ตอนที่ 133 สำนึกแห่งศาสตร์

ตอนที่ 133 สำนึกแห่งศาสตร์
“ยังไหวไหม”
เวเนซ่าเข้ามาถามผมที่นอนหอบหมดแรงอยู่บนพื้น หลังจากโดนฟรานกับมอเรียจัดไปเกือบสิบยก
“ไหว คุยต่อได้เลย”
ผมยกนิ้วให้ แต่ขอนอนฟังแบบนี้ดีกว่า แบบว่าขาอ่อนจนยืนไม่ไหวแล้ว คือสิบยกน่ะเป็นเรื่องปกติ แต่สิบยกแบบไม่ให้พักเลยเนี่ย ร่างกายธรรมดาที่ไม่ได้รับผลของมารราคะมันเกินจะรับไหวจริงๆ
“ถึงไหนแล้วนะ อ้อ ตั้งแต่แรกสินะ”
เวเนซ่าบอกพร้อมกับนั่งย่องๆ ลง ราวกับจะอวดกลีบที่ยังไม่โตเต็มวัยให้ผมดู
“ก่อนเลยอื่น…โทษทีนะ จริงๆ แล้วฉันเองแหละที่เป็นคนอันเชิญพวกนายมาที่โลกนี้”
“หา!?”
ผมเลือนสายตาที่จับจ้องที่หอยของเธอขึ้นไปที่หน้าแทนทันที แถมยังทำหน้าทะเล้นใส่ซะอีก
“อ่ะ แต่ฟังก่อนอย่าพึ่งโกรธ จริงๆ กะแค่อันเชิญนายมาแค่คนเดียว แต่พอดีพึ่งเคยทำครั้งแรกเลยกะพลังพลาดไป เลยเป็นอันเชิญพวกนายมายกห้องเลย”
“ตอนคืนชีพก็บอกว่ากะเวลาผิด ตอนนี้ยังจะมาบอกว่ากะพลังพลาดอีก นี้เธอเป็นจอมมารหรือจอมซุ่มซ่ามกันแน่!”
“อย่าว่าฉันซุ่มซ่ามนะ!”
โกรธขึ้นมาแบบนี้ สงสัยแทงใจดำแฮะ
“ก็ได้ เรื่องมันผ่านไปแล้ว จะมาโกรธก็ไม่ใช่เรื่อง แถมทางนี้เองก็สังหารพวกปีศาจไปเพียบเลย เรื่องความสูญเสียจริงๆ ทางเผ่าปีศาจควรจะเป็นฝ่ายแค้นมากกว่า ว่าแต่อันเชิญผมมาทำไม แล้วทำไมต้องเป็นผม”
“ก็ไม่ทำไมหรอก จอมมารแต่ล่ะรุ่นนะ ทดลองวิธีการครองโลกมาแล้วแทบทุกแบบ ถึงบางวิธีจะครองโลกได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ยั่งยืนเพียงแค่ไม่กี่สิบปี ก็โดนมนุษย์ไล่ต้อนกลับมาอีก แม้แต่ฉันเองที่เคยปกครองโลกด้วยกำลังและความหวาดกลัว สุดท้ายก็คบพ้นว่ามันไม่ใช่การปกครองจริงๆ นายก็คิดแบบนั้นใช่ไหมล่ะ มันจะเรียกว่าปกครองได้ไง ในเมื่อคนที่เราปกครองอยู่ยังติดต่อต้านและจ้องเอาคืนตลอดเวลา และถึงฉันจะเก่งกาจไร้เทียมทาน แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางแพ้สักหน่อย
แถมเพราะฉันได้ชักนำศึกมาสู่เผ่าปีศาจมาอย่างยาวนาน ทำให้เผ่าปีศาจอ่อนแอลงจนยากจะฟื้นคืนขึ้นมาได้ไหม ก็เลย”
“เข้าใจล่ะ ที่แท้ก็ทำไว้ซะเน่าและโยนปัญหามาให้ผมแก้สินะ”
“ฮุๆๆ เป็นคนที่เข้าใจอะไรง่ายจริงๆ สมแล้วเป็นคนที่ข้าเลือก”
“ไม่ต้องมาชมเลย แต่ผมยังสงสัยอยู่ ถ้าต้องการคนแก้ปัญหา ทำไมไม่อันเชิญพวกผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมืองหรือนักบริหารมาล่ะ ทำไมต้องอันเชิญเด็กมัธยมปลายที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแบบผมมา”
“เพราะนายมีคุณสมบัติ!”
“คุณสมบัติอะไร”
“ก็ไอ้นี้น่ะสิ ฉันปิ้งตั้งแต่แรกเห็นเลย”
เวเนซ่าบอกพร้อมกับใช้มือเล็กๆ ของเธอลูบไปรอบๆ ดุ้นของผม
“แล้วดุ้นมันใช้แก้ปัญหาได้ตรงไหนกันล่ะเฟ้ย! นี้เลือกมานี้เพราะความเงี่ยนส่วนตัวเลยไม่ใช่หรือไง!”
“พูดอะไรน่ะ นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ นายควรภูมิใจไว้ ที่เป็นชายผู้มีลึงค์อันโอฬารอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น!”
“ก็แล้วมันช่วยแก้ปัญหาได้ไหม!”
“เจ้าโง่ ฉันพูดขนาดนี้แล้วทำไมไม่เข้าใจอีก ที่อันเชิญเจ้ามาเพราะต้องการให้เจ้าใช้ลึงค์ที่แสนใหญ่โตจนบ้าบอของเจ้าครองโลกให้ได้ไงล่ะ!”
“ก็ทางนี้ก็พูดอยู่ไง แค่นี้มันจะแก้ปัญหาได้ไง”
“ทำไมจะไม่ได้ ฉันวางแผนไว้หมดแล้ว เลยเที่ยวไล่เด็ดหัวเจ้าพวกตัวแสบ ที่เป็นตัวผู้จนหมดก่อนที่ฉันจะตาย ตอนนี้เผ่าต่างๆ ล้วนแต่มีผู้นำเป็นหญิงทั้งนั้น ถึงจะมีตัวผู้หลุดมาสักคนสองคน นายก็หลับหูหลับตาจิ้มๆ ไปเถอะ”
“แผนการโคตรมักง่ายเลย! แล้วผมไม่ใช่เกย์นะเฟ้ย!”
“แต่ในฮาเร็มของนายเห็นว่ามีตัวผู้อยู่ด้วยนี้”
“ชายใดที่ได้สาวดุ้นไม่นับเป็นเกย์”
“ทั้งคู่เลิกเถียงกันสักทีเถอะค่ะ ไม่งั้นคุยกันทั้งวันก็ไม่จบ”
มุเอมะเห็นผมเถียงกันไม่เลิกเลยทำเสียงดุขึ้นมา แต่พอพวกผมยอมเลิกทะเลาะกัน มุเอมะก็เข้ามาอุ้มผมขึ้น และพาไปที่ห้องอาหาร
“ทุกท่านคงหิวแล้ว งั้นเราไปนั่งคุยกันไปทานอาหารกันไปเถอะค่ะ”
ตอนแรกทุกคนทำหน้าเจื่อนๆ เพราะคิดว่าอาหารของปีศาจจะเป็นอะไรที่น่าขยะแขยง ผมเลยพูดเสริมขึ้นมา
“อาหารของเผ่าปีศาจล้วนแต่เป็นเมนูที่ผมคิดขึ้นมาทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็เหมือนที่ทำให้กินที่คฤหาสน์”
แค่นั้นแหละทุกคนทำตาลุกวาว และเดินตามมุเอมะไปแบบแทบจะหายใจรดต้นคอ โดยเฉพาะเอร่าท่าทางจะลืมไปแล้วมั่งว่านี้คือปราสาทจอมมาร
“โอ๋! นี้เหรออาหารจากโลกของนาย ถึงอยากจะเคยกินอาหารฝีมือผู้กล้าที่มาจากต่างโลกมาบ้างแล้ว แต่ไม่อร่อยเท่านี้เลยนะ”
“ที่โลกเก่าผม ถึงแม้จะเป็นอาหารแบบเดียวกัน แต่ก็มีเทคนิกการปรุงที่ต่างกัน เพราะงั้นรสชาติจะออกมาไม่ค่อยเหมือนกันหรอก”
“เป็นศาสตร์ที่ลํ่าลึกจริงๆ”
เวเนซ่าดูจะประทับใจกับอาหารมาก แต่ผมไม่มีอารมณ์จะมายินดีด้วย เลยคุยเข้าเรื่องต่อ
“พอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงอันเชิญผมมา และทำไมถึงมาโผล่ที่นี้ แต่ถามหน่อย ทำไมพออันเชิญผมมาแล้วกลับหายหัวไปเลย รู้ไหมผมหวิดตายไปกี่รอบแล้ว”
“อย่าพึ่งโมโหสิ ฉันมีเหตุผลอยู่”
“เหตุผลอะไร”
“เผลอหลับไปน่ะ”
“…”
ผมโมโหเลยคว้าจานอาหารของเวเนซ่ามา
“แง! อาหารของฉัน! เอาคืนมานะ!”
“เผลอหลับเนี่ยนะ จะไร้ความรับผิดชอบไปถึงไหนกัน!”
“เจ้าโง่! ฉันถึงอายุ 3 ขวบเองนะ ถึงจะมีพลังเหลือเฟื่อก็เถอะ แต่ร่างกายก็ยังเป็นแค่เด็ก ไม่สามารถรับการใช้พลังเยอะๆ ได้หรอก เพราะงั้นพอใช้เวทอันเชิญไป ร่างกายเลยวาปร์กลับไปที่ฐานลับเพื่อเข้าสู่การจำศีลเอง”
“แล้วทำไมไม่รอให้โตก่อนค่อยอันเชิญล่ะเฟ้ย!”
“ความผิดนายนั้นแหละ ใครใช้ให้แกเป็นโลลิค่อนกันล่ะ ขืนรอให้โตก่อนแกก็ไม่แลฉันแล้วสิ”
“ถึงผมจะเป็นโลลิค่อน แต่กับเด็กสามขวบมันก็เกินไปหน่อยนะ!”
“อย่ามาทำเป็นพูดดี ใครกันล่ะที่แค่เห็นจิมิเด็กสามขวบ ลึงค์ก็แข็งเป็นท่อนเหล็กแล้ว!”
พอเวเนซ่าชี้มาที่ผม สายตาทุกคนก็มองมาที่ผมอย่างเอือมระอา
แต่เรื่องหนึ่งที่แน่ชัดแล้ว ผมกับเวเนซ่าคุยกันได้ช้ามาก เพราะเอาแต่กัดกันไปกัดกันมา ผมเลยพักเรื่องที่คุยกับเวเนซ่าไว้ก่อน และหันไปถามมุเอมะแทน
“มุเอมะ ผมอยากจะกลับไปเป็นจอมมาร มีวิธีไหนพอช่วยได้บ้างไหม”
“จอมมารเหรอคะ…เอ่อ จริงๆ แล้วท่านโรมะไม่ต้องพยายามกลับไปเป็นจอมมารก็ได้ค่ะ เพราะอย่างไงพวกเราก็ตัดสินใจไว้แล้ว ว่าท่านโรมะคือผู้นำของพวกเรา ไม่ว่าจะมีสถานะจอมมารหรือไม่ ส่วนถ้าต้องมีเรื่องต่อสู้กันเกิดขึ้น พวกเราจะสู้และปกป้องท่านเองค่ะ”
“ไม่ได้หรอก”
ผมรีบส่ายหน้า
“ที่ผมอยากกลับไปเป็นจอมมาร ไม่ใช่เพราะอยากได้พลังหรืออำนาจ แต่เพราะไม่อยากให้ใครได้ตำแหน่งนี้ไปต่างหาก เกิดได้คนไม่ดีขึ้นมาจะทำอย่างไง ที่พวกเราสร้างกันมาไม่พังหมดเลยเหรอ ที่สำคัญตอนนี้สกิลมารราคะตกไปอยู่ในมือคนอื่นแล้ว แบบนี้จะไม่เท่ากับว่ายื่นตำแหน่งจอมมารให้ด้วยหรอกเหรอ”
“คือว่าเรื่องนั้น”
มุเอมะเข้าใจเหตุผลแล้ว แต่เรื่องที่คนอื่นจะมาเสียบตำแหน่งจอมมาร เธอยังไม่มั่นใจนัก
“ฮ่าๆๆ ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”
เป็นเวเนซ่าที่กอดอกและหัวเราะออกมาอย่างกวนประสาท
“อธิบายมาสิว่าทำไม”
“ก็เพราะตำแหน่งจอมมารไม่ได้คัดเลือกเพราะคนคนนั้นมีสกิลมารน่ะสิ จะว่าไงดี สกิลมารเป็นเหมือนอุปกรณ์ปรับแต่งให้คนผู้นั้น สามารถใช้พลังของจอมมารได้อย่างเต็มที่มากกว่า พอสกิลหายไปนายถึงเรียกใช้สถานะจอมมารไม่ได้ เพราะถ้าใช้ ร่างกายนายจะโดนพลังด้านลบกลืนกินจนต้องตายในที่สุด”
“จะบอกว่าผมมีคุณสมบัติเป็นจอมมารเหรอ คนธรรมดาอย่างผมเนี่ยนะ”
“ถูกต้องแล้ว มงกุฎราชาปีศาจน่ะไม่ได้เหลือคนที่แข็งแกร่งหรือมีพลังเหนือมนุษย์หรอกนะ เหตุผลที่จอมมารถือกำเนิดจากมนุษย์ เพราะเป็นมนุษย์เป็นเผ่าที่สามารถลองรับสกิลมารทั้ง 7 ได้ดีที่สุด แต่ส่วนคุณสมบัติ จะถูกตัดสินจากความเป็นไปได้สูงสุด”
“ความเป็นไปได้สูงสุด?”
“ความเป็นไปได้ที่คนผู้นั้นจะนำพาเผ่าปีศาจไปสู่จุดที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน จะบอกว่ามงกุฎราชาปีศาจมีพลังในการมองเห็นอนาคตของคนผู้นั้นก็ว่าได้นะ เพราะทันทีที่มันส่วมลงบนศีรษะของใคร มันจะตัดสินคนคนนั้นได้ทันที แต่ฉันได้ยินว่านายแค่ส่วมครั้งเดียวก็ได้เป็นจอมมารเลยเหรอ”
“ใช่ มันทำไมเหรอ?”
“จะทำไมน่ะเหรอ ก็มันแปลกน่ะสิ จอมมารรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาจนถึงตัวฉันเอง ตอนส่วนมงกุฎราชาปีศาจครั้งแรก มันเอาแต่ปฏิเสธทุกคน จะต้องใช้วิธีเจรจาต่อรองหรือบังคับขู่เข็นเช่นจะทำลายมันถ้ามันไม่ยอมยกตำแหน่งให้ พวกฉันถึงได้ตำแหน่งกันมา”
“ใช้วิธีได้สมกับเป็นจอมมารจริงๆ”
“ตามที่ว่ามา ตอนนี้นายยังคงเป็นจอมมารอยู่ เพียงแต่ไม่สามารถดึงเอาสถานะจอมมารมาใช้ได้ จะบอกว่ามงกุฎราชาปีศาจกำลังปกป้องนายอยู่ก็ว่าได้นะ เพราะงั้นลองไปส่วมมงกุฎราชาปีศาจดูอีกสักครั้ง มันคงช่วยอะไรได้นิดหน่อย”
“แล้วเธอล่ะ ไม่คิดจะเอาตำแหน่งจอมมารกลับไปเหรอ”
“ฮ่าๆๆ ไม่ล่ะ ฉันเกษียณแล้ว เพราะงั้นถึงหาคนมาแทนอย่างนายไงล่ะ ส่วนฉันแค่จะทำหน้าที่เป็นคนแนะนำให้ฐานะรุ่นพี่เท่านั้น”
“อย่ามาโกหก ไม่มีใครหรอกที่จะทำอะไรให้กันฟรีๆ เธออยากจะได้อะไรบอกมาตามตรงดีกว่า เพราะถ้ารู้จักผมดี คงรู้นะว่าผมไม่ชอบการโดนทรยศ ยิ่ง
พึ่งผ่านเหตุการณ์แบบนั้นมา ความเชื่อใจคนของผมมันติดลบไปแล้ว”
“นั้นสินะ งั้นจะบอกตามตรงนะ สิ่งที่ฉันอยากจะได้ก็คือ…มอบประสบการณ์เสียวมาให้ฉันซะ”
“หา!?”
“โธ่! ก็ที่โลกนี้มันมีแต่พวกน่าเบื่อ ชีวิตก่อนฉันเคยหลับนอนกับทุกเผ่ามาแล้วนับพันชีวิต แต่หาได้มีใครที่สร้างความพึงพอใจให้ได้เลยสักคนเดียว”
“ข้าเข้าใจเจ้า!”
เจ้าหญิงโชลุกขึ้นพร้อมกับทุบโต๊ะเสียงดังสนั่น
“การต้องทนอยู่อย่างเบื่อหน่ายไร้ซึ่งความสุข ต้องปล่อยให้หอยน้อยนอนร้องไห้อย่างเหงาหงอยทุกคืน เป็นชีวิตที่เหมือนตกนรกไม่มีผิด!”
“เห็นด้วยค่ะ!”
มอเรียก็ลุกขึ้นมาชูมือด้วยอีกคน
“โอ่ ขนาดเจ้าหญิงโชยังพูดแบบนี้ แปลว่าฉันเลือกคนมาผิดสินะ”
“สุดๆ ไปเลย ไว้ท่านได้ลองดูแล้วจะแทบสำลักความสุขตายเลยล่ะ”
“งั้นอย่าให้เสียเวลามาจัดกันเลยดีกว่า”
“ช้าก่อน! ผมยังไม่ได้สกิลมารราคะคืนมาเลย ขืนเธอโดนผมเสียบในสภาพนี้ มีหวังตายคาทีจริงๆ แน่”
“อย่าห่วงเลย Hp ฉันมีเหลือเฟื่อ ถึงโดนลึงค์ของนายเสียบจนร่างกายฉีกขาด ฉันก็ไม่มีทางตายได้หรอก อย่างมากก็แค่โดนวาปร์กลับไปจำศีลอีกรอบเท่านั้น”
“แล้วแบบนั้นจะทำให้เธอมีความสุขได้อย่างไงล่ะเฟ้ย! เป็นสายกูโระเหรอเธอน่ะ!”
“ฮุๆๆ ฉันแต่ชอบอะไรที่แปลกใหม่ ถึงแม้จะมีเจ็บตัวบ้างนิดๆ หน่อยๆ หรือเสียแขนเสียขาไปก็ไม่ถือหรอก”
“…ถึงเธอจะโอเค แต่ทางนี้ไม่อ่ะ อย่างไงก็ตาม จนกว่าจะได้สกิลมารราคะคืนมา ผมจะไม่มีอะไรกับเธอเด็ดขาด”
“ชิ งกจริงๆ แต่ฉันรอมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว จะรอต่ออีกไม่กี่สิบปีก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“แล้วพอจะแนะนำได้ไหมรุ่นพี่ ว่าจะเอาสกิลมารราคะคืนมาได้อย่างไง”
ใช่ ขาดสกิลนี้ไปสถานะฮาเร็มผมก็ไม่มั่นคงน่ะสิ
“ถ้าจะขโมยสกิลกลับ ไม่มีทางทำได้หรอก เพราะการขโมยสกิลเป็นอัตลักษณ์พิเศษ ที่มีแต่สกิลมารเท่านั้นที่ทำได้ แต่ตอนนี้สกิลมารทั้งหมดมีเจ้าของหมดแล้ว และฉันไม่แนะนำให้ไปตอแยกับเจ้าพวกนี้หรอกนะ”
“แปลว่าไม่มีวิธีได้คืนเลยใช่ไหม”
“เปล่า ไม่ได้พูดแบบนั้น ฉันแค่พูดถึงวิธีง่ายสุดอย่างการขโมยมันจะใช้ไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีวิธีอื่นนอกเหนือจากนั้นอีก เช่นการปลุกสำนึกแห่งศาสตร์”
“สำนึกแห่งศาสตร์!?”
ทั้งห้องต่างทำหน้างง มีเพียงอุเมอะกับเจ้าหญิงโชเท่านั้น ที่ทำเหมือนรู้จักว่ามันคืออะไร
“สำนึกแห่งศาสตร์ ก็คือการเข้าถึงสกิล มันต่างจากความชำนาญที่เป็นระดับมาสเตอร์ โดยต้องเข้าไปให้ถึงแกนแท้ของสกิลนั้น หรือไม่ก็ใช้สกิลนั้นจนกว่ามันจะซึมเข้าไปถึงจิตวิญญาณเลย นั้นแหละถึงจะทำให้ได้สกิลสำนึกแห่งศาสตร์มา”
“แล้วสำนึกแห่งศาสตร์มันดีกว่าสกิลปกติอย่างไงเหรอ”
“สกิลใดที่บรรลุถึงขั้นสำนึกแห่งศาสตร์แล้ว สกิลนั้นจะกลายเป็นของคนผู้นั้นโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถแย่งชิงได้ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม และแม้จะเป็นสกิลที่ตัวเองไม่รู้และไม่เคยเรียนรู้มาก่อน แต่ถ้าเข้าถึงเงื่อนไขสำนึกแห่งศาสตร์โดยบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะได้สกิลนั้นมาเป็นของตัวเองทันที นายเองก็มีสำนึกแห่งศาสตร์อยู่สองอย่างแล้วนี้”
“แบบนี้เอง สกิลพ่อบ้านสมบูรณ์แบบกับ Dawn of love ถึงไม่ถูกขโมยไป กับสกิลพ่อบ้านนี้พอจะเข้าใจได้อยู่นะ เพราะทำงานบ้านทุกอย่างจนซึมเข้ากระดูกแล้ว แต่ Dawn of love นี้ได้มาอย่างไงยังไม่รู้เลย”
“Dawn of love เหรอ ได้สกิลน่าสนใจมาเหมือนกันนี้ เงื่อนไขการได้สกิลนี้มา คือการ
ได้สร้างความรักอันยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น จะเรียกว่ารักแท้ก็ได้นะ น่าอิจฉาสาวๆ ในฮาเร็มของนายนะ ทั้งได้รับความรักจากนายและยังรักนายตอบได้จนเกิดเป็นสกิล Dawn of love ขึ้นมาได้ แล้วก็…”
เวเนซ่ายกมือขึ้นข้างหนึ่งเหมือนกำลังเปิดดูอะไรอยู่ ก่อนจะทำหน้าตกใจและหันมาพูดต่อ
“ยินดีด้วยนะ นายเป็นคนที่สามในประวัติศาสตร์ที่ได้สกิลนี้มาครอบครอง ซํ้ายังเป็นสกิลที่ต้องเปิดเงื่อนไขเองถึงจะได้มา เดี๋ยวนะ…”
เวเนซ่าหลับตาลงข้างหนึ่งขณะมองมาที่ผม
“Lv 3!!Dawn of love อัพไปถึง Lv 3 ได้ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นคนแรกของประวัติศาสตร์แล้วสิ นี้นายใช้อะไรล่อลวงพวกผู้หญิงเนี่ย ทำไมถึงได้มีคนตกหลุมรักนายเยอะขนาดนี้ได้”
“อาหาร!”
“เซ็กส์!”
“นอนตัก!”
“นํ้าเชื้อ!”
พวกสาวๆ ผลัดกันตอบคำถามของเวเนซ่าให้ แม้แต่มุเอมะยังหัวเราะแห้งๆ ไม่ช่วยผมแก้ตัวเลย
“อะแฮ่ม ยังมีอีกสกิลที่ผมได้มาแบบเปิดเงื่อนไข แต่มันโดนขโมยไปแล้ว”
“หมายถึง Lust Mastery สินะ”
“ใช่”
“ถ้าเป็นสกิลนั้นไม่ได้ถูกขโมยไปหรอก แต่ Lust Mastery คือสกิลรากของ สกิลมารราคะ พอ
ไม่มีสกิลหลัก สกิลรากเลยหยุดทำงานไปด้วย แต่นั้นแหละคือหนทางการเอาสกิลมารราคะคืนมา”
“ได้จริงๆ เหรอ!”
“จริงสิ ที่ต้องทำก็แค่เข้าถึงสำนึกแห่งศาสตร์ของ Lust Mastery ซึ่งน่าจะง่ายกว่าสำนึกแห่งศาสตร์ระดับมารอีก แถมนายเคยเข้าถึงสำนึกแห่งศาสตร์ของมันไปรอบหนึ่งแล้ว ถึงจะหยุดทำงานเพราะสกิลหลักหายไป แต่เพียงกระตุ้นมันก็จะได้กลับมาแน่นอนถึงจะขาดสกิลหลักไปก็เถอะ จากนั้นก็ปลุกอัสโมเดียสขึ้นมาเยิ้บซะ เท่านี้ก็ได้สกิลมารราคะกลับมาแล้ว และเพราะแบบนี้ล่ะ ถึงตัวผู้ใช้สกิลมารคนอื่นได้สกิลมารราคะไปก็ใช้ไม่ได้ เพราะคนที่ใช้ได้มีแต่คนที่อัสโมเดียสเลือกแล้วเท่านั้น”
“ฟังดูง่ายจัง แต่รู้สึกจะมีปัญหาเพียบเลย”
“ไม่หรอกน่า แค่นายอึบสาวให้เต็มเหนี่ยว เดี๋ยวก็ได้กลับมาเอง”
“งั้นเริ่มกันเลย!”
เจ้าหญิงโชลุกขึ้นมาเป็นอาสาสมัครคนแรก แต่มุเอมะยกมือห้ามไว้ก่อน
“ใจเย็นค่ะ ตอนนี้ท่านโรมะควรจะไปหามงกุฎราชาปีศาจก่อนไม่ใช่เหรอคะ แถมฉันรู้สึกว่าพลังงานของปราสาทจอมมารกำลังลดลง ปล่อยไว้แบบนี้มีหวังหยุดทำงานและตกลงไปบนพื้นอีกรอบแน่”
“โอ่ จริงด้วย แต่งานนี้ฉันช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ ก็ฉันไม่มีพลังจอมมารแล้ว”
เวเนซ่ารีบออกตัวก่อน ภาระเลยตกมาที่ผมทันที
“อืม งั้นไปที่ห้องทดสอบกันเลยเถอะ”
ระหว่างที่เดินไป ผมก็ได้ขอให้เวเนซ่าเล่าความสามารถของมารที่เหลือให้ฟังด้วย เพราะไม่อยากเจอกรณีแบบมารริษยาที่ไม่ได้เตรียมวิธีรับมือเอาไว้อีก
ข้อมูลที่สรุปออกมาได้ก็คือ
อันดับหนึ่ง มารแห่งความเย่อหยิ่ง
อันดับสอง มารแห่งราคะ มีลักษณะพิเศษคือการสืบทอดและแพร่พันธุ์ ปราศจากเงื่อนไข เพียงแค่หลับนอนกับเพศตรงกันข้ามก็จะได้สืบทอดสกิลบางอย่างมาแล้ว และไม่มีผลกระทบใดๆ กับเป้าหมาย ข้อเสียมีเพียงเลือกสกิลที่จะสืบทอดไม่ได้และสืบทอดได้เพียงสกิลเดียวเท่านั้น แต่ถูกทดแทนด้วยการใช้งานที่หลากหลาย แถมเป็นสกิลมารเพียงอย่างเดียว ที่มีสกิลราก
อันดับสาม มารแห่งความตะกละ มีลักษณะของการกิน เงื่อนไขในการใช้คือการทำลายสกิลตัวเองและเป้าหมายแบบสุ่มหนึ่งสกิล จากนั้นเลือกขโมยสกิลของเป้าหมายมาได้หนึ่งอย่าง กรณีที่เป้าหมายมีจำนวนสกิลน้อยกว่า สกิลมารแห่งความตะกละจะเลือกทำลายแต่สกิลของตัวเองสองสกิลแทน เพื่อขโมยสกิลของเป้าหมาย ข้อเสียก็คือใช้มาน่าในการทำลายสกิลแต่ละครั้งเยอะมาก
อันดับสี่ มารแห่งความโลภ มีลักษณะของการถือครอง เงื่อนไขในการใช้คือการสัมผัสตัวเป้าหมาย ยิ่งสัมผัสได้นานยิ่งขโมยสกิลได้มาก ข้อเสียก็คือ ไม่สามารถใช้กับเป้าหมายเดิมได้ หลังจากแตะตัวแล้ว ถ้าปล่อยมือออกเมื่อไร จะถือว่าสิ้นสุดการใช้สกิลทันที และ
เป้าหมายนั้นจะไม่ได้รับผลจากสกิลมารแห่งความโลภอีกเลย
อันดันห้า มารแห่งโทสะ มีลักษณะของการใช้กำลัง เงื่อนไขคือเมื่อถูกโจมตีด้วยสกิลใดก็ตาม ก็จะได้สกิลนั้นมาทันที และตราบใดที่สกิลนั้นเป็นของมารแห่งโทสะ เจ้าของสกิลเดิมจะไม่สามารถใช้สกิลนั้นได้อีก ข้อเสียจะรับได้แต่สกิลประเภทโจมตีเท่านั้น และหลังจากที่ใช้สกิลที่ได้รับมาไปแล้ว สกิลจะกลับไปหาเจ้าของเดิมทันที
อันดับหก มารแห่งความเกียจคร้าน มีลักษณะของการไม่ทำอะไรเลย เงื่อนไขยิ่งเลเวลน้อย ยิ่งค่าพลังน้อย ยิ่งสู้น้อย ยิ่งใช้สกิลน้อย ยิ่งขโมยสกิลเป้าหมายได้เยอะขึ้นเท่านั้น สรุปคือ ถ้าเลเวลและค่าพลังน้อยกว่าเป้าหมาย ยิ่งเยอะเท่าไร ก็ยิ่งขโมยสกิลได้เยอะ
ขึ้นตาม และถ้าจบการต่อสู้ได้เร็วและใช้สกิลน้อยเท่าไร จบการต่อสู้แล้วก็จะขโมยได้เพิ่มขึ้นอีก ข้อเสีย ผู้ใช้สกิลแห่งความเกียจคร้าน มักจะเสียชีวิตก่อนจะได้ทันขโมยสกิล
อันดับเจ็ด มารแห่งความริษยา มีลักษณะของการช่วงชิง เป็นสกิลมารที่มีเงื่อนไขมากที่สุดและใช้ยากที่สุด เงื่อนไขมีด้วยกัน 4 อย่าง
1. ต้องรู้สกิลของเป้าหมาย อย่างน้อย 4 สกิล และต้องรู้จักชื่อสกิลที่ตัวเองยังไม่เคยได้รับมาก่อน 1 สกิล
2. ต้องได้ครอบครองบางสิ่งบางอย่างของเป้าหมาย (กรณีของโรมะคือเศษนิ้วที่โดนซารีตัดไป)
3. ต้องกำหนดเงื่อนไขบางอย่างที่แสดงถึงความด้อยของตัวเองออกมา เช่นถ้าเป้าหมายเป็น
ผู้ชายต้องอ้วนกว่าตัวเอง หรือถ้าเป็นหญิงต้องอายุน้อยกว่าตัวเอง
4. เงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเงื่อนไขข้างต้นครบถ้วนทั้งสามอย่างแล้ว สกิลมารริษยาจะขโมยสกิลเป้าหมายมาทั้งหมดทันที โดยต้องอยู่ในระยะทำการไม่เกิน 5 กิโลเมตร แต่ทุกๆ สกิลที่ขโมยมา จะถูกหัก Hp ในอัตรา X10 ไปเรื่อยๆ เช่น 1 สกิลโดนหัก Hp 10 ถ้า 2 สกิลก็โดนหัก Hp 100 และถ้า 10 สกิลก็โดนหัก Hp 10,000,000,000 ซึ่งเฉลี่ยต่อคน มักจะมีเกิน 10 สกิลอยู่แล้ว ทำให้หลังขโมยสกิลมา ผู้ใช้สกิลมารริษยาก็จะไม่มีชีวิตรอดอยู่ใช้สกิลที่ขโมยมาได้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ