ตอนที่ 117 วันที่แสนวุ่นวาย Part 6

ตอนที่ 117 วันที่แสนวุ่นวาย Part 6
พอผมกลับออกมาจากชั้นบน พวกมอเรียที่รออยู่ที่ชั้นหนึ่งก็ตรงเข้ามาหาทันที
“ไปนานจังคะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
มอเรียทำหน้าเป็นกังวล แต่ผมก็มองเธอด้วยสายตาเป็นกังวลยิ่งกว่า เพราะหลังจากได้คุยแบบสนิทสนมกับซารีแล้ว ทำให้ผมรู้ว่าเธอแอบคลั่งไคล้มอเรียมาตั้งแต่เป็นนักผจญภัยแล้ว เมื่อก่อนอาการหนักขนาดแอบตามเก็บเอาเสื้อผ้าเก่าๆ มาดมเลย เดี๋ยวนี้ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น เลยเหลือแต่แอบถํ้ามองตอนอาบนํ้าหรือตอนนอนเท่านั้น และแน่นอนเธอขอให้ผมตกลงสัญญาด้วย ว่าจะกล่อมให้มอเรียยอมอาบนํ้าด้วยกันกับเธอและขอถูหลังอีกต่างหาก…เจอเจ้านายเป็นยูริสายหื่นแบบนี้ มอเรียเองก็คงลำบากมาเยอะเหมือนกันนะ แต่คิดว่าจากนี้อะไรๆ คงจะดีขึ้น เพราะซารีได้ดุ้นผมช่วยระบายความเก็บกดไปเยอะแล้ว
“ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ลำบากหน่อยนะมอเรีย”
“เอ๋? ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ ไม่ลำบากสักนิด”
มอเรียเอียงคอทำท่าสงสัย แต่ผมว่าอย่าพึ่งบอกให้เธอไหวตัวเลยดีกว่า ไว้ตอนเผลอๆ แล้วค่อยบอก
ส่วนทาฮากริมมองหน้าผมพลางถอนหายใจ
“กลับไปใส่หน้ากากอีกแล้ว”
ดูเหมือนเธอจะชอบเวลาผมถอดหน้ากากมากกว่าแฮะ แต่ก็แน่ล่ะ ใครมันจะไปชอบหน้าตาแบบตาลุงหื่นกามกันล่ะ
แต่ดาเซสเนี่ยสิ จ้องผมเขม็งมาตั้งแต่ตะกี้ล่ะ แถมยังเข้ามาดมฟุดฟิดอย่างกับสุนัขเลย
“เขมือบไปแล้วสินะ หัวหน้ากิลนักผจญภัยน่ะ!”
แถมจู่ๆ ก็ตะโกนออกมา ผมนี้รีบตระคลุบตัวเธอแทบไม่ทัน
“อย่าตะโกนสิ!”
ผมใช้มือปิดปากดาเซสแล้วลากออกไปจากกิลนักผจญภัยทั้งๆ แบบนั้น แต่มอเรียเข้าใจที่ดาเซสบอกตะกี้ ถึงจะฟังไม่ทันจบประโยคดีก็เถอะ สายตาของมอเรียเลยจ้องผมแบบคมกริบ ก กลัวแล้วครับ!
พอมาถึงรถม้า ผมเลยต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังแบบโดนบังคับด้วยสายตา แน่นอนผมข้ามเรื่องเผ่าปีศาจไป โดยบอกแค่ว่าซารีสงสัยว่าผมจะใส่เสน่ห์มอเรียและคนอื่นๆ ด้วยสกิล ผมเลยต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยการปฏิบัติกิจของชายหื่น
“มาดูถูกท่านโรมะแบบนี้ได้อย่างไง ฉันต้องไปคุยกับหัวหน้าให้รู้เรื่องแล้ว!”
มอเรียโดดขึ้นมาด้วยความโมโหทันที ผมเลยต้องดึงแขนเธอไว้
“ไม่ต้องหรอก ตอนนี้หัวหน้าซารีเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว”
“เดี๋ยวนะ อย่าลืมเรื่องสำคัญไปสิ โรมะนายเลิกฟาดผู้หญิงไม่เลือกหน้าสักทีได้ไหม”
“อันนี้สิดูถูกของจริง!”
ผมหันไปทางดาเซสที่เป็นคนตำหนิผมทันที ผมไม่ได้ไม่เลือกสักหน่อย เห็นแบบนี้ก็เลือกนะ! แค่จุดสไตร์ทผมมันกว้างมากๆ เท่านั้นเอง
ตอนนี้มอเรียกับดาเซสหัวเราะออกแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมทาฮากริมยิ่งทำหน้าจริงจังกว่าเดิมซะอีก แถมยังบ่นพึมพำออกมาด้วย
“เป็นใครก็ได้เหรอ เราเองก็ได้สินะ”
เสียงที่พึมพำของทาฮากริมมันฟังดูน่ากลัว จนผมไม่กล้าตีความหมายเลย
แต่ทาฮากริมก็ต้องขอแยกตัวไป เพราะเธอเตรียมการเดินทางไว้พร้อมแล้ว และอยากจะกลับไปที่วิลเฟนเฮให้เร็วที่สุด เพื่อแจ้งข่าวดีให้กับพ่อของเธอ งานนี้ผมแอบจ้างนักผจญภัยกลุ่มหนึ่ง โดยตั้งเป็นเควสการคุ้มกันแบบลับๆ ให้กับทาฮากริมด้วย เพราะเล่นเดินทางโดยหอบเอาเงินขนาดนั้นติดตัวไป มันเสี่ยงต่อการถูกดักปล้นได้ แต่ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก ก็เธอเองเลเวลก็สูง แถมมี
ลูกน้องติดตามอีกตั้งหลายคน โจรที่คิดจะปล้นเธอ คงต้องโง่บัดซบถึงที่สุดแล้วจริงๆ
พอลาทาฮากริมแล้ว ผมก็ไปที่ร้านเฟอนิเจอร์เจ้าเดิม เพื่อซื้อตู้เตียงไปใส่ในอาคารใหม่ แต่ของเจ้าหญิงโชเตรียมมาเองหมด ผมเลยไม่ต้องเพิ่มอะไรให้ แต่เพราะของที่สั่งงวดนี้เยอะมาก ขนาดเหมาทั้งร้านยังมีไม่พอ เจ้าของร้านเลยขอติดต่อเอาสินค้าจากร้านอื่นด้วย ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ตรวจสอบคุณภาพให้ดีเท่านั้น ที่ต้องซื้อเยอะ เพราะผมจะเอาใส่ไว้ในทุกห้องเลย รวมถึงห้องว่างด้วย จะได้อยู่ในสภาพพร้อมให้แขกเข้าพักได้ทันที
ส่วนพวกข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ผมให้งบไปซื้อกันเอาเอง เพราะของใช้ส่วนตัวควรเป็นของที่ตัวเองชอบ
แต่งานผมยังไม่เสร็จ ผมให้ดาเซสพาไปยังร้านค้าทาสต่อ ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่ผมซื้อพวกฟรานมา
พอเห็นหน้าผม พนักงานก็รีบไปตามพ่อค้าทาสมาทันที พวกนี้คงจำได้ล่ะว่าผมเป็นพวกกระเป๋าหนัก หรืออาจจะได้ยินข่าวลือที่ผมประมูลแวมไพร์ไปในราคามหาโหด
ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะงานนี้ผมต้องการทาสเป็นจำนวนมาก และไม่ใช่ทาสที่จะนำมาเข้าฮาเร็ม ผมเลยลดสเปกลง ส่วนจะเอาไปทำอะไรน่ะเหรอ ก็จะเอามาฝึกให้เป็นพนักงานโรงแรมไงล่ะ จะเปิดโรงแรมก็ต้องใช้คนด้วย เรื่องอาหารก็เหมือนกัน ถึงจะทำคนเดียวไหว แต่คงไม่ว่างมาทำให้ได้ตลอด ทางที่ดีมีพ่อครัวหรือแม่ครัวประจำโรงแรมไว้จะดีที่สุด
เรื่องนี้ผมถกเถียงกับเมยอามาแล้ว เธอคิดว่ามันแพงไปไม่คุ้มค่า ถ้าคิดจะเอาทาสมาใช้ก็ไม่ควรให้เงินเดือน ไม่งั้นก็เหมือนจ่ายสองต่อ แต่ผมไม่ยอม เพราะเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมต่อพวกทาส เมยอาเลยเสนอให้จ้างคนอื่นแทน ผมเลยต้องอธิบายเหตุผลไปว่าทำไมถึงต้องใช้ทาส กว่าจะทำให้เธอยอมรับได้ก็เหนื่อยเอาเรื่อง
เหตุที่ต้องใช้ทาส เพราะผมต้องฝึกพวกเขาให้พร้อมทำงาน โรงแรมของผมจะอิงเอาจากบริการแบบโลกเก่า ไม่เหมือนโรงแรมในโลกนี้ที่ไม่มีบริการอะไรเลย
กรณีที่จ้างคนอื่นมา เกิดผมสอนจนเป็นงานขึ้นมาแล้วชิงหนีไปที่อื่นล่ะ เท่ากับเสียเวลาฟรีเลยนะ การสร้างบุคลากรคุณภาพดี จะต้องใช้ทั้งเวลาและเงิน จึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญมาก เมยอายังไม่เข้าใจใน
เรื่องทรัพยากรบุคคล เลยยังไม่เข้าใจเป้าหมายผมในทีแรก
ซึ่งในจุดนี้ถ้าเป็นทาสล่ะก็ หมดปัญหาเรื่องสมองไหลได้เลย เพราะถึงจะต้องใช้ต้นทุนสูงเพื่อซื้อตัวมา แต่ถ้าผมสอนให้พวกนี้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูงได้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะหนีไปไหน และมันเป็นการสอนแบบรอบเดียวจบ เพราะไม่มีการลาออกจนต้องหาคนใหม่มาแทน ยิ่งให้เงินเดือนพวกเขา ก็ยิ่งจะมีกำลังใจในการทำงาน และจะภูมิใจในงานที่ทำด้วย
ด้วยเหตุนี้ผมเลยเหมาทาสทั้งหมดของร้านโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพหรือราคา แต่ไว้ถ้ามีพวกนิสัยไม่ดีติดไป ค่อยคัดออกแล้วเอาไปทำอย่างอื่นแทน แย่สุดก็เอาไปปล่อยขายอีกทอดหนึ่ง ถึงจะฟังดูเหมือนการค้า
มนุษย์ แต่อย่าลืม นี้คือโลกอีกยุคสมัยหนึ่ง โลกเก่ากว่าจะมีคำว่าสิทธิมนุษยชนก็ผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้ว เผลอๆ จะหนักกว่านี้ด้วยซํ้า เพราะงั้นเลิกทำเป็นโลกสวยและมองความเป็นจริงกันเถอะ
แต่ที่ว่ามาคือกรณีทาสชั้นเลวนะ สำหรับคนที่ตั้งใจทำงานและซื่อสัตย์ผมก็ต้องดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
“เอ๋!? เงือกนั้นยังอยู่อีกเหรอ”
ผมเดินเข้าไปด้านในจนเจอเงือกตัวเดิม ที่พนักงานพยายามจะขายให้ผมในตอนนั้น ซึ่งราคาดูตกลงมามาก คงขายไม่ออกสินะ
พ่อค้าทาสทำท่าอึกอัก คงรู้ตัวแล้วล่ะว่าผมเชี่ยวชาญเรื่องค้าขาย เลยพยายามไม่พูดจามั่วซั่วออกมาเพื่อเป็นการทำร้ายตัวเอง
“มอเรีย เงือกนี้พอจะใช้ทำอะไรได้บ้าง”
ผมหันไปถามแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือประจำตัว
“ถึงท่อนล่างเป็นปลา แต่ระบบสืบพันธุ์เหมือนของมนุษย์ค่ะ แถมอยู่บนบกได้นานเป็นชั่วโมง ฉะนั้นใช้สำหรับเรื่องบนเตียงได้สบายมากค่ะ”
“ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น! แต่หมายถึงความสามารถอย่างอื่นน่ะ”
“อ้อ ถ้าแบบนั้นล่ะก็…เห็นว่าเผ่าเงือกจะมีรูปกายที่งดงาม และเสียงที่ไพเราะเป็นเอกลักษณ์ค่ะ มีลักษณะของการดึงดูดเพศตรงข้ามแบบเดียวกับแวมไพร์ด้วย”
“ใช้ร้องเพลงหรือเรียกแขกได้สินะ งั้นตกลง ผมซื้อ”
พ่อค้าทาสอ้าปากค้างที่ผมยอมตกลงซื้อง่ายๆ
“ตะ แต่ฉันร้องเพลงไม่เป็นนะ”
เงือกสาวรีบปฏิเสธ
“ไม่เป็นไร ทางนี้มีครูสอนร้องเพลงระดับโปรอยู่”
ใช่ ก็โรสลินมีอาชีพเป็นนักร้องนี่น่า ผมก็กะให้เธอเป็นนักร้องที่โรงแรมอยู่หรอก แต่คงไม่ได้ให้ทำประจำ เพราะงั้นเลยต้องมีนักร้องไว้อีกคน
ผมได้ทาสจากโซนหน้าร้านมาร้อยห้าสิบคน และจากในโซนลดราคาอีกยี่สิบคน จริงๆ อยากได้สักสองร้อยคนนะ ไว้ดูกันอีกที ถ้าไม่ไหวค่อยมาหาซื้อเพิ่ม
ส่วนโซนทาสขยะไม่มีแล้ว เพราะจากที่ผมซื้อพวกฟรานไป ทำให้เกิดเทรนใหม่ขึ้นมา นั้นคือการนำทาสคุณภาพตํ่าไปชุบตัว บางคนขุนขึ้นก็ดีไป แต่พวกที่ขุนไม่ขึ้นก็ไม่เสียหายอะไร เพราะซื้อมาในราคาถูกอยู่แล้ว เพราะงั้นพอมีทาสขยะหลุดมา ก็จะขายออกในทันที พื้นที่ด้านหลังเลยไม่ได้ใช้แล้ว จริงๆ ผมอยากให้เลิกไปเลย และปฏิบัติกับทาสให้ดีกว่านี้ แต่ถ้าดูจากวัฒนธรรมของโลกนี้แล้ว แค่นี้ก็ถือว่าความเป็นอยู่ของทาสระดับล่างดีขึ้นมาเยอะทีเดียว
แต่ช่วงที่มาทำพันธะทาสเนี่ย นานกว่าตอนซื้อซะอีก เพราะการทำพันธะทาสร้อยเจ็ดสิบคนพร้อมกัน ถือว่าเป็นงานช้างเลย กว่าจะกลับออกมาก็เกือบคํ่าแล้ว
รถม้าผมอัดคนเป็นร้อยเข้าไปไม่ไหว เลยต้องให้พ่อค้าทาสนำไปส่งให้ที่คฤหาสน์ ซึ่งเขาก็ยินดีทำให้โดยไม่คิดเงิน ก็แน่ล่ะผมเล่นเหมาสินค้าหมดร้านเลยนี้ ตอนนี้สั่งให้ไปแก้ผ้าเต้นระบำกลางเมืองยังยอมเลย
ผมให้ดาเซสรีบกลับไปที่คฤหาสน์โดยด่วน เพราะใกล้ได้เวลามื้อเย็นแล้ว
“ท่านโรมะ ทำไมถึงต้องรีบซื้อทาสด้วยคะ ไว้โรงแรมสร้างเสร็จแล้วค่อยซื้อก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ได้หรอกแบบนั้น การฝึกของผมน่ะมันไม่ธรรมดา ต้องใช้เวลาเรียนรู้จนถึงระดับชำนาญ
ค่อนข้างนาน แถมผมต้องการให้พวกทาสอยู่ในสภาพร่างกายสมบูรณ์ที่สุดด้วย”
“เพราะต้องใช้แรงเยอะสินะคะ”
“เปล่าเลย ตรงกันข้าม งานโรงแรมน่ะถือเป็นงานที่ใช้แรงกายน้อย แต่ที่ใช้มากคือหน้าตาต่างหาก”
“หน้าตา?”
“ใช่ ก็ถ้าเดินเข้าไปในโรงแรม แล้วเจอพนักงานหน้าตาซีดเหมือนขี้โรค มันก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าพักแล้วจริงไหม แต่ถ้าเข้าไปเจอคนที่ยิ้มแย้มใบหน้าดูอิ่มเอิบ ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ได้แล้ว เพราะงั้นการโรงแรมคืองานที่ว่าด้วยหน้าตาและการบริการ”
“ความคิดของท่านโรมะนี้ลํ้าลึกจริงๆ ฉันอยากเห็นตอนที่โรงแรมเปิดเร็วๆ จังค่ะ”
“ผมด้วย”
พอผมกลับไปถึงคฤหาสน์ ก็เห็นว่ากำลังขนเฟอนิเจอร์กันเข้าไปในอาคารใหม่พอดี จริงๆ ก็มีทั้งพนักงานจากร้านและพวกมังกรอาสาจะช่วยอยู่หรอกนะ แต่พวกเด็กๆ ที่ทาฮากริมพามาอยากทำกันเองมากกว่า เพราะพวกเขาอยากจะทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง
ส่วนพวกสาวๆ กำลังเข้าไปเที่ยวชมวังมังกรของเจ้าหญิงโชที่สร้างเสร็จในครึ่งวัน…งานนี้มีเพนกวินและเผ่ามังกรนอนหมดแรงกันเกลื้อนสนามหญ้าเลย ดูๆ ไปพวกนี้มันยิ่งกว่าแรงงานทาสอีกนะ
ผมแวะไปบอกพวกคนในหอพัก ว่าเดี๋ยวจะมีพวกทาสมาเพิ่มอีก ให้ช่วยจัดห้องและพาไปอาบนํ้า
ด้วย เสร็จแล้วให้ไปหาพวกไรโมดอลเพื่อวัดตัวตัดชุด เพราะจากนี้ไปพวกทาสจะต้องใส่เครื่องแบบที่ผมออกแบบให้ โดยเป็นชุดพนักงานโรงแรมที่เคยเห็นในโลกเก่า ส่วนเรื่องอาหารเย็นเดี๋ยวผมจะเตรียมให้เอง
ถึงต้องเตรียมอาหารสำหรับสองร้อยชีวิต ก็ไม่ได้ยุ่งยากมากขึ้นสักเท่าไร ยิ่งมีเดเม่กับโมอาคอยช่วย การเตรียมอาหารก็ยิ่งเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่มีสกิลพ่อบ้านสมบูรณ์แบบช่วย การเตรียมอาหารสำหรับสองร้อยคนนี้ ผมว่าคงไม่มีทางทำได้แน่
“ก กลับมาแล้ว!”
เสียงประตูหน้าเปิดออก พร้อมกับที่ราก้าเดินเข้ามาทิ้งตัวสลบลงบนพื้นทางเดิน
“กลับมาเร็วกว่าที่คิดไว้ซะอีก แล้วได้ไหมของที่ขอไป”
“ได้สิ แต่เจ้านายใช้งานได้โหดจริงๆ”
“ก็เธออยากทำงานไม่ใช่เหรอ”
“อะ อืม”
งานที่ผมให้ราก้าทำก็คือ งานหาวัตถุดิบที่ผมต้องการ จากที่คุยดูแล้ว ผมว่าราก้ามีความรู้เรื่องแหล่งวัตถุดิบที่ดีมาก ถึงจะเป็นข้อมูลเก่า แต่โลกนี้ต่อให้เวลาผ่านไปเป็นร้อยปี ก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยี่มันยังไม่สูงไงล่ะ แถมธรรมชาติก็คงสภาพไว้ได้อย่างดีเยี่ยม สัตว์ไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นเพราะการบุกรุกของมนุษย์ อัตราการเติบโตของสังคมมนุษย์ก็คงที่ เพราะมีอัตราการตายที่สูง จากภัยคุกคามต่างๆ ถ้ามองในมุมของผม ผมว่าโลกนี้สมดุลมากเลยล่ะ ไม่ใช่มนุษย์ครองโลกและเอาแต่กัดกินโลกเหมือนมะเร็ง
สรุปเนื้อๆ ก็คือ อะไรที่มันอยู่ตรงไหน มันก็อยู่ตรงนั้นแหละสำหรับโลกนี้
และสิ่งที่ผมให้ราก้าไปหามาเป็นอย่างแรกก็คือ…ปู เพราะวัตถุดิบที่ได้มาจากลูปันชั้น 9 มีเพียงแต่ปูเท่านั้นที่ไม่มี มันทำให้ผมรู้สึกขาดอะไรไปในชีวิต เพราะปูน่ะโคตรอร่อยเลย แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้จักปูซะได้ ขนาดอาเดไลท์กับมอเรียยังไม่รู้จักเลย มีแต่ราก้าเท่านั้นแหละที่รู้จักแถมรู้แหล่งที่จะหามาได้ พอออกมาจากดันเจี้ยนผมเลยให้เงินเธอไปและซื้อม้าให้ตัวหนึ่ง เพื่อให้เธอไปตามล่าเอาวัตถุดิบมาให้ผมทันที
ผมเลยเพิ่มปูลงในเมนูอาหารมื้อเย็นไปทันที
มีเมนูเกี่ยวกับปูหลายอย่างเลยที่ผมอยากจะทำ แต่ที่อยากกินสุดในตอนนี้ก็ต้องปูเผาเนี่ยล่ะ
ปกติผมได้กินปูบ่อยๆ ตอนไปเที่ยวบ้านญาติที่ฮอกไกโด แต่ที่ประทับใจสุด กลับเป็นตอนที่ไปกินปูในร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตชินจูกุ ซึ่งมันเป็นร้านสไตร์ปิงย่าง ในนั้นก็มีปูอยู่ด้วย รสชาติของปูเผาในวันนั้นผมยังไม่ลืมเลย*
*ปูย่างไฟ หรือที่บ้านเราเรียกว่าปูเผา เป็นเมนูที่แปลกสำหรับคนญี่ปุ่น เพราะปกติจะไม่นำปูมาปิง แต่จะควักเนื้อสดๆ ออกมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นซูปแทน เพราะวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นเป็นแบบประหยัด การมานั่งกินเนื้อปูแบบเพรียวๆ อย่างประเทศไทย เล่นเอาคนญี่ปุ่นช็อคตาตั้งมาเยอะแล้ว
ปล. ไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นนะ แต่มีหลายประเทศช็อคกับการกินของคนไทย เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยอาหาร ชนิดแค่เดินไปไม่ถึงสิบก้าว
ก็เจอของกินแล้ว แต่ก็อีก ถึงจะมีคนบอกว่าอาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก แต่ถ้าเทียบความชอบแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอาหารไทยเท่าไร เพราะอาหารไทยรสจัดเกินไป เค็มเกินไป เผ็ดเกินไป มันเกินไป หวานเกินไป เพราะงั้นประเทศไทยเลยมีคนตายเพราะโรคอ้วนและโรคไตติดอันดับท็อปของโลก
เมนูวันนี้จึงมีปูเผาเป็นจานหลัก เสียดายที่มีพอให้แค่คนละตัว ส่วนที่เหลืออีกหน่อยผมเก็บไว้ทำเมนูอย่างอื่นแทน
เรื่องห้องทานอาหารเองก็มีปัญหา เพราะให้ยัดเข้ามานั่งกินในคฤหาสน์หมดคงไม่ไหว ถึงจะอยากนั่งกินพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน แต่ด้วยจำนวนคนเยอะแบบนี้ ผมเลยต้องให้ไปนั่งกินที่หอของตัวเอง โดยจะให้พวกไรโมดอลยกไปจัดเรียงไว้ให้ ส่วนอันไหนที่ต้อง
บอกวิธีกิน ก็จะเรียกตัวแทนมาสอน และให้ไปสอนๆ ต่ออีกที
อย่างพวกนํ้าจิ้มหรือซอสเนี่ย เป็นของแปลกใหม่สำหรับโลกนี้ ยิ่งผมเรื่องมากกับการกิน แค่ซอสอย่างเดียวก็มีเกือบร้อยชนิดแล้ว เลยต้องติดฉลากบอกชื่อพร้อมกับคำอธิบายการใช้ไว้ข้างขวด
ส่วนของหวานผมคิดว่าพวกมาใหม่ยังเร็วไปสำหรับพุดดิ้ง เลยทำแยกให้เป็นเยลลี่รสผลไม้แทน
พวกสาวๆ พอได้เห็นปูที่เป็นจานหลัก ก็ต่างพากันทำท่าขยับหนี…อ้อ เพราะมันดูเหมือนมอนสเตอร์มากกว่าจะเป็นอาหารนี่น่า ก็เล่นเสริฟแบบทั้งตัวเลย ผมเลยต้องใช้วิธีเหมือนการหลอกเด็ก ด้วยการให้พวกเธอหลับตา และดมเพียงแค่กลิ่น
แค่นั้นแหละ นํ้าลายไหลกันเป็นนํ้าตกเลย
แต่วิธีแกะปูกินค่อนข้างยุ่งยาก ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยด้วย กว่าจะสอนเสร็จพวกเธอก็แทบทนไม่ไหวกันแล้ว และปูหนึ่งตัวสำหรับทุกคน ก็หายวับไปในพริบตาเดียว…ว่าแล้วเชี่ยวอย่างไงตัวหนึ่งก็ไม่พอแน่ๆ
ในตอนหลังพวกสาวๆ ก็พยายามจับมอนสเตอร์ที่มีรูปร่างเหมือนปูมาให้ผมทุกครั้งที่มีโอกาส นี้ผมทำให้พวกเธอแยกแยะระหว่างของกินกับมอนสเตอร์ไม่ออกแล้วเหรอ?
หลังมื้อเย็น ก็มีปัญหาเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะคริสติน่าเดินเข้ามาแจ้ง ว่าพวกทาสใหม่ที่มากำลังก่อการจารจลกันอยู่
ผมยกมือกุมขมับ วันนี้มันอะไรกันหนักหนาก็ไม่รู้ มีปัญหาได้ทั้งวัน แค่วันเดียวก็มีเรื่องราวเยอะจนเอาไปแต่งนิยายได้เล่มหนึ่งเลย
“ไม่พอใจอะไรกันอีกล่ะ มีทั้งที่อยู่ทั้งอาหาร…หรือว่าเสื้อผ้าเหรอ? รอกันสักวันเลยไม่ได้หรือไงนะ”
ผมเดินไปบ่นไป ก็จริงที่ผมดูแลพวกนั้นไม่ได้เสี้ยวกับที่ดูแลพวกฟราน ก็มันต่างกันนี้ ฟรานเป็นทาสที่ผมซื้อมาเพื่อเอาเข้าฮาเร็มโดยเฉพาะ เลยต้องดูแลดีหน่อย แต่พวกนั้นเป็นทาสที่ซื้อมาทำงานนะ ถึงจะเป็นแบบนั้นผมก็ให้สวัสดิการดีอยู่ อย่างน้อยก็มีอาหารสามมื้อพร้อมที่อยู่ฟรี ถ้าเจ็บป่วยก็จะรักษาให้ แค่รอให้พวกไรโมดอลตัดชุดให้วันหนึ่งก็ทนไม่ไหวเลยเหรอ หรือพวกนี้จ้องหาเรื่องเล่นงานเพื่อให้ผมยกเลิกพันธะทาสกัน แบบนี้หรือเปล่านะที่ว่าได้คืบจะเอาศอก
แต่พอเดินไปถึงลานนํ้าพุ ซึ่งพวกทาสกำลังรวมตัวกันอยู่ ผมก็ต้องผงะเพราะมันดูเหมือนม็อปเลย
ที่คริสติน่าบอกว่าก่อการจารจลดูท่าจะไม่ได้พูดเกินจริงเลยแฮะ
“มีอะไรกันเหรอ”
ผมถามโดยรักษานํ้าเสียงไม่ให้สั่น แต่ฟรานเดินลากง้าวคู่ใจมาทางด้านหลังแล้ว คงมาเตรียมเพื่อกรณีเกิดความรุนแรงขึ้นมาล่ะมั่ง
ทาสทุกคนจ้องผมเขม็ง โดนคนเป็นร้อยจ้องใส่เขม็งพร้อมกันแบบนี้ ต่อให้เป็นเสือสิงห์ที่ไหนก็สะดุ้งได้เลยนะ
“ขออภัยนายท่านด้วยครับที่มารบกวน”
มีทาสชายที่เป็นเหมือนตัวแทนทุกคน ก้าวออกมาคุกเข่าตรงหน้าผม
“แต่พวกเรามีเรื่องจะขอร้อง”
“อยากได้อะไรเหรอ”
ผมว่าแล้วพวกนี้ต้องมาเรียกร้องอะไรเพิ่มแน่ๆ แต่ถ้าโลภมากผมจะปล่อยขายให้หมดเลย
“คือว่า…พวกเราอยากอยู่ที่นี้ครับ”
“???”
บนใบหน้าผมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้ว พวกนายเป็นทาสของผม ก็ต้องอยู่ที่นี้อยู่แล้ว อ้อ หรือว่าพวกนายอยากจะเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์”
“ไม่บังอาจหรอกครับ! เรื่องเช่นนั้นแม้แต่คิดพวกเราก็ไม่กล้า”
“งั้นมันหมายความว่าไงกันล่ะ”
“ก ก็นายท่านมอบที่พักแสนหรูหราให้ ซํ้ายังประทานอาหารเทพให้อีก”
“เอาเข้าประเด็นเลย ผมงงแล้วเนี่ย”
ว่าแต่อาหารเทพเลยเหรอ ก็รู้หรอกนะว่าอร่อย แต่เรียกว่าอาหารเทพเลยเนี่ยมันเกินไปหน่อยนะ
พวกทาสมองหน้ากันแบบกลัวๆ ก่อนจะมีอีกคนเข้ามาคุกเข่าข้างทาสชาย ซึ่งคนนี้เป็นเพศหญิงและเป็นเผ่าครึ่งสัตว์ ดูจากใบหูน่าจะเป็นสัตว์ตระกูลแมวเหมือนราก้าล่ะมั่ง
“กราบเรียนนายท่าน ค คือพวกเราได้ยินข่าวลือมา”
“ข่าวลือ??”
“ค่ะ มีข่าวลือว่านายท่านจะเก็บทาสอย่างพวกเรามาชุบเลี้ยง จนพอสุขภาพดีแล้วก็จะปล่อยขายให้คนอื่นในราคาแพง”
“หา!?”
มีข่าวลือแบบนั้นด้วยเหรอ อย่างงี้ผมก็เหมือนพ่อค้าทาสเลยนะ
“แต่ทุกคนต่างคิดว่า ขอเพียงได้อยู่ในแดนสวรรค์ของนายท่านเพียงแค่วันเดียวก็ยังดี ซึ่งพวกเราทำใจรับเรื่องนั้นไว้แล้ว ทว่า…พอได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว มันยิ่งกว่าที่จิตนาการไว้อีกค่ะ พอได้เห็นเตียงที่แสนนุ่มอุ่นสบาย พอได้ทานอาหารเทพที่แสนเลิศรสจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ถ้าต้องพรากไปจากที่นี้ จิตใจของพวกเราต้องแตกสลายแน่ๆ”
“หา!?”
คือผมอึ้งจนพูดไม่ออกน่ะ ว่าในช่วงแรกๆ พวกฟรานเวอร์แล้วนะ แต่เจ้าพวกนี้เวอร์กว่าได้อีก
พอเห็นผมทำหน้าปั้นยากขึ้นมา ทาสชายเลยรีบพูดออกมาต่อ
“ถึงพวกเราจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากนายท่าน แต่ขอเพียงนายท่านไม่ขายพวกเราไป ทาสหญิงก็จะยินดีให้นายท่านยํ่ายีได้ตามใจชอบ ส่วนทาสชายจะยอมทำงานใช้แรงงานให้กับนายท่านจนกว่าจะสิ้นใจตาย พวกเราจะไม่มีปริปากร้องความเมตตาแม้แต่คำเดียวเลยครับ ขอนายท่านรับไว้พิจารณาด้วยเถอะครับ”
จากนั้นพวกทาสก็พากันคุกเข่าลงก้มหัวขอร้องอย่างพร้อมเพียง
“…อาเดไลท์ วานอธิบายให้พวกนี้ฟังทีนะ ผมรู้สึกเพลียสุดๆ เลย”
“คิกๆๆ โรมะไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันอธิบายให้พวกสมาชิกใหม่ฟังเอง”
แล้วผมก็ปล่อยให้อาเดไลท์จัดการอธิบายแก้ความเข้าใจผิดให้ ส่วนผมมานั่งหมดแรงอยู่ที่ห้องนั่งเล่น พร้อมให้กินมานอนหนุนตักและลูบหัวเธอไปเพื่อเยียวยาจิตใจ
มาคิดๆ ดูเพราะผมไม่ได้อธิบายหรือพูดคุยกับพวกทาสใหม่ซะก่อน เลยเกิดเป็นความเข้าใจผิดแบบนี้ขึ้นมาได้ ถือเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากตัวผมเอง ทีหลังต้องทำอะไรให้ชัดเจนกว่านี้
แต่เรื่องผิดพลาดของผม กลายเป็นเรื่องตลกขบขันของสาวๆ ไปซะได้ จนถึงตอนนี้พวกเธอยังขำ
กันไม่หยุดเลย ผมเลยต้องหนีความอับอายเข้าไปในครัว เพื่อคิดค้นลองทำเมนูใหม่ที่จะใช้กับโรงแรม ที่คิดๆ ไว้ จะเป็นอาหารที่ทำง่ายและใช้เวลาน้อย แต่แน่นอนว่าต้องอร่อย ที่คิดๆ ไว้ก็มีเคบับแล้วอย่างหนึ่ง
เคบับเป็นอาหารของประเทศตุรกี ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้เวลาในการเตรียมไม่มาก ถ้าเทียบกับปริมาณอาหารที่ทำออกมา เพียงแค่นำเนื้อหรือไก่ที่ปรุงและหมักไว้ออกมาย่างแบบเสียบเหล็กย่างไฟ แล้วแล่ออกมาไว้ในแป้งเติมผักและใส่ซอสเข้าไปก็พร้อมเสริฟแล้ว แต่ผมอยากได้รสชาติที่เป็นออริจินอล เลยลองเปลี่ยนวัตถุดิบดูเพื่อหาอันที่เหมาะที่สุด ตอนนี้จึงต้องมาทดลองทำดู
แต่พอได้กลิ่นอาหาร พวกสาวๆ ก็มานั่งรอที่โต๊ะอาหารแล้ว นี้ยังไม่อิ่มกันอีกเหรอ แต่นี้เป็นอาหารทดลอง ถ้าไม่มั่นใจว่าอร่อยผมจะไม่เสริฟขึ้นโต๊ะเด็ดขาด
เลยไล่พวกเธอให้ไปอาบนํ้าซะ โดยเซ่นพวกเธอด้วยพุดดิ้งคนละถ้วยถึงจะยอมไปกัน
ระหว่างนั้นอาเดไลท์ก็มารายงานว่าพวกทาสกลับไปที่หอแล้ว แต่ยังมีพวกที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ดี ซึ่งก็ต้องใช้เวลาล่ะนะถึงจะทำให้เชื่อได้สนิทใจ
แต่ปัญหายังไม่จบ เพราะแทบทุกครึ่งชั่วโมงที่คริสติน่าจะเข้ามาบอก ว่ามีทาสจะขอเข้าพบผม
ทาสคนแรก
“น นายท่านครับ จะให้ผมนอนหนุนเจ้าสิ่งที่แสนนุ่มนิ่มเช่นนี้ไม่ได้หรอกครับ!”
เขามาคุกเข่าตรงหน้าผมพร้อมกับชูหมอนขึ้นมา…แค่หมอนเองนะ ยังจะเยอะได้อีก
ทาสคนที่สอง
“น นายท่านคะ ให้พวกเราสองคนอยู่ในห้องกว้างใหญ่เช่นนั้น พวกเราจะต้องโดนท่านเทพลงโทษแน่ๆ ค่ะ!”
ทาสคนที่สาม
“นายท่านๆ! ที่ห้องมีกล่องที่ให้แสงสว่างออกมาด้วย มันดูเป็นของมีราคามากเลย หนูเลยเอามาคืนให้ค่ะ”
ทาสเด็กผู้หญิงคนนี้เอาตะเกียงมาคืนให้…
และทั้งหมดก็โดนผมไล่กลับไปนอน เพื่อแก้ปัญหาผมเลยไปขอร้องพวกกรอเรีย ที่ตอนนี้หนีไปอยู่ที่อาคารหอพักแล้ว ให้ช่วยดูแลพวกทาสอย่างน้อยก็คอยช่วยตอบคำถามพวกนั้นให้หน่อย แต่กรอเรียกลับมีบ่นใส่ผมแทน ว่าผมเลี้ยงทาสหรูเกินไป พวกนั้นเลยทำตัวไม่ถูก เพราะงั้นผมนั้นแหละที่ผิด…เป็นงั้นไป
ตอนที่เดินกลับคฤหาสน์ ผมเงยมองท้องฟ้า และเผลอยิ้มออกมาอย่างยินดี ที่วันที่แสนวุ่นวายของผมมันจบลงได้สักที


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ