ตอนที่ 126 สิ่งที่เคลื่อนไหวใต้เงาของเปลวไฟ

ตอนที่ 126 สิ่งที่เคลื่อนไหวใต้เงาของเปลวไฟ
ช่วงเย็นในวันเดียวกันกับที่รับสัมภาษณ์ ผมก็ชวนดาเซส เอร่า กับเดเม่เข้าไปในเมืองกัน ถึงคนดูจะมีจำนวนปกติ แต่บรรยากาศไม่ดีเลย
ผมเองก็โดนมองแบบเคย แต่คราวนี้รู้สึกถึงสายตาที่มีความมุ่งร้ายมาด้วย
“โรมะ”
“อืม ผมรู้แล้วไม่เป็นไร”
ดาเซสเองก็รู้สึกได้ถึงอันตรายเหมือนกัน แต่นี้แหละที่ผมอยากจะมาเห็น
ผลกระทบจากการเปิดโรงแรม ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจพื้นฐานของเมืองนี้ไป ถ้ายังไม่เห็นภาพ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ
เช่นว่าแต่เดิมร้านค้าร้านอาหารและโรงแรมในเมืองนี้ เสมือนหนึ่งร้ายค้าโชห่วยที่อยู่หมู่บ้านมาหลายต่อหลายรุ่น อยู่มาวันหนึ่งก็เจอโรงแรมของผม ที่เสมือนเป็นห้างครบวงจรมาตั้งอยู่ข้างๆ และดูดเอาทั้งคนและเม็ดเงินที่หมุนเวียนไปจนหมด จนสุดท้ายพวกร้านค้าโชห่วยก็อยู่ไม่ได้จนต้องปิดตัวไปหมด
สิ่งนั้นแหละที่กำลังเกิดขึ้นกับเมืองนี้ โดยมีผมเป็นวายร้ายที่มาสร้างห้างทำลายระบบเศรษฐกิจ
ไม่สิ ที่ผมทำมันเลวร้ายกว่าอีก เพราะผมเปิดโดยไม่สนเรื่องกำไร ทำให้สามารถกดราคาไปจนถึงขีดตํ่าสุดของราคาต้นทุนได้ แต่กับพ่อค้าแม่ค้าที่ทำมาหากินโดยหวังกำไร ไม่มีทางจะมาสู้กับความบ้าคลั่งบ้าพลังของโรงแรมยูโทเปียได้เลย
…แต่ผมจะแก้ไขมัน เพราะผมเข้าใจความเจ็บปวดของคนทำมาหากิน เข้าใจความเจ็บชํ้าของบรรดาร้านโชห่วยที่ต้องปิดตัวเองไป เพราะไม่สามารถแข่งขันกับอำนาจเงินของนักลงทุนได้ ผมจะสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่รอดได้โดยไม่มีการทำลายกันเอง มันคือเรื่องเพ้อฝัน แต่นี้ผมกำลังอยู่ในโลกที่สามารถจะทำเรื่องเพ้อฝันได้ไม่ใช่เหรอ
“เดเม่”
ผมยื่นมือไปหาเดเม่ ซึ่งเธอก็ขานรับพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมา
ผมมองหาทำเลเหมาะๆ ซึ่งตรงย่านร้านค้ามีรูปปั้นม้าศึกอยู่พอดี ผมเลยกระโดดขึ้นไปยืนบนนั้นพร้อมกับตะโกนให้ดังที่สุด
“ไอ้พวกห่วยแตกทั้งหลายฟังทางนี้! ฉันคือเจ้าของโรงแรมยูโทเปีย ซึ่งคิดว่าพวกแกคงรู้จักกันอยู่แล้ว และในถุงนี้มีเงินอยู่หนึ่งล้านรีล! ฉันของท้าพวกแกแข่งทำอาหาร ถ้าใครชนะฉันได้เอาเงินในถุงนี้ไปได้เลย”
“ว่าไงนะไอ้เวร!”
“มาหาเรื่องถึงถิ่นแบบนี้ ฆ่าแมร่งเลย!”
เสียงร้องสาปแช่งและขู่ฆ่าดังมาจากทั่วสารทิศ อืม ขั้นแรกได้ผลดึงดูดความสนใจได้แล้ว และก็มีเหยื่อรายแรกที่มาติดกับ
“ข้าจะแข่งกับแกเองไอ้สารเลว ว่ามาจะแข่งทำอาหารแบบไหน”
“แข่งทำอาหารที่ร้านแกทำไงล่ะ เงื่อนไขง่ายๆ ฉันจะชิมอาหารร้านของแก จากนั้นก็ให้มาแข่งทำอาหารชนิดนั้นพร้อมกัน แล้วมาตัดสินกันว่าของใครอร่อยกว่ากัน”
“ฮ่าๆๆ งั้นแกเตรียมแพ้ได้เลย ข้าทำแป้งแผ่นคลุกไก่ย่างมาเกือบสามสิบปีแล้ว ไม่มีทางแพ้แกแน่!”
“เหรอ ถ้ามั่นใจแบบนั้นก็ลองเอามาชิมหน่อยสิ”
แป้งแผ่นคลุกไก่ย่าง เป็นอาหารที่นำแป้งแผ่นมานวดเข้ากับเนื้อไก่สับละเอียดแล้วเอามาคลี่ออกเป็นแผ่นกลมๆ แล้วยางบนเตาถ่าน มันจะให้กลิ่นหอมและความกรุบกรอบ สามารถถือเดินกินได้
แต่มันยังเป็นอาหารที่มีจุดอ่อน!
หลังจากได้ชิมแล้ว ก็เริ่มการแข่งกันทันที โดยใช้วัตถุดิบแบบเดียวกัน ทว่าผมเปลี่ยนขั้นตอนการทำ ด้วยการนำหนังไก่มาทุบให้ละเอียด ก่อนจะนำเอาไปนวดรวมกับแป้ง เพราะจุดอ่อนของเดิม ก็คือส่วนแป้งที่ติดกับเนื้อไก่มันจะแฉะ แถมเนื้อไก่ก็แห้งไร้รสชาติ และการที่ผมใช้หนังไก่มันจะช่วยเพิ่มความกรอบให้เวลากัด รสชาติก็จะประสานเข้ากับแป้ง
“น นี้มัน!”
หลังจากแลกกันชิมแล้ว พ่อค้าขายแป้งแผ่นคลุกไก่ย่างก็ทำหน้าซีดขึ้นมา คงรู้ตัวแล้วว่าของที่ผมทำมันต่างกันตรงไหน แต่ถ้ายอมรับก็เท่ากับแพ้ เขาเลยหาข้ออ้างออกมา
“ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหนเลย! รสชาติมันก็เหมือนๆ กันนั้นแหละ”
“งั้น ลองให้คนที่เชี่ยวชาญเรื่องรสชาติมาตัดสินไหม”
“เอางั้นก็ได้!”
“งั้น เอร่าเธอลองชิมดูแล้วอธิบายความต่างให้ทุกคนฟังด้วย”
“ด เดี๋ยวสิ! นี้มันคนของแก อย่างไงก็ต้องตัดสินเข้าข้างกันอยู่แล้ว ข้าไม่ยอม”
“เข้าข้าง? เจ้าหนูฉันคือเทพเอร่า หนึ่งในสิบเทพสูงสุด คิดจะดูหมิ่นการตัดสินจากเทพอย่างฉันเชี่ยวเหรอ!”
เอร่าของขึ้นเป็นด้วยแฮะ ถึงเป็นแมวก็มีเวลาที่อารมณ์เสียสินะ
“ก็ตามนั้นแหละ เอร่าน่ะจะตัดสินอย่างยุติธรรม ที่สำคัญลิ้นของเธอรับรสได้ดี อย่างไงก็ไม่โกหกความรู้สึกตัวเองหรอก”
ก็เอร่าน่ะกินอาหารของผมมาแทบทุกชนิดแล้ว แถมยังเที่ยวตระเวนหาของกินในเมืองอีก สัมผัสของลิ้นเธอสามารถเชื่อถือได้
“ชิ เอาแบบนั้นก็ได้”
จากนั้นผมก็ให้เอร่าชิมทีล่ะชิ้น โดยเริ่มจากของต้นตำรับก่อน
“หอมและก็กรอบอยู่หรอก แต่เนื้อไก่เนี่ยทำเสียอารมณ์เลย ทั้งแห้งทั้งไร้รสชาติ แป้งตรงรอบๆ เนื้อไก่ก็เละด้วย เคี้ยวแล้วรู้สึกแหยะๆ ในปาก”
“จะว่าไปข้าก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”
“เอ่อ ข้าก็ด้วย ปกติเลยกินแต่แป้งตรงขอบๆ เท่านั้น”
คนที่มุมดูพอได้ยินคำวิจารณ์ของเอร่าแล้ว ก็ต่างแสดงความคิดเห็นที่ตรงกันออกมา
“ส่วนของโรมะ”
เอร่ากัดของผมไปคำหนึ่ง แต่ยังไม่พูดอะไรออกมา แต่กินต่อจนหมดอันก่อนจะยอมง้างปากพูดได้
“อร่อย! กรอบจนเคี้ยวเพลินเลย! ระหว่างเคี้ยวก็จะได้รสชาติของไก่ไปด้วย”
“ด เดี๋ยวสิ มันจะอร่อยได้อย่างไง ก็ในเมื่อใช้วัตถุดิบแบบเดียวกัน”
พ่อค้าแป้งแผ่นตรงเข้ามาถามทันที
“เพราะผมใช้หนังไก่ไงล่ะ หนังไก่จะกักเก็บรสชาติได้ดีกับเนื้อไก่ ซํ้าเวลาโดนความร้อนจะปล่อยนํ้ามันออกมา ซึ่งนํ้ามันนั้นแหละเป็นตัวเพิ่มรสชาติ และผมยังนำไปทุบและนวดผสมจนเป็นเนื้อเดียวกับแป้ง ทำให้เวลาย่าง จะไม่มีส่วนที่เละๆ ออกมา”
“น น่าอร่อยแฮะ”
คนที่มุงดูแค่ได้ฟังผมพูดก็เริ่มนํ้าลายไหลออกมา
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก”
ผมทำแป้งแผ่นออกมาอีกอันหนึ่ง คราวนี้ผมไม่ได้ใช้หนังไก่ แต่ใช้เนื้อไก่ทำตามแบบเดียวกับสูตรต้นตำรับ เพียงแต่…ผมปรุงและนำเนื้อไก่ไปย่างไฟก่อนรอบหนึ่ง และหันเนื้อไก่ให้ชิ้นหนากว่าเดิม ก่อนจะนำมาคลุกเข้ากับแป้ง
“ทุกคนลองชิมดู”
ผมทำแบ่งให้ทุกคนลองชิมดู
“อ อร่อยยยย!”
ทุกคนตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ทำไมกัน! ทั้งๆ ที่เป็นอาหารแบบเดียวกันแท้!”
“ทำไมน่ะเหรอ เพราะแกไม่เคยใส่ใจลูกค้าเลยไงล่ะ!”
“ส ใส่ใจ?”
“ถ้าใส่ใจก็ต้องรู้จุดอ่อนของอาหารตัวเอง และก็จะสามารถคิดหาวิธีแก้ไขจุดอ่อนได้ อาหารของผมที่อร่อยกว่าเพราะผมแก้ไขจุดอ่อนในอาหารไงล่ะ!”
“แกก็เหมือนกันตาลุงที่เป็นพ่อครัวอาหารชุด แกเคยออกมาจากครัวดูหน้าลูกค้าบ้างไหม ไอ้ซุปนํ้าล้างตีนของแกน่ะคนกินเขาไม่เคยแตะกันเลยรู้ตัวหรือเปล่า”
“แกก็อีก ไอ้อาหารหรูราคาแพงของร้านแก มันก็แค่สักแต่ใช้วัตถุดิบแพงๆ แต่ไม่เคยใส่ใจการปรุงรสชาติเลย ไสหัวกลับไปกราบขอโทษพวกวัตถุดิบในห้องครัวเลยไป๊!”
จากนั้นผมก็ชี้ด่าเรียงตัว ใครไม่พอใจก็ให้มาท้าแข่งทำอาหารกับผม ซึ่งล้วนแต่โดนผมตอกหน้าแหกไปทุกราย มันทำให้ผมได้ฉายาใหม่ในถนนย่านการค้า พวกเขาเรียกผมว่าพ่อครัวหมาบ้า
แต่ว่าการกระทำของผมได้สร้างความโกรธแค้น ให้กับบรรดาร้านค้าและเหล่าพ่อครัวแม่ครัว จนต่างขว้างปาสิ่งของเพื่อขับไล่ ตัวผมที่เปื้อนไปด้วยเศษอาหารที่ถูกปาใส่ เดินกลับออกมาจากย่านการค้า โดยมีพวกดาเซสเดินตามมาข้างๆ
“…ทำแบบนั้นไปทำไมเหรอโรมะ ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ”
“โทสะเป็นแรงกระตุ้นชั้นเลิศ ผมแต่ไปจุดไฟให้พวกเขา”
“แต่ไฟที่นายจุดมันลามมาเผาตัวนายเองนะ”
“ไม่เป็นไร เพราะผมชอบเล่นกับไฟ”
“แต่ว่าเท่านี้พวกเขาก็จะรู้วิธีพัฒนาอาหารของตัวเองขึ้นแล้วสินะ”
เอาร่าเหมือนจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของผมได้
“ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขา”
“หรือว่าที่นายท่านทำไปตะกี้ก็เพื่อสอนพวกเขาทำอาหารเหรอคะ!?”
เดเม่กลับพึ่งเข้าใจ เพราะเธอเอาแต่โกรธหน้าดำหน้าแดง ถ้าผมไม่สั่งไว้ก่อนว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามลงมือ มีหวังได้ย้อมถนนด้วยเลือดแน่ๆ
“คนทำอาหารน่ะ จะมีทิฐิของตัวเองอยู่ ถ้าเดินเข้าไปบอกให้ทำตาม ไม่มีใครจะยอมทำหรอก เพราะต่างคิดว่าอาหารของตัวเองอร่อยอยู่แล้ว มีแต่ต้องทำแบบนี้เท่านั้นแหละพวกเขาถึงจะเข้าใจ”
“ทั้งๆ ที่นายท่านทำเพื่อพวกนั้น แต่พวกมันกลับ!”
“ไม่เอาน่าเดเม่ เพราะผมตั้งใจให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว พวกเขาไม่ผิดหรอก ที่สำคัญเพราะโรงแรมของ
พวกเราสร้างความลำบากให้กับพวกเขา มันก็สมควรอยู่แล้วกับสิ่งที่พวกเขาทำ”
“…นายท่าน”
จู่ๆ ทั้งสามก็เข้ามากอดผมกลมเลย เขินๆ แฮะ
“อะ อืม ไม่ต้องมาโอ๋ก็ได้ ผมไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรหรอก”
“ถึงความแสนดีของนายท่านจะไม่มีใครรู้ แต่พวกเราขอจดจำจนวันตายค่ะ”
“ข ขอบคุณ”
ขอบอกก่อนะ ผมไม่ได้แกล้งส่วมบทเป็นวายร้ายหรอก ก็ผมนะ…เป็นสุดยอดวายร้ายที่เรียกว่าจอมมารอยู่แล้วไงล่ะ
และผลจากเชื้อไฟที่ผมโยนลงไป ก็ทำให้ย่านการค้าค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา บางคนปรับเปลี่ยนสูตรอาหารจนกลายเป็นอาหารเลื่องชื่อขึ้นมาได้ บางคนรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาฝึกฝนทักษะการทำอาหาร จนเปิดเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารในที่สุด ถึงขนาดมีการขโมยสูตรอาหารจากโรงแรมยูโทเปียมาทำกันอย่างเปิดเผย แต่ที่แน่ๆ คือเกิดความสามัคคีและมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นของย่านการค้า จนกลายเป็นคู่แข่งแย่งลูกค้ากันกับทางโรงแรมยูโทเปียได้อย่างสูสี แต่ผลกระทบที่ว่ายังเปลี่ยนให้เมืองกรอซ่ามีอีกชื่อเรียกหนึ่ง นอกเหนือจากเมืองแห่งนักผจญภัย ซึ่งก็คือ เมืองแห่งอาหาร
แต่ขณะที่โลกธุรกิจเบื้องหน้า กำลังลุกไหม้ด้วยการแข่งขันกันอย่างดุเดือด โลกธุรกิจเบื้องหลังก็เริ่มเคลื่อนไหวใต้เงาของเปลวไฟ
ภายในห้องลับใต้เมืองกรอซ่า ตอนนี้ได้มีผู้คนมากมายมารวมตัวกัน รอบโต๊ะประชุมทรงกลม
“ดูเหมือนโรมะจะสร้างปัญหาให้พวกเราอีกแล้วนะ”
“คราวนี้ถึงกับสร้างโรงแรมเพื่อมาทำลายพวกเราเลย”
“ทั้งๆ ที่ปล่อยข่าวลือแย่ๆ ออกไป ยิ่งกลับทำให้คนแห่ไปหามันมากขึ้นซะได้”
“เรื่องโรงแรมยูโทเปียก็น่ากังวลอยู่หรอก แต่พวกเรากลัวกังวลเรื่องลัทธิเทพเมฆาสวรรค์ ที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่ทาสมากกว่านะ”
“ไม่ใช่แค่หมู่ทาสแล้ว มันลามไปถึงพวกครึ่งสัตว์ด้วย!”
“แล้วเรื่องที่มันเป็นผู้สนับสนุนโบสถ์ใหญ่ล่ะ”
“กลัวว่านั้นก็เป็นเรื่องจริง”
“บัดซบเอย! พวกเราปล่อยมันไว้นานเกินไปแล้ว”
“แต่จะจัดการซึ่งๆ หน้าอย่างไงล่ะ ขนาดกองกำลังของอาร์ดบิชอป ยังโดนมันเล่นงานจนหางจุกตูดกลับไปเลย”
“ถ้าพวกเรารวมพลังกันจะต้องบดขยี้มันได้อยู่แล้ว”
“เรื่องนั้นเห็นด้วย อีกฝ่ายเป็นแค่หนุ่มเจ้าสำราญที่รวมคนเก่งๆ มาไว้ในฮาเร็ม ขอเพียงเล่นงานให้ถูกจังหวะมันต้องเสร็จพวกเราแน่”
“งั้นเหล่าสหายพร้อมจะฟังข่าวดีแล้วหรือยัง”
“ข่าวดีอะไร?”
“กระผมได้ติดต่อเส้นสายในร้านแลกเปลี่ยนเงินแล้ว เลยทำให้รู้ว่าเงินส่วนใหญ่ของโรมะถูกเก็บไว้ที่นั้น กระผมจึงทำการเล่นแร่แปลธาตุให้เงินก้อนนั้นหายไปแล้ว…ฮ่าๆๆ”
“ฮ่าๆๆ นี้มันยังไม่รู้ใช่ไหม อยากเห็นหน้ามันตอนที่รู้จริงๆ”
“ช้าก่อน ถึงจะจัดการเงินเก็บของมันได้แล้ว แต่อย่าลืมว่ารายได้ที่โรงแรมยูโทเปียของมันก็มหาศาลอยู่นะ”
“ถ้าเรื่องนั้น ข้าดำเนินการไปบ้างแล้ว ตอนนี้ส่งลูกน้องบางส่วนทำตัวเป็นแขกเข้าไปพัก แค่ให้สัญญาณลงมือ โรงแรมยูโทเปียก็จะมอดไหม้ในทันที”
“ฮ่าๆๆ คิดตรงกันเลย ฉันเองก็กำลังส่งคนเข้าไปในคฤหาสน์ของมันเหมือนกัน งานนี้ฉันจะเล่นมันให้ซิบหายย่อยยับเลย ก๊ากๆๆ”
“สู้ทางฉันไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้ฉันได้ติดต่อกิลนั้นเพื่อให้มาช่วยแล้ว”
“กิลนั้น หรือว่า!”
“ค่ะ กิลมุเกนไงล่ะ แถมหัวหน้าที่ชื่อริกะจะมาด้วยตัวเองเลยนะ”
“แบบนี้ถ้ามันต้องตายแน่ๆฮ่าๆๆ”
“งั้นก็ประจวบเหมาะที่สุด พวกเรามากำหนดการลงมือให้ตรงกัน เอาให้มันรับมือไม่ถูกเลย”
“ตามนั้น และจากนี้ไปจะขอเสียงลงมติจากทุกท่าน”
“กิลการค้าเห็นด้วย!”
“กิลการโรงแรมเห็นด้วย”
“กิลช่างตีเหล็กเห็นด้วย”
จากนั้นทั้ง 21 กิลก็ลงมติออกมาเป็นเอกฉันท์ จนเหลือเพียงแค่คนเดียวที่ยังไม่ได้ลงมติ ทุกคนจึง
มองไปยังหญิงสาวที่ใส่ผ้าคลุมเปิดใบหน้าเพียงแค่ครึ่งเดียว
“…กิลนักผจญภัย…เห็นด้วย”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ