ตอนที่ 115 วันที่แสนวุ่นวาย Part 4
ตอนที่ 115 วันที่แสนวุ่นวาย Part 4
ย้อนกลับไปเรื่องของเจ้าหญิงโช การมาอยู่ด้วยของเธอ
ทำให้คนหนึ่งในบ้านแทบเสียสติ นั้นก็คือเมยอา
เพราะเจ้าหญิงโชไม่ได้มาอยู่เปล่า
แต่ขนเอาทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งของเธอมาด้วย ส่วนหนึ่งที่ว่าเนี่ย
ใช้ห้องห้องหนึ่งในคฤหาสน์เก็บยังไม่พอเลย แถมเธอยังพูดว่า ของๆ เธอก็คือของๆ ผม…
งานนี้เมยอาเลยต้องมานั่งจัดบัญชีทรัพย์สินที่ว่า
ซึ่งมันมหาศาลจนแถวตัวเลขทะลุออกไปนอกสมุดบัญชี
แถมยังเจอพวกไอเท็มที่ตีเป็นมูลค่าไม่ได้อีก
และที่ว่าทั้งหมดเนี่ย…แค่เสี้ยวหนึ่งของสมบัติที่เธอมีเท่านั้น
มังกรเป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่มีนิสัยชอบสะสม โดยเฉพาะสมบัติที่มีค่า
เจ้าหญิงโชเองก็เป็นเช่นนั้น
ดันเจี้ยนนํ้าตกก็คือหนึ่งในที่เก็บสมบัติของเธอ
เพราะมันเป็นดันเจี้ยนที่สงบ ไม่ค่อยมีใครมากวน แถมยังมีทางออกไปถึงทะเล
เธอเลยใช้เป็นรังหลักในการพักผ่อน ซึ่งจริงๆ เธอควรจะเป็นบอสดันเจี้ยน
แต่ด้วยความขี้เกียจและไม่สนใจในเรื่องนั้น เธอเลยจ้างมอนสเตอร์เก่งๆ มาเป็นบอสแทน
ส่วนตัวเองก็นอนกลิ้งไป
กลิ้งมาในที่ของตัวเองโดยไม่ถูกรบกวน
และหาความสำราญในแบบของตัวเองไป
ถึงมังกรจะไม่ค่อนเห็นค่าของเงิน เพราะไม่เคยได้ใช้เงินจริงๆ จังๆ
แต่สามารถพูดได้ว่า มังกรคือเผ่าพันธุ์ที่รํ่ารวยที่สุดในโลกนี้
เพราะงั้นพอเมยอารู้ว่ายังมีกองเงินกองทองให้นับแบบนี้ไปไม่รู้จบ
ก็แทบจะเป็นลมขึ้นมา ผมเลยต้องสั่ง
ไม่ให้นับสมบัติของเจ้าหญิงโชมารวมเป็นทรัพย์สิน
แต่นั้นก็กลับทำให้ผมถูกเจ้าหญิงโชตำหนิ
หาว่ากีดกันเธอเหมือนเป็นคนนอก…จะเข้าใจไหมเนี่ย
ว่าความรํ่ารวยของเธอมันสร้างความเดือดร้อนให้อยู่น่ะ
และเพราะเรื่องของเจ้าหญิงโช ทำให้มื้อเที่ยงต้องช้าออกไปจนถึงช่วงบ่าย
แต่ทุกคนกลับรออย่างตั้งใจ โดยเฉพาะพวกทาฮากริมและคนที่มาอยู่ใหม่ ต่าง
เฝ้ารอเวลาอาหารอย่างใจจดใจจ่อ
เพราะเสพติดรสชาติอาหารของที่นี้ไปแล้ว
เช่นเดียวกัน หลังจากได้ทานอาหารเที่ยงไป เจ้าหญิงโช
ก็ตกเป็นหนึ่งในสาวกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘ผู้เสพติดอาหารของโรมะ’
แต่เจ้าหญิงโชนั้นจัดเป็นพวกที่เรียกว่า ขี้เกียจตัวเป็นขน
พอกินเสร็จแล้วก็จะไปหาที่นอนทันที
แบบนี้เลยกลายเป็นเหมือนมีเอร่าสองคนเลย…มีแมวให้เลี้ยงเพิ่มอีกตัวแล้ว
ส่วนผมตอนนี้ก็ได้กลับมาทำงานหลักต่อสักที
เลยพาทาฮากริมไปที่กิลนักผจญภัย โดยมีดาเซสเป็นสารถีกับมอเรียที่เป็นคนช่วยประสานงาน
เท่าที่ฟังจากมอเรีย เหมือนว่าการขอไปให้ตั้งสาขากิล
จะไม่วุ่นวายเท่าไร ยิ่งถ้าเป็นผู้ปกครองเมือง
ติดต่อมาเอง ก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที
เพราะกิลนักผจญภัยมีบุคลากรที่พร้อมอยู่แล้ว
ทาฮากริมเองก็ได้รับความเห็นชอบจากพ่อเธอ จึงตัดสินใจแทนได้
ซํ้ายังออกงบประมาณในการก่อสร้างให้อีก
ทำให้ระยะเวลาในการจัดตั้งกิลนักผจญภัยสาขาวิลเฟนเฮ ไม่น่าจะเกินครึ่งเดือน
ยิ่งได้มอเรียมาช่วยแนะนำในการกรอกเอกสารให้ ทำให้ขั้นตอนยิ่งรวดเร็วไปอีก
แต่การขอติดตั้งแท่นวาปร์นี้สิ เป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว
เพราะถือเป็นอุปกรณ์เวทชนิดใหม่ ซํ้ายังมีผลประโยชน์อีกมากมายที่จะนำพามา
เลยต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ
งานนี้เลยต้องเสนอเรื่องไปถึงหัวหน้ากิลให้เป็นคนตัดสินใจ
ซึ่งโชคดีที่กรอซ่าเป็นที่ตั้งของกิลนักผจญภัยสาขาหลัก
หัวหน้ากิลเลยอาศัยและทำงานอยู่
ที่นี้ด้วย
ตอนนี้ผมเลยได้เจอหัวหน้ากิลนักผจญภัยเป็นครั้งแรก…ตื่นเต้นสุดๆ เลย
จะเป็นคนแบบไหนกันนะ
ผมกับทาฮากริมถูกเรียกไปพบพร้อมกัน คงเพราะจะคุยเรื่องกิลสาขาด้วย
เพราะงานนี้เป็นงานด่วน เลยคงคุยให้เสร็จในทีเดียวไปเลย
แต่ห้องทำงานของหัวหน้ากิล ไม่ได้อยู่ที่ชั้น 3 ทว่าขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
มันเป็นห้องใต้หลังคา ซึ่งมีขนาดกว้างและค่อนข้างสว่างทีเดียว แต่จากวิวบนห้องนี้
ทำให้เห็นเมืองได้โดยรอบเลย
หัวหน้ากิลนักผจญภัยนั่งอยู่ที่เก้าอี้โต๊ะทำงาน
โดยหันหลังให้ผมพวกอยู่ แต่พอเข้ามาคงทำให้รู้ตัว เลยหมุนเก้าอี้กลับมา
ครั้งแรกที่เห็น ผมค่อนข้างตกใจ เพราะอย่างแรกผมไม่คิดว่าจะเป็นผู้หญิง และ
อย่างที่สองใบหน้าเธอเหมือนคนญี่ปุ่นซึ่งรับกับผมสีดำยาวตัดปลายเรียบของเธอ
บนใบหน้าของเธอมีผ้าคาดตาข้างหนึ่ง แต่ยังเป็นรอยแผลโผล่พ้นออกมา
ดูท่าจะใส่ผ้าคาดตาด้วยเหตุผลที่ต่างไปจากเอสเตอร์ ลักษณะของเธอให้อารมณ์เหมือนซามูไรตาเดียว
เพียงแต่ตัวค่อนข้างเล็กอายุน่าจะราวๆ สามสิบกลางๆ
“นั่งสิ”
เธอเอ่ยปากเชิญ โดยที่ยังคงสีหน้าที่อ่านอารมณ์ได้ยาก
เก้าอี้สองตัวถูกจัดเตรียมไว้แล้วที่หน้าโต๊ะทำงานของเธอ
“ฉันชื่อซารี ส่วนคุณคือทาฮากริม บุตรตรีแห่งลอร์ดไพรธอนสินะ”
“รู้จักชื่อเก่าของท่านพ่อด้วยเหรอคะ!”
“ต้องรู้จักสิ สมัยก่อนพวกเราฝึกการต่อสู้มาจากอาจารย์คนเดียวกัน”
“ไม่เห็นท่านพ่อเคยเล่าให้ฟัง”
“ฮ่าๆๆ ก็คงไม่
เพราะนั้นเป็นอดีตที่ลอร์ดไพรธอนต้องการจะฝั่งกลบดิน”
“ชักอยากรู้แล้วสิคะ”
“อย่าดีกว่า บางเรื่องอาจทำให้ครอบครัวของเธอแตกเป็นเสี่ยงๆ
ได้เลยนะ”
ถึงจะพูดแบบปกติ แต่สิ่งที่พูดมานั้น น่ากลัวสุดๆ ไปเลย
เป็นคนประเภทที่แยกว่าตอนไหนพูดจริงพูดเล่นยากมาก
“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า การขอตั้งสาขากิลที่วิลเฟนเฮ
ที่จริงก็ติดปัญหาอยู่หลายอย่าง จึงไม่ได้ไปตั้งกิลสาขาที่นั้นสักที
แต่ในเมื่อทางคุณอนุมัติงบในการก่อสร้างให้ แถมยกที่ดินให้ฟรีๆ อีก
ทางนี้ก็ไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ ส่วนเงื่อนไขต่างๆ ได้ส่งไปให้ลอร์ดไพรธอนแล้ว
คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพียงแต่จากข้อมูล วิลเฟนเฮเป็นเมืองขนาดเล็ก
และไม่ใช่เมืองที่เป็นจุดผ่านสำคัญ ปกติแทบจะไม่มีนักเดินทางผ่านไปเลย
ทำให้ไม่ค่อยมีโรงแรมหรือสถานที่สำหรับแขกต่างแดนเลย
ฉะนั้นทางเราขอเสนอให้มีการสร้างโรงแรมสำหรับพนักงานกิล
ขึ้นมาควบคู่กับการสร้างกิลสาขาไปด้วย ทางคุณจะติดขัดอะไรไหม”
สมกับเป็นหัวหน้ากิล ทำงานได้เป็นมืออาชีพ
และมองเห็นจุดที่ผมมองข้ามไปได้
“อะ เอ่อ”
ทาฮากริมตัดสินใจไม่ถูก
เพราะการสร้างโรงแรมที่พักไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ใช้เงินจากทุนที่ผมให้ไปก่อนได้”
ผมช่วยเธอตัดสินใจให้
เพราะเงินที่ให้ไปเกินก็เพื่อเหตุที่ไม่คาดฝันแบบนี้ล่ะ
“คุณเป็นคนออกทุนให้ในเรื่องนี้สินะ”
สายตาของซารีหันมาจ้องที่ผม
“ใช่ค่ะ ท่านโรมะเสนอตัวเป็นหุ้นส่วน
รวมถึงวางแผนงานและออกเงินให้ด้วยค่ะ”
ทาฮากริมรีบออกตัวแนะนำผมอย่างกระตื้อรื้อร้น แต่มากเกินไปสักหน่อย
อย่างที่บอกว่าผมเป็นคน
วางแผนงาน อันนี้ไม่ควรบอกไปเลย เพราะจะลดเครดิตตัวเองและทำให้ผมโดนเพ่งเล็งด้วย
“…เข้าใจแล้ว ส่วนคุณโรมะ ถ้าไม่รังเกียจ ช่วยถอดหน้ากากออกด้วย
การปิดบังใบหน้าตัวเองขณะคุยธุรกิจกันเนี่ย มันเสียมารยาทนะ”
!!!
ผมตกใจจนถึงกับเหงื่อแตกออกมา เธอรู้! หรือว่าเพราะมีสกิลพิเศษ
ที่ไอเท็มจะไม่ส่งผล แต่อย่างไงก็เถอะ ผมโดนจับได้แล้ว
แกล้งทำไก๋ไปก็คงไม่มีประโยชน์ มาดูกันว่าเธอรู้ลึกแค่ไหน
“ขอโทษด้วยที่ทำตัวเสียมารยาทไป”
ผมกล่าวขอโทษพร้อมกับค่อยๆ ปลดหน้ากากออก ทาฮากริมเองก็พึ่งเคยเห็นใบหน้าจริงๆ
ของผมเป็นครั้งแรก เลยช็อคจนแข็งทื่อไปแล้ว
ส่วนซารีทำหน้าตกใจออกมาเหมือนกัน
“…ผู้กล้า…!?”
เธอเผลอพูดออกมาแบบไม่มั่นใจ แต่ผมสิมั่นใจ ว่าเธอเห็นสกิลผมแล้ว
ที่เธอทักว่าผมเป็นผู้กล้า คงเพราะดูจากใบหน้าและสีผมที่ค่อนข้างต่างไปจากคนโลกนี้
แต่ที่ไม่มั่นใจเพราะคงไปเป็นสกิลมารราคะของผมเข้า…อันตราย
ถ้าเห็นท่าไม่ดีคงต้องรีบปิดปากเธอซะ
ผมพยายามไม่แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรออกไป
แต่เก็บงำทุกอย่างเอาไว้อย่างมิดชิดและตีหน้ายิ้มแบบซื่อๆ ไป
“อย่าเรียกว่าผู้กล้าเลยครับ
ผมไม่สนใจจะทำหน้าที่ของผู้กล้าเลยสักนิด แค่หาความสุขไปวันๆ เท่านั้นเอง”
ผมบอกกับซารีไป
แต่ทำไมทาฮากริมถึงโดดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นแล้วล่ะนั้น
“ฉันเสียมารยาทกับท่านผู้กล้าไปตั้งมากมาย!
ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ!”
ทาฮากริมหน้าซีดไปเลย
จะว่าไปตัวตนของผู้กล้าเองก็เป็นเหมือนไอดอลของพวกอัศวินล่ะนะ
“ถ้าจะให้ผมยกโทษให้ ก็ช่วยกลับขึ้นมานั่งเหมือนเดิม
แล้วช่วยลืมไปด้วยว่าผมเป็นผู้กล้า”
แบบนี้คุยไม่สะดวกเลย
จึงอยากให้ทาฮากริมกลับไปเป็นเหมือนเดิมมากกว่า ถึงเธอจะทำท่าอึกอัดใจ
แต่สุดท้ายก็ยอมกลับมานั่งตามปกติ แต่หน้าเธอแดงและหันหลบไปอีกทาง
นี้กลายเป็นมองหน้าไม่ติดไปแล้วเหรอ…แย่ชะมัด
ส่วนซารีนั้นไม่ได้แสดงท่าทีอะไร
แต่ในหัวคงคิดอยู่หลายเรื่องทีเดียว
“…งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ถ้าตกลงในการสร้างโรงแรม
ทุกอย่างก็พร้อมดำเนินการ นี้หนังสืออนุมัติ นำไปส่งให้ที่พนักงานชั้น 1
ก็ถือว่าเสร็จสิ้น”
เรื่องของทาฮากริมเสร็จไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร
เธอถือหนังสืออนุมัติออกไปอย่างดีใจ จนเหลือแต่ผมกับซารี
“ส่วนคุณโรมะต้องการจะติดตั้งอุปกรณ์เวทไว้ที่นี้สินะ”
“ใช่แล้วครับ
เป็นอุปกรณ์เวทแบบที่ใช้เคลื่อนย้ายไปที่หมายที่กำหนดไว้ในพริบตาเดียว”
“อุปกรณ์แบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนซะด้วย คงมีมูลค่ามหาศาลเลยนะเนี่ย”
“น่าจะใช่ครับ”
“แล้วไม่ลองเอาไปขายให้กับกิลการค้าดูก่อนล่ะ
พวกนั้นน่าจะให้ราคาดีนะ”
“ผมไม่ได้จะมาขายของครับ แต่เพื่อสร้างความสะดวกสบาย
และประหยัดเวลาให้กับนักผจญภัยที่ต้องการลงดันเจี้ยน”
“แค่นั้นเองเหรอ? รู้หรือเปล่าว่านี้เป็นอุปกรณ์เวทที่สามารถปฏิวัติการขนส่งได้เลยนะ”
“เพราะรู้ไงครับ ถึงได้เอามาฝากไว้ที่นี้”
“…เข้าใจล่ะ เจ้าเล่ห์ไม่เบาเลยนะ”
ใช่แล้วล่ะ เพราะมีค่ามากเกินจะเก็บไว้กับตัวเอง
เลยเอามาโยนให้ทางนี้รับผิดชอบ อย่างไงก็เป็นถึงกิลนักผจญภัย
แค่นี้ดูแลไหวอยู่แล้ว
“แล้วทางนี้จะได้อะไรกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับไว้ล่ะ
ทางคุณเองก็ไม่ได้จะเอามาให้ฟรีๆ อยู่แล้วถูกไหม”
“ครับ ผมคิดไว้แล้ว ข้อแรกคือ
ผมจะไม่เปิดเผยวิธีการสร้างรวมถึงวงจรเวทที่ใช้
เพราะผมคิดว่ามันเร็วเกินไปที่นำไปใช้อย่างแพร่หลาย”
“ข้อแรกฉันเห็นด้วย”
ซารีพยักหน้ารับ และรอผมพูดต่อไป
“ส่วนข้อสอง เงินค่าบริการในการใช้งาน
ผมจะยกให้ทางกิลนักผจญภัยทั้งหมด”
“พูดจริงเหรอ”
“ครับ ถือว่าเป็นค่าความเสี่ยงและการดูแล”
“แต่จากที่ว่ามา ฉันไม่เห็นว่าคุณจะได้ประโยชน์อะไรเลยนะ”
“ถ้าเรื่องนั้น ผมมีเป้าหมายเพียงแค่จำนวนคนที่ใช้งานเท่านั้นแหละครับ
เพราะผมจะเปิดโรงแรมในดันเจี้ยนที่ชั้น 12 ยิ่งถ้ามีนักผจญภัยลงดันเจี้ยนกันเยอะ
ผมจะได้ผลประโยชน์เยอะตาม”
“โรงแรมในดันเจี้ยน…แบบนี้เอง
งั้นที่ไปมีเรื่องกับท่านอาร์คบิชอปก็”
“ไม่ใช่ครับ”
ผมรีบปฏิเสธทันทีที่จะโดนโยงไปถึงเรื่องเรเดีย
“คือเรื่องนี้ผมยังเก็บเป็นความลับไว้อยู่
กะไว้หลังจากสร้างโรงแรมเสร็จแล้วค่อยนำมาบอก ว่าจริงๆ แล้วผมค้นพบชั้น 12
ที่แท้จริงแล้ว”
พอได้ยินสีหน้าของซารีก็เปลี่ยนไปกะทันหัน
เธอดูตกใจกับเรื่องนี้มาก
ผมเลยต้องอธิบายให้เธอฟังถึงเรื่องชั้นหลอกที่ทุกคนคิดว่าเป็นชั้น 12 มาตลอด
“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรหรอกนะ
แต่ไม่คิดว่าจะเป็นชั้นหลอกที่กว้างใหญ่ขนาดนั้น”
ซารีถอนหายใจออกมา ก่อนจะจ้องผมด้วยสายตาเฉียบคมอีกครั้ง
“จริงๆ แล้ว ข้อมูลนี้จะต้องทำการเปิดเผยในทันที
แต่ฉันถือว่าตอนนี้พึ่งเกิดเรื่องขึ้นที่ชั้น 12 ที่เป็นชั้นหลอก
ถ้าเอาข่าวนี้ออกมาเปิดเผย เดี๋ยวจะยิ่งสร้างเชื้อไฟขึ้นมา
เอาเป็นว่าจะยอมเก็บเงียบไว้ให้จนกว่าคุณจะสร้างโรงแรมเสร็จล่ะกัน”
“งั้นเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์เวทก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”
“อืม ทางฉันจะเป็นคนดูแลให้เองตามเงื่อนไขที่คุณว่าไว้
แต่เรื่องค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุงรักษา คุณต้องจัดการเองนะ”
“ครับ ตั้งใจไว้แบบนั้นอยู่แล้ว
ขอบคุณมากและยินดีที่ได้ทำธุรกิจด้วยกันครับ”
ผมลุกขึ้นเตรียมจะกลับ แต่ซารีกลับทักขึ้นมาซะก่อน
“เดี๋ยวสิ ยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกเราต้องคุยกันไม่ใช่เหรอ”
มาแล้ว!
“หมายถึงอะไรเหรอครับ”
ผมแกล้งตีหน้าเซ่อไปก่อน
“เลิกเล่นละครได้แล้ว บรรพบุรุษฉันเป็นคนสร้างกิลนี้ขึ้นมา
ส่วนตัวฉันเองก็ดูแลที่นี้มากกว่าสิบปี เห็นคนมาทุกประเภท ไอ้หมาป่าหุ้มหนังแกะอย่างคุณน่ะเห็นแวบเดียวก็รู้แล้ว”
“…โดนด่ามาก็เยอะ แต่โดนเรียกว่าเป็นหมาป่าเลยเนี่ย เจ็บจริงๆ แฮะ”
ผมเลิกทำท่าเป็นเด็กไร้เดียงสาตามที่ว่าเธอ
และกลับเข้าสู่บุคลิกจริงๆ ของตัวเอง ส่วนซารีเองก็เลิกตีหน้าขรึม
และฉีกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก
“ทางนี้มีเรื่องอยากจะบ่นหลายเรื่องเลยล่ะนะ
อย่างที่ไปทะเลาะกับอาร์คบิชอปก็มีคนตายเยอะซะด้วย
แต่เอาเถอะตอนนี้มีเรื่องอื่นที่อยากจะถามมากกว่า”
“ทางนี้ก็เหมือนกันครับ”
“งั้นฉันให้ถามก่อน”
“ขอบคุณ งั้นอย่างแรก…คุณเป็นคนที่เกิดที่โลกนี้จริงๆ เหรอ”
เป็นเรื่องที่ผมติดใจมากที่สุดเลยล่ะ
เพราะดูอย่างไงเธอก็เหมือนคนญี่ปุ่นมากเกินไปที่จะเป็นคนของโลกนี้
“อ้อ นึกว่าเรื่องอะไร ฉันเป็นคนของโลกนี้จริงๆ
แต่ที่หน้าตาและสีผมเป็นแบบนี้ เพราะว่าแม่ของฉันเป็นผู้กล้า”
คำตอบนี้นอกจากไขข้อข้องใจได้แล้ว ยังทำให้ผมเดาได้ว่า
ที่เธอรู้ตัวจริงผมคงเพราะได้รับสกิลพิเศษมาทางสายเลือดด้วย
แต่เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ เพราะตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้
สกิลทั้งหมดของผมก็ไม่ทำงานขึ้นมา แม้แต่สกิลมารราคะยังติดสถานะ Off หมด
ผมเลยใช้ตรวจสอบกับเธอไม่ได้
“งั้นต่อไปตาฉันถาม”
“เชิญครับ”
“สกิลมารราคะของคุณ…ได้มาได้อย่างไง”
มาถึงก็ยิงตรงเป้าเลยแฮะ
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นสกิลมาร ก็มีแต่พวกมารเท่านั้นแหละที่ใช้
แต่ไม่สิ ผู้กล้าที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของซาคุยะไม่ใช่จอมมารแบบผมสักหน่อย
ไม่ได้เป็นเผ่าปีศาจด้วย ก็ยังมีสกิลมารได้
แปลว่าใครมีก็ได้ขอแค่เงื่อนไขตรงกันเท่านั้น แล้วที่ซารีถาม คือได้มาได้อย่างไง
หรือก็คือปัญหาคือการได้มาสินะ ใช่จริงๆ ด้วย
กรณีของผมคือได้มาจากหมวกเกราะของจอมมารในตอนที่ทดสอบ
แต่ว่าจะโกหกก็ไม่ได้ เพราะซารีเป็นคนที่เฉียบแหลมมาก
ขนาดนิสัยผมเป็นอย่างไงแค่มองแวบเดียวยังรู้ได้ทันที ถ้าโกหกไปเธอต้องจับได้แน่
“…บอกไม่ได้ครับ”
“บอกไม่ได้สินะ…”
สายตาของซารีเปลี่ยนไปทันที แย่แล้วๆ ขืนเธอลงมือ ผมต้องแย่แน่
เพราะในห้องนี้ผมใช้สกิลไม่ได้เลย เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆ
ไว้…ถ้าฉุกเฉินเรายังมีแหวนที่ใช้วาปร์หนีกลับไปที่ปราสาทจอมมารได้
พอคิดถึงทางหนีทีไล่ได้แล้ว ผมก็เริ่มสงบใจลงได้
และสมองก็เริ่มทำงานตามปกติ
“อย่าบังคับให้ผมต้องบอกเลยครับ คุณเองก็เป็นนักบริหารที่เก่ง
คงรู้ว่าบางอย่างเป็นข้อมูลเชิงลบที่จะทำลายองค์กรของคุณได้เลยนะ”
“…ข้อมูลเชิงลบสินะ”
สมเป็นซารี เข้าใจความหมายที่ผมต้องการจะสื่อให้รู้สินะ
“ก็ได้ งั้นขอเปลี่ยนคำถาม…คุณมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเผ่าปีศาจ”
ผู้หญิงคนนี้จะถามตรงไปถึงไหนฟ่ะ! ถ้าเป็นคนที่โกหกได้ง่ายๆ
ก็ว่าไปอย่าง
“เอาเป็นว่า ผมเป็นคนที่เปิดรับทั้งสองฝ่ายครับ”
“คุณโรมะ คุณตอบไม่ตรงคำถามนะ”
อะไรกัน คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีแล้วนะ
แต่ผู้หญิงคนนี้ต้องการบีบให้ผมพูดให้ได้ น่ากลัวจริงๆ
“เมื่อได้คำตอบไปแล้ว คุณจะทำอย่างไงกับผมเหรอครับ”
“ตอนนี้เป็นตาคุณตอบคำถามฉันอยู่ไม่ใช่เหรอ”
ไม่ไหวๆ กับผู้หญิงคนนี้วาทศิลป์ของผมใช้ไม่ได้ผลเลย
ถ้าอาวุธหลักใช้ไม่ได้แบบนี้ หรือว่าต้องเปลี่ยนไปใช้อาวุธอย่างอื่นดี
“จะถามอีกครั้ง คุณเกี่ยวข้องอะไรกับเผ่าปีศาจ ช่วยตอบคำถามด้วย”
“…ผมตอบไม่ได้”
การตอบแบบนี้ก็เหมือนบอกให้รู้ล่ะว่าผมเป็นฝ่ายปีศาจ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไง ก็ไม่ยอมให้ได้ข้อมูลเชิงลึกไปเด็ดขาด และถ้าไปถึงขั้นสุดท้าย
ผมก็คงต้องใช้กำลังแบบไม่มีทางเลือก การที่ห้องนี้ปิดผนึกสกิลได้
ก็ไม่ใช่หมายความว่าผมจะหมดหนทางสู้สักหน่อย
“เช่นนั้น ก็สรุปได้ว่าคุณคือเผ่าปีศาจที่มีระดับสูงพอตัวสินะ
ดูจากความสามารถในหลายๆ ทางแล้ว คงเป็นถึงระดับรองขุนพล หรือผู้นำกลุ่มย่อยเลย”
แม่นมาก! แค่อิงเอาจากข้อมูลเท่านั้น ก็สรุปออกมาได้แล้ว
นี้ยิ่งถ้าได้เห็นพลังของผม สงสัยจะฟันธงได้ทันทีแน่ว่าผมเป็นจอมมาร
แบบนี้จะตัดเรื่องสู้ออกไปดีไหม…ถ้าสู้ผมต้องฆ่าปิดปากเธอสถานเดียว
“…ทำไมมั่นใจนักล่ะ คนที่ครองสกิลมาร ที่ไม่ใช่เผ่าปีศาจก็มีนะ”
“เรื่องนั้นก็ถูกของคุณ
ขอแค่มีเงื่อนไขครบกับโชคซะตาที่เกี่ยวพันถึงกัน ใครๆ ก็สามารถมีสกิลมารได้
เพียงแต่…แหวนที่คุณใส่อยู่ มันของเผ่าปีศาจชัดๆ”
ผมลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที ประหลาดเกินไปแล้ว!
ไหนมุเอมะบอกว่ามีแต่เผ่าปีศาจที่เห็นแหวนได้ไง?
“นั่งลงเถอะ ฉันไม่คิดจะสู้กับคุณหรอก
อย่างน้อยก็ไม่ใช่แบบตัวต่อตัว”
ร้ายกาจมาก! เธอไม่ประมาทผมเลย ซํ้ายังใจเย็นสุดๆ
อ่านสถานการณ์ได้ดี เธอเลือกจะคุยกับผมเพื่อเอาข้อมูล
มากกว่าการต่อสู้แบบไร้ประโยชน์ สมแล้วที่เป็นคนระดับหัวหน้ากิลนักผจญภัย
ผมกลับลงมานั่งโดยพยายามปรับลมหายใจให้ปกติ
“เอาเป็นว่าฉันได้รับคำตอบแล้ว งั้นต่อไปเชิญคุณถามได้”
“…รู้ได้อย่างไง ทั้งเรื่องที่ผมใส่หน้ากาก
ทั้งเรื่องแหวนเผ่าปีศาจ”
“เป็นคำถามที่ซื่อตรงเกินคาดนะ แต่เรื่องนี้ฉันก็ไม่ขอตอบเหมือนกัน
ก็มันเป็นการให้ข้อมูลเชิงลบกับตัวเองนี้นะ”
โดนย้อนเข้าให้แล้วไหมล่ะ
อย่างไงก็ไม่ยอมให้ข้อมูลตัวเองหลุดรอดออกมาได้สินะ เขี้ยวสุดๆ เลย
“แต่จะแถมข้อมูลอื่นให้ สายเลือดรุ่นสองของผู้กล้า
จะไม่ได้รับความสามารถหรือสกิลโกงๆ มาด้วยหรอกนะ”
นี้เธอรู้ว่าผมกำลังสงสัยว่าเป็นสกิลโกงที่ได้รับมาทางสายเลือดอยู่!
อะไรจะขนาดนั้น ถึงขั้นอ่านใจได้เลยหรือเปล่านะ
“แล้วอันนี้เป็นข้อมูลฟรี ฉันอ่านใจไม่ได้หรอก”
….แน่เหรอ
“เอาล่ะ งั้นต่อไปฉันถาม”
“พอแค่นี้ได้ไหม”
“เอ๋? ฉันตอบไปตั้งสองข้อแล้ว จะไม่เอาเปรียบไปหน่อยเหรอ”
“งั้นก็เชิญถามมาล่ะกัน”
“…คุณมีเป้าหมายอะไรในถึงมาที่เมืองนี้”
นํ้าเสียงแต่แววตาของซารีคมกริบขึ้นมาอีกแล้ว ถึงไม่อยากจะเชื่อ
แต่นี้เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ผมเป็นฝ่ายถูกกดดันตอนที่นั่งเจรจากับคนอื่นอยู่
“หลักๆ เลย เพราะเมืองนี้เป็นเมืองนักผจญภัย เป็นแหล่งที่สามารถหาเงินและข้อมูลได้
สำหรับมือใหม่อ่อนประสบการณ์แบบผม เมืองนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
“ฟังดูเหมือนจะแค่มาเป็นนักผจญภัยเลยนะ”
“ตามนั้น อยากจะมาเป็นนักผจญภัยจริงๆ อ้อ
แล้วก็ฮาเร็มนี้ก็อยู่ในเป้าหมายหลักเหมือนกัน แต่ทีแรกไม่คิดว่าจะสำเร็จหรือไปได้สวยแบบตอนนี้หรอกนะ
เพราะงั้นจึงบอกว่าเป็นผลพลอยได้ดีกว่า แต่ขอบอกได้
เลยว่า ผมมาที่นี้อย่างเป็นมิตร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ไม่ดีอะไรเลย”
“จะใช่แน่เหรอ เพราะหลังจากที่คุณมาที่เมืองนี้
ก็เกิดเรื่องขึ้นหลายอย่าง มีทั้งคนเจ็บคนตายและที่หายสาบสูญไปอีก ดูมันสวนทางกับคำพูดของคุณอยู่นะ”
“ผมยอมรับนะว่ามีส่วนทำให้ทั้งคนเจ็บ ตาย…และสูญหาย
แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมาหาเรื่องก่อน ผมเลยต้องตอบโต้ไปตามสมควร”
“ก็จริงที่ว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณ ทางคุณจะเป็นเจ้าทุกข์
และพวกนั้นก็เป็นพวกที่มีค่าหัวอยู่แล้ว แต่เพราะอย่างนั้นถึงได้ยิ่งแปลก
เผ่าปีศาจอย่างคุณคิดจะมาเล่นบทฮีโร่ไปทำไม…คิดวางแผนชั่วๆ
อย่างสร้างภาพหลอกคนหรือไง”
“พูดแรงไปนะ ผมแค่ทำตามที่เห็นสมควร
แล้วก็นะ…ผมยังไม่ได้ยอมรับสักหน่อยว่าเป็นเผ่าปีศาจ”
ปากแข็งไว้ก่อน ไม่รู้ล่ะว่าเธอมีลูกเล่นอะไร
แต่ผมรู้สึกว่าคำพูดของเธอ มันเหมือนการโน้มน้าวให้ทางนี้หลุดปากเองมากกว่า
“เอาตามนั้นก็ได้ งั้นต่อไปคุณอยากรู้อะไรล่ะ”
“พอแล้ว ถามตอบแบบนี้ผมเสียเปรียบ”
“ถึงแม้ฉันจะชดเชยจุดที่เสียเปรียบให้ด้วยการแก้ผ้าให้ดูก็ไม่เอาเหรอ?”
“ถามมาเลย!”
“…สมเป็นผู้ที่มีสกิลมารราคะจริงๆ”
“รู้แล้วก็อย่าจี้จุดอ่อนผมสิ!”
“แต่นี้ท่าทางเอาจริงเลยนะ”
“อึก!…กะ ก็นะ ไม่ได้รีบร้อนไปไหนซะด้วย”
“ร่างกายของผู้หญิงวัยสี่สิบมันไม่มีอะไรน่าดูสักหน่อย”
“มีสิ! ความเยายวนแบบผู้ใหญ่ไง!”
“…พอพูดเรื่องลากมกนี้ คุณปากเบามากเลยรู้ตัวไหม”
“ครับ ทราบดีเลยล่ะ”
ผมทำเสียงอ่อนลงเหมือนโดนครูตำหนิ
“ถ้าตกลงงั้นก็เชิญคุณถามมาสิ”
“…สมมุติว่าผมเป็นเผ่าปีศาจ คุณคิดจะทำอย่างไงกับผมเหรอ”
ขอถามตรงเป้าบ้างเถอะ ถึงจะตั้งคำถามแบบเซฟตัวเองไว้แล้วก็ตามที
แต่ไม่ค่อยมั่นใจเลยแฮะ ว่าเป็นควรถามไปแบบนี้หรือเปล่า
“นั้นสินะ ถ้าเห็นว่าคุณเป็นตัวปัญหา
ฉันคงต้องตั้งเควสให้พวกนักผจญภัยรุมล่าตัวคุณ และยิ่งถ้ามั่นใจว่าเป็นตัวอันตราย
คงต้องใช้ทุกวิถีทางในการกำจัดทิ้งไป”
เป็นคำตอบที่เล่นเอาผมเหงื่อตกเลย
เพราะนํ้าเสียงเธอเหมือนจะขึ้นรายชื่อแล้วว่าผมเป็นตัวอันตราย
“ต่อไปตามฉันถาม”
แถมไม่เว้นช่วงให้ย่อยข้อมูลเลย จะเขี้ยวไปถึงไหน
“มีวิธียกเลิกการวางเสน่ห์ด้วยสกิลมารราคะ
ให้กับผู้หญิงที่โดนคุณหลอกลวงมาหรือเปล่า”
“…หา?”
“ไม่เข้าใจสินะ งั้นขอถามใหม่
จะช่วยพวกทีตกเป็นทาสนํ้ากามของคุณได้อย่างไง”
“เดี๋ยวๆ เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ผมไม่ได้วางเสน่ห์หรือหลอกลวงใครมา
แล้วก็พวกสาวๆ ไม่ได้เป็นทาสนํ้ากามผมสักหน่อย ไม่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวด้วย
พวกผมเต็มใจอยู่กับผม หรือถ้าคิดจะเดินจากไป ผมก็ไม่ได้ห้ามสักหน่อย”
“คุณนี้เป็นผู้ร้ายปากแข็งกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ”
“อย่ามาปรักปรำกันสิ!”
“หาว่าฉันปรักปรำเหรอ ดี งั้นจะให้ดูหลักฐาน!”
ว่าแล้วซารีก็หยิบกระเป๋านักผจญภัยขึ้นมา และหยิบเอา…เค้ก
ออกมา…เฮ้ย ได้มาได้อย่างไงเนี่ย! แล้วแต่งหน้าแบบนี้เป็นของที่ผมทำแน่ๆ
“ฉันยึดสิ่งนี้มาจากมอเรีย
ถึงจะยังไม่สามารถแยกส่วนประกอบหามนต์เสน่ห์ที่คุณใส่ลงไปได้ก็เถอะ แต่ผลลัพธ์ของมันก็เห็นๆ
กันอยู่ แค่มอเรียกินมันเข้าไปก็แสดงอาการตกเป็นทาสออกมาทางสีหน้าทันที
ยังมีอะไรจะแก้ตัวอีก”
…ขอกุมขมับก่อน
ว่าไงดีล่ะ พอเห็นหลักฐานแล้ว ผมก็เริ่มคิดว่าการปรักปรำมีมูลแฮะ
ไม่สิๆ! ผู้หญิงน่ะอย่างไงก็เป็นทาสของหวานอยู่แล้ว ไม่ใช่ความผิดผมสักหน่อย!
“ว่าไง ตอบคำถามของฉันมาสิ วิธีแก้ต้องทำอย่างไง”
“…วิธีแก้เหรอครับ ก่อนอื่นก็…หลับตาแล้วพูดคำว่า ‘อ้าม’ ครับ”
“อ้าม?”
อ้าว? ติดกับง่ายๆ เลยแฮะ ผมเลยตักเค้กเอาเข้าปากซารีไปทันที
ของแบบนี้ต้องลองด้วยตัวเอง
“อุ๊บ!”
ถึงจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ซารีรู้ว่าโดนผมหลอก แต่เค้กน่ะอยู่ปากแล้ว
ต่อให้เอาคึมมากง้างก็ไม่ยอมคายออกมาหรอก เธอค่อยๆ เคี้ยวอย่างช้าๆ
ก่อนจะกลืนลงไปทั้งนํ้าตา
“ที่นี้มองหน้าผมแล้วบอกสิครับ ว่าหลงเสน่ห์ผมหรือยัง”
“ทำไมฉันต้องหลงเสน่ห์คุณด้วย…!!!”
“ครับ ก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้ว ที่คุณทานไปเป็นแค่ของหวานเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีการใส่มนต์เสน่ห์อะไรอย่างที่คิดหรอก ถ้ายังไม่เชื่อ
ก็ลองทานไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองไปด้วย จะได้รู้ว่าทำหน้าแบบไหนอยู่”
“ถึงแบบนั้นก็เถอะ
การที่ลูกน้องมือดีของฉันอย่างมอเรียจะไปติดผู้ชายอย่างคุณ จนถึงกับยอมทิ้ง
การทิ้งงาน ดูอย่างไงก็เหมือนกับคนกำลังโดนมนต์สะกดอยู่”
“คนรักกันก็ต้องอยากอยู่ด้วยกันสิครับ มีตรงไหนแปลก?”
“เป็นไปไม่ได้! ถึงมอเรียจะโหยหาความรักมากแค่ไหนก็ตาม
แต่เธอไม่ใช่คนที่ยอมตามหลังผู้ชายเด็ดขาด
ฉันที่เฝ้าดูทั้งเวลากินเวลานอนของเธอมาตลอดหลายปีรับประกันเลย”
“ทั้งเวลากินเวลานอนแบบนั้นมัน…โรคจิตแล้วนะครับ”
“ย อย่านอกเรื่อง บอกวิธีคลายสะกดของสกิลมารราคะมาซะดีๆ”
“ทำไม่ได้ครับ”
“ไม่ได้…แม้คุณจะตายไปก็ตามเหรอ”
“ที่บอกทำไม่ได้
ก็เพราะผมไม่เคยไปใช้สกิลมารราคะเพื่อทำให้ใครหลงเสน่ห์ต่างหากล่ะ”
“โกหก!”
“เปล่านะ ถึงจะมีใช้บ้างก็เถอะ
แต่ไม่ใช่อันที่ส่งผลต่อจิตใจพวกเธอแน่นอน
ขนาดสกิลที่ใช้กระตุ้นอารมณ์ผมยังไม่เคยใช้กับพวกเธอเลย”
“แต่คุณก็ใช้สกิลมารราคะกับมอเรีย!”
“พูดไปอย่างไงก็ไม่เชื่อแบบนี้…งั้นมาลองของจริงกันเลยไหม”
“นี้คิดจะใช้สกิลกับฉันด้วยสินะ”
ทำตาแหลมคมใส่อีกแล้ว
“จะใช้ได้อย่างไง
ก็ในห้องนี้ติดอุปกรณ์เวทที่ทำให้ใช้สกิลไม่ได้นี้”
เดาเอานะ
“…แล้วจะลองกันอย่างไง”
“ก็ไม่เห็นยาก พวกเราแค่มีเซ็กส์กัน คำตอบก็จะออกมาเอง”
“นี้คิดจะหลอกฟันฉันล่ะสิท่า”
“ถูกครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง ผมไม่ชอบให้คุณมาดูแคลนมอเรียแบบนั้น
สิ่งที่มอเรียทำให้กับผม มันมาจากความรัก หาใช่การบีบบังคับ”
“เอางั้นก็ได้ ถ้าหลังจากมีอะไรกันแล้ว
ฉันไม่รู้สึกอะไรกับคุณเลยสักนิด…ก็เตรียมรับการโดนล่าได้เลย”
“เป็นอันตกลงตามนั้น”
แล้วผมก็ฉีกยิ้มออกหลังจากถูกกดดันอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด
ใครจะไปคิดละว่าเรื่องหื่นๆ จะใช้แก้ปัญหาการจนตรอกของผมได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น