ตอนที่ 129 ความจริง
ตอนที่ 129 ความจริง
“อย่าพึ่งถามอะไร รีบรักษาท่านโรมะก่อน!”
หลังจากผ่านแท่นวาปร์ออกมา เรโมริก้าก็กระโดดพรวดออกมาจากเงาทันที
และรีบร้องอย่างตื่นตระหนก ผมหันไปมองรอบๆ พบว่าไม่ได้โผล่มาในจุดที่คาดการณ์ไว้
แต่เหมือนแท่นวาปร์จะถูกย้ายมาในดันเจี้ยนนํ้าตก
กรอเรียกับนักบวชสาวอีกสองคน รีบตรงเข้ามาช่วยกันรักษาให้ทันที
แต่พอออกมาพ้นห้องกับดักได้ สกิลผมก็เริ่มทำงาน ทำให้ความเจ็บปวดลดลงไปเยอะ Hp
regen ก็กลับมาทำงานแล้วด้วย เลยไม่ต้องห่วงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต
พอสกิลกลับมาใช้ได้ ก็ทำให้หายใจได้ทั่วท้องขึ้นจริงๆ
“ว่าแต่…ทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี้กันหมดเลยล่ะ”
ผมหันไปมองรอบๆ ถํ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ของชั้น 1
ก็เห็นว่าอยู่กับพร้อมหน้า ขาดไปแค่บางคนเท่านั้น
พอทักขึ้นมาฟรานก็ตรงเข้ามากอดผมและร้องไห้ออกมาทันที
“เกิดอะไรขึ้น!”
แค่เห็นปฏิกิริยาของฟรานผมก็ใจหายวูบ
“ไหม้หมดเลยค่ะ! พวกมันเผาคฤหาสน์จนไหม้หมดเลย!”
แค่ได้ยินฟรานร้องบอกออกมา ผมก็รีบลุกขึ้นโดยยังไม่รอให้รักษาเสร็จ
และตรงออกไปที่หน้าปากถํ้า ซึ่งพวกมิรินยืนอยู่
และจากตรงนั้นผมก็ได้เห็นเปลวไฟและควันลอยขึ้นมาจากจุดที่คฤหาสน์ตั้งอยู่
ผมได้ฟังเรื่องราวจากทุกคน เลยพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้
มันเริ่มจากตอนที่ผมออกไปจากคฤหาสน์ เอสเตอร์ก็เห็นลางร้ายขึ้นมา แต่ไม่มั่นใจ
เลยเตือนพวกมิรินและแอบตามผมกันออกไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน
ก็เกิดไฟไหม้ขึ้นมาที่โบสถ์ หลังจากนั้นก็เป็นที่คฤหาสน์
ซึ่งไม่ว่าจะดูอย่างไงก็น่าจะเป็นการวางเพลิงแน่ๆ
ส่วนคนร้ายคิดว่าจะเป็นพวกนักเรียน เพราะพวกสาวๆ
กับทาสตัดทิ้งไปได้เลย ส่วนพวกกรอเรียเองก็ไม่มีเหตุผลให้ทำด้วย
ยิ่งการเผาโบสถ์เนี่ย ไม่มีทางทำได้แน่
ยังดีที่ไม่มีใครเป็นอันตรายและหนีออกมาได้หมดทุกคน
แต่ข่าวร้ายไม่ใช่แค่นั้น เพราะในเวลาเดียวกัน
ก็มีพนักงานจากโรงแรมมาแจ้ง ว่าที่โรงแรมก็
เกิดเรื่องขึ้นเช่นกัน มีทั้งการวางเพลิงและการก่อจารจล
ยูรินกับคริสติน่ายังติดอยู่ที่นั้น ดาเซสกับซาคุยะเลยนำพวกทาสที่เหลือเข้าไปช่วย
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อมา
“แล้วอาเดไลท์ เอร่ากับเจ้าหญิงโชล่ะ”
ถ้าไม่นับพวกที่ติดอยู่ที่โรงแรมแล้ว ก็ยังขาดสามคนนั้นไป
“สามคนนั้นเห็นรีบร้อนเข้าไปในเมืองตั้งแต่เช้า
ตอนนี้ยังไม่กลับมาเลยค่ะ”
เมยอาบอกขณะนั่งปลอบโมอาที่ยังร้องไห้ไม่หยุด
“ฝีมือใครกัน…ใครมันบังอาจ!”
เดเม่โกรธจนตัวสั่น เธอกำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
คนอื่นเองก็ตั้งคำถามแบบนี้ในใจอย่างเจ็บแค้น
เพราะดูแล้วไม่น่าจะใช่แค่กิลนักผจญภัยอย่างเดียวแน่ๆ แถมยังไม่รู้ด้วย
ว่าทำไมกิลนักผจญภัยถึงหันมาเล่นงานพวกเธอได้
ผมกัดฟันด้วยความเจ็บปวด และคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ต้องบอกความจริง
“ตอนนี้ทุกกิลในเมืองกรอซ่ากำลังล่าตัวผมอยู่”
“พวกเราไปทำอะไรให้พวกมันเหรอคะ!”
“ไม่ใช่พวกเธอหรอก แต่เป็นผลจากที่ผมทำอะไรไม่รอบคอบเอง ไม่สิ
มันมาจากการมองโลกในแง่ดีเกินไปของผมมากกว่า”
“ท่านโรมะไม่ผิดหรอกค่ะ
ไอ้พวกชั่วนั้นไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านโรมะทำหรอก!”
มิรินตะโกนออกมาแต่ผมยกมือห้ามไว้
“จะเพราะความไม่เข้าใจ หรือการเสียผลประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุผลหลักๆ
เลยที่พวกนั้นจะล่าตัวผมก็เพราะ…”
ผมจับไปที่แหวน อย่างที่คิดไว้ มันยังโดนปิดกั้นอยู่
สื่อสารหรือวาปร์กลับปราสาทจอมมารไม่ได้เลย ผมหลับตาลง…เพราะถึงเวลาจริง
มันยากอย่างที่คิดไว้ซะอีก แต่เมื่อผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ผมก็คืนสถานะจอมมารให้ทุกคนเห็น
ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ต่อให้ไม่มีสกิลตรวจสอบ
เพียงแค่ผมปล่อยออร่าออกไปเบาๆ ทุกคนพากับทรุดลงไปกับพื้น ด้วยความหวาดกลัว
พอมิรินกับเรโมริก้าเห็น ก็พากันทำหน้าเศร้าสลด
ก่อนจะเดินมายืนอยู่ด้านหลังผม เรโมริก้าไม่เรียกฟรานหรือเดเม่ให้มาหา
เพราะเธออยากให้พวกฟรานเป็นคนตัดสินใจเองในเรื่องนี้
ดอเรียเป็นคนแรกที่ขยับ ถึงจะยังสั่นกลัวอยู่
แต่เธอก็ฝืนก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าผม
“ข ข ข้าล่วงเกินท่านจอมมารไปตั้งมากมาย ป
โปรดละเว้นหมู่บ้านของข้าด้วยเถอะ”
“อย่าทำแบบนี้ดอเรีย
จะผมตอนนี้หรือตอนที่เป็นโรมะก็คือคนคนเดียวกัน”
แต่ถึงอย่างนั้น ดอเรียก็ยังไม่กล้าลุกขึ้นมา
ถึงเธอจะไม่นับว่าเป็นเผ่าปีศาจ แต่เมืองของเซนทอร์อยู่
ในเขตแดนปีศาจ
เธอรู้ว่าเพียงแค่ผมโบกมือทีเดียวเผ่าพันธุ์ของเธอก็จะสูญหายไปจากโลกนี้ทันที
จากนั้นกรอเรียก็วิ่งออกไปทำนํ้าตา
เหมือนเธอจะรับความจริงนี้ไม่ได้ ทั้งนักบวชและอัศวินหันมามองผมด้วยแววตาเป็นศัตรู
แต่พวกนั้นไม่กล้าแม้แต่จะสบตา วิ่งตามกรอเรียออกไปในสภาพแข้งขาอ่อน
โรสลินกับจามิร่าพยักหน้าให้กัน
ก่อนจะเดินมาคุกเข่าตรงหน้าผมเหมือนกัน เพราะไม่สำคัญหรอกว่าผมจะเป็นอะไร
แต่เผ่าพันธุ์ยักษ์เมื่อมอบร่างกายให้ใครแล้ว ก็จะเป็นคนของคนนั้นไปตลอดกาล
“…ท่านโรมะหลอกพวกเรามาโดยตลอดเลยเหรอคะ”
มอเรียพยายามตั้งสติและพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“ใช่”
ผมไม่ปฏิเสธสิ่งที่ทำลงไป การปิดบังก็คือการหลอกลวง
“มอเรียไม่ใช่แบบที่เธอคิดนะ
เผ่าปีศาจภายใต้การนำของท่านโรมะไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว
ท่านโรมะต้องการให้ทุกคนอยู่รวมกันอย่างสันติ”
“นั้นมันไม่สำคัญสักหน่อย!”
มอเรียตะโกนออกมาสุดเสียง ผมตาค้างไปเลย เพราะไม่เคยเห็นเธอตะโกนเสียงดังและโกรธมากเท่านี้มาก่อน
“ท่านโรมะหลอกใช้พวกเรา!
มันสนุกมากนักหรือไงที่มาล้อเล่นกับความรู้สึกของพวกเราแบบนี้!...ชั่วร้ายที่สุด”
“…”
มิรินเห็นผมไม่ยอมอธิบายอะไรเลย ก็อยู่ไม่สุข ต้องออกไปอธิบายเอง
แต่ผมห้ามเอาไว้ เพราะจากที่ผ่านมาผมรู้ดีว่าในความรู้สึกของทุกคนแล้ว
ผมเป็นตัวตนแบบไหน พูดอะไรไปตอนนี้ก็เหมือนแก้ตัว ยิ่งจะทำให้ไม่เชื่อในคำพูด
มอเรียเหมือนจิตใจแตกสลาย เธอทนรับไม่ไหว เลยหยิบมีดขึ้นมาเตรียมจะฆ่าตัวตาย
แต่ผมไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้น แค่ขยับมือเบาๆ
มีดก็พุ่งหลุดจากมือของมอเรียไปโดนกบดวงซวยก่อนจะลอยไปปักที่พนัง
“ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ฉันตาย!”
มอเรียกรีดร้องออกมาก่อนจะทรุดลงไปกับพื้นและร้องไห้โฮออกมา
“…ยังมีเงินที่เก็บอยู่กับเดเม่และเมยอา ถึงจะไม่มาก
แต่คิดว่าพอให้พวกเธอใช้ได้ไปอีกหลายปี
คนทั่วไปจะคิดว่าพวกเธอโดนผมควบคุมจิดใจอยู่ หลังจากผมไปแล้ว
พวกเธอจะอยู่ที่เมืองนี้ต่อได้อย่างไม่มีปัญหา”
ผมบอกก่อนจะหันเดินไปที่ทางออก แต่เมื่อเห็นผมกำลังจะจากไป
ทั้งฟรานและคนอื่นๆ ก็เหมือนพึ่งตื่นจากภวังค์ และวิ่งมากอดผมเอาไว้
“พาหนูไปด้วยค่ะ หนูเป็นของนายท่าน ไม่ว่าจะที่ไหน
หนูก็จะอยู่กับนายท่าน!”
ฟรานร้องบอกทั้งนํ้าตา
“แต่ผมเป็นจอมมารนะ”
“หนูเองถึงจะไม่ชอบเผ่าปีศาจ แต่ถ้าเป็นที่ที่นายท่านอยู่
หนูก็จะอยู่ที่นั้นด้วย!”
“…ได้…แล้วเดเม่ล่ะ”
ผมเห็นเดเม่ไม่พูดอะไร ไม่ร้องไห้ด้วย เหมือนทำเนียนเข้ามากอดเฉยๆ
มากกว่า
“หายตกใจแล้วค่ะ ส่วนคำตอบหนูไม่ว่าอย่างไงก็เหมือนเดิม
ชีวิตของหนูนายท่านมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็เป็นของนายท่านคนเดียว
ถ้านายท่านเป็นจอมมาร หนูก็จะเป็นเมดของจอมมารค่ะ”
ที่ยืนเงียบไปนี้แค่ตกใจเองหรอกเหรอ…แต่ก็สมเป็นเดเม่แล้วล่ะ
“ท่านโรมะเป็นโรมะให้ชีวิตใหม่ ฉะนั้นนี้เป็นของท่านโรมะค่ะ”
เอสเตอร์เองก็บอกผมแบบกล้าๆ กลัวๆ
“ขอแค่ให้ได้อยู่กับท่านโรมะ จะเป็นเผ่ามารเผ่าปีศาจ
ฉันก็ไม่สนใจหรอกค่ะ”
โมอาเองก็อาการเดียวกับเอสเตอร์
“ฮึๆ อย่างไงฉันก็เป็นแค่ลูกจ้าง
ขอแค่มีเงินจ่ายจะฝ่ายไหนก็เหมือนกันนั้นแหละ ว่าแต่กลับไปเป็นแบบเดิมได้ไหม
ตอนนี้ฉันกลัวจนเล็ดออกมาหน่อยๆ แล้ว”
เมยอาบอกขณะใช้มือปิดตรงช่วงล่างไว้อย่างเขินๆ
“หนูก็เล็ดเหมือนกัน”
ฟรานกับเดเม่เองก็รีบปล่อยตัวผม ผมเลยต้องคลายสถานะจอมมารออก และใช้คลีนนิ่งให้พวกเธอ
พอไม่ได้อยู่ในสถานะจอมมาร กินที่ยืนเท้าและทำท่าขู่ฟ่อๆ อยู่
ก็รีบวิ่งตรงกลับขึ้นมาอยู่บนหัวผม…รายนี้ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกแต่เพราะสัญชาตญาณล้วนๆ
เลยสินะ
ผมมองไปที่ราก้า เพราะเป็นคนเดียวที่เหมือนยังไม่ได้ตัดสินใจ
พอเห็นผมสบตา เธอก็ยิ้มแห้งๆ และพยักหน้าให้ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร
แต่เธอคงไม่มีปัญหาอะไรล่ะมั่ง แค่เว้นช่องว่างมากขึ้นดอเรีย
ซึ่งขนาดตอนนี้ผมปิดสถานะจอมมารไปแล้ว ดอเรียยังไม่เลิกสั่นเลย
จอมมารจะมีผลมากกับพวกที่เป็นมอนสเตอร์
เพราะจะถูกพลังจอมมารข่มไปถึงระดับวิญญาณชนิดที่ไม่มีทางต้านทานได้เลย
แต่มอเรียเนี่ยสิ…
คนอื่นพอเห็นสีหน้าผมก็รู้ทันทีว่ารู้สึกอย่างไง
เพราะผมไว้ใจเธอมาก และปรึกษาทุกเรื่อง แถมเธอตั้งท้องลูกของผมอยู่ด้วย
แต่จะบังคับไม่ได้ จากนี้ไปชีวิตจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
ข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่ก็ไม่รู้ การจะก้าวไปต่อจากนี้ จะต้องก้าวด้วยตัวเองเท่านั้น
เดเม่ถอนหายใจ ก่อนจะหยิบเอาเงินและเสบียงออกมา
และไปวางไว้ตรงหน้าของมอเรียที่ยังก้มหน้าร้องไห้อยู่
“แล้วจากนี้จะทำอย่างไงกันต่อดีคะท่านโรมะ”
มิรินถามขึ้น ผมมองไปที่แท่นวาปร์
ซึ่งมันไม่มีการเชื่อมต่อกับสถานที่ แปลว่าแท่น 1 ที่ตั้งไว้ที่โรงแรมคงโดนทำลายไปแล้ว
แต่ผมว่าน่าจะเป็นฝีมือของ
พวกดาเซส เพราะถ้าแท่นวาปร์ยังทำงาน
ศัตรูก็ยังส่งกำลังไปเพิ่มได้ผ่านแท่นวาปร์ที่อยู่ในกิลนักผจญภัย
ผมเลยทำลายของทางนี้ด้วย
“ที่โรงแรมไม่น่าห่วง มีทั้งพวกดาเซสและอานูบิสดูแลอยู่
จะควบคุมสถานการณ์ได้เมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลา แต่ที่ผมห่วงคือพวกอาเดไลท์
ถึงจะออกไปแต่เช้า แต่ก็น่าจะรู้ข่าวแล้วแต่ยังไม่เห็นกลับมา
มีความเป็นไปได้ว่าจะโดนจับตัวไว้”
“จะไปช่วยพวกเธอไหมคะ”
“…ไม่ต้องหรอก อาเดไลท์กับเอร่าพอจะดูแลตัวเองได้
ส่วนเจ้าหญิงโชนี้ อธิษฐานว่าจะไม่มีใครไปทำให้เธอคลั่งจนถล่มเมืองดีกว่านะ”
“แล้วจากนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนดีคะ”
“…ปราสาทจอมมาร ทุกคนจะอยู่ที่นั้นได้อย่างปลอดภัย
แต่ตอนนี้ทั้งการสื่อสารและการเคลื่อนย้ายโดนปิดผนึกอยู่
คงต้องออกห่างเมืองนี้ไปก่อนถึงจะกลับไปปราสาทจอมมารได้”
“งั้นรีบไปกันเถอะค่ะ กิลในเมืองตั้งรวมตัวบุกมาแน่ๆ”
“ก็ให้มาสิ พวกเราจะได้ฆ่าพวกมันให้หมดเลย”
พอได้ยินมิรินบอกฟรานก็หยิบอาวุธออกมาอย่างไม่กลัวเกรง
“เด็กโง่ ยังไม่เข้าใจท่านโรมะอีกเหรอ”
เรโมริก้าเขกหัวสั่งสอนลูกสาวตัวเองทันที
“ด้วยพลังของท่านโรมะน่ะ
แค่กระพริบตาก็ทำให้เมืองทั้งเมืองหายไปได้แล้ว
แต่เพราะท่านโรมะไม่ชอบการฆ่าฟันที่สูญเปล่าและต้องการหาทางให้ทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันได้
เลยต้องการเลี่ยงการต่อสู้ เพราะถ้าขืนฆ่าพวกคนพวกนี้ไป
ความแค้นจะยิ่งแผ่ขยายวงกว้างออกไป ไม่เข้าใจเหรอ
ความหนักหน่วงของการที่ถูกฆ่าโดยคนที่ชื่อโรมะ
กับโดนฆ่าโดยจอมมารมันต่างกันแค่ไหน”
พอฟรานเข้าใจที่เรโมริก้าอธิบายให้ฟังแล้ว
ก็รู้สึกสะท้านขึ้นมาทันที
“ยังดีที่ว่าตอนนี้ฝ่ายนั้นยังไม่รู้ว่าผมเป็นจอมมาร
แค่คิดว่าเป็นเผ่าปีศาจเฉยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
อาจจะต้องมีคนจำนวนมากตายด้วยนํ้ามือผม”
หมดเวลาโลกสวยแล้ว
และผมไม่อยากให้พวกเธอคิดด้วยว่าผมจะไม่กล้าฆ่าคน
ให้เข้าใจซะตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า เพราะในอนาคตยังต้องมีมนุษย์ที่เสนอตัวออกมาให้ผมฆ่าอีกมากมายแน่ๆ
ทุกคนดูจะเข้าใจความหมายในคำพูดของผม เลยมีสีหน้ากลัวกันออกมา
แต่ก็ไม่มีใครคัดค้าน
“เอาล่ะ ออกเดินทางกันได้แล้ว
พวกเราจะใช้เส้นทางในป่าจนกว่าจะหลุดออกนอกระยะ พอไปส่งพวกเธอที่ปราสาทจอมมารแล้ว
ผมจะนำกำลังไปช่วยคนอื่นที่ติดอยู่ในเมืองเอง”
“ค่ะ!”
ทุกคนขานรับและออกเดินทางกันทันที แต่ก่อนจะเข้าไปในป่ากัน
ผมก็หันไปมองที่คฤหาสน์อีกครั้งด้วยความอาลัยอาวรณ์
ผมยังไม่ยอมแพ้หรอก สักวันผมจะต้องสร้างมันขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่เดินอยู่ในป่ามิรินก็ถามผมขึ้นมา
“แล้วจะเอาไงดีกับคนอื่นๆ ดีคะ”
“นั่นสินะ…พวกยูรินกับดาเซสผมว่าไม่มีปัญหาหรอก ส่วนอาเดไลท์เผลอๆ
น่าจะพอรู้ตัวมาสักพักล่ะ”
“เอ๋!?”
“อย่าดูถูกอาเดไลท์สิ เธอฉลาดกว่าผมอีกนะ”
“งั้นปัญหาก็อยู่ที่เอร่าสินะคะ”
“…ไม่เป็นไร ถ้าเธอรับความจริงไม่ได้เดี๋ยวคงกลับสวรรค์ไปเองล่ะ
แต่ที่ผมห่วงคือทางเจ้าหญิงโชมากกว่า”
“เธอเป็นเผ่ามังกรไม่น่าจะมีปัญหามั่งคะ”
“ไม่หรอกเพราะเป็นมังกรเนี่ยล่ะถึงมีปัญหา
จริงอยู่ว่ามังกรเป็นเผ่าที่ถือเป็นเผ่าสาขาหลักของเผ่าปีศาจ
แต่ก็มีพวกที่คงไว้ซึ่งความกลาง
ซึ่งพวกที่จะทำแบบนั้นได้ต้องมีพลังมากกว่ามังกรทั่วไป อย่างน้อยก็มากพอจะไม่กลัวเกรงอำนาจของจอมมารรุ่นก่อนล่ะนะ
เพราะงั้นกรณีของเจ้าหญิงโชสามารถออกได้ทั้งสองหน้าเลย
แถมเป็นด้านที่สุดขั้วทั้งนั้น ถ้าเธอโกรธและหันฝ่ายกลายเป็นปรปักษ์ล่ะก็
ถือเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุด”
“ท่านโรมะคิดมากไปแล้ว”
“เจอมาแบบนี้ ผมคิดลบไปก่อนล่ะ”
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เรื่องของซารีคราวนี้ทำให้ผมขยาดไปเลย
“…แต่ไม่มั่นใจแล้วสิ ว่าที่ทำมามันถูกต้องแล้วเหรอ”
“ท่านโรมะ…”
มิรินเห็นความเศร้าในดวงตาผมจนพูดอะไรไม่ออก
แต่ขณะนั้นเองเดเม่ก็เดินมาจับมือผมเอาไว้
“นายท่านค่ะช่วยมองมาที่พวกหนูด้วย การที่พวกหนูอยู่ตรงนี้ไม่เพียงพอจะยืนยันได้อีกเหรอคะ
ว่าทุกสิ่งที่นายท่านทำลงไปมันมีค่ามากมายเพียงใด”
“เดเม่”
“ไม่เห็นเกี่ยวว่าถูกหรือผิดหรอก ทุกคนล้วนละโมบโลภมาก
นายไม่สามารถไปเติมเต็มคนเห็นแก่ตัวพวกนั้นได้ทุกคนอยู่แล้ว”
เมยอาก็ช่วยพูดให้ผมสบายใจขึ้น หายากนะเนี่ย
“ช่วยคนที่สมควรจะช่วย ดีกับคนที่ควรจะดี ไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน
ถ้าเก็บเอาความคิดของคนไม่ดีมาตัดสินตัวเอง มันจะมีประโยชน์อะไร”
เรโมริก้าพูดได้ลึกซึ้งมาก สมแล้วที่เป็นผู้ใหญ่
“ใช่แล้วค่ะ สิ่งที่นายท่านทำไป
สร้างรอยยิ้มให้กับคนได้ตั้งมากมายเลยนะคะ”
อย่างที่ฟรานบอก แค่ได้เห็นรอยยิ้มของพวกเธอผมก็พอใจแล้ว
ที่ผมพยายามมาก็เพื่อสิ่งนี้ ไม่เห็นต้องลังเลเลยว่าจะไปเหยียบตีนใครบ้าง
“ขอบคุณนะทุกคน เป็นผมคนเดียวคงไม่ไหวแน่
แต่เพราะมีทุกคนให้กำลังใจ ผมเลยก้าวไปต่อได้”
“ด้วยความยินดีค่ะ!”
แต่ว่า…พอผมหันไปมองข้างหลัง ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน
ความสัมพันธุ์จากนี้ไปจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
มีบางคนที่เว้นช่องว่างออกไป อย่างดอเรียกับราก้า
ผมต้องรีบหาทางทำให้ทุกคนกลับมาเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกับอีกครั้ง
ไม่งั้นภายในฮาเร็มจะต้องมีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นแน่
“มีคนตามมา!”
เรโมริก้าเตือนพลางตั้งท่าเตรียมโจมตี
“เดี๋ยว ไม่ใช่ศัตรู”
ผมเห็นในเรดาร์มาสักพักแล้ว เลยรู้ว่าเป็นใคร
“ออกมาสิมอเรีย”
พอโดนผมเรีย มอเรียก็ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้
เธอยังคงก้มหน้าไม่กล้าสบตาผม
“…มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะรู้”
“ผมจะตอบให้ทุกอย่างด้วยความจริง”
“…ท่านโรมะ…เคยรักฉันบ้างไหมคะ”
“รักสิ ตอนนี้ก็ยังรักอยู่ ถึงผมจะปิดบังไว้หลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับพวกเธอไม่ใช่เรื่องโกหกแน่นอน”
“แค่นั้นก็พอแล้วล่ะค่ะ…ที่ฉันทำตัวหยาบคายไปก่อนหน้านี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆ
ค่ะ ท่านโรมะจะยกโทษไปฉันได้ไหมคะ”
ผมเดินตรงเข้าไปกอดเธอไว้แทนคำตอบ
“ยกโทษอะไรกัน เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ไปผมเถอะนะมอเรีย”
“ค่ะ! ฉันจะขอติดตามท่านโรมะไปทุกที่ค่ะ!”
พอได้เห็นมอเรียกลับเข้ากลุ่มมา
พวกฟรานก็ดีใจและตรงเข้าไปผลัดกันกอดเธอ มอเรียเป็นคน
สำคัญของกลุ่ม เธอทั้งคอยดูแลใส่ใจทุกคนและมอบความอบอุ่นให้
ทุกคนเลยมองเธอเป็นเหมือนพี่สาวแสนดีของบ้าน
ค่อยยังชั่วแบบนี้บรรยากาศในกลุ่มก็จะกลับมาดีขึ้น
แต่ดีใจได้ไม่เท่าไรก็มีเรื่องตามมาทันที
เพราะจู่ๆ ในเรดาร์ของผมก็มีจุดเตือนปรากฏขึ้นมาเต็มไปหมด
ทุกคนเองก็เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังโดนล้อมอยู่
“เข้าใกล้ได้โดยที่เรดาร์จับไม่ได้!”
ผมประหลาดใจมาก
เพราะเรดาร์ผมตอนนี้มีรัศมีการตรวจจับเกือบหนึ่งกิโล
แต่นี้ศัตรูเข้ามาในระยะร้อยเมตรแล้วมันถึงพึ่งแจ้งเตือน
“เป็นพวกกิลนักผจญภัยแน่นอนค่ะ”
มอเรียชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อม
เธอเองเป็นทั้งนักผจญภัยและพนักงานกิลมาก่อน
เลยรู้ว่าพวกตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง
“ประมาณ 300 คน”
ฟรานแยกจำวนได้ทันทีจากกลิ่น
“ต้องฝ่าออกแล้ว”
ผมตั้งใจว่าจะใช้พลังจอมมารทันที เพราะผมไม่อยากให้พวกสาวๆ
ต้องบาดเจ็บ พวกที่น่าจะเป็นระดับเดียวกับที่ล้อมจับผมไว้แน่
ทว่า…คืนร่างจอมมารไม่ได้!
ผมรีบเปิดดูสกิลทันที
เพราะมีเหตุผลเดียวเท่านั้นแหละที่ผมกลายเป็นจอมมารไม่ได้ แต่พอได้เห็น
ผมถึงกับตะลึง เพราะนี้มันเลวร้ายกว่าคราวก่อนซะอีก
สกิลผมไม่ได้โดนปิด แต่มันกำลังหายไปทีละอย่าง!
ห่างออกไปในป่าลึก ริกะกำลังยืนอยู่บนพื้นที่โล่งกลางป่า
ตรงหน้าเธอมีลูกบอลของเหลวที่ขยับตัวไปมาไม่เป็นรูปทรง
ซึ่งมันกำลังสะท้อนภาพของโรมะที่มีสีหน้าแตกตื่นอยู่
“ฮุๆๆ กระจอกอะไรแบบนี้ เลเวลก็น้อย
แถมยังไม่ได้ฝึกสำนึกแห่งศาสตร์ด้วย ช่างเป็นผู้ใช้สกิลมารที่ไร้เดียงสาซะจริง”
ริกะหัวเราะออกมา พร้อมกับเปิดสกิลของตัวเองขึ้นมาดู
ซึ่งตอนนี้สกิลมารราคะได้มาเป็นของเธอแล้ว
“สกิลมารราคะ…ช่างเป็นความสามารถที่น่าขยักแขยงซะจริง…เดี๋ยวสิ!
ถ้าเอาไปใช้กับโรมะล่ะก็…”
แค่คิดใบหน้าเธอก็เกิดรอยยิ้มพิลึกพิลั่นออกมา
ก่อนจะหันกลับไปที่ลูกบอลของเหลว
“เอาล่ะ รีบๆ จัดการงานให้เสร็จดีกว่า
เตรียมใจไว้ได้เลยเจ้าโรมะตัวปลอม หลังจากสูบสกิลของแกมาจนหมดแล้ว
ฉันจะให้แกได้เจอกับความตายที่ทุกข์ทรมานที่สุด”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น