ตอนที่ 89 ทัณฑ์นรกอเวจี

ตอนที่ 89 ทัณฑ์นรกอเวจี
ทุกคนหันควับมาทันที โดยเฉพาะพวกสาวๆ นี้ตาลุกเป็นไฟด้วยความโกรธเลย
“ถ้าใครเข้ามาข้าปาดคอมันแน่!”
“ถามจริง นี้แน่ใจแล้วเหรอ”
“หุบปากโว้ย! เพราะแก! ทั้งหมดเป็นเพราะแก!”
“ผม? ผมไปทำอะไรให้เหรอ”
“หุบปาก! ข้าบอกให้หุบปากไง”
“มามุกนี้เพลียเลยแฮะ พอเถียงสู้ไม่ได้ก็ให้หุบปากสินะ”
“แก! อย่าคิดว่าข้าไม่เอาจริงนะ”
“เอ่อ รู้ว่าเอาจริง แล้วจะเอาอย่างไงดีล่ะ”
“แกเอาเงินข้าไป รีบส่งมันคืนมาเดี๋ยวนี้เลย!”
“แย่จังความแตกซะแล้ว แต่ไม่คืนให้หรอก ก็แกบอกว่าทำหล่นไว้ ส่วนผมเก็บได้ มันก็ต้องเป็นของผมสิ”
“ไม่! เอาเงินมาให้ข้า!”
อาโกทัสกดมีดลงบนคอผม จนมีเลือดไหลซึมออกมา ผมเลยต้องรีบยกมือขึ้น เพื่อห้ามฟรานที่กำลังจะพุ่งเข้ามา เอ่อ ผมไม่ได้กลัวตายหรอก เพราะผมจงใจ
ให้มันจับตัวไว้เองล่ะ เพื่อนำไปสู่การลงทัณฑ์ที่แสนสิ้นหวัง
“เอ่อนี้ รู้อะไรไหม การจับตัวประกันน่ะ มีข้อเสียอยู่นะ”
“หุบปากโว้ย! ส่งเงินมาให้ข้าก็พอ แกไม่อยากตายใช่ไหมล่ะ แค่ส่งเงินมาจบแล้ว!”
“เฮ้ยๆ ผมไม่โง่นะ ตัวประกันยังมีค่าอยู่ ตราบใดที่คนร้ายยังไม่ได้ของที่ตัวเองต้องการไป นี้น่ะเรื่องพื้นฐานเลยนะ”
“ข้าจะฆ่าแก! ฆ่าแน่ๆ ไอ้ลูกหมา!”
“ฟังให้ดีๆ นะ ข้อเสียของการจับตัวประกันก็คือ ถ้าแกเจอตัวประกันที่เป็นหมูสู้บังตอ แบบชนิดไม่กลัวตาย แกก็จะเจอแบบนี้ไงไอ้โง่”
ผมกดคอเข้ากับมีดเองจนเส้นเลือดใหญ่โดนตัด เลือดพุ่งออกมาเป็นสาย เอาล่ะ เริ่มนับถอยหลังกันได้แล้ว ผมมีเวลา 10-15 วินาทีก่อนที่ร่างกายจะเกิดอาการช็อค และอีก 80 วินาที ก่อนที่จะเสียเลือดจนเข้าขีดอันตราย
แต่ผมจับมือของอาโกทัสไว้แน่น ไม่ให้มันหนีได้ แค่นี้ทุกอย่างก็จบแล้ว เพราะเพียงแค่วินาทีเดียว ทุกคนก็กรูเข้ามาถึงตัวมัน และจากนั้นคงต้องขอเซ็นเซอร์เอาไว้ เพราะไม่สามารถบรรยายออกอากาศได้
ส่วนผมไม่ซีเรียสหรอก จริงอยู่ถ้าเป็นโลกเก่าโอกาสรอดผมคงน้อย แต่โลกนี้ถูกควบคุมอยู่ด้วยข้อกำหนด เช่น Hp Mp ต่อให้ผมติดอาการเลือดออกอย่างรุนแรง แต่ Hp ผมก็จะค่อยลดไปตามเวลาที่แน่นอน และมีเวลาให้ผมทำอะไรอีกมากมายเพื่อยื้อชีวิต
เช่นหยิบยาฟื้นพลังออกมากระดก หรือจะรอลุ้นกับชีเอ้และเหล่านักบวชที่เริ่มร่ายเวทรักษากันแล้ว แต่ถ้าอยากเสียวสุดๆ ก็ปล่อยให้ตายไปเลยก็ยังได้ เพราะที่มิรินยังมียาชุบชีวิตอยู่
ด้วยการเตรียมการหลายชั้นของผม ทำให้ไม่กลัวการถูกจับเป็นตัวประกัน และพร้อมจะสู้ตายด้วย ว่ากันตรงๆ นะ การจับตัวประกันของโลกนี้มันโคตรโง่เลย
อ่ะ เลือดหยุดไหลแล้ว เป็นมิรินที่ใช้เวทนํ้าแข็งเพื่อหยุดเลือดเป็นอันดับแรก และผมยังไม่ทันได้หยิบยาฟื้นพลังขึ้นมากระดก ทั้งชีเอ้และพวกนักบวชก็ระดมเพิ่มพลังให้จน Hp แทบทะลุหลอด ผมหายเป็นปกติก่อนจะทันรู้สึกเจ็บซะอีก
แต่สภาพของอาโกทัสเนี่ยสิ อะไรกันล่ะนั้นเนื้อสับเหรอ? ไม่เหลือสภาพที่พอจะระบุได้ว่าเป็นร่างกายมนุษย์เลย
“นายท่าน!”
ทุกคนกรูเข้ามาหาผม สีหน้าต่างซีดเผือก ถึงแผลจะหายแล้ว แต่ชุดที่เปื้อนเลือดทำให้ดูเป็นเรื่องที่น่ากลัว ผมเลยต้องคลีนนิ่งตัวเองซะก่อน
“เดี๋ยวก่อนนะ ใจเย็นๆ แล้วฟังก่อน ตะกี้ทุกคนเห็นแล้วใช่ไหม กรณีที่โดนจับเป็นตัวประกัน ให้สู้ได้เลยถึงแม้พลาดอย่างไง ก็ยังมีเวลาดื่มยาฟื้นพลังอยู่ หรือถ้ามีพรรคพวกอยู่ด้วย ก็จะมีคนช่วยรักษา อย่ายอมต่อคนร้ายเด็ดขาดเข้าใจแล้วใช่ไหม”
นี้คือสถานการณ์ที่ผมสร้างขึ้น เพื่อสอนให้ทุกคนรู้จักการรับมือกับการถูกจับเป็นตัวประกัน เพราะในอนาคตอาจจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพวกเธอก็ได้
“โรมะ นี้นายตั้งใจเหรอ”
“ก็นะ ถ้าหลบเลี่ยงต่อไป ผมกลัวว่าคนที่จะโดนจับจะเป็นพวกเธอน่ะ เลยเร่งให้เหตุการณ์เกิดเร็วขึ้น โดยใช้ตัวเองเป็นเหยื่อแทน”
ผมตอบอาเดไลท์ไปตามตรง เพราะไงเธอก็อ่านผมออกอยู่แล้ว
แต่ผลไม่ดีเลยแฮะ ทุกคนโกรธผมใหญ่ ฟรานกับเดเม่ถึงกับร้องไห้ออกมาเลย มิรินหน้าซีดไปเหมือนกัน แต่เพราะเธอตั้งสติได้เร็วกว่าใคร ผมเลยไม่ต้องเสียเลือดเยอะ
แม้จะอธิบายไป ว่ามีการเตรียมรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว แต่ทุกคนยังไม่ยอมอยู่ดี และให้ผมสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก แถมปฏิเสธไม่ได้ด้วย เพราะทุกคนบังคับกันเลย
หลังจากโดนด่าเสร็จแล้ว ผมก็มาจัดการกับศพของอาโกทัส ซึ่งพวกโบสถ์ใหญ่ก็เข้ามาขอโทษผมยกใหญ่ ที่ละสายตาจนอาโกทัสมาก่อเรื่องได้ แต่ก็ไม่ได้โกรธเรื่องที่พวกสาวๆ ลงมือฆ่าอาโกทัสนะ ดีแล้วๆ
พอมายืนอยู่ตรงศพของอาโกทัส ผมก็หยิบเอาขวดยาออกมา แต่เป็นขวดที่ใส่นํ้าเชื้อผมเอาไว้
“…นั้นใช่สิ่งที่ข้าคิดไว้หรือเปล่า”
ราก้าถามทันทีที่เห็น ตาไวจริงๆ แฮะ
“ใช่แล้วล่ะ”
“งั้นทำไมตอนนั้น!!”
“ก็ตอนนั้นถ้าไม่ทำกับพวกเธอมันก็ไม่สนุกสิ”
ผมเข้าไปกระซิบบอกเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน แต่ราก้าก็โกรธได้แปบเดียว ก่อนจะปลงตกเพราะผลอย่างไงก็คือผมช่วยคืนชีพให้เธอล่ะนะ แถมผมยังเลี้ยงอาหารอร่อยๆ ให้เธอกินด้วย
“งั้นเอาไอ้นี้ออกมาทำไม”
“ทำไมเหรอ ก็ไว้ลงทัณฑ์คนบางคนไงล่ะ”
อะไรก็ตามที่มาตายหรือถูกนำเอาศพมาทิ้งไว้ที่ลูปัน ไม่ว่าจะชั้นไหนก็ตาม จะถูกทำให้กลายเป็นศพมาเก็บไว้ที่ชั้น 8 นี้ทั้งหมด เจ้าอาโกทัสก็ด้วย แต่ก่อนที่
เศษเนื้อของมันจะถูกดันเจี้ยนดูดกลืนเข้าไป ผมก็เทนํ้าเชื้อใส่ซะก่อน
ทำไมน่ะเหรอ ก็นํ้าเชื้อผมน่ะ มันอัดแน่นไว้ด้วยพลังชีวิต แม้ไม่ถึงขั้นคืนชีพให้ได้ แต่มันจะดึงเอาความรู้สึกกลับมา ผมถามทั้งราก้าและครีเรน่ามาแล้ว ทั้งคู่ตอบเหมือนกัน ว่าเริ่มมีสติและกลับมารับรู้ได้อีกครั้ง ก็ตอนที่ดื่มนํ้าเชื้อผมลงไป จากนั้นภาพความทรงจำต่างๆ ก็จะเริ่มกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
สรุปก็คือ จากนี้ไปเวลาอาโกทัสฟื้นคืนชีพขึ้นมาในฐานะมอนสเตอร์ศพของลูปันชั้น 8 มันจะรับรู้ทุกอย่าง เวลาโดนฆ่าก็จะรู้สึกเจ็บปวด จะหนีออกไปก็ไม่ได้เพราะมันถูกผูกมัดไว้แล้ว ถ้าก้าวเท้าออกไปจากชั้น 8 มันก็จะตายทันที เพราะไม่มีพลังของดันเจี้ยนคอย
หล่อเลี้ยง แต่ก็จะกลับมาเกิดใหม่ที่ชั้น 8 ด้วยกฎการเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ ของมอนสเตอร์ดันเจี้ยน
ผมถึงได้ถามไง ว่าระหว่างตายไปแล้วจบเรื่อง กับมีชีวิตอย่างทุกข์เข็น จะเลือกแบบไหน ตอนนี้ผมให้ชีวิตตามที่อาโกทัสเลือกแล้ว เชิญรับทัณฑ์นรกอเวจีให้เต็มอิ่มเลย
ในภายหลัง ได้มีนักผจญภัยลํ่าลือกัน ว่าได้พบเห็นศพประหลาดที่ร้องไห้เป็นสายเลือด อยู่ที่ลูปันชั้น 8 เลยพากันเรียกมันว่า ตัวแทนความโศกเศร้าของคนตาย
หลังจากเสร็จเรื่อง ผมก็จะออกไปเก็บเลเวลกันต่อ แต่ทุกคนห้ามผมไว้ เพราะผมพึ่งบาดเจ็บมาถึงจะรักษาหายแล้ว แต่ก็เสียเลือดไปมาก
ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงแขนขาสั่นไม่มีแรง แต่ผมไม่รู้สึกแบบนั้นสักนิด ขีดจำกัดร่างกายของผม มันเริ่มเพี้ยนไปตั้งแต่เป็นจอมมารแล้วล่ะ
สุดท้ายผมก็ดื้อจะออกไปจนได้ ไม่ใช่เพราะว่าไม่ไว้ใจทุกคนหรอกนะ แต่มีผมอยู่ด้วย มันก็เหมือนมีหลักประกันความปลอดภัยของทุกคนอยู่อีกชั้นนั้นแหละ
รอบนี้เอร่าเลยขอตามออกไปอีก และถึงไม่บอกผมก็รู้ ว่าเธอกำลังแอบใส่บัพประเภทพรต่างๆ ให้ผมอยู่
“เอร่าไม่ต้องบัพให้ผมหรอก เธอไม่มี Mp regen แบบนักเวท เพราะงั้นเก็บมาน่าไว้ใช้ตอนจำเป็นเถอะ”
พอโดนรู้ว่าถูกผมจับได้แล้ว เอร่าก็ผิวปากทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และเดินไปรวมกับพวกจามิร่า
รอบนี้ผมจับทีมกันสามคนเป็นหลัก ของเอร่าก็มีเธอ จามิร่าและโรสลิน ส่วนผมจะมีเนปฟ่ากับอาเดไลท์อยู่ในทีม ส่วนมอเรียกับดาเซสให้จับคู่กันเอง เป็นตัวหลักในการล่าเก็บเลเวลคราวนี้
พูดถึงประสิทธิภาพการโจมตีแล้ว ยังเทียบกับทีมรอบเช้าไม่ได้ แต่ทีมรอบเที่ยงมีจุดเด่นที่ประสบการณ์ ทั้งมอเรียและดาเซสล้วนแต่เป็นนักผจญภัยมือดี พวกเธอรู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์แบบไหนอย่างไง หรือก็คือมีความปลอดภัยโดยที่ผมไม่ต้องดูแลอะไรมาก
พวกโบสถ์ใหญ่ก็เริ่มปรับตัวได้แล้ว แถมยิ่งนานไปก็จะยิ่งเชื่อฟังพวกผมมากขึ้น และยังเริ่มให้ความเคารพกับพวกทาสแล้ว
การล่ารอบบ่ายราบรื่นดี มีได้รับบาดเจ็บกันบ้าง แต่เป็นแผลเล็กน้อยที่ไม่ต้องใช้เวทรักษาเลยด้วยซํ้า
ทว่าผมเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ไม่ใช่ว่าการล่าง่ายขึ้นหรอก แต่ศัตรูน้อยลงต่างหาก แค่นับเอาจากเหรียญเงินที่เก็บได้ก็รู้แล้ว เพราะขนาดล่าแบบสามชั่วโมงติดไม่มีพัก ยังได้ไม่ถึงครึ่งของรอบเช้าเลย
“มอเรีย คิดว่ามอนสเตอร์มันน้อยลงหรือเปล่า”
“เอ๋! น้อยลงจริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย นึกว่าคิดไปเองคนเดียวซะอีกค่ะ”
“จะว่าพวกเราฆ่าเร็วไปจนมอนสเตอร์เกิดใหม่ไม่ทัน ก็ไม่น่าจะใช่นะ เพราะพวกเราขยับไปรอบๆ สุสาน ไม่ได้ปักหลักอยู่ที่เดิมเลย”
ดาเซสเองก็คิดว่ามันแปลก พวกผมสามคนเลยกอดอกทำท่าคิดหนักกัน
“แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ? ด้วยจำนวนศพเท่านี้ มันทำให้พวกเราสู้ง่ายขึ้นนะ”
กรอเรียเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย
“เอ่อ นั้นแหละครับปัญหา เพราะในดันเจี้ยนไม่มีเรื่องดีๆ แบบนั้นหรอก ระบบของดันเจี้ยนเป็นอะไรที่แน่นอนมาก มันจะทำซํ้ากับสิ่งที่ตั้งเอาไว้ไปเรื่อยๆ อย่างเที่ยงตรงและสมํ่าเสมอ ถึงบอกว่าจะสุ่มจุดเกิดก็เถอะ แต่มอนสเตอร์ในพื้นที่จะคงมีเท่าเดิมตลอด
แค่สลับตำแหน่งกันเท่านั้น ฉะนั้นเวลามีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้น ก็หมายความว่า…”
“มีเรื่องอันตรายกำลังจะตามมา”
มอเรียบอกออกมา พร้อมกับความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น
“อย่างไงตอนนี้พวกเรารีบกลับค่ายพักกันก่อนเถอะ”
ดาเซสเสนอ ซึ่งผมก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง ถึงจะยังเหลือเวลา ก่อนจะถึงมื้อเย็นอีกเป็นชั่วโมก็เถอะ
ตอนนี้เรดาร์ผมเลเวลอัพเป็น 3 แล้วระยะตรวจจับเลยเพิ่มเป็นสามร้อยเมตร ซึ่งกว้างเอาเรื่อง
ผมเลยเปิดเรดาร์ทิ้งไว้ตลอด เพื่อเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของพวกศพ และก็จริงๆ มีอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น
ปกติแล้วศพจะไม่เคลื่อนออกจากตำแหน่งตัวเองมาก นอกเสียจากตอนเจอกับศัตรู แต่ตอนนี้หนึ่งในสามตัว มีการเคลื่อนไหวที่ต่างออกไป เหมือนพวกมันกำลังมุ่งหน้าไปในทางเดียวกันด้วย
ผมกลับมาถึงค่าย และเล่าเรื่องสิ่งผิดปกติให้ทุกคนฟัง จากนั้นก็ตกลงกันไว้ว่ารอบคํ่าจะยังไม่ออกไปล่า แต่จะเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน แถมพวกโบสถ์ใหญ่เองก็ล้ากันเต็มทีแล้ว ก็เล่นตามพวกผมออกไปทุกรอบเลย ถึงไม่งดทีมรอบคํ่า พวกนี้ก็คงตามผมออกไปไม่ไหวอยู่ดี
มื้อเย็นผมเตรียมทำเนื้อซี่โครงย่างราดซอสไวน์ แต่มอเรียก็เข้ามาคุยกับผม ขณะนั่งดูผมย่างเนื้อซี่โครงที่ได้จาก Raid ศพมิโนทอร์ไปด้วย
“ท่านโรมะ ตอนที่ออกไปกับคนอื่น ระหว่างทางได้เจอกับนักผจญภัยคนอื่นบ้างไหมคะ”
“ไม่เลย ทำไมเหรอ?”
“งั้นก็แปลกแล้วล่ะค่ะ เพราะปกติชั้นนี้จะมีปาร์ตี้นักผจญภัยลงมาค่อนข้างเยอะ ถึงส่วนใหญ่จะไปรับเควสของอาร์ชบิชอปกัน แต่นั้นก็แค่พวกระดับสูง ที่เก็บเลเวลอยู่ที่ชั้น 11-12 กันอยู่แล้ว”
พอได้ยินที่มอเรียพูดดาเซสเองก็เข้ามาแจมด้วยทันที
“ใช่ๆ ฉันเองเมื่อก่อนก็เคยมาปักหลักที่ชั้นนี้เหมือนกัน ตอนนั้นขนาดในสุสานยังแทบจะเดินชนกันเลย”
“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ!?”
ผมล่ะคิดภาพไม่ออกเลย แต่มอเรียก็รีบบอกต่อ
“เลเวลเฉลี่ยของนักผจญภัยสวนใหญ่จะอยู่ที่ 20-25 ค่ะ ถ้ามากันเป็นปาร์ตี้ใหญ่มากกว่าสิบคน จะเหมาะกับการเก็บเลเวลที่นี้มาก เลยมีนักผจญภัยไม่ตํ่ากว่าพันคนในแต่ละวัน ที่มาเก็บเลเวลกันอยู่ที่นี้”
ถ้าเป็นอย่างที่มอเรียว่าจริง ก็แน่แปลกจริงๆ ที่ผมยังไม่เจอใครเลย
“แล้วมีสมมุติฐานไหมว่าคนหายไปไหนกัน”
ผมลองถามดู แล้วก็เป็นดาเซสที่นึกขึ้นออกก่อน
“Mini Boss ไง! เวลามินิบอสเกิด ทุกคนจะอพยพกันออกไป ปล่อยให้ปาร์ตี้พวกเลเวลสูงลงมากำจัด แล้วค่อยกลับลงมาล่าต่อ”
“งั้นแปลว่า ตอนนี้กำลังมี Mini Boss กำลังเดินเล่นอยู่ในชั้นนี้สินะ”
“มีความเป็นไปได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อธิบายเรื่องจำนวนศพได้ด้วย เพราะเนโครแมนเซอร์ที่เป็น Mini Boss มีพลังในการคืนชีพและควบคุมศพได้”
มอเรียพยักหน้าให้ ราวกับว่าไขปริศนาออกแล้ว
“แล้วมันจะรวบรวมศพไปทำไมล่ะ?”
“คือว่าเรื่องนั้น…”
มอเรียก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะปกติเนโครแมนเซอร์จะไม่ใช้ศพในชั้นนี้ แต่มันจะซัมมอนเอากองทัพโครงกระดูกออกมาสู้
“ถึงจะไม่สมเหตุสมผล แต่คิดได้อย่างเดียวค่ะ คือมันกำลังสร้างกองทัพอยู่”
มอเรียสรุปเอาจากข้อมูลที่มีตอนนี้ แต่นี้เป็นเหตุการณ์ที่เธอไม่เคยเจอมาก่อนเหมือนกัน เลยได้แต่คาดเดาเอา แต่ผมก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
“งั้นคำถามสุดท้าย…พวกเราในตอนนี้จะสู้กองทัพที่นำโดยเนโครแมนเซอร์ไหวไหม”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ