ตอนที่ 31 ทดลองสกิล

ตอนที่ 31 ทดลองสกิล
ได้ปลอดปล่อยไปพอสมควร ดุ้นผมเลยสงบลงหน่อย เพราะผมไม่อยากจะรบกวนสาวๆ ในคฤหาสน์ตอนช่วงเช้าหรอก มันจะทำให้พวกเธอหมดแรงจนทำอะไรไม่ได้ไปทั้งวัน
พอถึงคฤหาสน์ผมก็ปลุกมอเรียขึ้นมา และถามความเห็นเธอเรื่องจะให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เธอตอบรับในทันที แถมร้องไห้ออกมาอย่างมีความสุขด้วย แต่ผมก็ไม่ปิดบังเธอเรื่องฮาเร็มของผมหรอก ซึ่งเธอบอกว่ารู้อยู่แล้ว และไม่ว่าอะไรและจะช่วยผมเต็มที่ด้วย
พอเดเม่ตื่นลงมาผมก็แนะนำให้เธอรู้จักมอเรีย ซึ่งเป็นฝ่ายมอเรียที่พอเห็นเดเม่ก็พุ่งเข้าไปกอดทันที เพราะทนความน่ารักของอีกฝ่ายไม่ไหว จากนั้นผมกับเดเม่ก็มาช่วยกันทำอาหารเช้า วันนี้เป็นข้าวสวย กินกับไก่ย่างรสอ่อน และพัดผักราดซอส ข้าวน่ะกินกับอะไรก็อร่อย
ระหว่างที่ทำอาหารมอเรียก็นั่งดูแบบอ้าปากค้างไปด้วย เพราะเธอคิดว่ามันจะเป็นอาหารง่ายๆ แบบที่เธอกินที่โรงแรมตอนเช้า เพียงแค่ข้าวสวยเธอก็ไม่เคยเห็นมาก่อนแล้ว แถมกลิ่นของมันยังหอมอีกด้วย ยิ่งพอนำมาแบ่งเป็นชุดๆ และจัดเรียงลงบนโต๊ะอาหารยิ่งดูราวกับอาหารในบ้านขุนนาง
“เดเม่ไปตามทุกคนที”
“รับทราบค่ะ!”
พอผมสั่งเดเม่ก็เดินหายไปในทันที ผมสอนเธอไว้ว่ารีบอย่างไงก็ห้ามวิ่ง เมดนั้นต้องสง่างามและภูมิฐานอยู่ตลอดเวลา แต่เวลารีบเธอก็ใช้วิธีก้าวเท้าสั้นๆ ให้เร็วขึ้น
เท่านั้น ซึ่งเธอทำออกมาได้ดีทีเดียว มอเรียมองตามเดเม่ไปอย่างด้วยสายตาประทับใจสุดๆ
“ทะ ท่านโรมะขอถามหน่อยสิคะ ท่านซื้อเดเม่มาในราคาเท่าไรคะเนี่ย ฉันไม่แคยเห็นคนรับใช้ที่มารยาทงามเช่นนี้มาก่อนเลย ราคาต้องแพงมากแน่ๆ”
“อ่า…ได้มาฟรีน่ะครับ”
ผมตอบขณะรินนมใส่แก้วสำหรับทุกคน
“ฟรี…”
“อืม ฟรี ฟรานก็ด้วยได้มาพร้อมกันเลย”
“โกหก!”
มอเรียไม่อยากจะเชื่อเลย สำหรับเดเม่จัดว่าเป็นเมดระดับสูงไปแล้ว ส่วนฟรานก็น่าจะเรียกว่าเป็นทาสสะสมก็ว่าได้ ทาสสะสมนั้นจะต่างจากทาสทั่วไป คือต้องมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นสวยงามอย่างที่สุด เก่งอย่างที่สุด ซึ่งพวกขุนนางจะยอมจ่ายเงินเป็นร้อยๆ ล้านเพื่อซื้อตัวพวกเธอมาไว้สะสม แต่นี้ของระดับนั้นโรมะกลับมาได้ฟรี
“ถ้าอยากรู้ก็ลองไปถามเจ้าตัวเองดีกว่าครับ ผมเองก็ไม่ได้จำพวกรายละเอียดไว้หรอก”
หลังจากทุกคนลงมาแล้ว ผมก็แนะนำตัวมอเรียกับทุกคนอีกรอบ ก่อนจะเริ่มมื้อเช้ากัน
พอรู้ว่ามื้อเช้าวันนี้เป็นข้าวสวย ทุกคนก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที แต่ว่ามอเรียกลับยืนอยู่เฉยๆ ด้วยสีหน้ามึนงง
“เอ่อ ท่านโรมะคะ ทะ ทำไมปล่อยให้ทาสขึ้นไปนั่งด้วยล่ะคะ?”
“ที่บ้านนี้จะทาสหรือจะเจ้านาย มีความสำคัญเท่ากันครับ และพวกเราต้องกินข้าวพร้อมกัน มานั่งเถอะเดี๋ยวอาหารก็เย็นก่อนพอดี”
มอเรียเดินมานั่งด้วยท่าทางกระอักกะอวน เพราะสามัญสำนึกของเธอเป็นแบบคนปกติของคนโลกนี้ ไม่แปลกเลยที่เธอจะไม่เคยเห็นทาสนั่งร่วมโต๊ะกับเจ้านาย
“นายท่าน สิ่งนี้คือ?”
ยูรินถามขึ้นเป็นคนแรก
“จริงสิ เธอยังไม่เคยกินข้าวสวยสินะ ดาเซสจัดการ”
ผมหันไปสั่งให้ดาเซสเป็นคนอธิบาย เพราะรายนี้ก็ถามแบบเดียวกันมาก่อนแล้ว ดาเซสก็รีบอธิบายให้ฟัง
อย่างดุเดือดด้วยดวงตาเป็นประกาย มอเรียที่ฟังไปด้วยก็กลืนนํ้าลายดังเฮือก ก่อนจะก้มมองดูข้าวในจานของตัวเอง
“นายท่าน ไก่นี้อร่อยมากค่ะ รสชาติอ่อนๆ นี้เพราะเอาไปต้มในนํ้าซุปก่อนหรือเปล่าคะ”
เดเม่หันมาถามอย่างสนใจ
“การต้มในซุปจะช่วยล้างกลิ่นคาวได้น่ะ ส่วนที่รสอ่อนอยู่ที่การปรุงรส”
“นายท่านใส่ใจเรื่องกลิ่นของอาหารด้วยนี้เอง”
เดเม่พยักหน้าเหมือนทำความเข้าใจอยู่ ส่วนฟรานจ้องมาที่มือผม ซึ่งเป็นคนเดียวที่ใช้ตะเกียงกินข้าว
“นายท่านคะ ช่วยสอนหนูใช้ตะเกียบทำแบบนั้นด้วยสิคะ”
ฟรานร้องขอด้วยสายตาแน่วแน่
“ใช้ตะเกียบกินข้าวมันยากกว่าตอนหม้อไฟนะ ตอนนี้ใช้แบบที่ถนัดไปก่อนเถอะ ไว้เดี๋ยวใช้ตะเกียบชินแล้วก็ทำได้เอง”
“ค่ะ”
ถึงฟรานจะขานรับแต่เธอก็มองดูวิธีใช้ตะเกียบของผมแบบตาไม่กระพริบ
“เธอน่ะ กินผักด้วยเซ่!”
ผมหันไปว่าเอร่าที่กวาดกินแต่ไก่ส่วนผักยังไม่ลดเลย
“เจ้าจะให้เทพธิดาอย่างฉันมากินผักที่น่าสงสารแบบนี้เหรอ บังอาจ!”
ผมลุกขึ้นไป และจับจานผักกรอกใส่ปากเอร่าทันที
“ขอโทษค่าๆ หนูผิดไปแล้ว จากนี้ไปจะกินผักแล้วค่ะ”
มอเรียดูบรรยากาศของโต๊ะอาหารด้วยความประหลาดใจ ทั้งดูเป็นกันเองเรียบง่ายแต่อบอุ่น ทุกคนมีสีหน้ามีความสุข ไม่ใช่บรรยากาศก้มหน้ากินกันเงียบๆ แบบน่าอึดอัด
ตอนแรกมอเรียคิดว่าจะต่อว่าพวกเดเม่ ที่ทำไมลามปามถึงขนาดนี้ แต่จากสิ่งที่เธอสัมผัสได้ตอนนี้ เธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไม เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของมัน ส่วนหนึ่งของที่นี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความอบอุ่นเช่นนี้ขึ้นมา และเธอเองก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี้เหมือนกัน
แต่แล้วจู่ๆ มิรินก็โผล่เข้ามาในบ้าน
“อ้าว มาช้าไปเหรอคะเนี่ย”
“ไม่ช้าหรอก มานั่งสิ”
ผมแนะนำมิรินให้มอเรียรู้จัก แต่ไม่รู้ทำไมทั้งคู่จ้องตากันเป็นประกายไฟเลย
“แหม ที่กันท่าฉันเพราะแบบนี้เองสินะคะ”
“กับคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ฉันไม่ยอมให้เข้าใกล้ท่านโรมะได้หรอก”
“เหรอ แต่คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าคนนี้ สร้างความพึงพอใจให้กับท่านโรมะได้ถึงสี่ยกเลยนะ”
“สะ สี่ยก!”
มอเรียทำหน้าเหมือนกับพ่ายแพ้อะไรบางอย่าง
“แล้วฉันก็รู้ว่าท่านโรมะชอบแบบไหนด้วย”
“!!!”
มอเรียซ็อคจนพูดไม่ออก
“พอเลยทั้งคู่ ถ้าไม่กินข้าวฉันจะเก็บละนะ”
“กินค่ะกิน!”
มิรินกับมอเรียรีบตักข้าวเข้าปากทันที และก็ต้องปล่อยรีแอกชั่นแบบเดียวกับพวกฟรานเมื่อก่อนออกมา ทั้งนํ้าตาไหลทั้งชื่นชมไม่หยุด
หลังมื้อเช้าแล้ว มอเรียขอตัวไปทำงานที่กิล และจะได้แวะไปเก็บข้าวของที่โรงแรมมาด้วย ส่วนยูรินกับดาเซสก็พากันออกไปสร้างกำแพงกันต่อ ส่วนเดเม่พอช่วยผมทำความสะอาดเสร็จ ก็ไปนั่งเรียนหนังสือกับฟรานต่อ โดยมีมิรินนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั้นด้วย ส่วนตัวผมนั้น ได้ใช้เวลาว่างช่วงเช้าทำการทดสอบสกิล แต่ก่อนหน้านั้น ผมก็ขึ้นห้องเพื่อนำกางเกงในของคายุนไปใส่กรอบติดผนังไว้ก่อนและก็กลับลงมาทดสอบสกิล
แน่นอนต้องเริ่มจากมองทะลุที่เลเวลอัพมาแล้ว
“แหล่มเป็ด!”
ผมต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก หลังจากใช้สกิลนี้กับพวกฟราน
“มีอะไรเหรอคะ นายท่าน”
ฟรานลุกขึ้นมาหาผม แต่ผมรีบยกมือบอกปัดไป
“ไม่มีอะไรๆ เรียนหนังสือกันต่อไปเถอะ”
ผมยิ้มบอกแต่ในใจกำลังหัวเราะแบบหื่นๆ อยู่ เพราะสกิลมองทะลุเลเวลสองให้ความคมชัดทุกรายละเอียด ไม่ใช่แค่ทำให้โปร่งแสงแล้วเป็นภาพเบลอๆ แต่นี้มองทะลุเสื้อผ้า จนเห็นชุดชั้นในได้อย่างชัดราวกับซูมภาพดูได้
ผมหันไปมองมิรินที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ ตอนแรกผมมองทะลุเสื้อผ้า จนเห็นซับในของเธอ ซึ่งเป็นชุดผ้าสายเดี่ยว เนื้อผ้าเบาบาง บางมากๆ! สีขาวบริสุทธิ์ ตรงปลายชุดเป็นระบายจีบ ตรงกลางอกเป็นโบว์เล็กๆ น่ารัก และพอปรับการมองเห็น ซับในก็จะหายไป เหลือแต่ชุดชั้นในให้เห็น
วันนี้มิรินใส่สีขาว เป็นแบบเหมือนครั้งแรกที่พวกเรามีอะไรกัน คือแหวกตรงเป้ากับตรงจุก นี้เธอใส่แบบพร้อมรบตลอดเวลาเลย แต่นี้คือสูงสุดของตอนนี้ ยังไม่อาจมองทะลุชุดชั้นในได้ สงสัยต้องเลเวล 3 ก่อน
หลังจากนั้นผมก็หันไปสำรวจเดเม่ เธอใส่ซับในเช่นกัน แต่เป็นแบบกระโปรงยาวเสมอกับปลายกระโปรง
ของชุดเมดเนื้อผ้าหนากว่าของมิรินหน่อยหนึ่ง ส่วนข้างในฝักทองอีกแล้ว ข้างบนเป็นบราสีชมพูมีจีบระบายเต็มน่าอก
ของฟรานเดาได้ไม่ยาก เพราะมีแค่สองสี ไม่แดงก็ดำ แค่แบบไหนเท่านั้น แต่ฟรานไม่ได้ใส่ซับใน เพราะชุดโกธิคมีสิ่งที่คล้ายๆ ซับในติดอยู่กับชุดอยู่แล้ว
ข้างบนเธอไม่ได้ใส่อะไรผมไว้ ผมเลยเห็นเป็นชุดเสื้อผ้าเธออยู่ ส่วนท่อนล่างเป็นสีดำแบบเว้าสูง แบบเธอดึงจะตึงจนตรงเป้ารั้งเข้าไปในหอยของเธอ ผมแค่มองดูดุ้นก็แข็งขึ้นมาแล้ว แต่ไม่อยากกวนเวลาเรียนของพวกเธอ เลยเดินออกมาดูพวกยูรินที่อยู่นอกบ้าน
ตอนนี้กำแพงสูงขึ้นมาจากพื้นครึ่งเมตรได้ เป็นกำแพงอิฐฉาบสองชั้น โดยเริ่มสร้างจากด้านข้างของบ้านที่ติดกับป่าก่อน ตัวยูรินมีหน้าที่สร้างอิฐและจะออกมาช่วยเป็นบางครั้ง ส่วนของดาเซสก็มีหน้าที่ก่อกำแพง
ตอนนี้ผมมายืนดูดาเซสก่อกำแพงขึ้นโดยฉาบสิ่งที่คล้ายๆ ดินเหนียวลงก่อนจะวางอิฐลงไป ดูเธอสนุกมาก
จนไม่ทันสังเกตเห็นผม แต่แบบนี้ล่ะดีแล้ว ผมใช้มองทะลุกับเธอทันที
ดาเซสเองก็ไม่ใส่ซับใน ด้านบนเธอเป็นบราสีเหลืองแบบเชือกเส้นเล็ก ด้านหน้าเป็นผ้าแบบสามเหลี่ยม ส่วนของข้างล่าง….นั้นมัน ของฟรานไม่ใช่แหรอ!?
ดาเซสกำลังใส่กางเกงในสีดำแบบลูกไม้ทั้งตัว แถมเพราะมันเป็นไซส์เล็กสำหรับเด็กแบบฟราน มันเลยรัดแน่นส่วนเป้าจมหายเข้าไปในเนื้อหอยของดาเซส มันแน่นมากจนผมกลัวมันจะฉีกเป็นชิ้นๆ
คือผมรู้ล่ะนะยัยนี้ชอบแบบไหน แต่ถึงขนาดขอของฟรานมาใส่เนี่ยก็เกินไปหน่อย แถมใส่รัดๆ แบบนี้ตลอดก็ไม่ดีด้วย ไว้ผมค่อยสอนเธอทีหลังล่ะกัน ตอนนี้ไปหายูรินที่ด้างหลังบ้านก่อน
ด้านหลังบ้านตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็น Workshop ของยูรินโดยสมบูรณ์แล้ว มีทั้งเตาเผา เตาหลอม ทั่งตีเหล็ก แบบหล่อขึ้นรูปแบบต่างๆ และอะไรอีกมากมาย มันเป็น
เพิงแบบด้านหน้าเปิดโล่ง มีกำแพงแค่สามด้านและหลังคาซึ่งมีช่องระบายอากาศ ถึงภายในจะดูร้อนแต่อากาศถ่ายเทได้ดีมาก ตอนนี้ยูรินนั่งเฝ้าเตาเผาที่อยู่ด้านนอกอยู่ สงสัยกำลังทำอิฐอยู่ ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ และใช้มองทะลุกับเธอ
ส่วนบนเป็นสปอร์ตบราเลยมองไม่ทะลุอยู่แล้ว วันนี้เป็นลายทางสีขาวชมพูอ่อน ส่วนกางเกงในเป็นลายทางเหมือนกันสีชมพูเขียว แต่เป็นแบบกางเกงในเด็ก คือตัวใหญ่ๆ ปิดตั้งแต่เอวไปถึงต้นขา ไม่ค่อยเว้าขึ้นมา นอกจากตรงขอบแล้วก็ดูหลวมๆ นิดหน่อย กางเกงที่เธอใส่วันนี้เลยเป็นแบบเอวปกติ
ผมทนไม่ไหวแล้วเลยเข้าไปหาแล้วจัดการอุ้มเธอขึ้นมานั่งบนตัก เป็นท่าประจำของผมกับเธอไปแล้ว ยูรินรู้เลยไม่พูดอะไรออกมา ปล่อยให้ผมทำตามใจชอบ แต่เธอร้องออกมาทันทีที่ผมเสียบเข้าไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันเข้าไปถึงจุดกระตุ้นของเธอ ดูเหมือนว่าช่วงนี้เธอจะเก็บอาการได้น้อยลงเรื่อยๆ
เสียงร้องและคำพูดเธอเหมือนกำลังโดนข่มขืนอยู่เช่นเคย ถึงการร้องแบบคู่รักแบบตอนที่โดน Dawn of love จะสยิวดีก็เถอะ แต่แบบนี้มันเหมือนผมข่มขืนเธออยู่จริงๆ เลย ซึ่งก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
หอยของยูรินก็ยังคงกระซับแน่นเหมือนเคย หลังจากผมปล่อยใส่ข้างในเธอแล้ว ก็ยังแช่อยู่แบบนั้นสักพัก ยูรินมาบอกขอต่อยกสองเลย แต่ผมบอกว่าไม่อยากให้เธอหมดแรงซะก่อน เพราะยังต้องทำงานอยู่ เลยไว้คืนนี้จะต่อให้ ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับแต่โดยดี ก่อนจะลุกขึ้นแล้วก้มลงมาเลียทำความสะอาดดุ้นผมให้ เอ๋? ไปเรียนมาจากไหน ปกติเธอไม่เคยใช้ปากกับผมเลย แต่ปากเล็กๆ ของเธอทำได้แค่เลียเท่านั้น เพราะเอาดุ้นเข้าไม่ไหว
ระหว่างที่ให้ยูรินเลียไปจนกว่าเธอจะพอใจ ผมก็เปิดดูสกิลอื่นไปด้วย สกิล Trianer ที่ได้มาจากทีโมทีซัง มีประโยชน์มากทีเดียว เพราะมันจะทำให้คนที่อยู่ในปาร์ตี้ผมได้รับ Exp มากขึ้นจากการล่ามอนสเตอร์ แต่ตอนนั้นเองยูรินก็ลุกขึ้นมา ผมนึกว่าเธอจะกลับไปทำงานต่อ แต่ทว่าพอ
มองดู เธอกลับกำลังถอดกางเกงในออกมา และส่วมลงบนดุ้นของผมพร้อมกับเริ่มชักว่าวให้
โห! ทำแบบนี้เป็นตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย อูย เนื้อผ้าลื่นๆ มันทำเสียวดีชะมัด แถมมือของยูรินกำดุ้นได้ไม่รอบเลยต้องใช้สองมือ เธอชักแบบเร็วๆ ราวกับรู้ว่าผมชอบแบบไหน กำลังความอึดของดวาฟทำให้เธอแรงไม่ตกด้วย หลังจากปล่อยให้เธอชักให้ประมาณสิบนาทีผมก็กระฉูดออกมาเลอะเต็มกางเกงใน แต่พอผมจะคลีนนิ่งให้ ยูรินกลับรีบดึงมันออกไป เธอนำกางเกงในที่ชุ่มไปด้วยนํ้าเชื้อผม ส่วมกลับเข้าไปและดึงรั้งขึ้นมาจนแน่นเข้าที่ เธอครางออกมาเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ และตัวสั่นเบาๆ ไปด้วย ก่อนจะเอากางเกงมาใส่และทำท่าเหมือนไม่มีอะไร ทั้งๆ ที่ใส่กางเกงในที่ชุ่มนํ้าเชื้อผมอยู่
ถ้าเป็นความพอใจของเธอผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก จากนั้นผมก็มาดูสกิลต่อ เบอเซริกโหมดนี้ผมเก็บไว้เลย ถ้าไม่ซวยถึงสุดๆ จริงๆ ผมไม่ใช้มันแน่ สกิลนี้อันตรายเกินไป
แต่สกิลที่น่าสนใจจริงๆ คือสกิลสายผลิตอันแรกที่ผมได้มา อุปกรณ์เวท(Magic item)
“ยูริน พอรู้ไหมสกิลสายผลิตของอุปกรณ์เวทนี้มันใช้ทำอะไรได้บ้าง”
“ทำให้ใส่เวทมนต์เข้าไปในวัตถุบางอย่างได้ วัตถุชิ้นนั้นกลายเป็นอุปกรณ์เวท ยิ่งเลเวลสกิลสูงขึ้น จะยิ่งใส่เวทมนต์หลายชนิดลงไปในวัตถุชิ้นเดียวกันได้ แต่ด้วยที่เป็นสกิลที่เลเวลอัพยากมาก ยังไม่เคยเห็นใครที่มีเลเวลสองมาก่อนเลย จึงเป็นแค่ข้อมูลคาดเดาเท่านั้น”
“สมเป็นยูริน รู้เยอะจริงๆ”
“…”
ยูรินเดินมาจับมือผมไปวางบนหัว อ้อ รางวัลสินะ ผมเลยลูบหัวเธอให้ตามที่ขอ
“แล้วอย่างฉันถ้าไม่มีเวทมนต์ จะใช้สกิลนี้อย่างไงอ่ะ”
“ให้คนที่ใช้เวทมนต์ได้ช่วย แค่แตะตัวของคนที่ใช้เวทมนต์ไว้ และวางมือลงบนวัตถุก็ใช้ได้แล้ว”
“อืม ขอบใจนะยูริน”
ผมลูบหัวยูรินต่อีกพักหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้เธอไปทำงานต่อ ส่วนผมก็กลับเข้ามาในบ้าน พอคุยเรื่องสกิลอุปกรณ์เวทกับมิริน เธอเองก็บอกว่าไม่เคยลอง เพราะคนที่มีสกิลอุปกรณ์เวทหาตัวยากมาก ชนิดที่ขนาดเมืองใหญ่ๆ จะมีเพียงแค่คนเดียว
อูย แบบนี้พี่สาวร้านอุปกรณ์เวทคนเมื่อคืนก็เป็นเซเลบสิ นี้ผมได้มีอะไรกับเซเลบเหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อ!!
มิรินบอกอีกว่าอย่างใบวาปร์ที่ผมมี นั้นก็เป็นอุปกรณ์เวทที่ใส่เวทเคลื่อนย้ายระดับสูงไว้ ซึ่งเป็นเวทที่มีแต่ปีศาจระดับอย่างมุเอมะเท่านั้นที่จะใช้ได้ เรื่องราคานั้นไม่สามารถประเมินค่าได้เลย แถมเธอยังเตือนว่าไม่ควรให้ใครรู้ว่าผมมี เพราะมันอันตราย อย่างใช้วาปร์ไปที่ห้องพระราชาเพื่อสังหาร หรือวาปร์ส่งทหารจำนวนมากเข้าไป
ในเมืองศัตรู ถ้าใครรู้ว่าผมมีของแบบนี้อยู่ในมือเป็นจำนวนมาก แถมสั่งผลิตได้ตามใจนึก ผมซวยแน่
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมได้ให้ใบวาปร์ให้กับทุกคนไว้คนละใบ โดยสั่งให้พกติดตัว ถ้าเกิดอันตรายขึ้นก็ให้ใช้หนีทันที
จากการทดสอบดู ใส่เวทมนต์ในอาวุธ ไม่สามารถทำได้ ไม่ทราบเหตุผล
ใส่เวทมนต์ในชุดเกราะ ไม่สามารถทำได้ ไม่ทราบเหตุผล
“อืม หรือจะใส่ได้เฉพาะในวัตถุชิ้นเล็กๆ อ่ะ มิรินเหนื่อยไหม”
ผมให้มิรินใช้เวทมนต์ไปตั้งหลายสิบชนิดแล้ว ทดลองเพลินจนลืมไปเลย
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ท่านโรมะ ในสายจอมเวทด้วยกันพลัง MP ของฉันค่อนข้างเยอะและยังมีสกิล MP regen
ด้วย ถ้าเป็นเวทขั้นกลางล่ะก็ ใช้ได้ประมาณ 20-30 ครั้งต่อชั่วโมงเลยล่ะค่ะ”
“โอ้ว สุดยอดเลย”
“แหมๆ เทียบกับท่านโรมะตอนเป็นจะ”
ผมรีบพุ่งเข้าไปปิดปากมิรินไว้ทันที เกือบไป
“ขอโทษค่ะ”
มิรินยิ้มแห้งๆ
“อย่าเผลอบ่อยสิ…งั้นต่อไปลองนี้หน่อย”
ผมเอาตะเกียงใส่เทียนไขออกมา และลองให้มิรินใส่เวทมนต์ไฟ ถึงจะทำให้มีแสงได้แต่ก็ไม่สว่างเท่าไร แบบเปิดปิดไม่ได้ ใช้ไปแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น
คือผมจะลองเลียบแบบอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่ติดตามถนนในเมืองน่ะ เพราะตอนนี้ในคฤหาสน์ยังใช้เทียนกันอยู่เลย ถึงผมจะไม่เป็นไรเพราะมองเห็นในที่มืดได้ดีก็จริง แต่ก็อยากมีไว้ให้คนอื่นใช้
“…จะว่าไปมิรินก็มีเวทธาตุแสงนี่น่า”
ผมลองเปลี่ยนไปให้ใช้เวทธาตุแสง ผลออกมายอดเยี่ยม คือให้แสงสว่างระดับที่ต้องการได้แล้ว และอยู่ได้นานพอควร แต่ก็ยังไม่พออยู่ดีสำหรับการใช้งาน สุดท้ายผมต้องติดต่อไปถามมุเอมะดู เธอเลยส่งตำราเกี่ยวกับการสร้างอุปกรณ์เวทมนต์ขั้นสูงมาให้ (เอ่อ ไม่มีเบื้องต้นกับขั้นกลางให้ก่อนเหรอ)
ผมเป็นคนศึกษาเรียนรู้และค้นข้อมูลด้วยตัวเองเก่งอยู่แล้ว มุเอมะเลยปล่อยให้ผมสนุกกับการเรียนรู้ด้วยตัวเองดู ไม่ถึงชั่วโมงผมก็รู้แล้วว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน
อุปกรณ์เวทมนต์จะสามารถวางวงจรเวทมนต์ลงไปได้ วงจรเวทมนต์ที่ว่าก็คือชุดคำสั่งที่ใช้งาน โดยสลักเป็นอักขระชุด เหมือนกับพันธะทาสนั้นแหละ หลังจากลองใส่วงจรเวทมนต์ลงไปตรงพื้นใต้ตะเกียง และให้มิรินใช้เวทแสงอีกครั้ง ผมก็วางมันลงบนโต๊ะ และตบมือหนึ่งครั้ง ไฟติดขึ้นมา
“ท่านโรมะสุดยอดเลยค่ะ! ทำได้อย่าไงคะเนี่ย”
มิรินตกใจตาค้าง สวนของฟรานกับเดเม่ยังไม่ค่อยเข้าใจ เลยออกจะงงๆ มากกว่า
“ลงวงจรเวทมนต์ให้ทำงานเมื่อได้ยินเสียงตบมือน่ะ พวกเธอก็ลองดูสิ”
พอผมบอกทุกคนก็เล่นกันใหญ่เลย ดูท่าจะใช้กันเป็นล่ะ แถมวงจรเวทมนต์ผมยังให้มีส่วนของการสะสมเวทมนต์ระยะยาวด้วย สำหรับตะเกียงหนึ่งอัน อันใส่พลังเวทของมิรินไปสิบรอบ น่าจะใช้งานได้สักอาทิตย์ ผมทำตะเกียงเวทมนต์ออกมาสี่อันก่อน ไว้ค่อยไปซื้อตะเกียงมาเพิ่มและตอนนี้จะได้ให้มิรินได้พักด้วย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ