ตอนที่ 104 เข้าถํ้าเสือ

ตอนที่ 104 เข้าถํ้าเสือ
ผมออกเดินทางไปต่อทันที โดยมีพวกเชลยที่ตอนนี้ขอเรียกว่าลูกน้อง…ไม่สิ ตุ๊กตาที่เตรียาโละทิ้งน่าจะเหมาะกว่า คอยเดินนำทางไปให้ ผมไม่เห็นมอนสเตอร์ตามทาง เพราะคงโดนจัดการหมดไปก่อนพวกผมจะมากันแล้ว
ระหว่างทางผมก็ปรึกษากับพวกสาวๆ ในหลายๆ เรื่อง เพราะมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้องถือว่าเป็นศัตรูกับทางโบสถ์ใหญ่อย่างเต็มตัว
จริงๆ มีเรื่องน่าตกใจอยู่ เช่นว่า เอสเตอร์จริงๆ นับถือโบสถ์ใหญ่ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นสานุศิษย์ เหตุผลเคยได้รับการทำทานด้วยการเลี้ยงอาหารมาก่อน เรื่องดีๆ ที่โบสถ์ใหญ่ทำมันก็พอดี แต่นั้นก็แค่หน้าฉาก เพราะมา
เห็นเนื้อแท้ของคนระดับผู้บริหาร เอสเตอร์ก็รู้ทำใจรับได้ลำบาก
“ต้องแบ่งเป็นเรื่องๆ ไป เรื่องดีก็ส่วนเรื่องดี ควรเก็บเอาไว้”
ผมพยายามปลอบเอสเตอร์ แต่ผมพูดได้ไม่เก่งเท่าไร และผมไม่ใช่คนใจกว้างหรือยุติธรรม ขนาดพูดแบบคนอื่นได้หรอกว่า ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งฝูง เพราะจริงๆ ถ้าเป็นองค์กรที่ดีจริง คงไม่ปล่อยพวกเนื้อร้ายเหล่านี้ไว้หรอก แถมจากการฟังที่พวกโบสถ์ใหญ่พูดกันมา พวกนี้มีสามัญสำนึกที่ผิดๆ อยู่เยอะ มันคงไม่เกิดขึ้น ถ้าองค์กรมีนโยบายหรือการอบรมที่ดี
ส่วนอีกเรื่องที่ต้องตกใจก็คือ เรื่องความเป็นมาของโบสถ์ใหญ่ ซาคุยะเคยส่วนใจในเรื่องนี้ เลยสืบไปสืบมาจนค่อนข้างมั่นใจ ว่าต้นกำเนิดของลัทธิ
โบสถ์ใหญ่ เป็นผู้กล้าที่ถูกอันเชิญมาจากต่างโลกที่สร้างลัทธินี้ขึ้นมา เพราะดูจากคำสอนและการกล่าวอ้างถึงพระเจ้าแล้ว มันคล้ายกับของโลกพวกผมมาก
ซึ่งถ้าดูจากความเป็นไปได้แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร ในบรรดาคนที่ถูกพาตัวมาโลกนี้ ก็ต้องมีพวกคลั่งศาสนาแบบเข้าเส้นอยู่บ้างล่ะ แต่ว่าโบสถ์ใหญ่มีประวัติศาสตร์มากว่าเกือบสี่ร้อยปี ป่านี้คนที่ตั้งลัทธิขึ้นมาคงกลายเป็นฟรอสซิลไปแล้ว
ผมตั้งหยุดพักกินอาหารกลางวันกัน เพราะพวกตุ๊กตาของฟรานหมดแรงแล้ว พวกผมเองก็ค่อนข้างเหนื่อย แต่ไม่ถึงกับหมดแรง การต้องเดินขึ้นทางชันแบบขั้นบันไดเนี่ย กินแรงเอากว่าที่คิดไว้ซะอีก เจ้าอานูบิสออกแบบดันเจี้ยนได้หฤโหดจริงๆ
แต่เพราะมอนสเตอร์เริ่มกลับมาเกิดแล้ว ผมเลยต้องทำอาหารแบบง่ายๆ และสลับกันมากิน ความโหดของชั้นนี้ค่อนข้างตึงมือทีเดียว โดยเฉพาะอันไลท์เจเนอรัล มันเป็นซอมบี้ส่วมเกราะเหล็กทั้งตัว นั่งอยู่บนหลังศพหมาป่าตัวใหญ่กว่าสองเมตร เจ้านี้ต้องให้ดอเรียหรือมอเรียเป็นคนจัดการเท่านั้น ถึงฟรานจะพอสู้ได้ แต่มันค่อนข้างกินแรงเธอ ส่วนเดเม่เองก็จัดการได้ แต่ต้องใช้โจมตีแบบสุดแรงของเธอ ซึ่งมันรุนแรงเกินไป เลยจะเป็นการเรียกมอนสเตอร์ตัวอื่นให้รุมเข้ามา ผมจึงห้ามไม่ให้เธอสู้
หลังมื้อเที่ยงพวกผมเดินขึ้นบันไดกันต่อ ระหว่างเดิมผมก็เริ่มคิดอะไรไปเรื่อย เช่นสภาพของพื้นที่ที่เป็นแบบนี้ ทำให้การขนเสบียงเป็นไปได้ยาก แถมกว่า
จะมาถึงชั้นนี้ต้องใช้เวลามาก ถึงจะวิ่งอย่างเดียวไม่แวะข้างทางเลย อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาวันครึ่ง
ถึงปาร์ตี้ขนาดเล็กหรือแบบปกติของนักผจญภัยจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ก็เถอะ เพราะส่วนใหญ่สามารถนำอาหารใช้กระเป๋านักผจญภัยมากันได้ ซึ่งโดยประมาณแล้วจะกันได้สิบวันเป็นอย่างตํ่า แต่กับกองทัพที่มากันเยอะ แบบพวกโบสถ์ใหญ่ แน่ล่ะไม่ได้ทุกคนที่จะมีกระเป๋านักผจญภัย
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไม่เข้าใจว่าเกิดปัญหาเรื่องขาดเสบียงได้อย่างไง ถ้ามากับนักผจญภัย ทุกคนล้วนแต่เป็นมืออาชีพ ต้องรู้อยู่แล้วว่าต้องขนเสบียงกันไปเท่าไรถึงจะพอ
ผมพับเก็บเรื่องไร้สาระนี้ไปจากหัว และเริ่มคิดวางแผนรับมือแทน เพราะเกือบจะถึงทางลงชั้นต่อไป
แล้ว ถึงจะบอกว่าคิดก็เถอะ แต่ยังไม่ได้ไปเห็นสถานที่จริง ก็เลยยังบอกอะไรได้ไม่มาก จึงว่าจะใช้แผนป้องกันตัวเป็นหลักไว้ก่อน ผมไม่ชอบการสูญเสียน่ะ โดยเฉพาะสาวๆ พวกเธอมีค่าสำหรับผมมาก เกินกว่าจะให้ใครเป็นอะไรไปได้
พอมาถึงชั้นบนสุด ก็เจอบันไดทางลง ซึ่งกว้างทีเดียว แบบเดินเรียงหน้ากระดานได้ประมาณ 25-30 คนได้เลย แบบนี้คงใช้แผนหลอกเข้ามาเผาแบบคราวก่อนไม่ได้แล้ว
แต่พอเดินลงมาไม่ถึงสิบนาที ผมก็มองเห็นทางออกของชั้นต่อไปแล้ว เลยรีบหันกลับขึ้นไปมองทางที่ลงมา
“มีอะไรเหรอค่ะนายท่าน?”
เดเม่เห็นผมหันไปหันมาและหยุดเดิน เลยถามขึ้น คนอื่นๆ เองก็หยุดเดินตามผมไปแล้ว
“…เปล่าหรอก สงสัยคิดไปเอง”
ผมปฏิเสธก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ทางออกต่อ แต่พอมาถึงกลับผิดคาด เพราะไม่ได้มีกองทัพของอาร์คบิชอปตั้งหลักรออยู่ แต่มีเพียงแค่ตัวแทนซึ่งเป็นแค่นักบวชฝึกหัดสาวคนหนึ่งรออยู่
“ปะ ปาร์ตี้ของ ทะ ท่านโรมะใช่ไหมค่ะ”
“ใช่ พวกผมเอง”
ผมเป็นตัวแทนออกไปคุยกับเธอ โดยให้พวกสาวๆ อยู่ห่างออกไปพอสมควร เผื่อนี้จะเป็นกับดัก และยังให้ตุ๊กตาของฟรานซ่อนตัวอยู่ในระยะนอกสายตาด้วย
“ท่านอาร์คบิชอปให้ฉันมาเชิญคุณไปพูดคุยกันค่ะ”
“…”
อึ้งเลยแฮะ บอกตามตรง การเจรจาแบบนี้ไม่มีอยู่ในตัวเลือกของผมทีแรกเลย เนื่องจากผมประเมินเอาจากท่าทีของอาร์คบิชอปตอนเจอกันครั้งแรก กับมารยาทและแนวความคิดของพวกโบสถ์ใหญ่ การเจรจาเลยเป็นอะไรที่อยู่นอกเหนือจากตัวเลือกทั้งหมดเลย
“…ตกลง”
ผมหยุดคิดไปพักหนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบออกไป
“เดี๋ยวก่อน!”
อาเดไลท์พยายามจะห้าม เพราะดูอย่างไงนี้ก็เป็นกับดักแน่ๆ แต่ผมพูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ยิน
“ไม่เป็นไร และผมจะไปคนเดียว ไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”
“ค ค่ะ! ไม่มีปัญหาค่ะ”
“ได้ยินแล้วนะทุกคน ถ้าผมไม่กลับมาภายในสองชั่วโมง ให้ทำตามใจชอบได้เลย ถ้ากรณีผมถูกจับเป็นตัวประกัน ก็รู้นะต้องทำอย่างไง”
“ทำตามใจชอบที่ว่านี้…ได้ถึงระดับไหนคะนายท่าน”
ฟรานถามขึ้นโดยที่ดวงตาเธอไร้แวว เป็นดวงตาที่น่ากลัวมาก ผมเองก็ยังขนลุกขึ้นมา
“ก็อาละวาดได้ในระดับที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนล่ะกันนะ”
“รับทราบค่ะ”
ฟรานตอบนํ้าเสียงจริงจังสุดๆ พร้อมกับปักง้าวของเธอลงบนพื้น ราวกับประกาศว่าถ้าผมไม่ได้กลับมา ใครหน้าไหนก็หวังจะก้าวผ่านตรงนี้ไปได้เลย
บางคนมองส่งผมด้วยสายตาเป็นห่วง บางคนมองด้วยสายตาจริงจังแบบฟราน แต่ถึงจะรู้ว่าอันตราย แต่ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นกับดักแบบไหน
พื้นที่ของชั้น 12 เป็นหุบเขา ถ้าให้อธิบายคงเหมือนแกรนแคนย่อนล่ะมั่ง และตอนนี้พวกเรากำลังเดินอยู่ตรงพื้นล่างสุด พอมองขึ้นไปแล้ว ไม่เห็นทางที่จะปีนขึ้นไปได้เลย เพราะมันตั้งชัน 90 องศา แถมสูงมาก
ทางเดินก็มีทางแยกสลับซับซ้อนพอสมควร ถ้าไม่มีแผนที่ก็ได้หลงแน่ๆ เหมือนเขาวงกตไม่มีผิด
นักบวชฝึกหัดพาผมเดินทะลุออกมาที่ลานกว้างเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีนักผจญภัยอยู่ที่นี้แบบปาร์ตี้ 4-5 คน ดูจากที่พักและกองไฟแล้ว คงเป็นหน่วยยามรักษาการณ์ล่ะมั่ง
เธอพาผมเดินไปพอ โดยที่พวกนักผจญภัยเพียงแค่หันมามองผมเท่านั้น หลังเดินลัดเลาะมาตามทางได้เกือบสิบห้านาที ผมก็มาถึงจุดตั้งค่ายของอาร์คบิชอป ตรงนี้เป็นลานกว้างทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 4 เท่าได้
ที่ตรงกลางซึ่งเห็นเด่นชัดมาแค่ไกล คือกระโจมแบบสองชั้น แต่การตั้งกระโจมของคนโลกนี้ ค่อนข้างล้าสมัย เพียงแค่ปักเสาสี่มุม แล้วขึงผ้าเอาไว้
เท่านั้น ส่วนกระโจมแบบสองชั้น ข้างในก็เสริมไม้เข้าไป ทำเป็นแบบนั่งร้าน
พวกอัศวินยืนจับกลุ่มตั้งแถวเป็นระเบียงอยู่ที่ด้านหนึ่งของค่าย ดูแล้วทางนี้เองก็พร้อมรบอยู่เหมือนกัน ดูท่าการจะกลับออกไป ไม่ใช่เรื่องง่ายซะแล้ว
ผมเดินตามนักบวชฝึกหัดมาจนถึงกระโจมสองชั้น ด้านหน้ามีพวกนักบวชระดับสูงกับพาลาดินยืนเฝ้าอยู่ประมาณสิบคน ทุกคนมองมาที่ผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แต่ผมไม่สนใจ
จริงๆ อยากจะตรวจสอบเก็บข้อมูลพวกนี้เอาไว้ แต่ก็เหมือนกับอาร์คบิชอป ทุกคนใส่อุปกรณ์ป้องกันสกิลตรวจสอบเอาไว้ เลยทำให้เห็นแค่ชื่อกับเลเวลเท่านั้น เฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 แฮะ เก่งกว่าพวกที่ชั้น 11 ลิบลับเลย
โดยเฉพาะพาลาดินคนหนึ่งซึ่งดูอายุ 26-27 ใส่เกราะเบาไม่เหมือนพาลาดินคนอื่น ที่ใส่เกราะหนักเต็มยศ มีโล่กลมห้อยไว้ด้านหลัง ที่เอวคาดดาบกับค้อนเอาไว้…เอาเรื่องแฮะคนนี้ ท่าทางบอกให้รู้ได้เลยว่ามีประสบการณ์การต่อสู้ที่สูง อาจจะเป็นนักผจญภัยมาก่อนด้วย
ส่วนเขามองกลับมาที่ผม และแสยะยิ้มที่มุมปาก ดวงตาสื่อออกมาให้เห็นความคิดเลย คงคิดประมาณว่า ไอ้นี้ไม่เท่าไรเลยนี่น่า และเขาคงไม่ได้ประเมินผมจากด้านหน้าหรือท่าทางหรอก แต่เพราะตัวผมมีกลิ่นหอม เป็นเหมือนพวกสำอาง และทำอาหารบ่อยจนมีกลิ่นเครื่องเทศติดตัวอยู่ ถ้ามองจากคนภายนอก ผมเหมือนพ่อครัวมากกว่านักผจญภัยล่ะนะ
“เชิญค่ะ”
นักบวชฝึกหัดแหวกผ้าตรงทางเข้าให้ ผมเลยเดินเข้าไป พร้อมกับเปิดประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวเต็มที่
สิ่งที่รอผมอยู่ คืออาร์คบิชอปเรเดีย เธอนั่งอยู่หลังโต๊ะที่มีอาหารจัดเรียงกันจนแน่น…ไขปริศนาได้แล้วว่าทำไมเสบียงถึงขาด เล่นกินทิ้งกินขว้างแบบนี้ เอามาเท่าไรก็ไม่พอหรอก
เธออยู่ในชุดนักบวชเต็มยศสีขาว เพียงแต่ไม่ได้ใส่หัวผ้าแบบที่มีแทบผ้าบางๆ ปิดหน้าไว้ ผมสีทองยาวถึงกลางหลัง เส้นผมเธอตรงอย่างกับเอาเตารีดมารีดเลย แต่ผมชอบผมของคายุนมากกว่าแฮะ เพราะผมนุ่มนิ่มและให้สัมผัสที่ลื่นมือ
“นั่งสิ”
เธอเชิญผมนั่งลงที่เก้าอี้ตรงกันข้ามกับเธอ ท่าทีดูสงบผิดกับตอนแรกที่พุ่งเข้ามาสาดนํ้ามนต์ใส่ผมเลย แต่ข้างหลังเธอยังมีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นเจ้าอัศวินหนวดที่ผมเจอที่ชั้น 11 นั้นเอง ถึงว่าไม่เห็นตัวตอนทำสงครามเลย ที่แท้เผ่นมาก่อนเพื่อนนี้เอง
“นายออกไปก่อน”
ส่วนอัศวินหนวด โดนให้ออกไปข้างนอก ตอนเดินสวนกันผมเห็นแววตาที่จ้องมาทางผม มันแสดงให้เห็นทั้งความกลัวและความแค้น ไม่ว่าจะความรู้สึกแบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น
ผมนั่งลงตามที่ได้รับเชิญ ส่วนเรื่องจะโดนวางยาพิษ ก็ไม่ต้องห่วงเลย เพราะผมเชี่ยวชาญการใช้สกิลตรวจสอบแล้ว แค่มองก็บอกได้ว่าอาหารอันไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ ถึงจะเป็นพิษที่ไร้กลิ่นไร้สีไร้รส แต่ก็หนีการ
ตรวจสอบจากระบบของโลกนี้ไปไม่ได้ ผมทดสอบมาแล้วเลยมั่นใจสุดๆ
ขอขยายอีกหน่อย ตรงพิษเนี่ย มันรวมถึงสิ่งที่ไม่ได้เป็นพิษ แต่ถ้าเอาเข้าไปในร่างกายแล้วจะส่งผลเสียด้วย เช่น กินยา A ที่มีสรรพคุณเสริมพลัง แล้วกินยา B ที่มีสรรพคุณทำให้สดชื่นเข้าไป ยาทั้งสองตัวให้คุณเหมือนกัน ทว่าพอไปผสมในท้องมันจะกลายเป็นพิษถึงตายได้ เพราะงั้นถ้ากินยา A ไปแล้ว เวลาตรวจสอบยา B มันจะขึ้นผลแสดงว่าเป็นพิษทันที
และดูเหมือนพวกโบสถ์ใหญ่ จะไม่ได้วางยาในอาหารไว้ แต่อย่างไงผมก็ไม่ได้หิวจนอยู่แล้ว
แต่สายตาของเรเดียนี้สิ จ้องผมแบบเหมือนจ้องจับผิดอยู่ คงยังสงสัยว่าผมเป็นปีศาจอยู่ล่ะมั่ง แต่ไม่มีทางที่จะจับกลิ่นอายแบบครั้งก่อนได้หรอก เพราะผม
ได้สกิลอำพรางมาแล้ว แม้แต่มุเอมะกับพวกปีศาจที่ประสาทจอมมาร ยังจับสัมผัสผมไม่ได้เลย
“เรียกผมมา มีอะไรจะคุยเหรอครับ”
เมื่อเห็นเธอเอาแต่จ้อง ผมเลยถามขึ้นมาเอง เธอทำท่าเหมือนพึ่งรู้สึกตัว เลยเลิกจ้องและกระแอ่มขึ้นมา
“ขอพูดตรงๆ เลยนะ พวกเราไม่อยากทำศึกกับเจ้าให้เสียเวลาหรอก”
…โกหกเหรอ? ไม่สิ แค่ไม่มั่นใจ ผมสั่งเกตท่าทางภาษากายของเธอแล้วสรุปออกมา นํ้าเสียงเธอมีขึ้นมีลงมากเกินไป สายตาก็กรอกไปกรอกมา โดยเพราะตอนพูดว่า ของพูดตรงๆ แปลโกหกตั้งแต่เริ่มเลย ส่วนตรงบอก ไม่อยากทำศึก มือของเธอกำแน่นขึ้น แสดงให้เห็นว่าไม่มีความมั่นใจ
หรือบางทีเธอจะกลัวพวกผม ปาร์ตี้ที่มีกับสิบกว่าคน แต่ถล่มกองอัศวินผสมที่มีกันกว่าสามร้อยคนได้ นั้นก็เป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ และสมเหตุสมผลแล้วที่เธอเรียกผมให้มาเจรจากัน
“แล้วจะเอาอย่างไงครับ”
ถึงผมจะพูดสุภาพ แต่นํ้าเสียงผมหนักแน่น ไม่แสดงออกว่ากลัวบารมีอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“เรื่องที่เกิดไปแล้ว ถือซะว่าเป็นความเข้าใจผิดกันไป ฉันจะไม่เอาเรื่องอะไร กลับกัน พอได้เห็นความสามารถของพวกเจ้าแล้ว ฉันเองก็อยากจะทำธุรกิจด้วย”
อาร์คบิชอบเรเดียถึงจะมีอายุมากกว่าผม แต่ไม่น่าเกิน 21-22 ถึงการพูดการจาจะดูเกินตัวไปสักหน่อย เธอค่อนข้างสวยอยู่ แต่ชอบทำหน้าดุอยู่ตลอด
ท่าทางเป็นคนที่เข้าหายากน่าดู แต่ขอบอกก่อน ถึงเธอจะสวยแต่ไม่ใช่สเปกผมหรอกนะ
“ธุรกิจ…หมายถึงจะจ้างพวกผมเก็บเลเวลให้น่ะเหรอครับ”
“ใช่แล้วนะ ฉันจะให้ค่าจ้างมากกว่าที่ให้กับคนอื่นๆ ด้วย ว่าไงสนใจไหม”
“คงต้องขอปฏิเสธ ผมไม่ชอบเควสแบบนี้ ถ้าอยากจะให้ผมช่วยเก็บเลเวลให้ ก็ต้องสู้ไปด้วยกัน ไม่ใช่มานั่งดูดแบบนี้”
ผมตอบไปอย่างชัดเจน ถึงจะฟังดูเอาแต่ใจ แต่นี้คือสิ่งที่ผมไม่ชอบมาก เหมือนตอนอยู่บ้าน เวลาผมต้องทำงานบ้านเหนื่อยๆ คนเดียว ผมก็จะไม่ชอบให้พวกพี่ๆ มานั่งมอง มันเหมือนกำลังถูกเอาเปรียบอยู่ ผมเลย
จะไล่ทุกคนออกนอกบ้านไปก่อนค่อยลงมือทำ หรือไม่ก็รอจังหวะที่ไม่มีใครอยู่บ้าน ค่อยลงมือทำงานบ้าน
“อย่างที่ได้ยินมาเลย ดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องเงินสินะ”
“เงินน่ะสน แต่มีสิ่งอื่นที่สนมากกว่าครับ”
“หมายถึงสิ่งนี้สินะ”
เธอยิ้มขึ้นที่มุมปาก เหมือนกำลังคิดว่าตัวเองปิดจ็อปได้แล้ว พร้อมรับหยิบกระดิ่งขึ้นมาสั่น
แทบจะในทันที ก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในกระโจม กลุ่มคนที่เข้ามาคือเหล่านักบวชและอัศวินที่ล้วนแต่เป็นหญิง พวกเธอใส่แค่เสื้อซับในบางๆ บางจนเห็นจุกชัดเลยล่ะ กับกางเกงในฝักทองแบบมาตรฐาน
“…ดูเหมือนจะสืบเรื่องรสนิยมผมมาแล้วสินะครับ”
“แค่ถามเอาจากพวกนักผจญภัยนะ แต่เจ้าเองก็มีชื่อเสียงพอตัวนี้ ขนาดมีฉายาส่วนตัวเลย”
ผมสะอึกขึ้นมาทันที เมื่อเธอพูดถึงฉายาผมขึ้นมา ดูเหมือนจะกลายเป็นแผลใจไปแล้วแฮะ
“ว่าไง ถ้าตกลงรับเควส ฉันจะจ่ายให้ด้วยร่างกายพวกเธอ ระหว่างทำเควสเจ้าสามารถทำได้ตามใจชอบเลย”
“เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจนะครับ”
ผมลุกขึ้นไปดูพวกสาวๆ ที่กลายเป็นค่าจ้างไปแล้ว พวกเธอมีกันสิบเอ็ดคน ทุกคนล้วนแต่หน้าตาดี ทว่าบางคนก็ร้องไห้ บางคนก็ทำหน้าโกรธจัด
“นี่น่ะเป็นค่าจ้างที่แพงมากเลยนะ เพราะพวกเธอล้วนแต่บริสุทธิ์ทุกคน”
เรเดียที่คิดว่ากำจุดอ่อนผมอยู่ ยํ้าออกมาอีกครั้งราวกับจะอวดอ้า
…ไม่สบอารมณ์แฮะ ถึงจะเป็นค่าจ้างที่น่าหมํ่าก็เถอะ แต่แบบนี้ไม่ใช่แนวผมแค่เห็นก็รู้แล้วว่าพวกเธอโดนบังคับมา
“เหดีจังครับ ว่าแต่…แล้วคุณล่ะ ยังบริสุทธิ์อยู่หรือเปล่า”
ผมย้อนถามไปที่อาร์คบิชอปเรเดีย ถามแบบนี้มันกึ่งๆ ลวนลามทางเพศเลยนะ แถมยังหยาบคายมาก ต่อให้เป็นถึงอาร์คบิชอปก็โกรธได้เช่นกัน
ปัง!
เธอทุบโต๊ะพร้อมกับลุกขึ้นมาในสภาพตัวสั่นด้วยความโกรธ แต่เธอยังรู้จักควบคุมตัวเอง ไม่ตะโกนด่าออกมาจนทำให้การเจรจาล้มเหลว และกลับลงมานั่งอย่างสงบ และหลับตาตอบคำถามผม
“แน่นอนสิ”
เธอตอบสั้นๆ โดยไม่อธิบายอะไรให้มาก เพื่อเลี่ยงการสนทนาในเรื่องนี้
“เช่นนั้นแล้ว ช่วยจ่ายค่าจ้างผมด้วยร่างกายและความบริสุทธิ์ของคุณแทนได้ไหมครับ”
ผึง!
ผมเหมือนได้ยินเสียงอะไรขาด ใบหน้าที่นิ่งๆ ของเรเดีย กำลังปั้นยิ้มที่ฝืนอารมณ์ตัวเองอย่างสุดชีวิต จนเป็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวจนหมดสวย
“มะ ไม่ได้หรอก ฉะ ฉันอุทิศตัวให้กับพระเจ้าแล้ว”
เธอยังกัดฟันตอบได้อย่างปกติอยู่ แต่เสียงสั่นใหญ่แล้วนะนั้น
“เห…แล้วพวกเธอเหล่านี้ไม่ได้อุทิศตัวด้วยเหรอครับ?”
ผมแกล้งตีหน้าซื่อถามไป พอเจอย้อนใส่แบบนี้ เธอก็ทำตาเหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาบีบคอผมให้ได้เลย
“ถะ ถึงอย่างไงก็ตาม ข้อเสนอมีให้ได้เพียงเท่านี้ จงตกลงและรับตัวพวกเธอไปเถอะ”
“ไม่ครับ ผมไม่ได้สนใจพวกเธอ”
“เอ่อ ไม่ได้หมายถึงพวกเธอไม่สวยไม่น่ารักหรอกนะ”
ผมรีบหันไปบอกพวกสาวๆ เพื่อไม่ให้พวกเธอต้องเสียนํ้าใจ ถ้าพวกเธอเต็มใจล่ะก็ ผมคงไม่ปฏิเสธข้อเสนอนี้แน่
“แล้วเจ้าจะเอาอย่างไง!”
คงมาถึงขีดจำกัดแล้ว เรเดียเลยลุกขึ้นมาทุบอีกครั้งและตะคอกใส่ผมอย่างโกรธจัด
“ข้อเสนอผมบอกไปแล้ว ถ้าจะใช้พวกผม ก็ต้องจ่ายมาอย่างสมนํ้าสมเนื้อ ด้วยร่างกายและความบริสุทธิ์ของคุณเอง”
“มันจะมากเกินไปแล้ว!”
เรเดียสั่นกระดิกอีกครั้ง คราวนี้ที่วิ่งเข้ามา ไม่ใช่สาวๆ ในชุดวาบหวิวแล้ว แต่เป็นพวกชายหนุ่มที่ยืนดักอยู่ตรงทางเข้านั้นเอง
โดยเฉพาะคนที่ใส่เกราะเบา พุ่งเข้ามาเร็วกว่าใครเพื่อน ว่าแล้วเชี่ยวเขาคนนี้ฝีมือดีมาก
ดูจากที่รีบเข้ามาประชิดตัวผม เจ้าอัศวินหนวดคงมารายงานที่ผมใช้เวทมนต์ไป ทำให้ทุกคนคิดว่าผมเป็นผู้ใช้เวทสินะ
ตอนนี้ถ้าผมชักดาบศิลาเย็นออกมาสู้ น่าจะพอรับมือพี่ชายเกราะเบาได้สักสองถึงสาบดาบ ไม่สิ ถ้าจังหวะดีๆ ผมใช้ดาบศิลาเย็นทำลายอาวุธของเขาก็ได้ แถมพื้นที่การต่อสู้ยังแคบ ทำให้ผมที่มีเพียงคนเดียวลงมือได้สะดวกกว่า
ทว่าสุดท้ายผมก็ไม่ได้จับดาบขึ้นมาสู้ และยอมโดนอีกฝ่ายทุบจนล่วงไปนอนที่พื้น
“อย่าพึ่งฆ่ามัน จับไว้เป็นตัวประกันก่อน!”
เรเดียตะโกนสั่ง คนอื่นๆ ก็รุมเข้ามาจับผมมัดด้วยเชือกทันที
ที่ผมไม่สู้ หรือไม่แม้จะต่อต้านการจับกุม เพราะผมรู้ว่าถ้าทำแบบนั้น จะต้องเจ็บตัวมาก
จริงอยู่ผมสู้กับพี่ชายเกราะเบาได้ แต่นั้นหมายถึงการสู้ตัวต่อตัวนะ แต่ที่ตามหลังเขามา ยังมีอัศวินอีกถึงสามคนที่เลเวลเลย 80 แล้ว ข้างหลังผมยังมีอาร์คบิชอปอีก ถึงเธอจะไร้ประสบการณ์ แต่เลเวล 100 ก็ประมาทไม่ได้และต้องไม่ลืมว่าข้างนอกคือค่ายหลักของพวกโบสถ์ใหญ่ ที่มีกันเกือบพันคน นอกจากใช้สถานะจอมมารแล้ว ผมไม่เห็นทางที่ตัวเองจะรอด
ออกไปได้เลย จะใช้วิธีนั้นก็ได้อยู่ แต่ถ้าเกิดมีใครรอดไปได้คนหนึ่งก็แย่เลย แถมถ้าลงมือถึงขนาดนั้น แต่งเรื่องหลอกพวกสาวๆ ไม่ได้แล้วแน่
เมื่อคิดถึงผลลัพธ์จนถึงตอนสุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าการที่ไม่สู้น่าจะเจ็บตัวน้อยที่สุด เพราะงั้นมันเลยจบโดยที่ผมโดนทุบด้วยสันดาบไปแค่ทีเดียว
“ลากตัวมันออกไป! ไว้จบเรื่องนี้แล้ว ฉันจะเป็นคนลงทัณฑ์มันด้วยตัวเอง!”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ