ตอนที่ 112 วันที่แสนวุ่นวาย Part 1
ตอนที่ 112 วันที่แสนวุ่นวาย Part 1
ผมลุกจากที่นอนมาตอนประมาณตีห้า
หลังจากได้พักตอนที่เรโมริก้ากลับเข้าเงาไปก็เป็นเวลาชั่วโมงเดียวเอง
แต่ผมแค่พักให้หายเมื่อยเท่านั้นแหละ
ส่วนซาคุยะหลับสนิทไป ขนาดตอนทำกับเรโมริก้าอยู่ข้างๆ
เธอยังไม่รู้ตัวเลย
แต่พอลงมาถึงห้องนั่งเล่นผมก็ต้องประหลาดใจ
เพราะเห็นพวกกรอเรียมานั่งกันหน้าสลอนแล้ว แถมทุกคนยังท่าทางเครียดๆ
และขอบตาคลํ้าด้วย
“เหนื่อยจนนอนไม่หลับกันเหรอครับ?”
“ยังมีหน้ามาถามอีก!
ตั้งแต่เมื่อวานเย็นพวกคุณโรมะก็ทำแต่เรื่องอย่างว่า เสียงดังไปทั้งคฤหาสน์เลยค่ะ!
แล้วตอนดึกนั้นมันอะไรกันคะ! คฤหาสน์สั่นไปทั้งหลังนึกว่าจะถล่มลงมาแล้วซะอีก”
“ฮ่าๆๆ”
ผมหัวเราะแก้เขิน ก็สมควรอยู่หรอก เมื่อคืนทำกันดุเดือดซะขนาดนั้น
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวมื้อเช้าผมจะทำอะไรอร่อยๆ
ให้ทานเป็นการขอโทษล่ะกันครับ”
มื้อเช้าผมเลยทำเป็นข้าวต้มหัวปลา และใส่กุ้งลงไปด้วย
มันเป็นอาหารที่เหมาะกินตอนที่ร่างกายล้าจากการออกกำลัง
ทุกคนที่กลับออกมาจากดันเจี้ยน น่าจะยังมีความล้าสะสมแบบที่ไม่รู้ตัว
ถ้าได้กินแล้วก็จะรู้สึกสดชื่นขึ้นแน่ๆ ส่วนนํ้าส้มคั้นที่เป็นเครื่องดื่ม
ผมก็ใส่เกลือลงไปนิดหน่อยด้วย
แต่อยากได้เม็ดกาแฟจัง ขบวนคาราวานจากทางใต้ยังไม่มา
เลยต้องรอต่อไปก่อน
ทว่าระหว่างมื้อเช้าก็เริ่มมีเสียงเอะอะเกิดขึ้น
มีแฟรี่ตัวหนึ่งบินเข้ามาในบ้าน และหยุดรายงานกับคริสติน่าที่ยืนอยู่ข้างๆ
เก้าอี้ผม
“มีผู้บุกรุกค่ะ!”
แฟรี่รีบรายงานอย่างตื่นตระหนก แต่พวกสาวๆ กลับนั่งเฉยกันหมด
แบบการโดนบุกรุกนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของบ้านนี้ไปตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย?
พอผมจะลุกขึ้นไปดูเอง คริสติน่าก็บอกว่าไม่ต้อง
เดี๋ยวเธอจะจัดการเอง แต่ผมสังหรณ์ใจแปลกๆ เลยตื้อตามไปด้วยจนได้
เมื่อมาถึงประตูตรงกำแพง
ผมก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังโดนฝูงมอนสเตอร์รุมล้อม
ยิ่งกว่าดาราเจอแฟนคลับรุมของลายเซ็นต์ซะอีก
“นายท่านมาแล้ว ทุกคนหลีกทาง!”
พอคริสติน่าตะโกนบอก
พวกมอนสเตอร์ก็ถอยออกมาพร้อมกับคุกเข่าให้…เอ่อ เกินไปหน่อยนะเนี่ย
ไม่รู้คริสติน่าจะสั่งพวกนี้ไปว่าอย่างไงบ้าง
หลังจากนี้คงต้องเรียกมาถามอย่างละเอียดแล้ว
ส่วนคนที่มาก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นพวกทาฮากริมนั่นเอง
เธอมาพร้อมกับผู้ติดตามอีกกว่าสิบชีวิต
เลยดูเป็นคนกลุ่มที่ดูน่าสงสัยสำหรับพวกมอนสเตอร์
“พวกนี้เป็นแขกของฉันเอง ทุกคนทำตัวตามสบายเถอะ”
พอผมสั่งพวกมอนสเตอร์ก็ลุกขึ้น และหันไปผงกหัวทักทายพวกทาฮากริมแทน
ซึ่งผมเองก็เคยเตือนทาฮากริมไปแล้วว่าที่คฤหาสน์มีมอนสเตอร์อยู่ด้วย
ห้ามลงมือเด็ดขาด เธอเองเลยยอมโดนล้อมแบบไม่ลงมือตอบโต้แต่อย่างใด
เพียงแต่เธอค่อนข้างช็อค เพราะไม่คิดว่าจะมีมอนสเตอร์เยอะแบบนี้
ซึ่งด้วยจำนวนแล้วมันไม่ต่างจากในดันเจี้ยนเลย
“ท ที่นี้จะมีมอนสเตอร์เยอะเกินไปหรือเปล่าคะเนี่ย”
“เอ่อ ผมเองก็คิดแบบนั้นแหละ
แต่ช่วงที่ไม่อยู่พวกนี้อพยพกันมาอาศัยเอาเอง แล้วก็ไม่ใช่พวกที่ก้าวร้าวอะไร
ผมเลยปล่อยให้อยู่ไปน่ะ”
“จิตใจงาม สมกับเป็นท่านโรมะ!”
เสียงแสดงความนับถือดังมาจากกลุ่มผู้ติดตามของทาฮากริม
เล่นเอาผมเขินไปเลย
“ตอนนี้กำลังทานมื้อเช้ากันอยู่ พวกเธอก็มาทานด้วยกันสิ”
“จะดีเหรอคะ”
ทาฮากริมกับพรรคพวกทำหน้าลำบากใจ
“สำหรับที่นี้ใครมาอย่างมิตร ผมก็จะต้อนรับทุกคนนั้นแหละ
อย่าได้เกรงใจไปเลย”
พอได้ยินว่าจะมีคนร่วมโต๊ะเพิ่ม คริสติน่าเลยเรียกพวกไรโมดอลออกมา
แล้วให้ไปจัดโต๊ะเพิ่มทันที ส่วนอาหารก็ได้เดเม่เตรียมไว้ให้แล้ว
ไวสมกับเป็นเมดของผมจริงๆ
พวกทาฮากริมถึงจะมาจากโบสถ์ใหญ่
แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจการร่วมโต๊ะกับทาสหรือมอนสเตอร์ ต่างจากพวกกรอเรียในตอนแรกลิบลับ
เลยไม่มีปัญหาอะไร พวกเธอสามารถร่วมทานอาหารกับทุกคนได้อย่างสนุกสนาน
แต่ฝ่ายที่สนุกน่าจะเป็นพวกสาวๆ ของผมมากกว่า
ที่มองดูรีแอ็กชั่นตอนได้ทานอาหารสูตรของผมเป็นครั้งแรกของคนอื่น
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ
ผมก็เชิญทุกคนไปที่ห้องรับแขกเพื่อคุยธุระกัน แต่เพราะจำนวนคนเยอะ
เลยต้องให้คริสติน่าเอาเก้าอี้เสริมเข้ามาเพิ่ม
ผมให้กลุ่มของกรอเรียเข้ามาพร้อมกันเลย
บางทีอาจจะมีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันก็ได้ ส่วนฝ่ายสาวๆ
ผมให้เป็นวันพักผ่อนเที่ยวซื้อของในเมืองกัน
คนที่อยู่ช่วยงานผมเลยมีแค่อาเดไลท์กับเมยอาที่เป็นฝ่ายบัญชี
ส่วนเดเม่ก็ออกไปจ่ายตลาด กับโมอาที่ต้องออกไปดูแลสวนดอกไม้
คนที่ทาฮากริมพามาด้วย มีทั้งหญิงและชาย
ซึ่งส่วนใหญ่ยังอายุน้อยไม่เกินยี่สิบปี
ตอนแรกผมนึกว่าเธอจะมาพูดเรื่องเปิดกิลนักผจญภัยที่บ้านเกิดเธอซะอีก
แต่เธอกลับเอาเรื่องเดือดร้อนของคนอื่นมาก่อน ทำให้ผมประทับใจในตัวเธอขึ้นไปอีก
ทาฮากริมอธิบายให้ฟัง ว่าพวกนี้ครึ่งหนึ่งเป็นเด็กใหม่
แต่กำลังจะโดนเรียกเข้าไปรับใช้พวกนักบวชเฒ่าตัณหากลับ เลยพาตัวมาด้วยก่อนจะไปตก
นรกทั้งเป็น ส่วนอีกครึ่งคือพวกที่ทนไม่ไหว เลยพากันหนีออกมา
“ถ้าอยู่ที่นี้ผมสามารถปกป้องดูแลให้ความปลอดภัยได้
ส่วนงานถ้าไม่เลือกมากนัก ผมก็มีงานให้ทุกคนทำด้วย”
“งานอะไรพวกเราก็ทำได้หมดค่ะ/ครับ!”
ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“ช้าก่อน ไม่ใช่แค่เรื่องนั้น แต่อย่างที่เห็น
ที่นี้มีทั้งทาสและมอนสเตอร์ ถ้าจะอยู่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของที่นี้ด้วย
และต้องอยู่กับทุกคนอย่างเป็นมิตร ไม่มีแบ่งแย่ง จะเป็นใครหรือเผ่าพันธุ์อะไร
ถ้าก้าวเข้ามาที่นี้แล้ว ทุกคนเท่าเทียมกัน เข้าใจใช่ไหม”
“เป็นอย่างที่ท่านพี่ทาฮาบอกจริงๆ ด้วย”
“สุดยอดเลย บนโลกนี้ยังมีสถานที่แบบนี้อยู่จริงๆ!”
ทุกคนดูตื่นเต้นกันใหญ่ แต่ไม่ได้ปฏิเสธกฎที่ผมว่าไว้เลย ออกจะดีใจกันด้วยซํ้า
ส่วนเรื่องที่พักก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะระหว่างที่ผมไม่อยู่
พวกไรโมดอลกับแฟรี่ ก็ช่วยกันสร้างเรือนพักขึ้นมาเพิ่ม เป็นอาคารไม้สามชั้นสองแห่ง
ตามแบบที่ผมวางเอาไว้ ผมเลยแบ่งเป็นหอชายกับหอหญิง เพื่อในอนาคตจะมีคนมาเพิ่มอีก
แต่ยังมีปัญหาเรื่องฟอนิเจอร์
เพราะพึ่งสร้างเสร็จเลยยังเป็นแค่อาคารว่างๆ วันนี้เลยต้องให้ทนๆ กันไปก่อน
ไว้เดี๋ยวผมจะจัดหาพวกตู้เตียงเครื่องนอนมาให้ทีหลัง
ท่ามกลางความดีใจของทุกคน
เมยอากำลังนั่งหน้ามุ่ยเขียนบัญชีค่าใช้จ่ายที่มีแต่เพิ่มขึ้นราวกับไม่มีวันจบสิ้น
แต่เธอก็ไม่ค้านหรือตำหนิอะไรสักคำ แสดงว่าเห็นดีเห็นงามด้วย
“แล้วในกลุ่มพวกเธอมีคนไหนได้เรียนหนังสือมาบ้าง”
เกือบทุกคนยกมือขึ้น ก็นะ การจะเข้าโบสถ์ใหญ่อย่างน้อยก็ต้องพออ่านออกเขียนได้ล่ะ
“พอดีเลย กรอเรียเองกำลังจะเปิดสาขาของโบสถ์ใหญ่ที่นี้
โดยจะมีการสอนหนังสือควบคุมไปด้วย มีใครสนใจจะมาสอนหนังสือไหม”
พอพูดถึงโบสถ์ใหญ่ทุกคนก็พากันเงียบไป
ทำหน้าอึดอัดเพราะไม่กล้าปฏิเสธผม แต่ก็ไม่อยากรับ
ทำงานนี้ กรอเรียที่ฟังมาเงียบๆ ดูบรรยากาศออก เลยพูดขึ้นมา
“อย่าห่วงเลย โบสถ์ใหญ่ที่ฉันจะสร้างที่นี้
รับรองว่าไม่เหมือนที่อื่น ฉันได้เรียนรู้จากท่านโรมะมาแล้ว
และจะนำเอาสิ่งที่เรียนรู้นั้นมาใช้กับโบสถ์ใหญ่ด้วย
อย่างน้อยก็จะไม่มีเรื่องการข่มเหงหรือบังคับฝืนใจกันแน่ๆ ค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั่งทุกคนเลยกลับมายิ้มออก
และเริ่มมีการยกมือขึ้นเพื่อสมัครเป็นครูสอนหนังสือ ส่วนเรื่องค่าจ้าง
เพราะหลบหนีมา ก็เท่ากับสิ้นสภาพสมาชิกแล้ว
เลยจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงจากโบสถ์ใหญ่อีก ส่วนนี้ผมจะจ่ายให้เอง
ถือเป็นเงินพัฒนาชุมชนไป
กับสิ่งที่ได้รับไปนั้น ทำให้ทุกคนกลั้นนํ้าตาไว้ไม่อยู่
เพราะนอกจากได้ที่อยู่และการปกป้องแล้ว ยังได้งานและเงินเดือนอีก
ส่วนพวกกรอเรียก็ยิ้มออก เพราะได้คนมาช่วยในโครงการของเธอแล้ว
เท่านี้ก็ดูเป็นรูปเป็นร่างพร้อมจะลงมือทำทันที
พวกผู้ชายที่แข็งแรงผมก็จะให้ช่วยในงานก่อสร้าง ส่วนที่เหลือผมให้ไปช่วยงานด้านบริการชุมชน
เพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของโบสถ์ใหญ่ในเมืองกรอซ่าไม่ดี วิธีแก้ปัญหาต้องค่อยๆ ทำไป
เริ่มจากสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ผมจึงแนะนำให้ไปเปิดเต็นท์รักษาฟรี
ส่วนค่าใช้จ่ายและค่าจ้างผมจะออกให้ในช่วงแรก พอเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว ค่อยมาหาผู้สนับสนุนกันอีกที
เสียงขีดเขียนตัวเลขในกระดาษของเมยอาดังขึ้นกว่าเดิม
เริ่มโกรธขึ้นมาแล้วสินะ ก็ผมเล่นออกค่าใช้จ่ายให้แทบทุกอย่างเลย
แต่เทียบกับรายได้ที่ผมหามาได้ แค่นี้ไม่เท่าไรหรอก
เมยอาเข้าใจเรื่องนี้ดีเลยไม่บ่นอะไรออกมา
ไหนๆ ก็คุยเรื่องการสร้างสาขาโบสถ์ใหญ่เสร็จแล้ว
ผมก็เลยให้คริสติน่าพาพวกกรอเรียไปดูพื้นที่ว่างรอบๆ คฤหาสน์
ว่าถูกใจส่วนใหญ่ก็จะให้เริ่มการก่อสร้างได้เลย ส่วนคนอื่นๆ
ก็ช่วยกันทำรายงานส่งไปขออนุมัติจากโบสถ์ใหญ่สาขาหลัก
พอเหลือแต่ทาฮากริมที่อยู่ในห้องรับแขก
เธอก็ก้มหัวขอบคุณผมเป็นการใหญ่
“ฉันไม่รู้จะขอบคุณท่านโรมะอย่างไงดีเลยค่ะ
กับสิ่งที่ท่านช่วยพวกเราไว้ มันมากมายมหาศาลเหลือเกิน”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เพราะทางนี้เองก็ได้ผลประโยชน์เหมือนกัน
อย่างที่ช่วยเปิดสาขาโบสถ์ใหญ่ให้ ผมจะได้มีไม้กันหมา
ไม่โดนโบสถ์ใหญ่จากที่อื่นเล่นงานได้ง่ายๆ แล้วที่ช่วยทุกคนไว้
เพราะผมถือคติว่ามีมิตรเยอะดีกว่ามีศัตรูมากน่ะครับ ฮะๆ”
“คิกๆๆ สมกับเป็นท่านโรมะเลยนะคะ”
“เอาล่ะ ผมว่ามาคุยเรื่องของเธอบ้างดีกว่า”
จากนั้นผมก็คุยกันในรายละเอียด
จนเรียกได้ว่าเป็นแผนงานพัฒนาเมืองได้เลย ผมวางโครงสร้างต่างๆ ให้
ไม่ว่าจะเป็นการวางผังเมือง การอธิบาย
ความสำคัญของการสร้างถนน
การกำหนดนโยบายภาษีเพื่อเอื้อต่อการลงทุนของพวกพ่อค้าแม่ค้า
ที่ต้องทำละเอียดแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
งานนี้ผมต้องลงทุนไปเป็นจำนวนมหาศาล เกิดพลาดขึ้นมา ไม่ใช่แค่ผมที่ขาดทุนย่อยยับ
แต่ทำจะทำให้เมืองเมืองหนึ่งและชีวิตคนอีกนับพันต้องตกอยู่ในความลำบาก
“แล้วนี้ครับ เงินลงทุนสำหรับแผนงานนี้”
ผมส่งถุงเงินที่ใส่เหรียญทองคำขาวร้อยเหรียญให้
ซึ่งเท่ากับเป็นเงินพันล้านรีล
พอผมให้ทาฮากริมเปิดถุงออกมานับเงินเพื่อความถูกต้อง เธอก็ถึงกับตัวแข็งไปเลย
“ท ท่านโรมะ ง เงินนี้มันมากเกินไปแล้ว”
“ไม่มากหรอก ในการพัฒนาระยะสั้น ต้องใช้เงินจำนวนมาก
และยังต้องสำรองจ่ายเผื่อในกรณี
ฉุกเฉินด้วย เรียกว่าเงินคงคลังก็ได้
สรุปคือไม่ต้องใช้หมดในทีเดียว แต่แบ่งและสำรองใช้
ซึ่งผมเขียนอธิบายไว้ในสัญญาแล้วไม่ต้องห่วง”
“ไม่ค่ะ ค คือเงินจำนวนมากแบบนี้ พวกฉันไม่มีปัญญาใช้คืนได้หรอก”
“ฮ่าๆๆ เข้าใจผิดแล้วครับ การชำระหนี้น่ะ ไม่ได้ให้จ่ายเงินต้น
หรือก็คือ 100 เหรียญทองคำขาวในทีเดียว แต่ให้แบ่งจ่ายในส่วนของกำไร
ที่เรียกว่าเงินปั่นผลมาให้ผมตามเปอเซ็นต์ที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ส่วนเงินต้นนั้น
ผมจะไม่เอาคืนเพราะถือว่าเป็นการฝากเงินไว้เพื่อรอกินดอกเบี้ยก็ได้ครับ
แต่ถ้ามีเงินเก็บมากพอจะจ่ายเงินต้นคืนให้ผมได้ สัญญาก็เป็นอันสิ้นสุดลง
ไม่ต้องมาจ่ายส่วนแบ่งกำไรให้ผมอีกต่อไปครับ แบบนี้ผมว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว”
“แบบนี้เอง”
“แต่ว่าถ้าบริหารงานล้มเหลว ก็จะกลายเป็นหนี้ผม 100 เหรียญทองคำขาวทันทีเลยนะครับ
ต้องระวังจุดนี้ด้วย แต่ว่าผมเองก็ไม่อยากเสียหุ้นส่วนดีๆ ไป
เพราะงั้นผมจะช่วยทุกทางไม่ให้มันล้มเหลวอยู่แล้วล่ะครับ”
“นี้สินะที่เรียกว่าธุรกิจการลงทุน”
อาเดไลท์ที่นั่งเรียนรู้งานอยู่ข้างๆ ผม พยักหน้าตามไปด้วย
ดูเหมือนเธอจะเข้าใจได้ดีกว่าตัวทาฮากริมซะอีก
“จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้เก่งกาจและรู้ดีในงานธุรกิจมากนักหรอก
แค่ตกผลึกมาจากความรู้ในโลกเก่าน่ะ”
ผมยิ้มบอกกับอาเดไลท์ ความรู้ของผมถ้าเอาไปใช้กับโลกเก่า
ผมคงเป็นได้แค่เด็กม.ปลายอวดรู้เท่านั้น
แต่กับโลกนี้ที่มีระบบเศรษฐกิจไม่เข้มแข็งและซับซ้อนเท่าไร
ความรู้ของผมเลยพอจะเอามาใช้ประโยชน์ได้บ้าง
หลังจากอธิบายจบทุกอย่างแล้ว ผมก็ให้เมยอาร่างสัญญาขึ้นมาสองฉบับ
หลังจากให้ทาฮากริมอ่านอย่างละเอียด และคอยบอกจุดที่เธอสงสัยให้แล้ว
ก็ทำการลงนามก็ถือเป็นการเสร็จสิ้นการทำสัญญาครั้งนี้
ซึ่งในภายหลังสัญญาฉบับนี้
จะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันสำคัญ ที่ถูกเรียกกันว่า
สัญญารุ่งอรุณสีทองแห่งวิลเฟนเฮ และมีความสำคัญขนาดใช้ศึกษาเป็นต้นแบบ
ในการทำธุรกิจการลงทุนรวมถึงการวางแผนพัฒนาประเทศในยุคต่อมา
พอทำสัญญาเสร็จผมก็ลุกขึ้นเพื่อจับมือกับทาฮากริม และคิดว่าจะชวนเธอไปที่กิลนักผจญภัยด้วยกันเลย
เพราะนอกจากจะไปติดต่อเรื่องขอให้ส่งคนไปสร้างสาขาที่เมืองวิลเฟนเฮแล้ว
ผมยังจะต้องไปคุยเรื่องขออนุญาตติดตั้งแท่นวาปร์อีก
ที่สำคัญพวกผมยังไม่ได้ส่งเควสที่รับมาจากกรอเรียเลย
แต่ก่อนผมจะทันเอ่ยปาก ทาฮากริมก็ตะโกนออกมาซะก่อน
“ท่านโรมะ! ถ้าท่านไม่รังเกียจ จะใช้ร่างกายของฉันจ่าย”
เธอพูดยังไม่ทันจบ คริสติน่าก็วิ่งเข้ามา
และทำเสียงดังแทรกขึ้นซะก่อน
“นายท่านแย่แล้ว มีผู้บุกรุก!”
“หา? อีกแล้วเหรอ ทำไมวันนี้แขกเยอะจัง”
“ไม่ใช่แขกแน่ค่ะรอบนี้ ขนมากันเพียบแทบติดอาวุธมาด้วย ท่าทางมาหาเรื่องชัดๆ
เลย”
“เอ๋? พวกไหนล่ะนั้น”
ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่พวกโบสถ์ใหญ่หรือพวกเรเดีย
เพราะมันยังเร็วเกินไปที่จะขนคนมาหาเรื่อง
และถ้าเป็นพวกนั้นน่าจะใช้วิธีที่เงียบและไม่เปิดเผยมากกว่า
พอออกไปถึง ก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ น่าจะหลักหลายร้อยเลย
กำลังพยายามพังประตูกำแพงเข้ามา แต่ผมเห็นชัดๆ ว่าที่ซี่กรงเหล็กซึ่งทำเป็นประตู
ได้มีการลงเวทมนต์ป้องกันไว้หลายชั้น อย่าว่าแต่จะสัมผัสถูกเลย
แค่เข้าใกล้ก็ถูกดีดกระเด็นแล้ว ฝีมือมิรินเหรอ? ไม่น่าใช่
แฮะ เวทระดับนี้น่าจะเป็นมุเอมะมากกว่า เพราะคุ้นๆ
ว่าที่ปราสาทจอมมารก็มีประตูที่มีเวทมนต์ป้องกันคล้ายๆ แบบนี้อยู่
พวกที่มามีทั้งหญิงชายอายุก็ค่อนข้างแตกต่างกัน
ทำให้บอกไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มไหนกันแน่
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้าคือ ออครูส
จงเปิดประตูและส่งตัวไอ้โรมะมาเดี๋ยว”
“คนรู้จักเหรอ”
อาเดไลท์ถามผม
“ไม่ล่ะ ไม่ใช่สเปกผม”
“นายท่าน ไม่ใช่เวลามาเล่นมุกตลกนะคะ”
เจอเมยอาดุใส่จนได้
แต่ไม่รู้ทำไมทาฮากริมถึงจ้องอีกฝ่ายแบบจะกินเลือดกินเนื้อแบบนั้น
หรือว่าจะเป็นคนรู้จัก?
“พวกของเธอหรือเปล่า”
“ไม่มีทางค่ะ! ฉันไม่มีรู้จักกับพวกชอบขัดจังหวะแบบนี้หรอก”
“อะ อืม”
น่ากลัวแฮะ พยายามไม่ทำให้ทาฮากริมโกรธดีกว่า
เมื่อไม่รู้ว่าเป็นใคร ผมเลยเดินออกไปถามผ่านประตูกำแพง
“มีธุระอะไรกับผมเหรอ รู้สึกว่าพวกเราไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนนะ”
คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้า ซึ่งใส่เสื้อหนังหมี ตัวใหญ่กล้ามโต
ใบหน้าให้ความรู้สึกเหมือนพวกนักสู้ ก้าวออกมาและตะคอกใส่ผม
“มึงเหรอโรมะ! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะฆ่าแก!”
“โอเค บาย”
เมื่อรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายแล้ว ก็ไม่ต้องพูดต่อ
ผมเลยคิดจะกลับไปที่คฤหาสน์และปล่อยให้พวกนี้หายบ้ากันไปเอง แต่อีกฝ่ายไม่ยอมนี้สิ
“ถ้าแกไม่ออกมา ข้าจะเผาที่นี้ซะ!”
เผาไปก็เท่านั้นแหละ ตัวคฤหาสน์อยู่ห่างจากกำแพงตั้งไกล
ต่อให้ใช้ธนูเพลิงก็ยิงไปไม่ถึง ส่วนกำแพงก็ลงเวทมนต์เอาไว้
ต่อให้โดนไฟเผาก็ไม่น่าจะพัง
เพราะงั้นผมไม่สนใจคำขู่นี้เลย ทว่า
ขืนปล่อยไว้จะเป็นปัญหากับธุรกิจได้ ลองเจรจาดูก่อนล่ะกัน ถ้าจบได้ด้วยการจ่ายเงินให้นิดหน่อย
ก็พอรับได้อยู่นะ
“แล้วผมไปทำอะไรให้ไม่พอใจล่ะ ถึงอยากจะฆ่ากัน”
“มึงยังกล้าถามอีกเหรอ! เอบูส มานี้”
ออครูสเรียกให้คนหนึ่งออกมา เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น
ท่าทางเหมือนนักผจญภัยแต่เดินได้ตุ้งติ้งมาก…คุ้นๆ หน้าแฮะหมอนี้
“มึงจำลูกชายข้าได้ไหม”
“คุ้นๆ เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”
“มึงเป็นคนตัดเจ้าโลกของลูกชายข้า! แล้วมึงยังบอกว่าแค่คุ้นๆ
อีกเหรอ ไอ้เหี้ย!”
“เอ่อ บอกก่อนนะ พวกคำด่าหยาบๆ น่ะ ไม่จำเป็นหรอก
เพราะผมไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำพูดพวกนี้ ส่วนเรื่องเจ้าตุ๊ดนี้ อ่ะ! ผมนึกออกแล้ว”
ใช่ เจ้าตุ๊ดนี้คือคนที่โดนทัณฑ์ฮาราคิรีของผมไปนั้นเอง
งั้นเจ้าพวกนี้ก็เป็น…ชื่อกิลอะไรหว่า พิชิตแดนเหนือล่ะมั่ง
อ่ะ…งานเข้าแล้วสิ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น