ตอนที่ 79 ติดอาวุธ

ตอนที่ 79 ติดอาวุธ
หลังจากจบมื้อเช้าแล้ว ผมก็เรียกประชุมที่ห้องนั่งเล่น โดยให้คริสติน่าไปตามพวกโบสถ์ใหญ่มาฟังด้วย พอมาถึงพวกนั้นก็ยืนจับกลุ่มกันอยู่ด้านนอก ไม่เข้ามานั่งร่วมกับทุกคน ผมเกือบเอ่ยปากไล่กลับออกไปแล้ว แต่อาเดไลท์จับมือผมไว้และส่ายหน้าห้ามปราม ผมเลยปล่อยไปและเริ่มอธิบายถึงภารกิจครั้งนี้
พอทุกคนได้ฟังแทนที่จะทำสีหน้าวิตกกังวล แต่กลับพากันทำหน้าตื่นเต้นดีใจซะแทน
“ทีนี้ ใครที่อยากจะไปบ้างยกมือขึ้น”
“ช้าก่อน! นายเป็นเจ้านายพวกนี้ไม่ใช่เหรอ แค่ออกคำสั่งพาไปให้หมดเลยสิ!”
อัศวินคนหนึ่งทักออกมา
“ไม่ ที่นี้จะไม่มีการบีบบังคับอะไรทั้งสิ้น”
พอได้ยินที่ผมบอกไป อัศวินก็ทำหน้าหงุดหงิดขึ้นมา เป็นเจ้านี้ที่โวยวายมาตลอด ซึ่งเป็นเจ้าคนที่ผมหมายหัวอยู่เพราะค่าความหื่นมันเพิ่มจาก 98 เป็น 100 ตั้งแต่เจอสาวๆ ของผมแล้ว ส่วนอัศวินอีกสองคนค่อนข้างเงียบ ไม่ออกความเห็นหรือค้านอะไร
“เอาล่ะ กลับมาต่อเรื่องของพวกเราดีกว่า ว่าไงมีใครอยากไปปิกนิกในดันเจี้ยนไหม”
“ไปๆๆ ไปค่ะ!”
แทบทุกคนยกมือขึ้นพร้อมกัน แต่อาเดไลท์เป็นกังวลเลยหันมาถามผม
“จะเอาคนที่ไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้อย่างฉันไปด้วยจะดีเหรอ”
“ถ้าไปเป็นคณะใหญ่ จะช่วยดูแลกันได้ เพราะงั้นไม่มีปัญหาอะไรครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะให้เก็บเลเวลไปด้วยกัน อย่างน้อยก็อยากจะให้มีพลังในระดับที่ปกป้องตัวเองได้”
“งะ งั้นข้าไปด้วยได้ใช่ไหม”
เอสเตอร์ที่ตอนแรกไม่ได้ยกมือขึ้นมา พอได้ยินที่ผมบอกก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาแบบกล้าๆ กลัวๆ
“ได้สิ แต่ว่าเธอไม่กลัวมอนสเตอร์เหรอ ไม่ต้องฝืนก็ได้นะ”
“กลัว ตะ แต่ว่า…ข้าอยากทำประโยชน์ให้กับนายท่าน อย่างน้อยถ้ารู้สึกถึงอันตรายจะได้เตือนนายท่านได้ทันเวลา”
“ขอบใจนะเอสเตอร์ แล้วไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะช่วยปกป้องเธอเอง”
สรุปแล้วก็ยกกันไปเกือบทั้งบ้าน ที่เหลืออาสาเฝ้าบ้านให้ก็มีคริสติน่ากับพวกไรโมดอล แล้วก็โมอาที่ต้องอยู่ดูแลสวนดอกไม้ ส่วนเมยอาไม่ชอบการต่อสู้ เลยขออยู่เฝ้าบ้านด้วยอีกคน
ถึงจะมีพวกคริสติน่าช่วยเฝ้าบ้านให้ แต่ผมยังไม่วางใจซะทีเดียว เลยแอบติดต่อไปหามุเอมะ ให้ส่งคนมาแอบเฝ้ารอบๆ คฤหาสน์ไว้ด้วย ซึ่งเธอบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แถมเธอรู้เรื่องที่ผมจะไปลงดันเจี้ยนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์แล้ว เลยอวยพรให้โชคดีด้วย
ส่วนเรื่องอาหารการกิน ผมทำเตรียมไว้ให้ครบทั้งสามมื้อรวมกับของว่างด้วยให้กับพวกโมอา แต่นั่งกินกันสองคนเลยอาจจะเหงาหน่อย
แต่มีอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาคือ มอเรีย เพราะเธอมีงานประจำทำอยู่แล้ว แถมยังรีไทร์ตัวเองไปเพราะอาการบาดเจ็บ ถึงผมจะรักษาเธอจนหายดีแล้ว แต่ว่าแผลในใจมันรักษาไม่ได้นี้สิ
“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะท่านโรมะ ฉันลาพักงานที่กิลได้ จริงๆ ก็คิดไว้เหมือนกัน ว่าอาจจะลาออกและ
กลับมาเป็นนักผจญภัยตามเดิม จะได้ลงดันเจี้ยนกับท่านโรมะได้ด้วย”
“ไหวแน่นะมอเรีย ไม่อยากให้คุณฝืนทำอะไรเพื่อผมเลย”
“สบายมากค่ะ มีท่านโรมะอยู่ด้วย ฉันไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย เหมือนกับว่าไม่ว่าอะไรก็ทำได้”
“ใช่ๆ ข้าเองก็รู้สึกแบบนั้น”
เอสเตอร์รีบพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้นก็ตามนี้ เดี๋ยวแยกย้ายกันไปเตรียมตัวนะ ส่วนเรื่องเสบียงผมเตรียมไว้พร้อมแล้ว ยูรินกับดอเรียฝากดูเรื่องอาวุธกับเครื่องป้องกันให้ทุกคนด้วยนะ”
“รับทราบ!”
ทั้งคู่ขานรับพร้อมกัน และทั้งหมดก็เริ่มโยกย้ายออกจากห้องนั่งเล่นไป พอห้องว่างแล้ว พวกโบสถ์ใหญ่ถึงเข้ามานั่งแทน
“เห็นทำท่ารักใคร่พวกทาสน่าดู ที่แท้ก็หลอกใช้ไปตายแทนสินะ โหดจริงๆ เลยนะนายเนี่ย”
เจ้าอัศวินคนเดิมเข้ามาจิกกัดผม เนปฟ่าทำท่าจะลุกขึ้นมาต่อว่า แต่ผมห้ามไว้
“ขอถามเรื่องสกิลที่พวกคุณมีหน่อยได้ไหม จะได้วางแผนเก็บเลเวลถูก”
ผมไม่สนใจที่มันพูด กับคนพรรณนี้ พูดด้วยก็มีแต่จะเป็นการลดค่าตัวเองและพอผมไม่สนใจ มันก็เป็นฝ่ายเริ่มหงุดหงิดซะเอง เนี่ยล่ะวิธีตอบโต้พวกปากสุนัข ไม่ต้องให้ไปค่ากับคำพูดเลยดีที่สุด
จริงๆ ผมใช้สกิลตรวจสอบดูสกิลของทุกคนได้ แต่ไม่อยากจะทำให้รู้สึกไม่ดี เลยถามจากปากเอาแทน
จากการสอบถาม พวกนักบวชทั้งห้าคน ไม่มีความสามารถด้านต่อสู้ประชิดตัวเลย อาวุธต่างเป็นคทาสั้นที่มีคุณสมบัติเพิ่มพลังด้านการรักษา
ส่วนสกิลที่มีก็มีแค่เวทรักษาขั้น 1 แบบชีเอ้ เห็นว่าต้องเปลี่ยนอาชีพตอนเลเวล 30 ก่อนถึงจะได้เวทรักษาขั้น 2 มา ส่วนขั้น 3 จะต้องรอตอนเลเวล 50 เลย
แต่นอกจากเวทรักษาแล้ว ก็ยังมีเวทสลายพิษ เวทฟื้นฟูอาการอัมพาต เวทเพิ่มธาตุศักดิ์สิทธิ์ลงในอาวุธหรือชุดเกราะ และเวทชำระล้างดวงวิญญาณ ซึ่งเป็นเวทที่ใช้สังหารพวกอันเดดได้ผลมากที่สุด
ทว่าผมยังถามเจาะลึกไปถึงการใช้งาน รวมถึงจำนวนการใช้ จนพวกนักบวชออกอาการหงุดหงิด ว่าจะรู้เยอะไปทำไม แต่นี้เป็นข้อมูลสำคัญเชี่ยวนะ การรู้ว่าสมาชิกในปาร์ตี้ทำอะไรได้บ้าง ควรเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ไว้นะ
ส่วนพวกอัศวิน เจ้าคนหื่นสุด กลับเป็นคนที่เก่งสุดซะได้ ถึงจะเลเวลเท่าๆ กัน แต่มันมีสกิลหลายอย่าง ทั้งความชำนาญดาบ ความชำนาญโล่ Str Grow up และสกิลโจมตีอีกสองสามอย่าง เป็นพวกอัศวินประเภทสายรุกที่มีพลังป้องกันตัวเองสูง
อัศวินอีกสองคนค่อนข้างธรรมดา เป็นสายชนแบบเต็มตัว สกิลเน้นไปที่เพิ่มพลังป้องกันและดึงดูดศัตรู แต่ผมว่าสกิล Provoke เป็นสกิลที่มีประโยชน์
มากเลยล่ะ เพราะผลของมันจะช่วยกระตุ้นให้อีกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่ตัวเอง ซํ้ายังลดการระวังตัวของเป้าหมายลงด้วย
ส่วนของทางผม ยูรินกับดอเรียก็ทำการติดอาวุธให้ทุกคนแล้ว โดยอาวุธส่วนใหญ่เป็นของมีชื่อที่ดอเรียสะสมมา ส่วนของยูรินจะเป็นอาวุธที่ซ่อมเอาจากของหลุดประมูลที่ผมกว้านซื้อมา แต่ว่าหนึ่งในนั้นคือหอกระดับ Epic ที่เคลือบด้วยหินทะเลลึก ชื่อของหอกคือ หอกกัมปนาท
เหตุที่มันเป็นอาวุธระดับ Epic เพราะมีสกิลเวทระดับ 3 อยู่ นั้นคือ เวทระเบิดกัมปนาท เป็นเวทที่สร้างระเบิดคลื่นเสียงแบบวงกว้างออกมา แต่อาวุธชิ้นนี้มีจุดอ่อนสำคัญอยู่ เพราะเวทระเบิดกัมปนาทจะส่งผลเสียกับตัวอาวุธด้วย เวลาใช้ออกมา จะสร้างรอยความเสียหายกับตัวอาวุธโดยตรง พอใช้ไปสามหรือสี่ครั้งหอก
ก็จะพังแล้ว ชื่อเสียงของมันเลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก เพราะจำนวนการใช้งานที่น้อย
แต่ยูรินทำการแก้ไขจุดอ่อนนั้นแล้ว ด้วยการผสมมิธริลลงไปตอนซ่อมส่วนที่พัง คุณสมบัติของแร่มิธริลคือ เบา ทดทาน และดูดซับพลังเวทได้ จากนั้นก็แก้ไขจุดอ่อนของมิธริลที่มีปัญหาตอนจะตีคม ซึ่งทำได้ยาก ด้วยการเคลือบคมด้วยหินทะเลลึกแทน ทำให้หอกัมปนาทไม่มีจุดอ่อนแล้ว ซํ้ายังมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ส่วนคนที่ใช้หอกเป็นมีแค่ซาคุยะกับดอเรีย แต่ดอเรียชอบใช้คาตานะมากกว่า เลยเป็นซาคุยะที่ถือหอกกัมปนาท ซึ่งซาคุยะบอกว่านี้เป็นอาวุธดีสุดที่เธอเคยใช้มาเลย
คนที่ผมประหลาดใจที่สุดก็คือเอร่า เพราะหลังจากกลับสวรรค์ไปคราวก่อน และได้รับพลังเทพคืนมาแล้ว สกิลของเธอก็ได้รับการปลดล็อคออก ซึ่งมันเยอะจนผมลายตาเลย ก็สมกับเป็นสิบเทพสูงสุดล่ะนะ แต่อย่างไงเธอก็มีเลเวลแค่หนึ่ง ค่าพลังถึงจะสูงกว่าเผ่าอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร บวกกับสกิลส่วนใหญ่เป็นสายสนับสนุนผมเลยให้เธอไปอยู่กลุ่มแถวหลัง และให้เดเม่สอนการใช้ธนูไป
ส่วนธนูผมให้สลับกัน โดยเอาธนูเงือกของเดเม่มาให้เอร่าใช้ ส่วนของเดเม่เปลี่ยนไปใช้ของที่ดีกว่า ซึ่งเป็นของสะสมของดอเรีย มันเป็นธนูระดับ Super rare มีชื่อว่า ธนูดาวตก
ธนูดาวตกเป็นธนูขนาดใหญ่ มีนํ้าหนักมาก แต่ข้อดีของมันคือสามารถใช้ยิงศรขนาดใหญ่ได้ ผมดูลูก
ธนูที่ใช้แล้ว มันมีขนาดพอๆ กับบาลิสต้า ผมลองให้เดเม่ยกดู เธอดันบอกว่านํ้าหนักกำลังพอดีซะอีก ส่วนที่ทำให้มันได้ชื่อว่าธนูดาวตก เพราะมันมีสกิลที่เรียกว่า ทำลายแนวดิ่ง
ผลของสกิลก็คือ ยิ่งยิงลูกศรขึ้นไปสูงแค่ไหน เวลามันดิ่งลงมากระทบเป้าหมาย พลังทำลายจะยิ่งสูงขึ้นตาม สรุปเป็นธนูที่เน้นการยิงวิธีโค้งระยะไกล มากกว่าการยิงใส่แบบตรงๆ แต่ถึงไม่ต้องพึ่งสกิลนี้ ด้วยพลังทำลายของลูกศรยักษ์ ต่อให้เป็นพวกใส่เกราะก็มีกระจุยกันล่ะงานนี้
จะว่าไปตอนนี้เดเม่เป็นคนเดียวเลยนะที่สามารถโจมตีได้ทุกระยะ ตั้งแต่ใกล้ กลาง ไกลและโคตรไกล ถึงจะมีสกิลแค่สองอย่างคือ Battle maid กับ
Bow mastery แต่เธอเป็นกำลังรบสำคัญของปาร์ตี้ผมไปแล้ว
ส่วนเรโมริก้าถึงจะไปด้วย แต่เธอจะขอซ่อนตัวอยู่ในเงาของฟรานด้วยสกิลของเธอ เพราะไม่อยากร่วมทางกับพวกโบสถ์ใหญ่ และจะได้ปกป้องฟรานได้ทันทีกรณีที่มีอะไรเกิดขึ้น พอผมอนุญาตเธอเลยหายตัวไปทันทีเลย
ผมใช้ตรวจสอบกับทุกคน เพื่อสรุปข้อมูลพื้นฐานของปาร์ตี้ แน่นอนว่าขออนุญาตแล้วนะ
ดอเรีย Lv 60/100 อาชีพ ซามูไร มอเรีย Lv 48/70 อาชีพ นักฆ่า (Killer) ซาคุยะ Lv 42/No limit อาชีพ ขุนศึก (Warlord) มิริน Lv 40/70 อาชีพ จอมเวท
ดาเซส Lv 37/50 อาชีพ อัศวิน จามิร่า Lv 33/50 อาชีพ เทพพิทักษ์ขุนเขา (Guardian Mountain) ฟราน Lv 19/30 อาชีพ Royal vampire เดเม่ Lv 18/50 อาชีพ Maid ยูริน Lv 16/120 อาชีพ Blacksmith ตัวผม Lv 15/No limit อาชีพ นักล่าสมบัติ กิน Lv 5/200 อาชีพ ไม่ระบุ เอสเตอร์ Lv 3/50 อาชีพ ไม่ระบุ เอร่า Lv 1/900 อาชีพ ไม่ระบุ โรสลิน Lv 1/30 อาชีพ นักประพันธ์ท่วงทำนอง อาเดไลท์ Lv1/30 อาชีพ ไม่ระบุ
ผมค่อยข้างตกใจกับเลเวลและอาชีพของมอเรียพอสมควร เพราะเลเวลเธอสูงมาก เป็นรองแค่เรโมริก้า
กับดอเรียเท่านั้น ซํ้ายังเป็นอาชีพนักฆ่า ซึ่งไม่เข้ากับบุคลิกอ่อนโยนของเธอเลย แต่ตอนนี้มอเรียกลับไปใส่ชุดที่ใช้สู้ของเธอ ที่ยังเก็บเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ซึ่งดูเหมือนชุดนินจาไม่มีผิด ทั้งชุดเป็นสีดำและปิดหน้าจนเหลือแค่ส่วนดวงตา
แต่อาวุธของมอเรียพังไปตอนที่เกิดเรื่องแล้ว ผมเลยมอบมีดสั้นมังกรสมุทรให้กับเธอไป เพราะน่าจะใช้ได้ดีกว่าผม แถมผมเองก็ใช้ดาบศิลาเย็นเป็นหลักอยู่แล้ว และเพิ่มโล่มัจฉาเวอร์ชั่นดัดแปลงที่ยูรินทำให้ด้วย
ส่วนอาวุธและเครื่องป้องกันของคนอื่นๆ ก็มีดังนี้
ดอเรียพกดาบสามเล่ม เป็นคาตานะสองเล่มและวากิซาชิ(ดาบสั้น)อีกหนึ่งเล่ม ส่วนเกราะของดอเรียผสมระหว่างเกราะม้าศึกกับเกราะเหล็กกะบังหน้าแบบซามูไร และเป็นอีกคนที่ใส่หมวกเหล็กแบบที่มีหน้ากากดึงปิดลง
มาได้ เหมือนของยูริน รวมๆ นํ้าหนักที่ต้องแบกสูงกว่าชาวบ้านเขาเยอะเลย แต่สำหรับเซนทอร์อย่างเธอแล้ว แค่นี้สบายมาก
ซาคุยะเองนอกจากหอกแล้วก็ใส่เกราะเหล็กคล้ายๆ แบบของดอเรีย แต่นํ้าหนักเบากว่า แน่นอนว่าเป็นของสะสมของดอเรียเช่นกัน คุณภาพเลยหายห่วง
มิรินไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย อาวุธยังเป็นไม้เท้าและชุดกระโปรงยาวรัดรูป ที่เหมือนเป็นเครื่องแบบของจอมเวท แต่ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือผ้าคลุม ที่ผมคิดขึ้นเองโดยให้พวกไรโมดอลช่วยทำให้
โดยใช้ผ้าคลุมวารีที่ดรอปได้จากในดันเจี้ยนนํ้าตก และเอาหนังปลาสายรุ้งเย็บติดไปด้านใน พอทำเสร็จชื่อของไอเท็มก็เปลี่ยนไปเป็น ??? ผมเลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ผ้าคลุมรุ้งวารี
ซึ่งมันถูกยกระดับเป็นไอเท็มระดับ Super rare ไปแล้ว เพราะมีสกิลเพิ่มขึ้นมาคือ Absorb Magic เวลาที่ถูกโจมตีด้วยเวทมนต์ มันจะลดถอนความเสียหายให้เหลือเพียง 1/3 พร้อมกับดูดมาน่าที่ใช้ไปกับเวทนั้น มาฟื้นมาน่าให้ส่วนหนึ่งด้วย
ดาเซสนี้สิ ยกเครื่องใหม่หมดเลย ดาบของเธอถูกเปลี่ยนเป็นดาบศิลาแกร่ง ซึ่งมีส่วนผสมของหินทะเลลึก 60% เป็นดาบที่เน้นความทนทานและสมดุล ถึงจะไม่มีสกิลเลย แต่เป็นอาวุธระดับ Rare ทีเดียวพลังโจมตีคงไม่ธรรมดา ส่วนเกราะที่เป็นของประจำตระกูล ถึงจะมีรูปร่างเหมือนเดิม แต่ยูรินช่วยเสริมความแข็งแกร่งเข้าไปด้วย
จามิร่าเลือกอาวุธที่ตัวเองถนัด ก็คือค้อนด้ามยาว โดยที่ยูรินมีเตรียมไว้แล้ว จริงๆ เธอกะจะทำง้าวสำรอง
ให้ฟราน เลยแค่เปลี่ยนส่วนหัวติดค้อนหัวแบนไปแทน นํ้าหนักของมันนี้ราวๆ สามสิบกิโลได้ ซึ่งเป็นอาวุธที่หนักที่สุดซึ่งผมเคยเห็นมา แต่จามิร่ากลับถูกใจและเหวี่ยงมันอย่างสนุกสนานเลย ส่วนเกราะนั้นก็เอาเกราะหนังเต่าสองตัวมาเย็บติดกัน
ฟรานยังคงใช้ง้าวแสนรักอันเดิม แต่เกราะเธอขอให้ยูรินทำให้ใหม่ โดยเอาเกราะมัจฉาไปหลอม และทำเป็นเกราะโซ่ที่ไว้ใส่ใต้ชุดแทน ส่วนของเดเม่นอกจากเปลี่ยนธนูแล้วก็ไม่มีอะไรเพิ่ม เพราะอุปกรณ์ของเธอลงตัวอยู่แล้ว
ยูรินได้ทำอาวุธใหม่ให้ตัวเองด้วย ซึ่งเป็นอาวุธที่เธอเคยวาดแบบแปลนไว้ตั้งนานแล้ว ซึ่งยังคงเป็นถุงมือเหล็กติดกลไกยิงหมุดเสียบ แต่คราวนี้ทำออกมาใส่ทั้งสองมือเลย และตรงด้านหลังมือมีกลไกสามารถกางโล่
พับทรงกลมออกมาได้ ส่วนหมุดเสียบก็ทำให้จากหินทะเลลึก 90% อำนาจการทำลายผิดจากเดิมเลย ส่วนระดับของมันเป็น Epic และมีช่องสกิลว่างถึงสองช่อง (ข้างล่ะสองช่อง รวมกับเป็นสี่ช่อง) ส่วนเกราะก็เปลี่ยนมาใส่เกราะหนังเต่าแทน ซึ่งพลังป้องกันอาจจะน้อยกว่าเกราะเกร็ดมัจฉา แต่มันทำให้เคลื่อนไหวสะดวก และยังพังยากกว่าด้วย
กินเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ติดอาวุธ เพราะตัวเล็กเกินไป แต่ว่าเธอมีสกิลระดับบอสดันเจี้ยนติดตัวอยู่ เช่นการสร้างภาพลวงตา หรือการพ่นไฟ ดอเรียที่เคยพากินไปลงดันเจี้ยนลาลาพัสด้วย บอกว่ากินต่อสู้ได้ดี ได้ทั้งก่อกวนและโจมตีสนับสนุน แม้แต่ซาคุยะยังรับประกันความเก่งของกิน ขนาดบอกว่าถ้าไม่ดูเลเวลแล้ว ความเก่งก็พอๆ กับเธอเลย
เอสเตอร์ถึงจะไม่เคยเป็นนักผจญภัย แต่เคยออกไปสู้กับปาร์ตี้ของนักผจญภัยอยู่บ้าง อาวุธใช้เป็นแส้ เสียแต่ในคลังแสงไม่มีอาวุธประเภทแส้เลย แต่ยูรินบอกว่ามีอาวุธที่น่าจะใช้แทนได้ซึ่งเป็นของที่มาจากการซ่อมของหลุดประมูล
มันคือดาบกระดูกงู ที่เวลาฟาดออกไป ข้อต่อของดาบก็จะหลุดออก และยืดระยะของดาบออกไปโจมตีได้เหมือนแส้ แต่นํ้าหนักและวิธีควบคุมต่างจากแส้ เอสเตอร์เลยต้องใช้เวลาในการฝึกใช้ก่อน แต่หลักการก็ไม่ได้ต่างจากแส้เท่าไร เธอเลยตกลงใช้ดาบกระดูกงู ส่วนเกราะของเอสเตอร์ก็ใช้เกราะเหล็กเฉพาะส่วนที่ผมเคยใช้ เพราะเกราะเกร็ดมัจฉาจะหนักเกินไป
โรสลินดูจะมีปัญหาหน่อย เพราะเธอค่อนข้างอ่อนแอ เลยไม่มีอาวุธที่เธอใช้ได้ ผมจึงให้เธอพกมีดเงินเอาไว้ป้องกันตัวเท่านั้น
แต่อาเดไลท์นี้สิ ไม่รู้ทำไมถึงเดินไปหยิบเอาพัดพายุวารีมาใช้ พอผมถามไป เธอบอกว่าเคยเรียนรำพัดมา…มันเกี่ยวกันไหมเนี่ย! แต่ถ้าเธอชอบก็ต้องยอมไปก่อน ส่วนจะใช้อย่างไงเดี๋ยวค่อยดูกันไป แล้วอาเดไลท์ยังเอาผ้าคลุมวารี ไปให้พวกไรโมดอลตัดเย็บให้เป็นผ้าคล้องคอแทน ไม่เข้าใจสักนิดว่าคิดอะไรอยู่?
แต่ตอนนี้ทุกคนก็ได้ทำการติดอาวุธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ