ตอนที่ 78 นํ้าหนักของเกียรติ

ตอนที่ 78 นํ้าหนักของเกียรติ
จากนั้นผมก็จัดการเรื่องสัญญากันจนเสร็จ และไปยื่นให้กับทางกิลทำการลงทะเบียนให้ แต่ด้วยครั้งนี้เป็นคำร้องแบบพิเศษ เลยไมได้ระบุ Rank เอาไว้ แต่ยังนับเป็นเควสอยู่ถ้าผมผ่านได้ก็จะได้รับการอัพRank ตามปกติ
พวกผมจะเริ่มลงดันเจี้ยนกันในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวกันก่อน แต่พอจะแยกย้ายกันไป พวกโบสถ์ใหญ่ก็ยืนถกเถียงกันเรื่องที่พัก เพราะที่เมืองกรอซ่าไม่มีสาขาของโบสถ์ใหญ่ ถ้าจะพักก็ต้องไปพักที่โรงแรม แต่เงินทุนของพวกเธอมันหมดไปกับการตั้งรางวัลของเควสแล้ว
“…จะไปพักที่บ้านของผมก็ได้นะ”
“จริงเหรอ!”
พวกโบสถ์ใหญ่ทำท่าดีใจกันใหญ่ เพราะนึกว่าจะได้นอนกันข้างถนนซะแล้ว
“โรมะพวกฉันไปด้วยนะ”
เนปฟ่ารีบขอตามไปด้วยทันที
“ก็ได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะครับ ที่บ้านผมเลี้ยงมอนสเตอร์เอาไว้ด้วย ห้ามลงมือลงไม้เด็ดขาด”
“มะ มีมอนสเตอร์ด้วยเหรอ!”
ทุกคนมีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องกลัวครับ มอนสเตอร์ที่อยู่กับผมเป็นมิตร ตราบเท่าที่พวกคุณไม่ไปลงมือก่อนล่ะนะ”
พอได้ยินแบบนั้นก็พากันหายใจโล่งอก และพากันเดินตามผมไปที่คฤหาสน์
แต่พอมาถึงทางเข้า ทุกคนก็ต้องอ้าปากค้างเพราะความสวยงามและแสงไฟที่สว่าง ผมให้คริสติน่าเอาตะเกียงมาแขวนไว้ตามทางอุโมงค์ทางเดินด้วย แม้แต่พวกเนปฟ่าที่เคยมาแล้วก็ยังพากันตกใจ เพราะครั้งก่อนที่มายังไม่เห็นมีอะไรแบบนี้เลย
เมื่อมาถึงประตูหน้าคฤหาสน์ ดาเซสกับคริสติน่าก็มายืนรออยู่แล้ว
“ทุกอย่างปกติดีหรือเปล่าคะนายท่าน”
ดาเซสถามกับผมขณะมองไปยังกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่ตามผมมา
“อืม ไม่มีอะไรหรอก ตอนนี้ผมรับเควสเก็บเลเวลระยะยาวมา พวกนี้คือผู้ว่าจ้าง แต่ไม่มีที่พักเลยจะให้มาพักอยู่ที่นี้ด้วยคืนหนึ่ง”
“รับทราบค่ะ จะให้ไปปลุกทุกคนไหม”
“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้ทุกคนหลับไปเถอะ ไว้เดี๋ยวค่อยคุยกันตอนเช้า”
พอบอกกับดาเซสเสร็จ พวกเธอก็เปิดประตูบ้านออก และนำทางแขกเข้าไปข้างใน
แต่พอเข้ามาทุกคนก็ยิ่งทำหน้าตกใจยิ่งกว่าเดิม เพราะอากาศในบ้านค่อนข้างเย็นสบาย ข้างนอกถึงจะเป็นกลางคืนแต่มันค่อนข้างจะอบอ้าว ผมเลยให้เครื่องปรับอากาศทำงานตลอดเวลาเลย แถมทุกจุดของบ้านก็จะมีแสงสว่างจากตะเกียง ไม่แปลกที่ทุกคนจะตกใจ
“พวกผู้ชายห้าคนแบ่งกันสองห้องนะครับ ส่วนพวกผู้หญิงอยู่รวมกันห้องเดียวได้นะ แล้วเนปฟ่ากับชีเอ้อยู่ห้องเดียวกันได้หรือเปล่า”
“ได้ไม่มีปัญหา”
เนปฟ่าตอบทันที ผมเลยนำทางทุกคนขึ้นไปบนชั้นสองอย่างเงียบๆ เพราะไม่อยากปลุกให้ทุกคนตื่น
“เอ่อ ลืมบอกไป บ้านนี้มีแต่ผู้หญิงนะครับ หลังจากเข้าห้องไปแล้ว ก็ช่วยอยู่แต่ในห้องด้วย แล้วตอนเช้าผมจะให้คนมาตาม”
“เอ่อ แล้วถ้าจะเข้าห้องนํ้าล่ะ”
นักบวชหญิงคนหนึ่งถามขึ้น เธอดูจะอายุน้อยสุดในกลุ่ม
“นั้นสิ…คริสติน่ารบกวนหน่อยได้ไหม”
“ได้ จะจัดการให้เอง”
“งั้นเวลาจะเข้าห้องนํ้า ให้คริสติน่าพาไปนะครับ เธอจะสอนวิธีใช้ให้”
“ไม่ต้องสอนหรอก แค่ห้องนํ้าพวกเราใช้เป็น”
อัศวินพูดแทรกขึ้นมาทันที
“…”
ผมขี้เกียจบอกด้วยสิ ไว้ปล่อยให้ไปเห็นเองล่ะกัน
พอทุกคนเข้าไปในห้องแล้ว คริสติน่ากับพวกไรโมดอลส่วนหนึ่ง ก็เฝ้าที่ชั้นสองไว้อย่างหนาแน่น ดาเซสเองก็ย้ายขึ้นมานอนที่ห้องว่างที่ชั้นสองด้วยเหมือนกัน เพราะเวลามีอะไรจะได้รับมือได้ทันที แต่ผม
รู้สึกห่วงเจ้าชีเอ้ขึ้นมา เพราะตั้งแต่มันเข้ามาในคฤหาสน์ ค่าความหื่นของมันค้างที่ 100 ตลอดเลย
ผมเลยต้องสะกิดเรียกให้ชีเอ้ตามผมมาก่อน โดยบอกเนปฟ่าไปว่าจะให้ชีเอ้ไปช่วยเตรียมของ ตอนแรกเนปฟ่าจะตามมาด้วย แต่ผมบอกว่าคนเดียวก็พอ และไล่เธอไปนอน
จริงๆ ผมก็ไม่อยากจะยุ่งกับชีเอ้หรอกนะ แต่ขืนปล่อยให้ค่าความหื่นมันเต็มหลอดแบบนี้ เกิดไปเจอผู้หญิงของผมเข้า ไม่มีรู้มันจะหน้ามืดจนทำอะไรลงไปหรือเปล่าเลยต้องทำให้เจ้านี้ปล่อยออกมาก่อน
ผมพาชีเอ้มาที่ห้องของตัวเอง พอปิดประตูลง ผมเดินเข้ามาหาและล้วงมือเข้าไปในกระโปรงทันที อย่างที่คิดไว้ดุ้นของชีเอ้ตั้งเด่อยู่ แต่ด้วยขนาดที่เล็กผม
ต้องใช้นิ้วคีบเอาแทน แต่จับผ่านกางเกงในของผู้หญิงแบบนี้ไม่รู้สึกขยักแขยงอย่างที่คิดแฮะ
“มะ ไม่!”
แต่ชีเอ้รีบสะบัดตัวผมออกทันที
“ไม่อะไรกันล่ะ ฉันรู้นะว่านายมีอารมณ์ มานี้จะช่วยเอาออกให้ ฉันไม่อยากให้มีผู้ชายมายืนดุ้นแข็งในบ้านนี้หรอกนะ”
“จะช่วยจริงเหรอ!”
“ก็เอ่อสิ เร็วๆ เข้า”
“งะ งั้นก็”
ชีเอ้เดินไปเกาะที่ขอบเตียง และถกกระโปรงและเกี่ยวขอบกางเกงใน เปิดออกแค่ให้แค่ก้น แต่ก้นของชีเอ้มันใหญ่เลยปิดรูก้นจนมองไม่เห็น
ผมเลิกคิดไปแล้วว่าชีเอ้เป็นเพศอะไร รู้แค่ว่าโคตรน่าเอาเลย ผมเข้าไปแหวกก้นของชีเอ้ออก และก็ได้เห็นรูตูดซึ่งเป็นสีชมพูและมีผิวสัมผัสที่นิ่มเหมือนแก้มเด็กเลย
ดุ้นของผมสอดเข้าไปตรงล่องก้น และสอยเบาๆ สัมผัสสุดยอดไปเลย แต่พอจะถอดเสื้อผ้าออกชีเอ้กลับไม่ยอมให้ถอดชุดชั้นใน แน่นอนว่าไม่ยอมให้จับดุ้นด้วย
“ทำไมล่ะ?”
“บะ แบบนี้ฉันดูเหมือนผู้หญิงกว่า อยากให้มองฉันเป็นผู้หญิง”
แบบนี้เอง ผมเริ่มเข้าใจชีเอ้ขึ้นมาแล้ว ยัยนี้เป็นสาวดุ้นไปถึงจิตวิญญาณเลย ดุ้นที่หลบอยู่ในกางเกงในสีขาวที่มีระบายลูกไม้อยู่ตรงขอบ สั่นกระตุกไม่
หยุด และมีนํ้าไหลซึมออกมาแล้ว ผมเลยจับขาชีเอ้กางออกและยกก้นเธอขึ้นมา ผมโน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมกับสอดดุ้นจ่อไปที่รูตูดเธอ
รูตูดของชีเอ้เล็กมาก ผมเลยต้องใช้วิธีสอดทะลวง ด้วยการปรับให้เล็กก่อน แล้วค่อยเข้าไปขยายด้านใน แต่ผมต้องค่อยๆ ทำ เพราะชีเอ้เหมือนพร้อมจะเสร็จได้ทุกเวลา และถ้าเสร็จไปรอบหนึ่งแล้วก็จบข่าว อย่างไงชีเอ้ก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่สามารถเสร็จได้หลายครั้ง
จะว่าไปดุ้นที่ดันกางเกงในออกมาจนตุงมันดูอีโรติกดีเป็นบ้า แถมเสียงร้องของชีเอ้ก็เหมือนผู้หญิงเลย ทั้งโครงกระดูกและลักษณะของกล้ามเนื้อก็ไม่เหมือนผู้ชาย แขนขาเรียวเล็กมาก กล้ามเนื้อเป็นแบบซ่อนรูปคือเหมือนไม่มีกล้ามแต่มัดกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง
แข็งแรง และมีความยืดหยุ่นสูงทีเดียว แถมเป็นคนไม่มีขนด้วย แม้แต่ตรงนั้นก็ยังไม่มีขนขึ้นสักเส้น
“โรมะ ฉันไม่ไหวแล้ว! ให้ฉันเสร็จทีเถอะ!”
ชีเอ้ทำหน้าเหมือนจะขาดใจตายแล้ว ผมเลยส่งไปสวรรค์ให้ตามที่ต้องการ ชีเอ้กรีดร้องพร้อมกับพ่นนํ้าเชื้อออกมา ถึงจะมีไม่เยอะแต่ฉีดแรงมากจนพุ่งผ่านกางเกงในออกมาเปรอะตัวผม พอดึงดุ้นออกมาแล้วผมก็ใช้คลีนนิ่งทำความสะอาดไปพร้อมกันเลย
ชีเอ้รู้ว่าผมยังไม่เสร็จ เลยคลานมาแบบหมดแรง และใช้ปากทำให้ต่อ โดยเลียนแบบตอนที่ผมจับหัวเธอกระแทกใส่ เลยทำให้แบบแรงๆ แต่ผมเห็นว่าเธอหมดแรงแล้ว เลยให้ค่อยๆ ดูดไป พอผมเสร็จชีเอ้ก็กินไปจนหมดไม่มีเหลือ แล้วหลับไปทั้งๆ ที่มีดุ้นผมคาอยู่ในปาก
ผมใส่เสื้อผ้าให้กับชีเอ้ และอุ้มกลับไปห้อง แค่เพราะมีเนปฟ่าอยู่ด้วย เลยต้องเคาะก่อนและอ้างไปว่าชีเอ้ช่วยงานผมจนหลับไป ซึ่งเธอก็ไม่ได้สงสัยอะไร
พอเสร็จเรื่องแล้วผมก็กลับลงมาที่ห้องครัว เพื่อจัดเตรียมเสบียงไว้สำหรับการทำเควสครั้งนี้ และยังทำอาหารสำรองไว้กรณีที่ไม่มีเวลาทำอาหารด้วย ระหว่างนั้นก็มีไรโมดอลมาคอยรายงานเป็นระยะ ว่ามีใครลุกออกมาจากห้องบ้าง นอกจากพวกที่ไปยืนตะลึงในห้องนํ้าแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก
ผมกลับเข้าเมืองไปซื้อของอีกนิดหน่อย กว่าจะเตรียมอะไรเสร็จก็เกือบสว่างพอดี ผมเลยทำมื้อเช้าเตรียมไว้ด้วยเลย เดเม่กับโมอาตื่นเร็วเหมือนเดิมแต่วันนี้ไม่มีอะไรให้พวกเธอทำแล้ว ผมเลยให้ไปปลุกทุกคนแทน
มิรินเองก็กลับมาพอดี แถมมาถึงก็รีบถามเรื่องเค้กใหญ่ ทั้งเธอและมุเอมะก็ชอบเค้กมาก
พอทุกคนลงมาแล้ว ผมก็บอกเรื่องแขกที่พามาพักด้วยเมื่อคืน แต่ส่วนใหญ่กลับรู้กันอยู่แล้ว อยู่กันแต่ในห้องแล้วรู้ได้ไงเนี่ย? แต่ผมเลยเข้าเรื่องได้เร็วขึ้น อธิบายถึงเควสที่รับมาเมื่อคืน โดยมีพวกจากโบสถ์ใหญ่เป็นผู้ว่าจ้าง แน่นอนเรโมริก้าทำหน้าเหม็นเบื่อขึ้นมาทันที แต่ผมบอกว่าให้เธอช่วยอดทนไปก่อน ทว่าถ้าอีกฝ่ายลงมือทำอะไร ผมก็ไม่ห้ามถ้าเกิดจะมีอีเว้นเลือดสาดเต็มบ้าน
ส่วนเรื่องรายละเอียดของเควสผมไว้คุยกันต่อหลังมื้อเช้า แต่ตอนนี้ผมให้คริสติน่าขึ้นไปตามแขกลงมากินมื้อเช้าก่อน
แต่พอทุกคนลงมาเห็นพวกฟรานที่เป็นทาสนั่งร่วมโต๊ะอยู่ ก็พากันโวยวายขึ้นมาทันที
“จะให้พวกเรานั่งร่วมโต๊ะกับทาสเนี่ยนะ! อย่ามาตลกนะโว้ย!”
“นายท่านคะ ให้พวกเราทานทีหลังก็ได้ค่ะ”
เดเม่พยายามรักษาหน้าให้ผม แต่ไม่จำเป็นสักนิด ผมเลยยกมือห้ามทุกคนไว้ และมองไปทางแขก
“ก็ว่าแล้วต้องงี่เง่ากัน ช่วยตามผมมาด้วย”
ผมพาพวกแขกที่ไม่อยากร่วมโต๊ะไปหลังบ้าน ที่ผมนำโต๊ะและเก้าอี้มาเรียงไว้ก่อนแล้ว และนำ
อาหารที่ไปซื้อมาจากในเมืองวางไว้บนโต๊ะและให้จัดการกันเอง
“เดี๋ยวสิ จะให้พวกเรานั่งกินกันนอกบ้านเหรอ พวกเราเป็นแขกนะ!”
“แขกแล้วไง นี้บ้านผมนะ ไม่พอใจก็เรื่องของคุณสิ แล้วผมก็รักษามารยาทอย่างถึงที่สุดแล้ว ถึงได้ชวนให้ร่วมโต๊ะด้วย แต่ในเมื่อคุณไม่อยากร่วมโต๊ะก็ต้องออกมากินข้างนอก”
“แล้วทำไมไม่ให้ทาสของนายออกมากินข้างนอกแทนเล่า!”
“หา!? ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ ช่วยสำนึกด้วยนะว่าพวกคุณเป็น ‘แค่’ แขก ถ้าไม่พอใจก็เชิญไปหาอะไรกินกันเอาเองในเมือง ผมบอกแล้ว ถ้าผม
รับเควสพวกคุณต้องทำตามกฎของผม จะเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ”
พอเจอผมพูดแบบนี้ ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นเสียงอีก และยอมเดินไปนั่งที่โต๊ะบนสนามหญ้าแต่โดยดี
ส่วนชีเอ้ดึงแขนเสื้อผมเบาๆ และกระซิบบอก
“ฉันไม่มีปัญหา ขอร่วมโต๊ะด้วยนะ”
“เชิญเลย ไปเลือกที่นั่งเองนะ เดี๋ยวพวกไรโมดอลจะจัดจานให้เอง”
แล้วชีเอ้ก็เดินกลับเข้าไปอย่างยิ้มแย้ม
“ฉะ ฉัน”
แต่เนปฟ่ากลับกำลังลังเล เธอมองตามชีเอ้ไปก่อนจะหันไปมองพวกจากโบสถ์ใหญ่ เธอเองก็คงรับ
เรื่องร่วมโต๊ะกับทาสไม่ได้ ทว่าสุดท้ายเธอเลือกชีเอ้ เลยขอมาร่วมโต๊ะด้วยท่าทางไม่เต็มใจเท่าไร
พอทุกคนนั่งลงแล้ว พวกไรโมดอลก็เริ่มยกอาหารออกมา ซึ่งมื้อนี้ผมทำเป็นข้าวผัดใส่ไส้กรอกหั่น และมีไข่ดาวโปะหน้า ราดด้วยซอสมะเขือเทศนิดหน่อย มีสลัดผักและซุปด้วย
ฟรานดูจะคุ้นเคยกับอาหารแบบนี้ที่สุด เลยยิ้มหวานออกมาก่อนใครเลย แต่ที่งงคือพวกเนปฟ่ากับชีเอ้ ที่ไม่เคยเห็นข้าวแบบที่พวกผมกินกัน
“นี้มันอร่อยกว่าข้าวที่กินกันเมื่อวานพร้อมกับเนื้อย่างอีกนะ”
เรโมริก้าดูจะชอบมาก ถึงกับยกมือขึ้นมาปิดปากไว้
“เมื่อวานเป็นข้าวเปล่าๆ น่ะครับ แต่วันนี้เป็นข้าวผัด ที่เป็นข้าวที่ปรุงรสเสร็จในตัวเองแล้ว”
“ผะ ผักกรอบจัง! และที่ราดอยู่ก็อร่อยด้วย!”
พวกโรสลินที่ปกติชอบกินแต่เนื้อ พอได้ลองชิมสลัดเข้าไปดู ก็พากันติดใจกันใหญ่
“ซุปวันนี้รสชาติไม่เหมือนเดิมนี้?”
อาเดไลท์ที่ชิมซุปแล้วก็หันมาถามผม
“ซุปรสอ่อนน่ะครับ เป็นซุปที่ไว้กินเพื่อให้เข้ากับข้าวผัด”
“ขอเติม!”
เอร่าซัดหมดทั้งข้าวผัดทั้งสลัดทั้งซุป จะกินเร็วไปไหนยัยนี้ แต่พวกไรโมดอลรู้ทางหมดแล้ว เลยเตรียมสำหรับเอร่าไว้อีกชุดพร้อมเสริฟได้ในทันที
ผมรู้สึกวางใจ เพราะทุกคนดูปกติดี ไม่มีใครใส่ใจกับท่าทางของพวกโบสถ์ใหญ่เลย ผมเลยหันไปทางเนปฟ่ากับชีเอ้บ้าง
ทั้งคู่นั่งเหงื่อแตกอยู่ ทำไมล่ะเนี่ย?
“อาหารไม่อร่อยเหรอ?”
ผมถามออกไป พอทั้งคู่รู้สึกตัวก็รีบส่ายหน้าทันที
ชีเอ้ไม่ได้พูดอะไร และเริ่มกินต่อ สีหน้าเธอตกใจทุกครั้งที่ตักข้าวผัดเข้าปาก โดยเฉพาะตอนที่กินสลัดผัก ถึงกับแกว่งมือไปมาเพราะทนความอร่อยไม่ไหว
“นะ นี้นายใช้อาหารแบบนี่เลี้ยงทาสเนี่ยนะ!”
เนปฟ่าร้องถาม เธอดูแตกตื่นเอามากๆ
“ทำไมล่ะ”
“มันดีเกินไปน่ะสิ! นี้นายต้องใช้วัตถุดิบชั้นดีราคาแพงแน่ๆ เลยใช่ไหม”
“ดีเกินไป? ตรงไหนที่มันเกินไป”
“ก็…พวกทาสให้กินแค่เศษอาหารก็พอไม่ใช่เหรอ”
“งั้นเธอลองกินไหม เศษอาหารน่ะ”
“ทะ ทำไมฉันต้องกินเศษอาหารด้วย!”
“ก็ทาสยังกินได้ เธอก็ต้องกินได้สิ”
“ไม่ใช่แบบนั้น คนเป็นเจ้านายต้องได้กินของที่ดีกว่าสิ”
“เหรอ แล้วอาหารที่ดีที่เธอว่าน่ะ หมายถึงอาหารไร้รสชาติแบบที่พวกโบสถ์ใหญ่กำลังกินกันข้างนอกน่ะเหรอ เนปฟ่าถ้าเธอคิดจะอยู่กับปาร์ตี้ของผม เธอควรทิ้งสามัญสำนึกไปซะ เพราะคนที่จะช่วยให้เธอรอดตายได้ ก็คือทาสที่เธอกำลังดูถูกอยู่ และคนที่จะช่วยเธอหาเงินให้ก็คือทาสที่ว่าไปเหมือนกัน เธอน่ะควรจะสำนึกบุญคุณพวกฟราน แล้วก็ช่วยเบิกตาดูดีๆ มารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกทาสที่เธอดูถูกน่ะ มีอะไรที่แตกต่างกับเธอเหรอ”
ผมไม่ได้สอนทุกครั้งหรอก แต่ผมสอนฟรานกับเดเม่ จากนั้นทั้งคู่ก็สอนต่อให้ดาเซสกับยูริน แล้วก็สอนต่อๆ กันไป ใครทำผิดก็จะคอยเตือนกันเอง และทุก
คนได้ตระหนักได้ด้วยตัวเอง ว่าการที่ผมให้ศักดิ์ศรีพวกเธอเท่ากับคนทั่วไป นั้นหมายถึงพวกเธอต้องแบกรับความหวังดีของผมเอาไว้ด้วย ทุกคนเลยพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อทำตัวให้สมกับสิ่งที่ได้รับไป อย่างไงก็จะไม่ยอมให้ผมเสียหน้าในจุดนี้ได้เป็นอันขาด
และนั้นคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนยืดอกและนั่งอยู่บนโต๊ะนี้ได้ โดยไม่ละอายแม้จะถูกดูแคลนว่าเป็นทาส
เนปฟ่าเริ่มรู้ตัว และมองดูรอบตัว สิ่งที่เห็นคือกลุ่มหญิงสาวหน้าตาอิ่มเอิบดูมีความสุข เสื้อผ้าทั้งดูดีและสะอาด ทุกคนดูมีการวางตัวที่ดี ถ้าเทียบกับตัวเองแล้ว…ไม่แปลกที่เนปฟ่าจะรู้สึกละอายขึ้นมา
“…ทุกท่านคะ…ขอโทษด้วยค่ะ”
เนปฟ่าลุกขึ้นและโค้งหัวลงกล่าวขอโทษทุกคน ที่เธอกล่าววาจาดูถูกไป ชีเอ้ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ก็ทำตามเนปฟ่าไปด้วย
ฟรานมองมาที่ผม ถึงไม่ต้องบอกผมก็เข้าใจว่าเธอต้องการอะไร เลยพยักหน้าให้ ฟรานเลยลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นตัวแทนของทาสในที่นี้
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ พวกเราเป็นทาสนั่นคือความจริง ถ้ามีอะไรทำให้รำคาญใจ ฉันขอเป็นตัวแทนของทุกคนกล่าวขอโทษด้วยค่ะ”
ยิ่งฟรานแสดงมารยาทตอบรับไปแบบนี้ ยิ่งทำให้เนปฟ่าเข้าใจ จะเป็นคนทั่วไปหรือจะเป็นทาส สำหรับที่นี้ไม่สำคัญ ถ้าแสดงตัวดูถูกคนอื่นเช่นพวกโบสถ์ใหญ่ ผมก็จะให้ค่าและปฏิบัติดั่งเช่นพวกชั้นตํ่า แต่
ถ้ารู้จักการให้เกียรติคนอื่น ผมก็พร้อมจะให้เกียรติที่เท่าเทียมกันกลับไป

พอเลิกมองแบบอคติ เนปฟ่าก็เริ่มเข้าถึงบรรยากาศที่แสนอบอุ่นบนโต๊ะอาหาร แถมรสชาติของอาหารก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ว่าอร่อยแล้ว แต่เมื่อได้กินท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ อาหารก็ยิ่งอร่อยขึ้นกว่าเดิม

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ