทำแบบเดียวกับเธอ แต่เรื่องเห็นใจก็ส่วนเห็นใจ ส่วนเรื่องที่เธอเคยทำร้ายผมนั้นใช่จะลบล้างได้ พวกสาวๆ เลยยังไม่เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อซารี ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาจากความว่างเปล่า
“ขออภัยค่ะ แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับเผ่าปีศาจ ฉะนั้นฉันจึงต้องขอสอดแทรกการพูดคุยครั้งนี้แล้ว”
พอกล่าวจบ มุเอมะก็ปรากฏตัวขึ้นมากลางวง
“พี่สาว!”
ฟรานลุกขึ้นไปกอดมุเอมะทันที ท่าทางจะถูกซะตากันมาก มุเอมะยิ้มพร้อมกับลูบหัวฟรานก่อนจะหันไปทางซารี
ทางซารีรู้ว่ามุเอมะคือใคร เธอเลยสั่นขึ้นมาและตั้งท่าจะสู้ แต่มุเอมะหาได้สนใจท่าทางของซารี เพราะถึงอีกฝ่ายโจมตีเข้ามาก็สร้างกระทั่งลอยข่วนให้กับเธอไม่ได้
“เหตุการณ์ที่เธอเล่ามา ฉันจำได้เป็นอย่างดี มันถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของเผ่าปีศาจด้วย เพียงแต่…เรื่องราวมันไม่เหมือนกับที่เธอเล่ามาเลย”
“ว่าไงนะ!”
“ซารี ใจเย็นก่อน”
ผมอยากฟังที่มุเอมะจะเล่า เพราะเธอคือคนที่ผมเชื่อใจมากที่สุด และเธอจะไม่โกหกผมแน่ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม
“เผ่าปีศาจที่เธอว่านั้น ไม่ใช่พวกเราค่ะ แต่เป็นมนุษย์ที่ตั้งลัทธินอกรีต โดยใช้ชื่อของเผ่าปีศาจไปกล่าวอ้าง”
“ไม่จริง!”
“ค่ะ พูดปากเปล่าไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว ฉันเลยนำหลักฐานมาด้วย”
หลักฐานที่มุเอมะนำมา คือภาพที่บันทึกด้วยเวทมนต์ที่แอบถ่ายมา มันฉายภาพกิจกรรมของลัทธิ
ที่ว่า ซึ่งสามารถเรียกได้เต็มปากว่ามันคือ สวิงกิ้งหมู่ ในภาพนั้นยังมีแม่ของซารีอยู่ด้วย ซารีจึงเบี่ยงหน้าหลบเป็นระยะ
จากนั้นคนที่บันทึกภาพ เคลื่อนย้ายตัวเองไปที่อีกห้องหนึ่ง เพื่อแอบฟังการสนทนาของหัวหน้าลัทธิ เนื้อหาของการสนทนาบ่งบอกชัดเจนถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของพวกมัน
ซึ่งทั้งหมดเป็นการจัดฉาก
ข่าวที่ปล่อยออกไปเป็นเพราะพวกมันเอง โดยใช้คนของตัวเองที่เป็นนักผจญภัย ในการให้ข้อมูลผิดๆ ทำให้แม่ของซารีมาบุกที่นี้แบบไม่ทันระวังตัว จึงถูกยากล่อมประสาทและทำการล้างสมองไป ทั้งหมดก็เพื่อจะได้สมาชิกที่มีความสามารถในการต่อสู้ระดับสูงอย่างผู้กล้ามาใช้งาน
พอได้หลักฐานชัดเจนแล้ว มุเอมะเลยเตรียมพร้อมบุกถล่มพวกมัน ที่บังอาจใส่ร้ายเผ่าปีศาจ ซึ่งในช่วงนั้นมีกลุ่มแบบนี้ขึ้นมาเยอะแยะไปหมด มุเอมะเลยต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
แต่โชคไม่ดี จังหวะที่บุกก็เป็นจังหวะเดียวกับที่กิลนักผจญภัยก็บุกมาพอดี มันเลยกลายเป็นศึกสามฝ่ายที่อัดกันมั่ว เพราะตอนนั้นเผ่าปีศาจยังไม่สามารถสื่อสารกับมนุษย์รู้เรื่อง แต่เป็นความจริงที่ว่าสุดท้ายแล้ว แม่ของซารีถูกสังหารด้วยมือของคนจากเผ่าปีศาจ
มุเอมะถอนหายใจก่อนจะหยิบขวดยาออกมา และส่งให้กับซารี
“นี้คือยากล่อมประสาทที่พวกมันใช้ในตอนนั้น ซึ่งผลของมันรุนแรงมาก ถ้าใช้ควบคู่กับการล้าง
สมอง มันจะถึงขั้นทำลายหรือปรับเปลี่ยนความทรงจำไปแบบถาวร…คนที่ถูกล้างสมองจะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก นั้นคือเหตุผลที่ฉันสั่งฆ่าทุกคนในที่นั้น เธอสามารถนำยานี้ไปตรวจสอบเพื่อยืนยันสิ่งที่ฉันพูดได้”
ซารีรับยาไปในสภาพมือสั่น เธอคงช็อคมากจนพูดอะไรไม่ออก
“ซารี ผมเตรียมห้องไว้ให้แล้ว ไปพักก่อนเถอะ”
ผมคิดว่าควรจะให้เวลากับซารีในการคิดทบทวนดู แต่เธอกลับส่ายหน้า และมองไปที่มุเอมะ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ จัดการพวกมันได้หมดหรือเปล่า”
“…ไม่ เพราะมีนักผจญภัยขวางทางอยู่ ทำไมพวกฉันเองก็สูญเสียไปพอสมควร จึงสั่งให้ถอนกำลังออกมาก่อน แต่หลังจากนั้นลัทธินี้ก็หายไป ในเมื่อไม่เกี่ยวของกับเผ่าปีศาจอีกแล้ว ฉันจึงไม่ได้ติดตามพวกมันไปต่อ”
“พวกมันยังอยู่!”
ซารีบีบขวดยาไว้แน่นด้วยความโกรธ จังหวะนั้นมุเอมะหันมาสบตากับผม ซึ่งผมพอจะเดาได้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ จึงพยักหน้าตอบ
“ด้วยศักยภาพของเผ่าปีศาจในตอนนี้ ถ้าจะหาตัวมัน แค่ชั่วโมงเดียวก็เจอแล้ว”
“จริงเหรอ!”
“ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็นะ”
ซารีลุกขึ้นมา และตรงเข้าไปคุกเข่าต่อหน้ามุเอมะทันที ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว ต่อให้ต้องขายวิญญาณให้กับปีศาจ ซารีก็ยอมเพียงเพื่อจะได้แก้แค้น
จริงๆ ด้วยกำลังของกิลนักผจญภัยจะหาตัวคนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าติดประกาศโดยไม่มีข้อหา มันจะมีคำถามตามมาทีหลังได้
อีกอย่างซารีฉลาดจนมองออก ว่าคนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ จะมีต้องมีฐานะและอำนาจพอสมควร และนี้ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว พวกมันอาจยกฐานะตัวเองสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งมือของกิลนักผจญภัยจะเอื้อมไปไม่ถึงตัวพวกมัน
ฉะนั้นซารีจึงรู้ว่าถ้ามีเผ่าปีศาจช่วย การล้างแค้นของเธอก็จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้อีก
ใช้คนให้เหมาะกับงาน
นั้นคือสิ่งที่ซารีถนัด และงานล้างแค้นแบบนี้ เผ่าปีศาจนี้แหละเหมาะที่สุด เพราะงั้นต่อให้เธอต้องกลายเป็นเผ่าปีศาจไปด้วยเพราะเรื่องนี้ เธอก็ยินดีรับผลที่ตามมา
“ได้โปรด ช่วยให้ฉันได้แก้แค้นพวกมันด้วยเถอะค่ะ! ส่วนสิ่งตอบแทน ไม่ว่าพวกท่านต้องการอะไร ฉันจะยอมทุกอย่าง!”
“คิดให้ดีๆ นะซารี เพียงแค่การล้างแค้นมันจะทำลายชีวิตเธอเลยนะ”
ผมถามไปเพราะอยากเตือนสติ แต่ผมก็รู้ว่าซารีเป็นคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายตัวเองอยู่แล้ว เธอเป็นแบบนั้นแหละ
“ฉันไม่สน ชีวิตฉันถูกพวกมันทำลายไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าไม่ได้ส่งพวกมันลงนรกด้วยมือฉัน
เอง ชาตินี้คงไม่สามารถเป็นผีไปพบหน้าท่านพ่อกับท่านแม่ได้!”
“แต่หลังล้างแค้นเสร็จ เธอจะเสียจุดยืนของชีวิตที่เหลือไปเลยนะ”
“ชีวิตที่เหลือฉันยกให้ท่านโรมะ”
“แน่ใจนะ ถึงขอคืนผมก็ไม่คืนให้นะ”
“แน่ใจค่ะ! เพราะฉะนั้น…ได้โปรดช่วยฉันด้วยเถอะ!”
“…ตกลง ผมจะช่วยเอง”
ผมยอมรับการตัดสินใจของซารี และหันไปบอกกับมุเอมะ
“มุเอมะ ฝากเรื่องชี้เป้าด้วยนะ แต่อย่าให้พวกมันรู้ตัวล่ะ พวกเราจะย่องกันไปแบบเงียบๆ”
“จะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ ท่านโรมะ!”
มุเอมะตอบอย่างขึงขังและยังโค้งคำนับผมด้วย เล่นเอาซารีทำหน้ามึนงงไปเลย เพราะเธอเข้าใจผิด คิดว่าผมเป็นลูกน้องของมุเอมะ แต่เท่าที่เห็นผมสามารถออกคำสั่งกับมุเอมะได้…และคนที่ตำแหน่งใหญ่กว่ามุเอมะในเผ่าปีศาจก็มีแค่คนเดียว
ดูเหมือนซารีจะรู้ฐานะที่แท้จริงของผมแล้ว เลยหันไปยิ้มให้เธอ
ซารีที่สบตากับผม ก็ออกอาการนํ้าเดินไปพร้อมกับปัสสาวะราด เพราะร่างกายเธอถูกผมฝึกจนตอบสนองที่ไวมาก เพียงแค่ถูกผมจ้องตาก็ทำให้เธอมีอารมณ์อย่างรุนแรงขึ้นมาได้แล้ว แต่ความกลัวเกรงในอำนาจของจอมมาร ก็ทำให้เธอกลัวจนถึงกลั้นไม่อยู่ ทั้ง
สองอย่างเลยออกมาพร้อมกัน ด้วยการตอบสนองของร่างกายกับการตอบสนองของจิตใจที่ไปกันคนละทาง
“จากนี้ไปพวกเราจะเรียกเธอว่ายัยฉี่ราด!”
ฟรานชี้นิ้วไปที่ซารีและตั้งชื่อเล่นให้เองเลย
“ฟรานนี้โหดจัง”
มอเรียถอนหายใจ เพราะถึงเธอจะไม่ชอบซารี แต่เป็นผู้หญิงแล้วโดนเรียกว่ายัยฉี่ราด มันก็โหดเกินไปหน่อย
“ใช่ ฟรานไปเรียกแบบนั้นมันก็สะเทือนถึงมอเรียด้วยน่ะสิ ก็มอเรียน่ะฉี่แตกตอนเสร็จทุกที”
มิรินส่งสายตาเห็นใจไปที่มอเรีย
“อย่ามาแซวกันสิ! พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พวกเรามีคนไหนที่โดนท่านโรมะเสียบแล้วฉี่ไม่แตกด้วยเหรอ!”
พอโดนย้อนใส่ พวกสาวๆ เลยพากันหันหน้าหลบ กระทั่งมุเอมะเองด้วย สุดท้ายแล้วทุกคนเลยพยายามลืมชื่อที่ฟรานตั้ง เพราะมันสะเทือนไปถึงตัวเองด้วย
และหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง รายชื่อพร้อมที่อยู่ของพวกที่ก่อเหตุในวันนั้น ก็ถูกส่งมาถึงมือซารี
ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้ พวกมันล้วนแต่เป็นคนระดับสูง โดยเฉพาะตัวหัวหน้า ที่เป็นถึงระดับดยุค เป็นอย่างที่ซารีคิด ว่าลำพังใช้อำนาจของกิลนักผจญภัย ชาตินี้คงไม่มีวันเอื้อมไปถึงตัวมันได้แน่ แต่ถึงจะเป็น
เผ่าปีศาจเอง ซารีก็ยังสงสัยว่าพวกผมจะมีวิธีการแบบไหน ที่จะไม่ทำให้มันกลายเป็นการประกาศสงครามขึ้นมาได้
ซึ่งวิธีการนั้นผมคิดเอาไว้แล้ว เลยบอกเธอไปตามตรง ซารีก็นึกถึงบทลงทัณฑ์ที่ผมใช้กับสภาใต้ดินขึ้นมา เลยรู้ว่าเธอกังวลเกินกว่าเหตุไปเอง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมจัดการให้
และงานนี้ผมรับรองเลยว่า ได้สนุกกันทุกคนแน่


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ